มดน้อยโดนไล่ออก

20170617_ant

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มดตัวน้อยมาทำงานแต่เช้า และลงมือทำงานทันที

มดน้อยสร้างผลงานมากมาย และก็มีความสุขกับการทำงานดี

สิงโตที่เป็นหัวหน้า ก็รู้สึกแปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ดีโดยไม่ต้องการมีการควบคุม สิงโตเลย

“คิดใหม่ทำใหม่” โดยใช้แนวคิดว่า ขนาดไม่มีหัวหน้าดูแลยังทำงานดีเช่นนี้ แล้วถ้ามีหัวหน้า มดน้อยต้องทำงานดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

สิงโตจึงจ้าง แมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย และแมลงสาบมีความสามารถมากในเรื่อง “การเขียนรายงาน”

แมลงสาบ เริ่มด้วยการตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยการตั้งเครื่องตอกบัตร

แมลงสาบต้องการเลขานุการมาช่วยเขียน พิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้าง ควายมาเป็นเลขานุการส่วนตัว

สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก ที่มีการรายงาน และพิจารณาแนวโน้มต่างๆ ทำให้แมลงสาบได้หน้า !

เพื่อการนี้ แมลงสาบจึงขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ติดอินเตอร์เนต และเครื่องพิมพ์เพื่อการทำงานให้สิงโต

แน่นอนว่า… ต้องมีแผนก IT ตามมา เขาจึงจ้างตัวเห็บมาเป็น IT Manager ตัวเห็บก็ของบประมาณเพื่อจ้างลูกมือ และอุปกรณ์ซ่อม

แต่มดเริ่มเบื่อกับระบบงานแบบใหม่มาก เพราะมัวแต่เขียนรายงาน ทำให้เพิ่มภาระงานเอกสารซึ่งเดิมมีมากมายอยู่แล้ว และการประชุมต่างๆ ก็เสียเวลาทำงานไปไม่ใช่น้อย

แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าลง เพราะต้องเขียนรายงาน จึงคัดเลือกหัวหน้าแผนก มาคอยกำกับดูแล และจดรายงาน ตำแหน่งนี้ตกเป็นของ ตัวทาก

ตัวทากเป็นบุคลากรที่ทำงานได้อย่าง “เชื่องช้า”มาก จึงดูเป็นผู้ที่รอบคอบ และได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกไป

และแล้ว… แผนกที่มดน้อยทำงานก็กลายเป็นแผนกที่ซึมเศร้า ไร้เสียงหัวเราะ ทุกคนในแผนกก็หัวเสียง่าย

ตัวทากจึงของบทำการสำรวจ ศึกษาสภาพการทำงานที่เหมาะสม แล้วสรุปว่า… แผนกมดน้อยทำงานได้แย่ลง

สิงโตก็พลอยเห็นด้วยว่าแผนกมดทำงานได้แย่ลง จึงจ้างตัวเหี้ย (ตัวเงินตัวทอง) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อศึกษาพัฒนาวิธีบริหารจัดการ

ตัวเหี้ยสรุปว่า… ที่แผนกของมดน้อยมีการจ้างคนมากเกินไปเลยทำให้ผลผลิต Output ไม่ดี

ขอถามว่า ใครจะถูกปลดออกเป็นคนแรก…มดน้อยนั่นเอง… เพราะตัวเหี้ยบอกว่ามดน้อยเป็นคนที่ไร้แรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี !!!!

โปรดช่วยกันพิจารณาว่าสภาพของบริษัทนี้จะเป็นอย่างไร สาเหตุ เป็นเพราะอะไร

—–

เครดิตเรื่องราว : จากไลน์กลุ่มที่ไม่ปรากฏชื่อ

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไม่ใช่ยาแรง แต่เป็นยาที่ถูกโรค

20170510_medicine

ขอแสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ร่าง พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถพิจารณาคดีได้ แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ปรากฏตัวต่อศาลก็ตาม

นี่ไม่ใช่การใช้ยาแรง แต่เป็นการใช้ยาที่ถูกโรคต่างหาก

เพราะการไม่ปรากฏตัวต่อศาล ไม่ใช่ความผิดของศาล ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ แต่เป็นทางเลือกที่ผู้ถูกกล่าวหาตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ศาลไม่ได้ไปตัดสิทธิปิดกั้นอะไรเลย

แท้ที่จริงผู้ถูกกล่าวหาต้องการจะหนีคำพิพากษาของศาลไปต่างประเทศหรือไปในที่ซึ่งหาตัวไม่ได้
ทำให้ศาลดำเนินคดีไม่ได้ และยังมีผลให้คดีขาดอายุความได้อีก

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้ปรากฏตัวต่อศาล แต่คนที่หนีอาญาแผ่นดินยังสามารถใช้ทนายไปฟ้องร้องบุคคลในนามของเขาได้ แถมยังอุทธรณ์หรือฎีกาได้อีก

ผมเป็นคนที่ได้รับประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทโดยนักโทษหนีอาญาเมื่อปี 2551

นี่เป็นความอยุติธรรมทั้งสองทาง ทางแรกอาศัยฐานะมาทำให้ตนเองพ้นไปจากอาญาแผ่นดินอีกทางหนึ่งเอาเปรียบคู่กรณีไล่ฟ้องคนอื่นโดยไม่ต้องแสดงตัวต่อศาล

ดังนั้นจึงขอเสนอกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่า โจทก์ในฐานะผู้ฟ้องคดี จะใช้เพียงทนายมาเล่นงานคู่กรณีไม่ได้ จะต้องแสดงตัวต่อศาลด้วย จึงจะยุติธรรมต่อคู่กรณี และมีความเป็นธรรมต่อสังคมไทย

ความมั่งมีหรือสถานะที่เหนือกว่าไม่ควรเป็นเหตุให้คนผิดลอยนวลอยู่เหนือกฏหมาย/


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เสรีภาพสื่อเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับเสรีภาพประชาชน

20170502_pressfreedom

30 องค์กรสื่อ ผนึกกำลังกันต่อต้าน ร่าง พรบ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน
อย่างแข็งขัน ทำให้ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน จำต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาตามที่เป็นข่าว

เหตุที่การต่อต้านกลายเป็นกระแสสำคัญเพราะกรรมาธิการชุดดังกล่าวมีแนวคิดนำว่าสื่อมวลชนไทยไม่รับผิดชอบดังนั้นจึงต้อง”ควบคุม” แทนที่จะ”คุ้มครอง”ตามชื่อร่าง พรบ.

จึงกำหนดบทบัญญัติไปในทางวางกรอบกติกาและกฏเกณฑ์พะรุงพะรัง เช่นให้จดทะเบียน ให้มีบทลงโทษรุนแรง ให้มีคนภาครัฐเข้าเป็นกรรมการ ให้นิยามสื่อมวลชนแบบครอบจักรวาล

เป็นความจริงที่ว่าสื่อมวลชนไทยมีข้อบกพร่องหลายอย่าง ก็เหมือนองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าของภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม

แต่ต้องเข้าใจความเป็นจริงว่า

“เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับเสรีภาพประชาชน” ถ้าสื่อมวลชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง ยิ่งปัจจุบันนี้สื่อดิจิตัลแพร่กระจายอย่างกว้างขวางจนประชาชนทุกคนที่ใช้สื่อออนไลน์ต่างก็เป็นสื่อด้วยตัวเองได้ ก็ยิ่งต้องพิจารณาให้รอบด้าน อีกอย่างหนึ่ง เสรีภาพของประชาชนก็ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแข็งขัน

ขอแสดงความเห็นด้วยว่าสื่อมวลชนต้องมีองค์กรรวมของตนเองที่สื่อทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยปลอดจากการแทรกแซงของภาครัฐเหมือนอย่าง สภาทนายความฯ แพทยสภา หรือวิศวกรรมสถานฯ กรรมาธิการฯที่นำร่างไปปรับปรุงตามมติของที่ประชุมใหญ่ สปท.ควรปรับเปลี่ยนวิธีคิด เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แทนที่จะควบคุม ปัญหาจะแก้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้สื่อมวลชนหันกลับมาส่องกระจกมองตนเองและยอมรับข้อบกพร่องของตนเองด้วย

จึงขอเสนอการปฏิรูปสื่อในสองประเด็นหลักคือ

1.ทำอย่างไรจะสามารถทำให้สื่อมวลชนสามารถควบคุมกันเองได้อย่างเป็นจริงในภาคปฏิบัติ
2.ทำอย่างไรจะทำให้สื่อมวลชนใช้เสรีภาพควบคู่กันไปกับความรับผิดชอบได้


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คนไม่ออกกำลังกาย

20170420_exercise

คนไม่ออกกำลังกาย จะหาเหตุผลให้ตนเอง และบอกกับผู้อื่นทำนองนี้

เขาจะ อ้างดินฟ้าอากาศ ว่า “ตอนเย็นไม่ค่อยว่าง จะออกไปวิ่งตอนบ่าย ก็ร้อนตับจะแตก”

เขาจะ อ้างสถานที่ ว่า “ผมชอบว่ายน้ำ แต่สระว่ายน้ำ อยู่ไกลบ้านมาก ไปไม่ไหว”

เขาจะ อ้างอุปกรณ์ไม่พร้อม ว่า “ผมอยากจ๊อกกิ้ง แต่ยังหารองเท้าคู่เหมาะๆ ไม่ได้ซักที”

เขาจะ อ้างไม่มีเพื่อน ว่า “พักนี้ คู่เล่นแบดมินตันของผมไม่ค่อยว่าง ผมเลยไม่มีคู่เล่น”

เขาจะ อ้างปัญหาสุขภาพ ว่า “ผมเป็นคนเหนื่อยง่าย วิ่งๆไปเดี๋ยวช็อคกลางถนน”

เขาจะ อ้างเรื่องเวลา ว่า “งานผมยุ่งมาก ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย”

เขาจะ อ้างอุปกรณ์เสีย ว่า “จักรยานของผมเสีย ยังไม่ได้เอาไปให้ร้านซ่อม”

เขาจะ อ้างวันนี้ไม่พร้อม ว่า “พรุ่งนี้ค่อยไปวิ่ง วันนี้ขอพักก่อน”

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้ออ้างทั้งนั้น คนที่อ้างแบบนี้ เพื่อให้ดูดีว่า ใจจริงเขาอยากออกกำลังกาย แต่เพราะปัญหานั่นโน่นนี่  มาเป็นอุปสรรคต่อตัวเขา

ความจริง ไม่มีรองเท้าจ๊อกกิ้ง ใช้รองเท้าแตะก็ได้ อยู่ห่างสระว่ายน้ำ ก็เปลี่ยนมาเป็นจ๊อกกิ้งก็ได้ ตอนเย็นไม่ว่าง ลุกขึ้นมาออกกำลังตอนเช้าก็ได้ ไม่มีเพื่อนเล่นเป็นคู่ ก็หันไปเล่นฟิตเนสก็ได้ จักรยานเสีย ก็หันไปแกว่งแขนก็ได้ ถ้าเหนื่อยง่ายนั่นแหละยิ่งต้องออกกำลังกาย ไปเดินทอดน่องก็ยังได้

ไม่มีปัญหาใดเลยที่แก้ไขไม่ได้ แม้แต่เรื่องเวลา

คนมีข้ออ้างทั้งหลาย เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย หากเขาตระหนักว่าการออกกำลังกาย มีความสำคัญต่อชีวิตปัจจุบันและอนาคตของเขา เขาก็จะจัดเวลาได้

จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

ไม่ว่าเรื่องอะไรในโลกนี้ หากเราให้ความสำคัญ เราก็จะมีเวลาให้เสมอ และหากเรามุ่งมั่นจริง ก็จะไม่เกิดข้ออ้างใดๆเลย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ใครควรเป็นฝ่ายหลีกทาง

20170408_giveway

ใครควรเป็นฝ่ายหลีกทาง

ในวารสารของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาฉบับหนึ่ง ผู้เขียนชื่อ นายแฟรงก์ โคช ได้เล่าไว้ว่า

“เรือรบสองลำถูกมอบหมายให้ซ้อมรบในทะเลซึ่งมีพายุโหมกระหน่ำมาเป็นเวลาหลายวัน”

ผมรับราชการเป็นจ่าฝูง มีหน้าที่คอยสังเกตการณ์อยู่บนหอบังคับการในขณะพลบค่ำ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ค่อยแจ่มใส มีหมอกจัดครอบคลุมทั่วบริเวณนั้น กัปตันจึงต้องอยู่บนหอบังคับการเพื่อคอยสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลังจากเวลาพลบค่ำ ยามรักษาการณ์รายงานว่า

“มีแสงจากทิศทางกราบขวาของหัวเรือ”

กัปตันจึงถามว่า “มันพุ่งมาข้างหน้าหรือว่าถอยหลังไป”

“มันพุ่งตรงมาทางเราครับ” ยามรักษาการณ์ตอบ ก็แปลว่ามันกำลังจะมาชนเรือลำนี้

กัปตันสั่งว่า “ให้ส่งสัญญาณบอกเรือลำที่มีแสงนั้นว่าให้เปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”

แต่กลับได้รับสัญญาณตอบกลับมาว่า ให้เรือของเราเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาแทน
กัปตันจึงส่งสัญญาณไปอีกครั้งว่า

“นี่คือคำสั่งกัปตัน ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาเดี๋ยวนี้”

คำตอบที่ได้รับคือ “ผมคือชาวทะเล ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาจะดีกว่า”

คำตอบนั้นทำให้กัปตันโกรธมาก และสั่งให้ส่งสัญญาณใหม่ว่า “นี่เป็นเรือรบ เปลี่ยนทิศทาง 20 องศาทันทีได้ยินไหม”

สัญญาณไฟตอบกลับมาว่า “สัญญาณนี้ส่งมาจากประภาคาร โปรดเข้าใจตามนี้”

ในที่สุดเรือรบต้องเป็นฝ่ายหันหัวเรือ 20 องศา เพราะถ้าไม่หันดังนั้น เรือรบก็จะต้องชนตัวประภาคาร ใช่หรือไม่ว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะสรุปเรื่องราวจากสิ่งที่เห็น คือปรากฏการณ์ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ทางที่ดีที่สุด คือไปเข้าใจความเป็นจริงจากปรากฏการณ์ที่เห็นให้กระจ่างแจ้ง ทำได้เช่นนี้ก็จะตัดสินใจไม่พลาด

 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

วินิจฉัยประวัติศาสตร์

20170205_historic

31 มกราคม 2560  ศาลจังหวัดภูเก็ตอ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีขับไล่ชาวเลราไวย์ กรณีพิพาทเรื่องที่ดิน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวเลราไวย์มาก่อน

นี่คือชัยชนะของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ที่อยู่เหนือหลักฐานเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินชาวเลราไวย์ประเด็นคือ โจทก์อ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เลขโฉนดที่ 8324  เนื้อที่ 12 ไร่  ที่หมู่ 2  บ้านราไวย์  อ.เมือง  ภูเก็ต

เรื่องเดิมคือ ชาวเลราไวย์  ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 19 ไร่ ในบริเวณดังกล่าว  มีประชาชน 2,067 หลังคาเรือน  ซึ่งอยู่กันอย่างหนาแน่น  ต่อมามีการออกโฉนดทับที่ดินผืนนี้

ชาวเลราไวย์ ต่อสู้ว่าได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มา 7 ชั่วอายุคนแล้ว  มีการตั้งบ้านเรือน มีวิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาวเล สืบเนื่องมาโดยชาวเลราไวย์  ไม่เคยสนใจไยดีที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด จึงถูกบุคคลภายนอกเข้ามาครอบครองพื้นที่ ทำประโยชน์และออกโฉนด แสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดินก็ยืนยันว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบของกรมที่ดินแล้ว

ในพื้นที่เดียวกันนี้  ก่อนหน้านี้จึงปรากฏว่ามี 3 คดี ที่ศาลชี้ว่าเอกสารสิทธิของโจทก์  เป็นเอกสารมหาชน ออกโดยรัฐ  เมื่อชาวเลราไวย์ ยังไม่สามารถหาหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิ ศาลจึงสั่งให้ชาวเลราไวย์ออกจากพื้นที่พิพาท เป็นอันว่าชาวเลราไวย์ แพ้ไป 3 คดี

แต่ 4 คดีหลังที่เพิ่งตัดสิน เมื่อ 31 มค. 60  ศาลยกฟ้องโจทก์ และศาลยังชี้ว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ เพราะฝ่ายจำเลยที่เป็นชาวเลราไวย์ ได้รับความร่วมมือทางคดีจากหลายองค์กร หลายบุคคล ทั้งสำนักคดีผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  สถาบันนิติวิทยาศาสตร์  สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิชุมชนไท กรมศิลปากร และสนง. ยุติธรรม จ. ภูเก็ต โดยมีพลเอกสุรินทร์  พิกุลทอง ประธานกรรมการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล เป็นกำลังสำคัญในการประสานความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ และมีคุณปรีดา  คงแป้น แห่งมูลนิธิชุมชนไท เรี่ยวแรงของภาคประชาสังคม

การพิจารณาคดีในศาล ฝ่ายจำเลยได้ชี้แจงต่อศาลว่าชาวเลราไวย์หรือชาวไทยใหม่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาทมาตั้งแต่ปี 2493  โดยนำเสนอหลักฐานสำคัญ ดังนี้

  1. จากภาพถ่ายทางอากาศ หมายเลข ล. 9 ถึง ล. 11 พบว่า ชาวเลราไวย์ได้ปลูกต้นมะพร้าวซึ่งมีอายุมากกว่า 30 ปี ในขณะที่ฝ่ายโจทก์ ซึ่งแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 เมื่อปี 2508  และโจทก์ระบุว่าปลูกต้นมะพร้าวประมาณ  10 ปีเศษ

  1. หลักฐานสำคัญยิ่งคือ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งสำนักพระราชวังถ่ายภาพไว้ เป็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเลราไวย์ เมื่อวันที่  10 มีนาคม 2502  ทั้งสองพระองค์เสด็จทรงยืนอยู่ ณ บริเวณชายหาดราไวย์ ซึ่งตอนนั้นมีต้นมะพร้าวอยู่เต็มพื้นที่ และมีบ้านเรือนชาวเล มากกว่า  30 หลังคาเรือน

  1. เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ที่รวบรวมหลักฐานไว้ได้นำเสนอต่อศาลให้เห็นว่า ตามทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ มีชาวเลราไวย์ เข้าศึกษาที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ ก่อนปี 2498  จำนวน ประมาณ 30 คน

  1. ในปี 2557 เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ได้ขุดค้นพบ 2 โครงกระดูก ที่ฝังอยู่ข้างบ้านเรือนชาวเล บริเวณนั้นขึ้นมา ดร.วรวีย์ ไวยวุฒิ เป็นผู้ตรวจสอบ วิเคราะห์รูปแบบสารพันธุกรรม ตามกระบวนนิติวิทยาศาสตร์ และเป็นพยานร่วมกับนายแสงชม พจน์สมพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรม ชี้แจงต่อศาลว่า โครงกระดูกมีดีเอ็นเอตรงกับชาวเลบนที่ดินพิพาท ประมาณ  10 คน ซึ่งสอดคล้องกับการให้การของ อาจารย์นฤมล อรุโณทัย จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำวิจัยเชิงวิถีวัฒนธรรมชาวเล ที่ชี้แจงว่าเป็นวัฒนธรรมชาวเล ที่นิยมฝังกระดูกบรรพบุรุษไว้บริเวณใกล้บ้านนั้นเอง

หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้ง 4 ประเด็นที่จำเลยนำสืบจึงตีตกคำให้การของโจทก์ ที่อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลภูเก็ตชี้ว่า จำเลยหรือชาวเลราไวย์ เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์บนที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2493 ด้วยการสืบสิทธิจากบิดามารดาและบรรพบุรุษ ศาลจึงชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินของโจทก์กระทำโดยมิชอบ พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมีน้ำหนัก มั่นคงและรับฟังได้ และยังมีผลหักล้างพยานหลักฐานและข้อสันนิษฐานที่โจทก์ได้รับตามกฎหมาย  ศาลชี้ว่า “โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิในโฉนดที่ดินที่มีกระบวนการออกโฉนดโดยมิชอบมาเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องร้องขับไล่จำเลย เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทในฐานะทรัพย์มรดกได้ พิพากษายกฟ้อง”

นี่คือคำพิพากษาประวัติศาสตร์ที่ไปไกลเกินกว่าหลักฐานเอกสารสิทธิตามตัวกฎหมายที่ออกโฉนดโดยมิชอบมาตั้งแต่ต้น หากแต่ศาลได้พิจารณาคดี โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่จำเลยและพยานฝ่ายจำเลยแสดงต่อศาลอย่างหมดจดงดงาม

ขณะนี้ยังมีคดีที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ฟ้องขับไล่ชาวเลราไวย์ค้างศาลอยู่อีกหลายคดีที่จะต้องมีการพิพากษาต่อไป

ต้องถือว่ากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้เข้าร่วมส่วนพิทักษ์ความยุติธรรมให้แก่คดีด้วยอย่างน่าจะถือเป็นแบบอย่างคดีในคดีอื่นๆต่อไป

น่าคิดด้วยว่า หากภาคราชการทอดธุระ ไม่ร่วมรวบรวมหลักฐาน ไม่ลงสู่พื้นที่ ไม่พบพูดคุยกับชาวบ้าน ไม่แสดงภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ตรวจสารพันธุกรรมโครงกระดูก หรือปล่อยให้ชาวเลราไวย์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา เป็นผู้ต่อสู้ด้วยตนเองแต่เพียงลำพัง ผลก็จะเป็นว่าชาวเลราไวย์ต้องแพ้คดีดังเช่น 3 คดีที่ถูกตัดสินแล้ว

ควรทำอย่างไรต่อไป

  1. ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องควรฟ้องเพิกถอนกรรมสิทธิ์ ในที่ดินที่ได้มาจากการออกโฉนดโดยมิชอบผืนนี้ต่อไป คำพิพากษาครั้งนี้เป็นข้อพิจารณาที่มีน้ำหนักอย่างยิ่ง

  1. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งได้ลงพื้นที่พบปะกับ

ชาวเลราไวย์ เมื่อต้นปี 2559 และได้เสนอความเห็นอย่างน่าพิจารณายิ่งว่า รัฐบาลควรจัดให้พื้นที่บริเวณนี้  เป็นศูนย์วัฒนธรรมชาวเล  ที่จะต้องบริหารจัดการ ให้เหมาะสมเป็นภูมิบ้านภูมิเมือง ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเล ที่มีคุณค่ายิ่ง เป็นทั้งแหล่งศึกษา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างประเทศต่อไป

มิติการต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตชุมชน ตามกระบวนการยุติธรรมที่เดินมาถึงวันนี้อย่างมีวุฒิภาวะและ     สง่างาม เพียงมิติเดียวนี้ ก็เป็นตำนานเล่าขานได้อย่างมีชีวิตชีวาน่าเรียนรู้ยิ่งนักแล้ว


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ปรารถนาอันแรงกล้า

20170130_desires

 

ไม่ว่าใครก็มักจะชี้ขาดว่า ปัจจัยสำคัญลำดับแรกสุดที่ทำให้งานบรรลุผลสำเร็จ คือ “คน”

แต่ มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก  เจ้าตำรับเฟสบุ๊คอันลือลั่นบอก “ไม่ใช่” คนมาทีหลัง แต่ “ปรารถนาอันแรงกล้าจากภายใน” ต่างหากที่มาก่อน

มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก  ลำดับความสำคัญไว้ดังนี้

  1. P- Passion  คือ แรงผลักดันภายใน  หรืออาจใช้คำว่า “ปรารถนาอันแรงกล้าจากภายใน” เป็นฐานสำคัญ เพราะ สิ่งนี้เป็นพลังไฟที่ลุกโชนในตัวเอง ทำให้เกิดความมุมานะ (Perserverance)  ที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงให้ได้  คนไม่มีไฟ หรือคนที่ไฟมอดกลางทาง เข็นอย่างไรก็ไปยาก

  2. P- Purpose  เป้าหมาย ต้องแจ่มชัด มีพลังแรงที่เร้าใจให้คนเราไปบรรลุผล  เป้าหมายที่คลุมเครือจะทำให้เกิดแรงเฉื่อยทั้งต่อตัวเองและผู้คนรอบข้าง

  3. P- People  คือคน เลือกคนที่ใช่มาร่วมงาน “เลือกเรือดีดีมาขี่ข้าม  อย่าเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่” พอได้คนแล้ว ก็สอนงานให้เขา ทักษะสอนกันได้ แต่แรงใจภายในสอนยาก

  4. P- Product  คือสินค้าหรือบริการ  ต้องนั่งในใจลูกค้า ต้องทำให้สินค้าสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่หลงติดกับความสำเร็จในอดีต นั่นคือการพัฒนาสินค้าให้เหนือคู่แข่งอยู่เสมอ เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยวิธีการง่ายๆ และสะดวกยิ่ง

  5. P- Partnership  หุ้นส่วนที่เก่ง ต้องรู้จุดอ่อนและจุดแข็งตนเอง  หาคนที่มีจุดแข็งเข้ามาเสริม เพื่อลดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้

คนเรามีความเคยชินกับชีวิต การทำงานที่กลมกลืนไปกับแรงเฉื่อยในตนเอง จึงมักจะได้ผลแบบพื้นๆทั่วๆไป  แต่มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก จุดไฟในหัวใจให้ลุกโชนตลอดเวลา  ให้ราคากับแรงใจแห่งความมุ่งมั่น ตอนที่เขาริเริ่มความคิดที่จะทำเว็บไซด์ เขาเชิญเพื่อน 20 คนมาที่บ้าน เล่าไอเดียให้ฟัง  มี 19 คน ที่คัดค้านเขา มีคนเดียวเท่านั้นที่เห็นด้วย แต่เขาตัดสินใจทำ

นี่คือราคาแห่งความมุ่งมั่น  ที่คนทั้งโลกต้องก้าวเดินตามเขา 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

 

ตอกเสาเข็มเต็มแผ่นดิน : ให้ประชาชนเป็นเจ้าของการปฏิรูป

20170121_pillar

พูดกันมานานหลายปีดีดักแล้วว่า ประเทศไทยต้องปฏิรูปในทุกด้าน  ยิ่งในระยะก่อนการรัฐประหาร  22 พค. 2557  ยิ่งทำให้การปฏิรูปยกระดับ กลายเป็นกระแสสูง แทบจะเรียกได้ว่าการปฏิรูปเป็นฉันทามติของมวลมหาประชาชนทั้งประเทศเลยทีเดียว

ความจริงก่อนหน้านั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป โดยมีนายอานันท์  ปันยารชุน เป็นประธาน  และได้แต่งตั้งสมัชชาปฏิรูปโดยมี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

ทั้งสองคณะมีบทสรุปการปฏิรูปด้านต่างๆไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข้อยุติที่ตรงกันในปัญหาเชิงโครงสร้างว่าประเทศไทยต้องก้าวไปสู่การ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”  จึงจะก่อเกิดการปฏิรูปที่เป็นจริงได้  แต่ข้อยุตินี้ฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจรัฐไม่ไยดี  ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมาก ที่ฉ้อฉล  นำไปสู่การต่อต้านขนาดใหญ่ที่มีกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยเป็นชนวนสำคัญ

รัฐบาล คสช. ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นมาทำหน้าที่ขบคิดจนตกผลึกเป็น 37 ประเด็นปฏิรูปที่เป็นเนื้อเป็นหนังพอสมควร  ต่อเนื่องด้วยการแต่งตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ขึ้นมาต่อยอดผลงานของ สปช. ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

เกือบจะเรียกได้ว่า สาระแก่นแกนของการปฏิรูปนั้น ตกผลึกเป็นตัวหนังสือที่ส่องภาพอนาคตประเทศไทยได้ดีในระดับหนึ่ง

ปัญหาอยู่ที่การนำไปก่อให้เกิดผลทางปฏิบัติว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว  เพราะถึงอย่างไรผลสรุปที่ได้ก็ยังเป็นผลงานของบรรดาคนชั้นกลางและคนชั้นสูง ที่ประกอบส่วนเป็นคณะปฏิรูปชุดต่างๆ ดังกล่าว

ปัญหายังมีอีกว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกลางปีหน้านั้น จะสืบเนื่องการปฏิรูปหรือไม่ เพราะพวกเขามีอำนาจและผลประโยชน์ และชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นเสน่ห์ที่เย้ายวนใจมากกว่าการปฏิรูปยิ่งนัก แม้ว่าบทบัญญัติเรื่องการปฏิรูปจะถูกกำหนดไว้ในหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติก็ตาม

ผู้เขียนเห็นว่า การปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นจริงและสามารถสืบสานอย่างต่อเนื่องยั่งยืนได้ ต้องไม่ใช่วิธีสั่งการจากเบื้องบนลงไปหาประชาชนแบบ “คุณพ่อรู้ดี” ที่ผู้ปกครองใช้อำนาจทุบโต๊ะได้ เช่นทำเรื่องจำนำข้าว แต่ความจริงรัฐเป็นผู้ซื้อขายข้าวแบบผูกขาด เช่นจะทำโครงการรถไฟความเร็วสูงไว้ขนผัก และระบบคมนาคม 2 ล้านล้านบาท เช่นจะทำโครงการเมกะน้ำ 3.5 แสนล้านบาท  เช่นคิดจะทำโครงการถมทะเล 3 แสนล้านบาท  ที่ล้มเหลวมาแล้วทั้งหมด

ที่เป็นเช่นนี้เพราะโครงการทั้งหลายที่นำเสนอนั้น ออกจากมันสมองของคนเพียงคนเดียวหรืออาจจะ 2-3 คน ไม่ได้มาจากความต้องการที่เป็นจริงของสังคม

ผู้เขียนเห็นว่าสังคมไทยควรทำให้ภาระกิจการปฏิรูปประเทศเป็นของคนไทยทุกคน  ไมใช่จำกัดอยู่ในมือของ สปท. ของ สนช. หรือของรัฐบาล  หรือของคณะกรรมการการปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นใหม่เท่านั้น

ประเด็นการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ควรให้ประชาชนเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ อย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่เพียงแต่ให้เป็นพิธีกรรมประเภทเพื่อให้เห็นภาพว่าประชาชนมีส่วนร่วม

ทำอย่างไร

  1. เปิดพื้นที่และเวทีทางปัญญาให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้พื้นที่ 7,255 ตำบลเป็นตัวตั้ง ให้คนในแต่ละตำบล ที่มีลักษณะตัวแทน  คือนอกจาก นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้มีปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนผู้หญิง ตัวแทนครู  ตัวแทนเด็ก  ตัวแทนคนแก่ ตัวแทนกลุ่มอาชีพ  รวมทั้งตัวแทนพระสงฆ์  ประกอบกันขึ้นมาเป็น “สภาชาวบ้าน” เท่าจำนวนตำบล คือ  7,255 สภา

 ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน  ไม่ต้องมีเบี้ยประชุม  ไม่ต้องสร้างห้องประชุม  ไม่ต้องก่อสร้างอะไรให้เปลืองเงิน ให้ อบต. ช่วยทำหน้าที่ทางธุรการ ให้เชิญประชุม เตรียมสถานที่ประชุม ที่จะเป็นศาลาประชาคม  ห้องประชุมโรงเรียน หรือศาลาวัดก็ได้

  1. ให้ที่ประชุมสภาชาวบ้านเป็นผู้กำหนด วาระการประชุม ตามความเรียกร้องต้องการร่วมกัน ของชาวบ้านในตำบลนั้นๆ

ตำบล “สร้างสรรค์” อาจจะกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นประเด็น ต้องแก้ไข

ตำบล “จรรโลง” อาจจะมีบทสรุปเรื่อง “แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อชีวิตชุมชน”

ตำบล “ปรารถนาดี” อาจจะบอกว่ามลพิษในแม่น้ำลำคลอง ต้องแก้ไข โดยเร่งด่วน

ตำบล “เกียรติภูมิ” อาจจะวางข้อกำหนด ปฏิเสธธุรกิจค้ากามแอบแฝงโดยเด็ดขาด

ตำบล “ เด็กดี” อาจจะมุ่งมั่นทำให้ตำบลของตนดำเนินวิถีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม

แต่ละตำบล กำหนดชะตากรรมของตนเองตามที่จะหาข้อยุติร่วมกัน จะมีประเด็นอะไรอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของที่ประชุมสภาชาวบ้าน

ทั้งนี้ให้มีการนำเอาบทสรุปของ สปช. และ สปท. ไปบูรณาการร่วมกับที่ประชุมของสภาชาวบ้านด้วย

หลักมีอยู่ว่า สภาชาวบ้านเป็นผู้กำหนดวาระ เป็นผู้หาข้อยุติ เป็นผู้ออกแบบเนื้องาน เป็นผู้ผลักดันให้เกิดผล และเป็นผู้ประเมินผลงาน

  1. มีตัวอย่างมาแล้วมากมายในทั่วประเทศ ที่ทำเรื่องของชุมชนสำเร็จมาแล้ว

นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองกลางดง  อ. สามร้อยยอด  จ. ประจวบคีรีขันธ์  จัดทำ “สภาผู้นำชุมชน” ที่นั่น จนแก้ปัญหาหนี้สินชุมชน ปัญหาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ได้ผลดียิ่ง

ที่ตำบลยกกระบัตร อ. บ้านแพ้ว  จ. สมุทรสาคร  พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร

พาชาวบ้านช่วยกันทำฐานข้อมูลชุมชน จนกำจัดความชั่วร้าย ในตำบลได้เกือบหมด เช่น ลักขโมย

ยาเสพติด การพนัน

ตำบลกะตะ–กะรน ที่ภูเก็ต นายกเทศมนตรี ร่วมกับภาควิชาการ และภาคเอกชน เป็นสามภาคี แก้ปัญหาการบุกรุกทำลายสันทรายหน้าหาด ทำให้ทอนกำลังคลื่นซึนามิ เมื่อปี 2547 อย่างได้ผล ที่นั่นได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ขณะที่หาดป่าตอง ใกล้เคียงกันนั้น สันทรายถูกนายทุนขุดทรายไปขายจนหมด จึงรับคลื่นซึนามิ และรับภัยพิบัติไปเต็มๆ สามภาคียังปกป้องอาชีพเรือนำเที่ยวของชาวบ้าน ให้ยืนอยู่ได้ ไม่ยอมให้ทุนใหญ่เอาเรือทุนใหญ่ เข้ามาแย่งอาชีพ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ซึ่งสามารถศึกษาและถอดบทเรียนได้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามมีเต็มแผ่นดิน ขอแต่เพียงเปิดพื้นที่ให้เขาได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเป็นเจ้าของ เขาก็จะรักษาชุมชนของเขาไว้ได้ด้วยตัวของชาวบ้านเอง

อย่าห่วงว่าชาวบ้านจะมีมติเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ได้ หากจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนให้ดีด้วยวิธีสุนทรียสนทนา (DIALOGUE) หรือใช้วิธีจิบกาแฟเปลี่ยนสังคม (WORLD CAFÉ) ผู้ร่วมประชุมจะ

แสดงออก ถึงด้านที่เห็นแก่ส่วนรวม มากกว่าส่วนตัว ตามหลักจิตวิทยาง่ายๆ คือ “เราจะไม่แสดงการ

เห็นแก่ตัวต่อหน้าสาธารณะ” ( It ’s very difficult to be selfish infront of the public )

ใช่หรือไม่ว่าคนไทยต้องการให้การปฏิรูปเกิดขึ้นเป็นจริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด

แล้วจะเอาอะไรเป็นหลักประกัน

ตั้งความหวังไว้กับนักการเมืองจากการเลือกตั้งหรือ หรือจะพึ่งพาระบบราชการ หรือจะอาศัยคำสั่งจากข้างบนลงมา บุคคลหรือองค์กร เป็นที่หวังได้มากน้อยแค่ไหน

ปัญหาประเทศชาติมีสารพัด มีความสลับซับซ้อน และมีความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลง พระเอกขี่ม้าขาว ถึงจะมีเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถแบกรับภารกิจอันใหญ่หลวงของประเทศได้

ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของงานปฏิรูปประเทศไทย ด้วยการระดมปัญญาทั้งประเทศ โดยใช้เขตพื้นที่ตำบลเป็นหลัก บทสรุปหรือฉันทามติของสภาชาวบ้าน เหมือนเป็นการปักเสาเข็มการปฏิรูปเต็มแผ่นดิน ฝ่ายการเมืองหน้าไหนจะกล้ามาขัดใจชาวบ้าน

ปฏิบัติการให้ประชาชนเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศ คือความเคารพประชาชนด้วยใจกว้างของภาครัฐ ที่จะทำให้ประชาชนมีความภูมิใจในเหงื่อแรง และปัญญาของตน เหมือนได้ร่วมทำบุญมหากุศล

ใหญ่ ที่ทำให้เกิดพันธะผูกพันที่จะร่วมด้วยช่วยกันให้การปฏิรูปบรรลุผล และสืบสานต่อเนื่องภารกิจไปตลอด


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

วีรบุรุษผู้มาสาย

20170121_hero

เรื่องเก่าที่มีค่ายิ่ง  ควรแก่การนำมาเป็นบทเรียน

กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา มีความรู้สึกช้ามาก เพราะมามอบเหรียญกล้าหาญให้แก่วีรบุรุษของประเทศ เมื่อเวลาล่วงไปแล้ว 30 ปี

เมื่อ 16 มีนาคม 2511  นายฮิว ทอมป์สัน (HUGH  THOMPSON)  นักบินนำเฮลิคอปเตอร์ไปสนับสนุนการรบที่หมู่บ้านไมไล (My Lai) ในสงครามเวียดนาม โดยการร้องขอของร้อยโทวิลเลี่ยม เคลลี่ ผู้บังคับหมวดทหารราบที่ปฏิบัติการในบริเวณนั้น

“ต้องทำลายหมู่บ้านนี้เพื่อรักษาหมู่บ้านนี้เอาไว้”

เป็นคำสั่งของเคลลี่ที่สั่งทอมป์สันให้ช่วยไล่ล่าฆ่าชาวบ้าน ทอมป์สันเห็นการสังหารหมู่อย่างทารุณต่อชาวบ้านไมไล ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงที่ปราศจากอาวุธ

ในเวลานั้นคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า

“ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา ก็ต้องเป็นศัตรูของเรา”

แล้วทอมป์สันทำอย่างไร

แทนการปฏิบัติตามคำสั่งของเคลลี่ ทอมป์สันกลับช่วยชาวบ้านเวียดนามให้หนีขึ้นบนเครื่องเฮลิคอปเตอร์ของเขา โดยเขาและลูกน้องใช้ปืนขู่ทหารสหรัฐด้วยกันไม่ให้ตามมาสังหารชาวบ้านไมไลที่เขาช่วยออกมา

ทอมป์สันให้สัมภาษณ์นักข่าว เอพี เมื่อวันที่  6 มีนาคม 2541 ว่า

“ผมยังฝันร้ายอยู่จนทุกวันนี้ ที่เห็นทหารอเมริกันสังหารหมู่ชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ ทั้งๆที่ไม่มีการยิงใส่ทหารอเมริกันแม้แต่นิดเดียว และไม่มีข้าศึกอยู่ในบริเวณนั้นด้วย”

ร้อยโทเคลลี่ถูกศาลทหารตัดสินเมื่อปี 2541 ว่ามีความผิดจริงในการสั่งให้สังหารหมู่ชาวบ้านไมไลในเวียดนามกว่า 100 คน และถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี

ในขณะที่ทอมป์สันถูกทิ้งให้ลืมไปถึง 30 ปี กว่าจะกลายเป็นวีรบุรุษผู้มาสาย

สามสิบปี เป็นเวลาที่เนิ่นนานพอควร แต่ทำให้โลกประจักษ์ในตัวอย่างอันงดงามของบุคคลผู้มีวิจารณญาณที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ว่า คำสั่งใดควรปฏิบัติ และปฏิเสธคำสั่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ออกคำสั่ง 


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

อูบันตู (UBUNTU): ความเป็นมนุษย์ในตัวคน

20170117_ubuntu

นักมานุษยวิทยาคนหนึ่งไปศึกษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ของชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในอัฟริกา

ขณะที่รายล้อมไปด้วยเด็กกลุ่มหนึ่ง เขาเล่นเกมด้วยการเอาตะกร้าผลไม้ซึ่งมีผลไม้วางอยู่เต็มตะกร้าแล้วเอาตะกร้านั้นวางใต้ต้นไม้ ห่างจากกลุ่มเด็กราว 50 เมตร  เขาวางกติกาโดยบอกกับเด็กทั้งหมดว่า ใครก็ตามที่วิ่งเร็วสุดถึงตะกร้าเป็นคนแรกเป็นผู้ชนะ จะได้ตะกร้าผลไม้นั้นเป็นรางวัล

ก่อนจะให้สัญญาณเด็กวิ่ง ปรากฏว่าโดยไม่ต้องพูดอะไรกัน เด็กทั้งหมดพากันคล้องแขนกันและกันทั้งสองข้างเป็นหน้ากระดานเรียงหนึ่ง หลังจากได้รับสัญญาณให้เริ่มได้ พวกเขาวิ่งไปพร้อมๆกัน และพวกเขาถึงตะกร้าผลไม้พร้อมกันทั้งหมด

ทุกคนเอาผลไม้ในตะกร้ามาแบ่งปันกันทั่วหน้า ไม่มีใครได้มากน้อยไปกว่าใคร แล้วต่างก็แกะผลไม้กินกันอย่างเบิกบาน

“ทำไมหนูถึงใช้วิธีวิ่งไปถึงพร้อมๆกัน แทนที่จะแข่งขันเอาชนะเพื่อน เพื่อจะได้ผลไม้ทั้งตะกร้าไว้กินคนเดียว” นักมานุษยวิทยาถาม

เด็กๆ ส่งเสียงตอบพร้อมกันว่า “อูบันตู”(UBUNTU) ความหมายก็คือ “ฉันจะสุขได้อย่างไรถ้าคนอื่นเศร้า” หรือหมายความได้ว่า “ฉันเป็นอะไร เพราะเราเป็นอะไร” (“ I am because we are”)

เรื่องที่ไม่คาดคิด เกิดขึ้นได้เสมอ

ใช่ไหมว่าเราจะมีภาพในใจของเราเองว่า เด็กชนเผ่าในอัฟริกานั้น ไร้การศึกษา อดอยาก แร้นแค้น จนแม้แต่เสื้อผ้าไม่มีจะสวมใส่

ดังนั้นต่อหน้าผลไม้เต็มตะกร้าที่ยั่วยวนใจอย่างนี้ เด็กแต่ละคนคงจะวิ่งสุดแรงเกิด เพื่อไปถึงเป็นคนแรกจะได้คว้าตะกร้าผลไม้มาเป็นของตนเพียงคนเดียวให้ได้ แต่ที่ไหนได้ แม้แต่นักมานุษยวิทยาเองก็ยังงุนงง จึงตั้งคำถามและได้รับคำตอบเช่นนั้น

ความอดอยากยากจน จึงไม่ใช่บทสรุปว่า จะเป็นเหตุให้พวกเขาเห็นแก่ตัว

ความแร้นแค้น ก็ใช่ว่าจะแล้งน้ำใจที่พึงมีต่อกันและกัน

ขาดการศึกษา ไม่ได้หมายถึงว่าจะทำความดีไม่ได้

อูบันตู (UBUNTU) คำโบราณในทวีปอัฟริกา แปลตรงตัวว่า “ความเป็นมนุษย์ในคน” ก็คือความเมตตาในตัวคนนั่นเอง

ในความหมายที่กว้าง “เราเป็นมนุษย์ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะเราทุกคนมีความเมตตาต่อกัน”

ใช่ไหมว่าเมตตาธรรมในตัวคนนั่นเอง คือแก่นแกนและความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak