เมื่ออายุย่างเข้าเลขหลัก 7

20170912_turning70

นับถึงวันนี้ หายใจมา 69 ปีแล้ว

บนเส้นทางผ่าน

เป็นนักร้องของโรงเรียน

เป็นคนนำเดินขบวนในมหาวิทยาลัย

เป็นวิทยากรอบรมบรรยาย

เป็นคนเขียนหนังสือ

เป็นคอลัมนิสต์

เป็นคนทำรายการโทรทัศน์ / วิทยุ

เป็นคน (สมัคร) เล่นดนตรี

เป็นสหายในเขตป่าเขา

เป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาท

เป็นคนเฉียดคุก

เป็นคนทำงานการเมือง

เป็นปู่ของหลานสองคน

นับว่าสวมหัวโขนมาแล้วหลายใบ

ทำถูกก็มี ทำผิดก็ไม่น้อย

โลดแล่นในบางครั้ง  ราบเรียบในบางคราว

บางทีก็หมองเศร้า บางหนก็เนาสุข

จะโลดแล่น ราบเรียบ หมองเศร้า เนาสุข

ล้วนพบแล้วผ่าน  ล้วนมาแล้วไป

แต่เพราะเอาใจไปข้อง

จึงฟูฟ่องกับการยกยอ

จึงทดท้อกับคำตำหนิ

แท้ที่จริง  ไม่มีอะไรอยู่ยาวคงทน

ชีวิตคือการผ่านทาง

เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น

เคยสำคัญตนผิดว่า  มีแรงฤทธิ์ที่จะเปลี่ยนโลกได้

ความจริงเราทำอะไรได้บนเงื่อนไข  ที่เป็นจริงเท่านั้น

ถ้าอัตวิสัย (สิ่งที่คิด)  ไม่สอดรับกับภววิสัย

(ความเป็นจริงภายนอก) ก็อย่าหมายผลอันพึงใจ

ยังไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจะถึงลมหายใจสุดท้าย

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญชีวิต (ชราชน)

จึงเตือนตนตั้งแต่วันนี้ว่า

ทำโทสะให้เบาลง

ทำโมหะให้บางลง

ทำโลภะให้เล็กลง

อย่าให้หัวใจเตลิดไปกับสรรเสริญและนินทา

ไม่ด่วนสรุป  ให้เริ่มต้นจากความเป็นจริง

มีสติรู้เท่าทันในย่างเท้าที่ก้าวเดิน

ทำใจให้แจ้งกับวาทะธรรมของท่านพุทธทาสที่ว่า

“ อยู่โดยไม่ต้องรู้สึกว่า

เราดี เด่น ดัง อะไรเลย

เพียงแค่รู้สึกว่า

เราเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่ง

นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้  ”

 

                                                                        ประสาร มฤคพิทักษ์

14  กันยายน  2560

ด้านลบจอไฟฟ้า

20170625_screen

จอไฟฟ้า หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Smart Phone นั้นเชื่อมความรู้ โยงปัญญา เชื่อม

การสื่อสาร และโยงใยโลกเข้าหากัน เป็นคุณูปการยุคใหม่ที่ประเมินค่าไม่ได้

ใช่หรือไม่ว่า จอไฟฟ้า มีคุณอนันต์ก็จริง แต่ก็อุดมด้วยโทษมหันต์

1. จอไฟฟ้าทั้งหลาย เป็นยาเสพติดอันแรงร้าย เราให้เวลาแก่มันแต่ละวันล้นเกิน จนยอมทิ้ง

งานที่สำคัญและเร่งด่วนมากกว่า ให้ร่นเวลาออกไป

 

2. เราละความสนใจชีวิตที่มีประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งพร้อมจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เป็นมนุษย์

ที่อยู่ตรงหน้า โดยรวมศูนย์ความใส่ใจไปที่จอไฟฟ้าอย่างใจจดใจจ่อ เสมือนหนึ่งว่า จอมีค่ากว่าคน ณ เวลานั้น

 

3. อันที่จริง เราทำงานสื่อสารผ่านจอไฟฟ้าจำนวนไม่น้อย แต่เราก็ปล่อยใจให้เวลากับสิ่งไร้สาระ

ในจอไฟฟ้าไม่น้อยเหมือนกัน

 

4. ถ้าวันไหน จอไฟฟ้าของเราเสีย หรือทำงานไม่ได้ วันนั้นเราจะออกอาการกระวนกระวายใจ

รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นสิ่งไม่ควรขาดหายไปเลย ในวันนั้น

 

5. เมื่อโพสต์ภาพ คลิป หรือข้อความอะไรออกไปในจอไฟฟ้า เราจะหวลหาการตอบสนอง จะรู้สึก

ปลื้มหรือไม่ปลื้ม อยู่ที่จำนวนคนกดไลค์มากน้อยเพียงไร หรือมีคนตอบสนองในทางบวก มากแค่ไหน

 

6. ขณะที่เราโน้มเอียงในการถวิลหาการกดไลค์ หรือการตอบสนองทางบวก เราจึงละเลยที่

จะตอบสนองคนหรือหน่วยงานอื่นที่เขาก็ต้องการ การตอบสนองด้วยเช่นกัน

 

7. ขยะหน้าจอไฟฟ้า คือโฆษณาขายของที่ล้นเกิน รวมถึงการโพสต์ภาพประเภท อวดสวย โชว์

หล่อ เหมือนนางแบบ หรือนายแบบ

 

8. อะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือเฉพาะครอบครัว เช่นเปลี่ยนรูปหน้าโปรไฟล์ โพสต์รูปหรือ

คำพูดแสดงความภาคภูมิใจในความสำเร็จเฉพาะของลูก โพสต์อาหารจานโปรด จะมีคนกดไลค์มากกว่า

การโพสต์เนื้อหาหนักๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง หรือวาทะธรรม

 

จอไฟฟ้า ยังมีด้านลบอีกมากมาย แต่ทั้งๆที่รู้อย่างนี้ เราก็ยอมใจที่จะให้เวลาแก่มันอย่างไม่รู้เบื่อ

 


 

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

จดหมายถึงพระผู้เป็นเจ้า

20170513_letter

เลนโซ่ เป็นชาวไร่ข้าวโพดที่ยากจนอยู่ที่เม็กซิโก ปีนั้นข้าวโพดของเขาถูกพายุถล่ม ข้าวโพดที่กำลังออกฝัก พินาศป่นปี้ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนเพราะเก็บเกี่ยวไม่ได้เลย จะทำอย่างไรดี

เนื่องจากเขานับถือพระผู้เป็นเจ้ามาก จึงตัดสินใจเขียนจดหมายถึงพระผู้เป็นเจ้ามีใจความว่า

“พระผู้เป็นเจ้าที่เคารพ ข้าวโพดไร่ของข้าพเจ้าเก็บเกี่ยวไม่ได้เลยเพราะพายุถล่มรุนแรง ข้าพเจ้าไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงขอความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดส่งเงินมาให้ข้าพเจ้าสัก 100 เปโซ เพื่อเป็นทุนในการเพาะปลูกใหม่ และจะได้มีชีวิตอยู่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวอีกด้วย ขอขอบพระคุณ ลงชื่อ เลนโซ่ ”

เลนโซ่ พับจดหมายใส่ซอง ปิดผนึก ติดแสตมป์ จ่าหน้าซองว่า “ถึงพระผู้เป็นเจ้า” โดยไม่ได้เขียนที่อยู่ของผู้รับ แล้วทิ้งตู้ไปรษณีย์

จดหมายถูกรวบรวมไปยังที่ทำการไปรษณีย์ท้องถิ่น นายไปรษณีย์พบว่าซองนี้ไม่มีที่อยู่แล้วจะส่งได้อย่างไร จึงตัดสินใจเปิดซองอ่านจดหมายน้อยนั้น

ด้วยแรงแห่งศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเหมือนกัน นายไปรษณีย์จึงบอกบุญกับพนักงานในที่ทำการทุกคนว่าจะเอาเงินไปทำบุญ ใครจะบริจาคก็ลงขันกันมา รวบรวมทั้งหมดได้เงินบริจาค 70 เปโซ นายไปรษณีย์จึงเอาเงินนั้นใส่ซองปิดผนึกจ่าหน้า “เลนโซ่” แล้วใส่ลิ้นชักไว้

อีก 5 วันต่อมา เลนโซ่เดินทางไปที่ไปรษณีย์ท้องถิ่น หมายจะสอบถามว่า มีไปรษณีย์มาถึงหรือไม่ นายไปรษณีย์เห็นเลนโซ่ก็ดีใจ รีบหยิบซองนั้นยื่นให้เลนโซ่ โดยบอกว่า“มีจดหมายถึงคุณ”

เลนโซ่เป็นปลื้มเปิดซองนับเงินเห็นว่ามีแค่ 70 เปโซ จึงเขียนจดหมายอีกฉบับทันทีว่า

“พระผู้เป็นเจ้า เงินที่ท่านส่งมาให้ข้าพเจ้านั้นถึงมือข้าพเจ้าเพียง 70 เปโซเท่านั้น โปรดส่งเงินจำนวนที่ขาดมาให้ข้าพเจ้าด้วย และในการส่งครั้งต่อไป อย่าส่งผ่านไปรษณีย์ เป็นอันขาดเพราะว่าไอ้พวกนี้ขี้ขโมยทั้งนั้น ลงชื่อ เลนโซ่”

นี่เป็นเรื่องสั้นของ นายฟูเอนเทส ที่เขียนไว้นานแล้ว ขอเอามาเล่าต่อจากความทรงจำที่เคยอ่านเพื่อชวนกันคิดว่า สิ่งที่เรียกว่า “ทำคุณได้โทษ” นั้น เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง

ซึ่งหลายคนคงประสบกันมาแล้ว ตามหลักนายเลนโซ่ควรจะขอบคุณนายไปรษณีย์ แต่กลับถูกหาว่าขี้ขโมยเสียนี่

อุทาหรณ์นี้ เป็นปรากฏการณ์ ให้คิดว่า ทำดีแล้วใช่ว่าจะเกิดผลดีแบบฉับพลัน ผลดีจะตอบสนองเวลาไหน ใครก็บอกไม่ได้ แต่คนที่ทำดีควรมีปิติในตนแล้วที่ได้ทำโดยไม่จำเป็นต้องไปเดือดร้อนกับคำติชมใดๆ เลย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ที่คิดน่ะไม่ใช่ ที่ใช่ไม่ได้คิด

20170425_notwhatitseems

มีคำถามหนึ่งที่แพร่อยู่ในกระดานไฟฟ้า (สมาร์ทโฟน) ทั้งเฟสบุ๊คและไลน์  เป็นคำถามที่พลิกความคาดหมาย แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย

คุณจะตัดสินเลือกว่าใครดีกว่าใครใน 3 คนนี้ ระหว่าง A, B หรือ C

A :-  

  • คบกับนักการเมืองที่คอรัปชั่น
  • ปรึกษาหมอดู
  • มีเมีย 2 คน
  • สูบบุหรี่ทั้งวัน
  • ดื่มเหล้าวันละ 8-10 ครั้ง

B :-

  • ถูกไล่ออกจากงาน 2 ครั้ง
  • ปกติตื่นนอนตอนเที่ยง
  • สูบฝิ่นในโรงเรียน
  • ดื่มวิสกี้ทุกเย็น

C :-

ได้รับอิสริยาภรณ์ในฐานะวีรบุรุษสงคราม

  • กินมังสะวิรัติ
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ไม่ดื่มสุรา
  • สร้างแรงบันดาลใจให้คนเป็นล้านๆ
  • ไม่เคยนอกใจภรรยา

 

ถ้าให้คุณต้องตัดสินใจเลือก ว่าใครดีกว่าใคร

คุณคงจะเลือก  C  ใช่ไหม

แต่ช้าก่อน นี่คือความเป็นจริง

A  คือ แฟรงคลิน รูสเวล (ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 32)

B  คือ วินสตัน เชอร์ชิล (อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ)

C  คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ผู้นำเผด็จการพรรคนาซี)

ใช่หรือไม่ว่า คนเราจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นด้วยตา มากกว่าจะมองไปยังข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

นี่เป็นตัวอย่างที่คลาสสิคที่จะบอกว่า  สิ่งที่เห็น  ไม่จริง  สิ่งที่คิด  ไม่ใช่ 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไม่ต้องขอบคุณอะไรทั้งนั้น

 

20170127_nothankyou

ถ้ามีอันจะต้องไปอบรมหลักสูตร “ทีมงานเชิงสร้างสรรค์” ( Team Synergy) ให้กับภาครัฐ  รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน ผู้เขียนจะต้องนำเสนอ ภูมิปัญญาคนอินเดียนแดง ชนเผ่าดั้งเดิมในสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่าคนแบ่งเป็น 4 แบบ คือ

 คนแบบกระทิง  เป็นพวกธาตุไฟ ที่เอางานเป็นตัวตั้ง เป็นประเภทขาลุย พูดจาตรงไม่ห่วงว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ

ขณะที่คนแบบหนู  เป็นคนธาตุน้ำ ปรับตัวเก่ง จะเน้นความสัมพันธ์ ชอบเอาใจคนอื่น ไม่อยากผิดใจใคร ถือว่าเป็นพวก “อยากให้โลกนี้มีความรัก”

ส่วนคนแบบหมี เป็นคนธาตุดิน จะให้น้ำหนักกับความถูกต้อง เป็นระเบียบ ลงรายละเอียด เอาเหตุเอาผลเป็นหลัก

ขณะที่คนแบบอินทรี เป็นคนธาตุลม จะมองมุมกว้าง คิดไกล สนใจสิ่งใหม่ ไม่ลงรายละเอียด คิดสร้างสรรค์เก่ง

ผู้เขียน ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบว่า

คนเยอรมันเป็นคนเอาจริงเอาจัง เคร่งเครียด ขาดอารมณ์ขัน ไม่อ้อมค้อม และมุ่งประสิทธิภาพเป็นสำคัญ ในขณะที่ชาวเวียนนาแห่งออสเตรีย เป็นคนมีอารมณ์สุนทรีย์ มีเสน่ห์ และดูเป็นมิตรมากกว่า

มีเรื่องเล่าว่า ชาวเบอร์ลินแห่งเยอรมันคนหนึ่ง ไปเที่ยวที่เมืองเวียนนา เมื่อหลงทางเขาทำอย่างไร

เขากระชากคอเสื้อชายชาวเวียนนาคนแรก ที่เดินผ่านหน้าเขาแล้วตะคอกถามว่า

“ไปรษณีย์อยู่ที่ไหนวะ”

คนเวียนนาตกใจเขาค่อยๆ แกะมือออกจากคอเสื้อ ลูบคอเสื้อให้เรียบร้อย แล้วพูดอย่างสุภาพว่า

“ท่านครับ คงจะดีทีเดียว ถ้าท่านจะถามผมอย่างสุภาพว่า หากคุณมีเวลาและสามารถจะรู้ได้ คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า ที่ทำการไปรษณีย์อยู่ที่ไหน”

คนเบอร์ลินจ้องมองอย่างงงๆ ก่อนจะพูดว่า

“กูยอมหลงทางดีกว่า” แล้วกระแทกเท้าเดินแยกจากไป

ต่อมาไม่นาน ชาวเวียนนาคนนั้นไปเที่ยวกรุงเบอร์ลิน เขากำลังมองหาที่ทำการไปรษณีย์ จึงเดินไปหาชาวเบอร์ลินคนหนึ่ง แล้วถามว่า

“ท่านครับ หากท่านมีเวลาสักครู่ ท่านกรุณาบอกทางไปที่ทำการไปรษณีย์ให้ผมด้วยครับ”

คนเบอร์ลินตอบอย่างรวดเร็ว พูดคำตรงคล้ายหุ่นยนต์ว่า

“ตรงไปข้างหน้า สองบล็อก เลี้ยวขวาเดินตรงไปหนึ่งบล็อก ข้ามถนน เดินไปทางซ้าย ข้ามทางรถไฟ ผ่านร้านขายหนังสือพิมพ์ ก็จะถึงที่ทำการไปรษณีย์”

คนเวียนนารู้สึกมึนงง ตามไม่ทัน และไม่ค่อยแน่ใจในเส้นทางที่บอก อย่างไรก็ตาม เขามีมารยาทที่พูดออกมาว่า

“ขอบพระคุณท่านมากในความกรุณา”

ทันใดนั้น คนเบอร์ลินก็กระชากคอเสื้อชาวเวียนนาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วพูดว่า

“ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรทั้งนั้น ไหนมึงทบทวนเส้นทางที่กูบอกมาซิ”

เราอาจพูดได้ว่าคนเยอรมันคนนี้ มีบุคลิกภาพแบบกระทิง คือพุ่งตรงเข้าสู่ตัวงานโดยไม่ไยดีกับความรู้สึกของอีกฝ่าย ขณะที่คนออสเตรียคนนี้ เป็นแบบหนู ที่พูดจาดี เอาใจคนอื่นเพื่อให้เขารู้สึกทางบวกกับตนเอง

ใครจะเลือกใช้แบบไหนหรือจะผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกเอา  


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak