เราคุมไลน์อย่าให้ไลน์คุมเรา

20190428_line

ในไลน์ที่เล่นกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ คนที่ส่งไลน์มีสารพัดประเภท  ส่งดอกไม้สวัสดีตอนเช้าตามวัน

ทั้งเจ็ดก็มี ส่งรูปพระมาให้กราบไหว้ก็มี  ส่งภาพเมนูอาหารยั่วน้ำลายก็มาก ส่งสินค้ามาขายก็เต็มไปหมด ส่งรูปภาพตนเองที่คิดว่าสวย ว่าหล่อก็พบเห็นบ่อย  ส่งภาพวิวสวยประกอบคำคมก็เห็นประจำ ในวันหนึ่งๆ มีภาพมีถ้อยคำให้เราได้เห็นเป็นร้อยเป็นพัน คนเสพติดไลน์จึงต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไฟฟ้าวันละ 4-5 ชั่วโมง

ถ้าคนเล่นไลน์ไม่สันทัดการคัดทิ้ง และถนัดในการเลือกสรร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องจ่อมจมอยู่กับหน้าจอจนไม่เป็นอันทำอะไรอื่น

สำหรับผู้เขียนแล้ว เพื่อใช้เวลากับไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้เขียนมีวิธีการเฉพาะตัวดังนี้

1. เลิกสังฆกรรมกับกลุ่มไลน์ไร้สาระทั้งปวง เช่น ส่งมาสวัสดีรายวันพร้อมภาพสีตามโฉลกของวันนั้นๆ  กลุ่มไลน์ที่ไม่มีอะไรอื่นนอกจากส่งภาพ และคำ  HAPPY BIRTHDAY ให้แก่กันและกัน กลุ่มส่งภาพถ่ายสารพัดกิจกรรมส่วนตัว กลุ่มที่เอาแต่เสนอขายของ  กลุ่มที่ส่งภาพทำบุญมาชวนอนุโมทนาบุญด้วย พวกนี้ใช้พื้นที่มาก และใช้เวลาของเรามาก หากไม่ตัดออกไป แล้วไปตอบสนองด้วยคำด้วยภาพด้วย แต่ละวันก็ไม่ต้องทำอะไรอื่น

2. กลุ่มไลน์แกงโฮะหรือไลน์จับฉ่าย มีสารพัดสารพันภาพและเรื่องราว พวกนี้จะไม่มีคนบริหารจัดการ (Admin) สุดแต่ใครจะส่งอะไรก็ได้ กลุ่มนี้ก็กินพื้นที่ไม่น้อยเลย  แม้ว่าบางทีจะมีอะไรดีๆส่งมาบ้างนานๆครั้งก็ตาม กลุ่มพวกนี้ ผู้เขียนก็ขอถอนตัวออกมา ไม่ไปเสียเวลาด้วย

3. กลุ่มไลน์โรงเรียนเก่าหรือสถาบันการศึกษาเก่า กลุ่มนี้ขอรักษาไว้ เพราะเพื่อนเก่านั้นมีค่ามาก

ยิ่งเข้าใกล้วันเวลาของไม้ใกล้ฝั่ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเพื่อนเก่ามีค่ายิ่งนัก เพื่อนหลายคนแม้ว่าจะวนเวียนอยู่กับอะไรที่เสียเวลาเราก็เขี่ยผ่านไปเร็วๆ

4. เลือกเข้ากลุ่มไลน์ที่ตรงความสนใจของเรา ทันทีที่เปิดหน้าจอ เรารู้ได้ว่าจะเขี่ยไปที่กลุ่มไหน

กลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรา กลุ่มที่อ่านทีไรก็ประเทืองปัญญาเมื่อนั้น กลุ่มนี้มีค่าที่สุด เพราะเรารู้สึกได้เองว่าสมองและจิตใจของเรา ได้รับการยกระดับ ไลน์กลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มที่มีผู้บริหารกลุ่ม (Admin) อย่างตั้งอกตั้งใจ ใครที่แหลมส่งอะไรเข้ามาที่แปลกแยกออกไปจากแนวทางของกลุ่ม ก็มักจะต้องถอยออกไป เพราะเพื่อนไม่ต้อนรับ กลุ่มไลน์แบบนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีการคัดสรรภาพและถ้อยคำด้วยตัวของกลุ่มเอง อยากรู้อะไร ผู้เขียนก็มักจะได้จากกลุ่มนี้

5. เลือกสื่อสารตรงกับตัวบุคคลที่เราต้องการสื่อสารด้วยแบบตัวต่อตัว เขามักมีอะไรที่น่าสนใจ

สำหรับเรา เขาให้ในสิ่งที่เราต้องการ และเขาก็พร้อมจะตอบสนอง  ในทางกลับกัน เราก็ต้องตอบสนองสิ่งทีเขาต้องการได้ด้วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  แลกเปลี่ยนความสนใจที่เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย บางจังหวะที่ห่างหายกันไประยะหนึ่งก็ต้องเอ่ยปากส่งรูปทักทาย  รักษาระยะที่ไม่ให้ไกลกันจนลืม

6.  ผู้เขียนจะไม่รีรอที่จะเสนอสิ่งที่ควรทำในการส่งภาพและคำผ่านกลุ่มไลน์ เช่น ไลน์กลุ่มที่มุ่งไปสู่เนื้องานเฉพาะ แต่มีคนส่งรูปภาพส่วนตัวที่ไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้มาคราวละ 50 รูปต่อเนื่องกัน เช่น คนที่เอาแต่บรรยายความตามไท้กิจกรรมรายวันของตนเอง คนที่ขอส่งภาพหรือคลิพที่ตนเองสนใจอยู่คนเดียวมาให้คราวละมากๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจเหลือประมาณ ผู้เขียนมักใช้สิทธิในการส่งคำเสนอตักเตือนไปว่า ถ้ารักจะให้คนไม่เบื่อกลุ่ม ก็อย่ายัดเยียดอะไรโดยการทำเช่นนั้น มันกินพื้นที่ของคนอื่นไปมากมาย  ในความเป็นจริง จะมีผลในการไล่เพื่อนให้ทยอยถอยตัวออกจากกลุ่มนั่นเอง

ด้วยวิธีเช่นนี้ ทำให้เวลาของผู้เขียนมีมากขึ้นที่จะใช้ไปกับงานอื่นที่สำคัญมากกว่า


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ที่ว่าคนดีนั้นเป็นฉันใด

20190422_goodperson

จริงหรือไม่ว่าใครที่รู้ตัวว่าทำผิดแล้วสำนึกผิด เราอาจเรียกได้ว่าเขาเป็นคนดี

ต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าให้พิจารณา เป็นเรื่องที่คนดีกับคนดีเวียนมาพบกันระหว่างผมคนซื้อกับลุง

คนขาย

“ วันนั้นผมไปซื้อบุหรี่ 70 บาท  ผมยื่นแบงค์ร้อยไป ลุงเขาทอนมา 40 บาท

พอผมออกจากร้านไปได้ไม่ไกล ลุงตะโกนเรียกผม ไอ้หนุ่ม เอ็งลืมบุหรี่ เพราะเห็นว่าลุงเป็นคนดี   ที่เตือนให้ไปรับบุหรี่ ผมจึงคืนเงินแกไป 10 บาทที่ลุงทอนเกินมา

ลุงเห็นว่าผมนิสัยดีที่คืนเงิน 10 บาทให้ จึงขอบุหรี่ในมือผมคืนไป หยิบบุหรี่มาอีกซอง แล้วบอกว่า ซองนี้เป็นบุหรี่แท้ ซองที่เองเอาไปนั่นน่ะ มันบุหรี่ปลอม

ผมซาบซึ้งในความดีของลุงมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงบอกกับลุงว่า  แบงค์ร้อยที่ผมเอาให้ลุงน่ะเป็นแบงค์ปลอม พร้อมกับหยิบแบงค์ร้อยจริงขอแลกคืน

ลุงน้ำตาไหลด้วยความปิติที่เห็นผมไม่โกงลุง จึงบอกว่า  ไอ้หนุ่มเอ๊ย เอ็งเป็นคนดีมาก แต่คราวหน้าคราวหลังระวังกระเป๋าตังค์ให้ดีล่ะ เดี๋ยวใครจะล้วงเอาไป ว่าแล้วลุงก็คืนกระเป๋าตังค์ให้ผม

ผมซาบซึ้งน้ำใจลุงยิ่งขึ้นไปอีก จึงส่งคืนสร้อยข้อมือทองให้ลุงแล้วบอกว่า ลุงก็เหมือนกันเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะมาก ลุงต้องระวังของมีค่าให้ดี ไม่งั้นมันจะสูญหายได้ง่าย นี่โชคดีนะลุงที่เราสองคนต่างก็เป็นคนดีเหมือนกัน ”

จบเรื่องเล่า คนดีสองคน ที่ต่างเปิดเผยตัวตนให้เห็น ว่าแต่พฤติกรรมเช่นนี้จะเรียกว่าเป็นพฤติกรรมของคนดีได้หรือไม่ เพราะทั้งสองคนต่างก็ฉ้อฉลต่อกันและกัน นี่คือปัญหาที่น่าวินิจฉัย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เจ็ดสิบปีแล้วในวันนี้

20180914_70

เจ็ดสิบปีแล้วในวันนี้
เป็นหมุดที่บอกหมายไม้ใกล้ฝั่ง
อายุขัยใครจักขืนให้หยุดยั้ง
เป็นสัจจังเตือนสติพิจารณา

ใครเลือกเกิดได้ดังหมายมั่น
ใครกันเลือกพงศ์เผ่าวงศา
แต่หลังการเกิดกายย่อมหมายตา

ไขว่คว้าสิ่งดีให้ชีวิต

ชีวิตมีบวกลบมีพบพราก
มีสบายลำบากมีถูกผิด
มีหมองเศร้าร่าเริงอยู่เป็นนิตย์
มีพิชิตแพ้พ่ายอยู่เนืองเนือง

ประกอบส่วนสิบสี่ตุลาสมัย
เดินทางไกลเข้าป่าเป็นราวเรื่อง
ทิ้งเป้แล้วถอดปืนคืนสู่เมือง
ร่วมประเทืองประเทศไทยดังใจตน

เข้าทำงานการเมืองวุฒิสภา
เดินหน้าท้าอธรรมในแห่งหน
เป็น ส.ป.ช.ด้วยหนึ่งคน
ทำหน้าที่จวบจนพ้นวาระ

อยู่ตรงไหนยังอาสาทำหน้าที่
ใช้ปากกาใช้วาทีใช้ศิลปะ
เป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายธรรมะ
มุ่งหมายจะสร้างสมสังคมธรรม

เจ็ดสิบปีแล้วในวันนี้
เหงื่อแรงยังพอมีให้เท้าย่ำ
หน้าที่ของมนุษย์คือกระทำ
ส่วนผลสำเร็จนั้นอนิจจัง

ถ้าขอพรพระได้ใคร่จะขอ
มีสติเพียงพอเป็นมนต์ขลัง
“ตถตา”สรรพสิ่งไม่จีรัง
ประจักษ์แจ้งจริงจัง “เช่นนั้นเอง”

—–
ประสาร มฤคพิทักษ์
14 กันยายน 2561

จะเรียกร้องอะไรนักหนา

20180410_askingfor

เมื่อปี 2556  ต่อ 2557 นั้น  ผู้เขียนขึ้นเวทีปราศรัยของมวลมหาประชาชนตั้งแต่วันแรก  31 ตุลาคม2556 ที่เปิดเวที ณ ซอกมุมแห่งหนึ่งตรงสถานีรถไฟสามเสน แล้วย้ายเวทีไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อเนื่องไปถึงการแตกเป็น 7 เวที ที่ใช้คำว่า SHUT DOWN  BANGKOK

การปราศรัยในประเด็น “ นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ” ขยายตัวกลายเป็นการปฏิเสธรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยพฤติกรรมหลายอย่างที่สังคมรับไม่ได้ เช่น โครงการจำนำข้าว  โครงการกู้เงิน 3 ล้านล้านบาท ทำรถไฟความเร็วสูง โครงการเมกะน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ฯลฯ

เหตุการณ์ไปไกลจนถึงผู้คนเข้าร่วมเดินขบวนขับไล่รัฐบาลจำนวนหลายล้านคน  ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 เป็นครั้งแรก วันที่ 9 ธันวาคม 2556 เป็นครั้งที่สอง และในวันที่ 29 มีนาคม  2557 เป็นครั้งที่สาม ประมาณว่าผู้คนเข้าร่วมเดินขบวนแต่ละครั้งมีไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน

ถึงขนาดนั้นแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังทู่ซี้อยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างไม่เป็นธรรม มีผลให้ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  พ้นจากตำหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 7 พฤษภาคม 2557  แต่รัฐบาลนั้นก็ยังเกาะเก้าอี้แน่นไม่ยอมไปพ้นจากตำแหน่ง ในขณะที่ประชาชนผู้ชุมนุมโดยสงบถูกปืน ระเบิด  แก๊สน้ำตา จนตายไป 22 คน บาดเจ็บนับพันคน

ในช่วงนั้น  ผู้เขียนได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค ทั้งภาพและถ้อยคำออกมาเป็นระยะๆ  เพื่อรายงานเหตุการณ์ และความเห็นต่อสาธารณะ ปรากฏว่าเพื่อนเฟสบุ๊คล้วนให้กำลังใจ และชื่นชมในการยืนหยัดสู้กับรัฐบาลอธรรมอย่างไม่ระย่อ

แต่มีอาจารย์อาวุโสคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น มีปฏิกิริยาด้วยการตั้งคำถามแชทตรงกับผู้เขียนหลายหนด้วยคำว่า “ แล้วไงต่อไป  แล้วไงต่อไป

ผู้เขียนต้องอธิบายตอบกลับไปว่า  เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดเกมทั้งหมด เรามีสถานะเป็นพลังกดดันทางการเมืองโดยสะท้อนเจตจำนงของประชาชนให้ปรากฏอย่างมีพลัง  อะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ยังเป็นเรื่องของรัฐบาลและบริวารทั้งหลายของรัฐบาล ที่เราไม่สามารถไปควบคุมได้

ทั้งๆที่อธิบายไปอย่างนั้นแล้ว อาจารย์ก็ยังเรียกร้องให้ผมตอบว่า “ แล้วไงต่อไป ” เป็นคำถามที่เหมือนจะขอให้ผู้เขียนตอบแบบฟันธงว่าจะเผด็จศึกยังไง จนผู้เขียนรู้สึกหงุดหงิดและหยุดการสื่อสารไปเลย

ย้อนหลังกลับไปอีก ช่วงก่อนหน้านั้น การต่อสู้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในเวทีรัฐสภา ในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็เข้มข้นดุเดือดพอสมควร  ผู้เขียนเดินทางไปพักผ่อนที่เชียงใหม่กับเพื่อนรัฐศาสตร์จุฬาฯ ด้วยกัน จำนวน 40 กว่าคน ได้ไปเดินที่กิ่วแม่ปานบนดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นนิรมิตอันงดงามของธรรมชาติระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าแบบสวาน่า แล้วผู้เขียนได้บรรยายความงามทางธรรมชาติเป็นกาพย์ยานี 11 ประกอบภาพถ่าย 21 ภาพของกิ่วแม่ปาน โดยนำลงเฟสบุ๊คด้วย

ปรากฏว่า มีเพื่อนจุฬาฯ ร่วมรุ่นที่จบจากคณะนิเทศศาสตร์ (ชื่อเดิมคือ แผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์) เธอโพสต์แชทผ่านเฟสบุ๊คด้วยอาการไม่พอใจว่า

บ้านเมืองมีปัญหาวิกฤต แต่ประสารยังชมนกชมไม้ ชมธรรมชาติ ราวกับไม่มีอะไรจะทำ

เห็นอย่างนี้  ผู้เขียนหงุดหงิดขึ้นมาทันที  นึกในใจว่า ใจคอเธอจะกำหนดให้ผู้เขียนใช้ทุกลมหายใจเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างรวมศูนย์  โดยไม่ต้องไปทำอะไรอื่นให้เสียเวลา

สองตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นนี้ เป็นข้อเรียกร้องจากเพื่อนมิตรที่ ทำให้ผู้เขียนมานึกในใจว่า จะมาเรียกร้องอะไรกันนักหนาจากผู้เขียน  ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้มีอำนาจบารมีที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างเก่งก็แค่ส่งเสียงร้องร่วมกับคนอื่นๆ ในประเด็นที่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกัน

แต่เมื่อมาคิดดูอีกที ก็พบว่า ทั้งอาจารย์และเพื่อนที่มีความเห็นเช่นนั้น

  1. เขาเปิดเผยและตรงไปตรงมายิ่งนักกับผู้เขียน ไม่ต้องไปพูดผ่านใคร แต่ใช้วิธีโพสต์ความเห็นตรงเข้ามาเลย โดยไม่เกรงว่าผู้เขียนจะโกรธ  นี่นับเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของความเป็นกัลยาณมิตร ที่กล้าเอ่ยคำขวางหู
  2. เขาทั้งสองคนให้คุณค่ากับผู้เขียนมาก  เขาเห็นว่าผู้เขียนมีบทบาทสำคัญอยู่ในขั้นที่สามารถกำหนดความเป็นไปของเหตุการณ์ได้  ที่เขากล้าพูดกับผู้เขียนไม่ไปเรียกร้องกับคนอื่น ก็เพราะเขาให้ราคากับผู้เขียนนั่นเอง

คิดได้อย่างนี้ ความหงุดหงิดก็คลายไป กลายเป็นความเข้าใจในเจตนาทางบวกของอาจารย์อาวุโสและเพื่อนจุฬาฯ คนนี้


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คิดอีกครั้ง

20180302_thinkagain

เหตุเกิดเมื่อคืนนี้  

เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์เย็นวันอบรมหลักสูตรผู้บริหารของสถาบันแห่งหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะพบและร่วมเรียนกัน 4 บ่าย (สี่สัปดาห์)  ได้เวลาที่จะสรรหาประธานรุ่น เพื่อเป็นตัวแทนทำหน้าที่ ดำเนินกิจกรรมของรุ่นต่อไป

สุธี  เพื่อนที่เอางานเอาการของรุ่นมาขอร้องผู้เขียนในฐานะผู้อาวุโสและคงคิดว่าน่าจะพูดจาเป็นหลักเป็นฐานได้กับกลุ่มเพื่อนๆ โดยเขาชี้แจงว่า “ ตอนนี้พวกเราคุยกันหมดแล้ว ตกลงว่าจะให้พี่สุทัศน์ (นามสมมุติ) เป็นประธานรุ่น ไม่มีใครขัดข้อง โดยจะมีพี่สุธาและพี่สุนทร( นามสมมุติ) เป็นรองประธานรุ่น อาจารย์ช่วยพูดชี้แจงผ่านไมโครโฟน แล้วเชิญพี่สมทบและพี่สมพร ผู้อาวุโสทั้งสองคนขึ้นไปประกาศว่าพวกเราทั้งหมดเห็นชอบให้พี่สุทัศน์ เป็นประธานรุ่น แล้วพวกเราทั้งหมดจะตบมือรับรองตามนี้

ผู้เขียนเป็นคนใจง่ายจึงรับปากด้วยดี แต่พอมีจังหวะก็หันไปหารือกับเพื่อนอีกคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันว่า “ ทำเช่นนี้จะเหมาะไหม ” เพื่อนคนนี้บอกว่า

ตอนนี้มีเพื่อนกลับบ้านไปบ้างแล้ว เหลือเพื่อนอยู่ไม่ถึงครึ่ง คนที่กลับไปก่อนจะคิดหรือเปล่าว่าเรามารวบหัวรวบหางกันโดย คนที่ไม่อยู่เขาไม่รับรู้ด้วย เดี๋ยวจะผิดใจกันมั้ย ไม่จำเป็นต้องรีบเลือก เอาไว้ขอเวลาเลือกกันในห้องอบรมจะดีกว่ามั้ง

จะทำอย่างไรดีในเมื่อด้านหนึ่งก็รับปากกับสุธีไว้แล้ว ว่าจะทำหน้าที่เกริ่นนำให้ อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงทักท้วงว่าคงไม่เหมาะ เพราะเป็นคนจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่

พอถึงเวลาขึ้นเวที ผู้เขียนจับไมโครโฟนแล้วพูดว่า

การเลือกหรือรับรองประธานรุ่นที่ผมได้รับมอบจากเพื่อนให้มาทำหน้าที่เกริ่นนำนี้ มีสองความเห็น

ความเห็นหนึ่ง บอกว่าไหนๆเพื่อนๆก็มากันพอสมควรแล้ว เรามาเลือกหรือรับรองประธานรุ่นกันตอนนี้เลย จะได้เริ่มทำงานกันได้

อีกความเห็นหนึ่ง บอกว่า ตอนนี้เหลือเพื่อนๆอยู่กันที่นี่ไม่ถึงครึ่ง  เรารอไว้ไปเลือกกันในห้องเรียนจะดีกว่า

ถ้าเช่นนั้น ผมขอให้ยกมือเลือกว่า จะเลือกเดี๋ยวนี้หรือไปเลือกในห้องเรียน

ปรากฏว่าคะแนนเสียงก้ำกึ่งกัน  ผู้เขียนจึงสรุปว่า

เพื่อให้ผู้เป็นประธานรุ่นได้รับความเห็นชอบจากเพื่อนด้วยจำนวนที่มากกว่านี้ คนได้รับเลือกก็จะมีความภาคภูมิใจด้วย  ที่มีความชอบธรรมมากกว่าในการทำหน้าที่ประธานรุ่น เพื่อนๆที่ไม่อยู่ในที่นี้จะได้มีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนของเขาด้วย ดังนั้นผมขอให้การเลือกประธานรุ่น ไปจัดทำกันในห้องอบรมในการเรียนครั้งต่อไป จะดีไหม

ปรากฏว่าทุกคนปรบมือต้อนรับบทสรุปของผู้เขียนด้วยรอยยิ้มกันทั่วหน้า

นี่คือแนวทางการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า

หลังจากนั้น หลายคนบอกกับผู้เขียนว่า “ ถ้าขืนเลือกกันวันนี้ เกิดรอยร้าวในรุ่นแน่ๆ” บ้างก็บอกว่า “ จำนวนกว่าครึ่งห้องที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ไม่จำเป็นต้องเลือกกันวันนี้” บ้างก็พูดว่า “ เป็นการหาทางออกที่ดี ผมคิดอยู่เหมือนกันว่า มันไม่เหมาะ ตอนที่มีคนมาล็อบบี้ผมให้เลือกกันวันนี้

เหตุการณ์จบลงด้วยดี โดยมีแง่คิดว่า

  1. สถานการณ์เฉพาะหน้า ที่เป็นความเห็นรวมๆจากการเห็นชอบไปแบบหยวนๆ เราไม่จำเป็นต้องไปเออออด้วย
  2. ลองคิดอีกครั้งว่า วิธีไหนจะดีกว่า ที่ไม่ขัดข้องใจใคร และเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า
  3. ไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง เพราะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ได้เลือกกันในเวลานั้น
  4. มีบรรยากาศสามัคคีธรรมดีกว่า เมื่อได้ทำเช่นนี้

นี่เป็นอีกบทเรียนหนึ่งว่า การ “ คิดอีกครั้ง ” ช่วยให้เรามีสติและทำอะไรลงไปในทิศทางที่ดูดีมากกว่า

ระยะห่าง: ใครคิดว่าไม่สำคัญ

20180214_distance

ก่อนหน้านี้ปีเศษ  ลูกคนเล็กที่แต่งงานแล้วไปซื้อบ้านไว้ในซอยแถวสุขุมวิท 62

เนื่องจากพ่อแม่ มีบ้านอยู่ในโครงการเดียวกันกับครอบครัวของลูกชายคนโตแถวๆ ซอยอ่อนนุช 80 จึงชักชวนครอบครัวของลูกคนเล็กว่า “ขายบ้านเก่าที่สุขุมวิท 62 แล้วมาซื้อบ้านในโครงการเดียวกันกับที่พ่อแม่และครอบครัวของลูกชายคนโตอยู่เถอะ พ่อกับแม่จะได้ไปมาหาสู่แวะเวียนไปเยี่ยมเยือนลูกหลานได้โดยสะดวก”

ลูกชายคนเล็กปฏิบัติตามคำร้องขอด้วยดี ขณะนี้ผู้เขียน มี 3 ครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยมีระยะห่างเพียงขี่จักรยาน 3-5 นาทีถึง หรือเดินประมาณ 4-7 นาทีถึง

คนเป็นปู่ย่าจึงได้ไปอุ้มหลาน 3 คนที่บ้านลูกทั้งสองหลังได้เกือบทุกวัน

เล่าให้เพื่อนฟัง ก็มักได้รับคำอิจฉาจากเพื่อนๆ ที่ได้ใกล้ชิดหลานมากกว่า

อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าได้รับเชิญไปพูดหรือบรรยายที่ไหน ผู้เขียนจะสอบถามถึงขนาดของห้อง จำนวนผู้ฟังและเก้าอี้ที่เตรียมรองรับผู้ฟังว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ถ้าตั้งเก้าอี้ไว้ 200 ตัว แต่มีผู้ฟังเพียง 30 คน ผู้เขียนจะร้องขอทันทีว่า ขอใช้ห้องที่เล็กกว่า หรือให้วางเก้าอี้ เพียงพอดีกับจำนวนผู้ฟัง และอย่าวางเก้าอี้ให้ห่างกัน เพื่อให้ผู้ฟังนั่งอย่างกระชับพื้นที่

วิทยากรที่ไม่เข้าใจ จะไม่สนใจว่าระยะห่างของผู้ฟังมีผลต่อบรรยากาศการเรียนรู้มาก ถ้าห้องประชุมมีที่นั่งจุคนได้ 500 คน แต่มีคนมาฟังเพียง 50 คน เขาจะนั่งกันอย่างกระจัดกระจายเป็นกลุ่มๆละ 3 คน หรือ 5 คน  เป็นกลุ่มคนที่รู้จักกัน

กลุ่มที่อยู่ห่างออกไปจะหลุดไปจากปริมณฑลแห่งการเรียนรู้ ในขณะที่ผู้เขียนในฐานะผู้สอนมีหน้าที่ให้ทุกคนได้ร่วมกันเรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน และมีอารมณ์ร่วมตลอดช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ในชั่วโมงนั้นๆ

การนั่งใกล้กันในพื้นที่กระชับ ทำให้ทุกคนสามารถจะส่งต่อความรู้สึกระหว่างกันได้  เมื่อคนหนึ่งหัวเราะ เสียงหัวเราะจะไปกระเทือนคนนั่งใกล้ให้ร่วมหัวเราะด้วย การนั่งห่างกันของผู้ฟังทำให้อารมณ์ร่วมเกิดขึ้นได้ยากที่จะเฮฮาเมื่อสนุก หรือปรบมือเมื่อถูกใจ

ระยะห่างเป็นสิ่งที่ดูไม่สำคัญ แต่ความจริงสำคัญยิ่ง

หากผู้เขียนอยู่บ้านที่ห่างไกลกับบ้านลูกหลาน ประเภทขับรถ 2 ชั่วโมงถึง เพียงนึกภาพว่าจะต้องฝ่ารถติดก็ท้อเสียแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นปีหนึ่งคงเห็นหน้าหลานได้ไม่กี่ครั้ง เจอหน้ากันแต่ละครั้งหลานคงคิดในใจว่า “ ตาแก่คนนี้เป็นใคร ” เพราะจำไม่ได้แล้ว

ถ้าผู้เขียนไม่บริหารจัดการพื้นแห่งการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรมหรือผู้ฟังให้กระชับอยู่ในบริเวณเดียวกัน นั่นก็จะเป็นชั่วโมงแห่งการเรียนรู้ที่ล้มเหลว

ความสำคัญของการจัดพื้นที่ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมเป็นเครื่องหมายบ่งบอกอย่างหนึ่งของความสันทัดจัดเจน ในการดำเนินชีวิต


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ความเป็นจริงที่ตรงข้ามกับกระแสสื่อ : สวนกุหลาบถูกด่าฟรี

ใช่หรือไม่ว่า คนเราใส่ใจปรากฏการณ์ มากกว่าจะไปทำความเข้าใจในเนื้อแท้ของเรื่องนั้นๆ

ในงานฟุตบอลประเพณี  “ จตุรมิตรสามัคคี ” 4 โรงเรียน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  โรงเรียนเทพศิรินทร์  โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย  และโรงเรียนอัสสัมชัญ มีขบวนพาเหรดของนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบ ที่ถือป้ายข้อความตัวโตว่า “ ไทยแลนด์แดนกะลา ”

พอภาพนี้ปรากฏออกมาในสื่อ  โรงเรียนสวนกุหลาบกลายเป็นโรงเรียนกระสุนตก ที่สื่อออนไลน์และสื่อสาธารณะทั้งหลาย กระหน่ำใส่แบบไม่ยั้งมือ  รวมทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ร่วมขบวนกันด่าเด็กนักเรียนด้วยว่า

“ เนรคุณแผ่นดินถิ่นเกิด ”

“ เด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน ”

“ ดูถูกเมืองไทย ก็เนรเทศตัวเองไปที่อื่นซะ ”

“ ครูสวนกุหลาบ สอนเด็กได้เลวมาก ”

“ ใครคิดจะส่งลูกเข้าสวนกุหลาบ ต้องคิดใหม่แล้ว ”

ในฐานะเป็นเด็กสวนกุหลาบด้วยคนหนึ่งในรุ่นที่ 81  ปีเข้า มศ. 1 คือปี 2505  ผู้เขียนไปค้นหาความเป็นจริงของเรื่องแล้ว  ได้แง่คิดสำคัญว่า ในยุคแห่งการแข่งขัน ที่การสื่อสารต้องรวดเร็ว  กระจายกว้างและเข้าถึงผู้คนได้มาก กลับกลายเป็นว่า  เต็มไปด้วยทัศนะและข้อมูลขยะที่ไม่ได้กลั่นกรอง แต่ใช้การแต่งเติมให้เร้าใจและส่งต่ออย่างรวดเร็ว มีแรงจูงใจเสมือนหนึ่งว่า ใครส่งก่อนคนนั้นเป็นเจ้าของข้อมูลและความเห็นที่ดูดีมากกว่า

ความเป็นจริงของเรื่องคืออะไร

ทีมงานจัดกีฬาครั้งที่ 28 นี้ตกลงกันว่า จะวางแนวคิดของขบวนพาเหรดในวันแรกของการแข่งกีฬาให้เป็นเรื่องของ “ Thailand 4.0 ” ตามที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมชี้นำพอดีมี 4 โรงเรียน ก็ให้จับฉลากกันว่า โรงเรียนไหนจะจัดพาเหรดขบวนอะไร

โรงเรียนสวนกุหลาบ  จับได้ ไทยแลนด์  1.0

โรงเรียนเทพศิรินทร์  จับได้ ไทยแลนด์  2.0

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน  จับได้ ไทยแลนด์  3.0

โรงเรียนอัสสัมชัญ  จับได้ ไทยแลนด์  4.0

เป็นหน้าที่ ของกรรมการแต่ละโรงเรียนว่าจะจัดขบวนพาเหรดอย่างไร ให้สะท้อนภาพแต่ละยุคสมัยตามที่กำหนดไว้

ไทยแลนด์ 1.0 คือยุคแห่งเกษตรกรรม ที่อยู่กับไร่นาป่าเขา ทำการเกษตรแบบดั้งเดิม จึงเห็นว่า คำว่า “ กะลา ” น่าจะสะท้อนถ่ายความเป็นจริงของยุคได้ตรง และแจ่มแจ้ง ผลจึงออกมาเป็น อักษรตัวโตว่า            “ ไทยแลนด์ แดนกะลา ” โดยมีป้ายอีกแผ่นหนึ่งที่เด็กถือเดินพาเหรดตามมาเขียนว่า “ ชาตะ 1.0  มรณะ 4.0 ” ซึ่งแปลว่าสิ่งล้าหลังที่เกิดในยุค 1.0 นั้น จะหมดไปในยุค 4.0

ในขณะที่ โรงเรียนอื่นๆ ก็รับไปจัดขบวนตามยุคที่ตนเองรับผิดชอบ

นี่คือ ความเป็นจริงของเรื่องราวที่คนภายนอกรับรู้ในวงจำกัด แต่หลายคนก็ถนัดในการแชร์เร็วแชร์ด่วน จนกลายเป็นกระแสแห่งความเข้าใจผิดทั่วไป

คนที่รับเคราะห์กลายเป็นเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนสวนกุหลาบที่ถูกด่าฟรี

ต้องบอกว่า

ไม่มีนักเรียน สวนกุหลาบคนใดที่คิดเนรคุณแผ่นดินถิ่นเกิด

ไม่มีครูคนใดที่สอนเด็กให้ดูถูกแผ่นดินไทยของตัวเอง  

ไม่มีความคิดใดๆเลย ในหมู่นักเรียน ที่จะประนามหยามเหยียดประเทศไทย

เราจะต้องวนเวียนอยู่กับทัศนะและข้อมูลขยะไปอีกนานเท่านาน จึงมีแต่วิจารณญาณที่สืบหาและใคร่ครวญอย่างรอบด้านเท่านั้น ที่จะยืนอยู่กับความถูกต้องได้


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เราล้วนต้องการแสดงออกแต่ด้านดี

20171101_goodside

ถ้าเราจะบันทึกอะไรลงไปในกระดาษ ทุกคนล้วนแต่เขียนบันทึกในด้านดีของตัวเอง ยิ่งมีคนเห็นมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งอยากแสดงออกในทางบวกมากเท่านั้น

เราจึงรับรู้ว่า สาวไม่สวยเอาภาพสาวที่ดูสวยมาเป็นภาพโปรไฟล์แทนภาพตนเองในหน้าเฟสบุ๊ค เพื่อบอกผู้คนทั้งหลายว่า “ ชั้นสวยนะจะบอกให้ ”

หนุ่มไม่หล่อ ก็จะเลือกรูปที่ดูดีที่สุดจากรูปถ่ายหลายๆรูป เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอารูปที่เลือกแล้วนั้นไปเข้าแอพพลิเคชั่นแต่งหล่อปรับสีและแสงเงาให้ดูดี ปรับความชราให้ใบหน้าเยาว์วัย ผิดไปแบบคนละคน

กับตัวจริงเลย แล้วค่อยเอารูปนั้นโพสต์ลงในสื่อออนไลน์

นี่ว่าเฉพาะรูปภาพ  ที่เป็นตัวหนังสือก็เช่นกัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เวลาเขียน เขียนให้ดูดีต่อคนเขียนไว้ก่อน อะไรที่จะทำให้ตนเองต่ำทรามลงไป ในสายตาคนอื่นก็จะไม่เขียนไว้  นี่เป็นจิตวิทยาการโฆษณาอย่างง่ายๆ ที่รู้กันโดยทั่วไป

สาวไฮโซคนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญเดินสมุทรเพียงลำพัง

เธอบันทึกประสบการณ์ในเรือลำนั้นเป็นถ้อยคำสั้นๆ ในไดอารี่ ว่า

คืนแรก  “ ได้พบกัปตันเรือ หล่อมากๆ  ทั้งฟิตทั้งเฟิร์ม

คืนที่สอง  “ โชคดีจัง ได้ดื่มแชมเปญ และดินเนอร์ด้วยกันกับเขา  ”

คืนที่สาม  “ ยิ่งดีกว่าเมื่อคืน เพราะคืนนี้ ได้เต้นรำกับเขาด้วย  ”

คืนที่สี่  “ กัปตันคนนี้ ช่างมีเสน่ห์เสียนี่กระไร

คืนที่ห้า  “ เขาพูดกับฉันว่า หากฉันไม่ยอมเป็นของเขา เขาจะขับเรือชนภูเขาน้ำแข็ง เพื่อฆ่าตัวตาย  ”

คืนที่หก  “ ฉันทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต  เพราะได้ช่วยชีวิตผู้โดยสารไว้เกือบหนึ่งพันคน

นี่คือเรื่องราวที่ให้แง่คิดว่า คนเรามีวิธีการอธิบายความไปในทิศทางเข้าข้างตนเองได้ ทั้งๆที่มีพฤติกรรมยอมตามปรารถนาทางเพศของกัปตัน


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

บกพร่องทางปัญญาหรืออัจฉริยะ

20170916_genius

เรื่องเล่าเรื่องนี้ ยิ่งใหญ่มาก  โปรดติดตาม

“ แม่ครับ ครูให้กระดาษแผ่นนี้มา และบอกว่าแม่คนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิอ่าน ครูเขียนว่าอะไรครับแม่ ”

โทมัส แอลวา เอดิสัน  ในวัยเด็กเมื่อกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้แม่ พร้อมกับตั้งคำถาม

แม่ของเอดิสัน เห็นตัวหนังสือในกระดาษแล้ว น้ำตาไหลนองใบหน้า เธออ่านข้อความในกระดาษด้วยเสียงดังว่า

“ ลูกชายของคุณเป็นเด็กอัจฉริยะ  โรงเรียนของเราเล็กเกินไปสำหรับเขา และไม่มีครูที่ดีเพียงพอที่จะสอนเขาได้ กรุณาสอนลูกด้วยตัวคุณเอง ”

ตั้งแต่วันนั้น เธอตั้งหน้าตั้งตาสอนลูกชายอยู่กับบ้านด้วยตัวเธอเอง จนกระทั่งเธอป่วยและ   เสียชีวิตไป

หลายปีหลังจากนั้น เขากลายเป็นนักประดิษฐ์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก เริ่มตั้งแต่ในศตวรรษนั้นเอง

วันหนึ่ง โทมัส เอดิสัน ได้รื้อค้นข้าวของในบ้าน และพบกระดาษแผ่นที่ครูเขียนเมื่อตอนเด็กที่แม่อ่านให้ฟัง เขาหยิบมาอ่าน ก็ได้พบข้อความว่า

“ ลูกชายของคุณมีความบกพร่องทางปัญญา เราไม่สามารถให้เขาร่วมชั้นเรียนได้อีกต่อไป ”

นี่แปลว่า โทมัส เอดิสัน ถูกไล่ออกจากโรงเรียนนั่นเอง  เอดิสันรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร เขาจึงเขียนบันทึกลงไดอารี่ของเขาว่า

“ โทมัส เอดิสัน คือเด็กที่มีความบกพร่องทางปัญญา แต่แม่ของเขาคือผู้พลิกฟื้นให้เขากลับกลายมาเป็นบุคคลอัจฉริยะแห่งศตวรรษ ”

เห็นหรือไม่ว่า

แทนความท้อแท้สิ้นหวัง คำพูดเพียงประโยคเดียวของแม่ได้สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนคนได้ทั้งชีวิต

 

ในช่วงแห่งการทดลองกระแสไฟฟ้าที่ โทมัส เอดิสัน ทดสอบอยู่นั้น ยังพบว่าเกิดความผิดพลาดนับพันครั้ง  ในที่สุดเขาประสบความสำเร็จจนได้

มีคนถามว่า

“ คุณผ่านความผิดพลาดมา ครั้งแล้วครั้งเล่า ใช่ไหม ”

เขาตอบว่า

“ ไม่เลย ผมไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยล้มเหลว ความจริงผมมีประสบการณ์นับพันครั้งต่างหาก ”

คนยิ่งใหญ่ของโลก เมื่อตั้งต้นด้วยความคิดเชิงบวก อันได้มาจากคำพูดของแม่ ยืนหยัดในความเชื่อแล้วเดินหน้าเต็มลูกสูบ กลายเป็นกระแสไฟฟ้า เป็นมรดกโลกที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนทั้งแผ่นดินได้เช่นนี้เอง


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุดในชีวิต

20170916_regret

คำว่า “ ถ้ารู้อย่างนี้ …………” เป็นคำรำลึกอดีตของคนบางคน

คนเราจะเสียใจหรือเสียดายที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทั้งๆที่เป็นสิ่งควรทำ เช่นดูแลแม่พ่อไม่ดีพอในยามชรา ใส่ใจลูกน้อยไป มึนตึงกับคู่ชีวิตมากไป เลือกอาชีพที่ไม่ใช่ของตัวเอง

ลองมาดูซิว่าคนชาติอื่นคิดอย่างไรกับปัญหานี้

นิตยสารเบลเยี่ยมฉบับหนึ่ งสำรวจผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดยตั้งคำถามว่า

“อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุด”

คำตอบเรียงลำดับจาก ลำดับ 5 ไป 1 มีดังนี้

อันดับที่ 5   เสียใจที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี  มีจำนวน 45 %

อันดับที่ 4   เสียใจที่ไม่ได้รักและถนอมคู่ชีวิตให้ดี  มีจำนวน 57 %

อันดับที่ 3   เสียใจที่ไม่ได้สั่งสอนในสิ่งที่เหมาะที่ควรให้กับลูกตนเอง มีจำนวน 62 %

อันดับที่ 2   เสียใจที่ตัดสินใจเลือกอาชีพผิด ตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว  มีจำนวน 73 %

อันดับที่ 1   เสียใจที่ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่มีความมุมานะมากพอ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง  มีจำนวน  92 %

คนชราไทยคิดอย่างไรกับคำถามนี้  ยังไม่เคยเห็นสถาบันไหนสำรวจ แต่ได้แง่คิดสำคัญอย่างยิ่งว่า  อดีตนั้นทำอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันมาถึงแล้วก็ผ่านเลยไป เป็นลมที่ไม่ได้พัดหวน แต่อนาคตยังมีให้เผชิญหน้าอยู่ จะกี่ปี กี่เดือน กี่วัน ไม่มีใครรู้

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เสียใจที่สุดทั้ง 5 อันดับแรก ของคนเบลเยี่ยมนั้น ล้อมรอบอยู่ที่ชีวิตครอบครัวทั้งหมด เรื่องสุขภาพ พ่อแม่ คู่ชีวิต ลูก และการเลือกอาชีพ ดูเหมือนว่าคนเบลเยี่ยมไม่คิดถึงสังคมส่วนรวมหรืออย่างไร ปัญหาของสังคมจึงไม่ถูกจัดอยู่ในลำดับต้น

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น ใช่หรือไม่ว่า ความดีงาม ความถูกต้องนั้น เริ่มต้นที่ครอบครัวนั้นเอง คนในครอบครัวที่ไม่ใช่ตัวเรารวมทั้งเรื่องสุขภาพตนเอง หากเรามีท่าทีและการปฏิบัติต่ออย่างเหมาะสม ถูกต้อง ด้วยเมตตาธรรมแล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานที่จะทำให้จิตวิญญาณเช่นนั้น ขยายผลต่อสังคมนอกครอบครัวออกไป

ปัญหายังมีอีกว่า บางทีคนเรา เอาบ่าไปแบกทุกข์คนอื่น จนลืมไปว่า คนในครอบครัวตนเองก็ปรารถนาความสุขจากเราเช่นกัน


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES