ทุกคนต้องการให้คนอื่นยอมรับว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น

20190521_acceptance

พนักงานหญิงคนหนึ่งในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ หลังจากเลิกงานที่ประจำอยู่กับเครื่องจักร เธอได้

เข้าไปในห้องแช่แข็งเนื้อสัตว์ของโรงงาน เพื่อตรวจสอบงานบางอย่าง ปรากฏว่าประตูห้องนั้นมีระบบล็อคอัตโนมัติ กล่าวคือพอหลังเลิกงานแล้ว ประตูห้องจะปิดตาย ทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องเปิดประตูจากด้านนอกห้อง

เธอพยายามเคาะประตู พยายามตะโกนเรียกคนนอกห้องให้ช่วยเหลืออย่างสุดเสียง แต่เนื่องจากเป็นห้องเก็บเสียง เสียงจึงไม่ดังออกมาสู่ภายนอก เธอใช้พละกำลังทั้งหมดเท่าที่มีพยายามจะเปิดประตูให้ได้ แต่ก็ไร้ผล

เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง พนักงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เธอจะทำอย่างไรดี โทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้ เอาติดตัวเข้าไป รู้สึกหนาวเย็นสุดๆ หากต้องอยู่ในห้องนี้ทั้งคืน เธอคงถูกแช่แข็งแน่ๆ  เธอได้แต่นั่งร้องไห้อย่างสิ้นหวัง

เวลาผ่านไปราว 4  ชั่วโมง  ประตูห้องนั้นถูกเปิดออกด้วยฝีมือของยามรักษาความปลอดภัยของโรงงาน  พนักงานหญิงคนนั้นสุดแสนจะดีใจที่ชีวิตรอดปลอดภัย เหมือนตายแล้วเกิดใหม่

“ คุณรู้ได้อย่างไร  ว่าฉันอยู่ในห้องนี้ ”

ยามรักษาความปลอดภัยตอบว่า

“ ผมทำงานที่นี่มา 35 ปีแล้ว คุณเป็นเพียงหนึ่งใน 2-3 คน จากจำนวนพนักงานที่เข้าออกทุกเช้าเย็นกว่า 800 คน  ที่ทักทายสวัสดี (Good Morning) ผมในตอนเช้า และเอ่ยปากร่ำลาผม ( Bye, see you) ในตอนเลิกงานก่อนจะออกจากประตูโรงงาน  ในขณะที่พนักงานคนอื่นๆ เขาทำเสมือนหนึ่งว่าไม่มีผมอยู่ที่ประตูทางเข้า ”

            พนักงานหญิงยิ้มทั้งน้ำตา  เขาพูดต่อว่า

“ วันนี้คุณทักทายผมเมื่อเช้าตามปกติ เย็นวันนี้ ผมคาดว่าคุณจะเอ่ยปากร่ำลาผมเหมือนทุกวัน เพราะมันทำให้ผมระลึกรู้ว่าผมยังมีตัวตนของผมอยู่ แต่ผมไม่เห็นคุณเลย ผมเดินหาคุณทั่วบริเวณโรงงาน ผมจึงเข้ามาพบคุณที่ห้องนี้ ”

            พนักงานหญิงจับมือและโอบกอดยามคนนั้น เธอละล่ำละลักเอ่ยคำขอบคุณอย่างหนักแน่น

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

บทเรียนสำคัญยิ่งคืออะไร

แต่ละวันที่ผ่านไป  เราพบผู้คนบนเส้นทางหลายคน  เราพบคนขายตั๋วที่สถานีรถไฟฟ้า พบกระเป๋ารถเมล์และคนขับรถโดยสาร พบคนขับที่นำพาเราไปสู่ที่หมายอย่างปลอดภัย พบยามรักษาความปลอดภัยที่

 

หน้าบริษัท พบแม่ค้าขายข้าวแกง พบตำรวจจราจรบนถนน พบคนขายกาแฟในร้าน พบคนขายก๋วยเตี๋ยว  แม้กระทั่งพบพ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยา บุตรหลาน ที่บ้าน ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการให้คนอื่นยอมรับความมีตัวตนของเขาในที่นั้น ณ เวลานั้น  เราเอ่ยปากทักทาย  เรายิ้มอย่างมีไมตรีจิต เราน้อมใจพูดคุยอย่างสุภาพกับผู้คนที่พบเห็นในระหว่างวันหรือไม่

หรือว่าเราไยดีแต่สมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือเราเท่านั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เมื่อสองอัจฉริยบุรุษมาพบกัน

20190507_twogeniuses2

บุรุษหนึ่งนุ่งกางเกงขายาวตัวใหญ่ ใส่เสื้อตัวเล็ก สรวมรองเท้าคู่ใหญ่เกินขนาด สรวมหมวกใบจิ๋ว ติดหนวดแปรงสีฟันเหนือริมฝีปาก มีไม้เท้าติดมือแกว่งไปมา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการแสดงตลกหนังเงียบที่ดังที่สุดในโลก ในศตวรรษที่ 20

ใครได้ดูหนังเรื่อง คนจรจัด ( The Little Tramp ) จะรู้จัก ชาลี แชปลิน ( Charlie Chaplin )   ได้ดี เขาเป็นนักแสดงที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง สามารถเป็นทั้งผู้แสดง เป็นผู้เขียนบทเป็น  ผู้ทำดนตรีประกอบ เป็นผู้อำนวยการสร้างในตัวเองคนเดียวได้ เป็นนักแสดงที่ไม่ต้องเปล่งเสียง แต่บอกให้โลกรู้ได้ว่าเขามีความคิดทางการเมืองที่ต่อต้านระบบทุนนิยม ผ่านหนังเรื่อง  Modern Times  ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งในเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เขามีมุมคิดต่อต้านเผด็จการผ่านหนัง เรื่อง  The Great Dictator อันลือลั่น ถึงขนาดที่เขาถูกสั่งห้ามเข้าสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

อีกหนึ่งบุรุษนั้น เป็นชาวยิว เกิดในเยอรมัน เป็นเด็กที่เรียนรู้ช้า  สอบเข้าวิทยาลัยโพลิเทคนิคไม่ได้ เป็นเด็กนักเรียนนอกกรอบเกณฑ์การสอนของครู เขาต่อต้านการบังคับและการใช้อำนาจทุกรูปแบบจนถูกครูหาว่าเป็นนักเรียนขบถ

แต่ผลงานประจักษ์โลกของเขา คือการคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ   E = mc2  หรือ

พลังงาน = มวลสารและความเร็วแสงในสูญญากาศ  อธิบายว่ามวลสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และพลังงานก็เปลี่ยนกลับเป็นอนุภาคได้ มวลสารเล็กนิดเดียวสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานที่มีอานุภาพมหาศาล ผลจากสมการนี้พลิกโฉมหน้าของโลกแบบก้าวกระโดด ก่อเกิดสิ่งที่ตามมา คือ เทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย  ทั้งเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องมือแพทย์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม รวมถึงการคิดค้นปรมาณูและพลังงานนิวเคลียร์

นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาในคนๆเดียวกัน เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เป็นอัจฉริยะของโลกอีกคน ซึ่งยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนเทียบได้  เป็นเจ้าของคำคมอันลือลั่นที่ว่า “ จินตนาการมีความสำคัญยิ่งใหญ่กว่าความรู้ ” ( Imagination is more important than knowledge. )

บทสนทนาที่บอกถึงชั้นเชิงความเฉลียวฉลาดและอารมณ์ขันที่ต้องจดจำกันไปทั่วโลกเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1931  ณ โรงภาพยนตร์ที่ ลอส แองเจลิส สหรัฐอเมริกา ในวันฉายหนังรอบปฐมทัศน์ของ Charlie Chaplin ชื่อ “ City Lights ”

เป็นครั้งแรกที่นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ชื่อ Albert Einstein  ได้พบกับ Charlie Chaplin ทั้งสองคนแต่งกายเต็มชุดทันสมัย มาถึงโรงภาพยนตร์เกือบจะพร้อมกัน

พอบุคคลทั้งสองเดินเข้าสู่โรงภาพยนตร์ ผู้คนพากันปรบมือให้เกียรติกันกึกก้อง แล้วไอน์สไตน์ ก็เอ่ยชื่นชมชาลีกันซึ่งๆหน้า

Einstein  : “ What I admire most about your art , is its universality. You do not say a word , and yet the world understands you. ”

“ ผมชื่นชมการแสดงของคุณจริงๆ สิ่งที่คุณทำมันเป็นสากลอย่างยิ่ง คุณไม่เห็นต้องพูดอะไรสักคำ แต่คนทั้งโลกก็เข้าใจคุณได้ ว่าคุณสื่ออะไร ”

Chaplin  : “ It ,s true. But Your Fame is even greater : the world admires you , when nobody understands you. ”

“ จริงอยู่ครับ  แต่คุณน่ะ เยี่ยมกว่าผมเสียอีก  คนทั้งโลกพากันชื่นชมคุณ ทั้งๆที่ไม่มีใครเข้าใจคุณเลย ”

เมื่ออัจฉริยบุรุษหนึ่ง พบกับอีกหนึ่งอัจฉริยบุรุษ จึงกลายเป็นอัจฉริยภาพยกกำลัง ที่สะท้อนถึงปัญญาอันเฉียบคมเหนือชั้น และอารมณ์ขันอันรื่นรมย์ของกันและกัน เขาทั้งสองเป็นปิยมิตรกันและกัน ในเวลาต่อมา

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ในรั้วสิงห์ดำ เมื่อ 50 ปีก่อน

20190503

จำได้ว่าตอนสอบเข้ารัฐศาสตร์จุฬาฯ ปี 2510 นั้น ผมเตรียมหนักมาก ไม่เคยอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบจนยันตีหนึ่งตีสองหลับคาเก้าอี้นั่งก็ทำมาแล้วในช่วงนั้น

เด็กเรียนจบ ม.ศ. 5 อย่างกระท่อนกระแท่นจากแผนกศิลป์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยยามนั้นจะมีอะไรวิเศษไปกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ยิ่งได้ติดตราพระเกี้ยวก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิ

ผมเข้ารัฐศาสตร์ เพราะรู้ว่าได้เรียนการเมืองการปกครอง รู้เลาๆ ว่ามีแผนกต่างประเทศและการทูตด้วย ก็รู้เพียงเท่านั้น    

ในปี 2510 ยังเป็นยุคเผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีที่สืบอำนาจต่อมาจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และแน่นอนมรดกสำคัญของการรัฐประหาร คือ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ซึ่งห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน ทางการถือว่าถ้าประชาชนจับกลุ่มกัน 5 คนขึ้นไปเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยเรียกว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง ตำรวจจับขังได้

คนเรียนรัฐศาสตร์จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยทางการเมืองได้อย่างไร ผมติดนิสัยการแสดงออกมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาแล้ว เป็นทั้งนักร้องวงดนตรีแจ๊สของโรงเรียน ทำกิจกรรมชมรมยุวพุทธ ขอคุยว่าโรงเรียนสวนกุหลาบนั้น นอกจากการเรียนการสอนไม่แพ้ใครแล้วครูอาจารย์ทุกคนยังส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมจนกลายเป็นนิสัยติดตัวนักเรียนไปตลอด

ความจริงผมยอมรับได้กับคำขวัญ “อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ” แต่ที่ขัดใจหรือข้อจำกัดบางอย่าง เช่น น้องใหม่ห้ามขึ้นบันไดตึกหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า เกรงว่าจะเดินชนอาจารย์หรือรุ่นพี่เพราะเป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่รู้จักมักจี่คนที่อยู่มาก่อน ผมคิดในใจว่าเวลาเดินไปตรงไหน น้องใหม่หลับตาเดินหรือไง จึงไปเดินชนคนอื่น แล้วถ้าเดินชนจริง มันมีตึกสอง ตึกสาม รวมทั้งทางเดินอีกหลายเส้นนั่นจะไม่เดินชนละหรือ

ขัดใจอีกอย่างคือห้ามน้องใหม่นั่งโต๊ะซีเนียร์ในโรงอาหาร รุ่นพี่อธิบายว่าเพื่อฝึกน้องให้รู้ว่าไปรับราชการงานเมืองที่ไหน ต้องรู้จักว่าใครเป็นนายอำเภอ ใครเป็นข้าหลวง อย่าเผลอไปนั่งโต๊ะนาย ผมเก็บมาคิดในใจว่า ถึงอย่างไรสามัญสำนึกมันบอกเราอยู่แล้ว มารยาทสังคมทำให้เรารู้ว่า โต๊ะคนอื่นจะไปนั่งทำไม ถ้าเขาไม่เชิญนั่ง

อีกหนึ่งขัดใจ คือ ระบบว๊ากในที่ประชุมเชียร์ตอนเที่ยง ผนวกกับการทำโทษน้องใหม่ที่ไปไม่ทันประชุมเชียร์ ต้องวิ่งรอบตึกกิจกรรมหรือต้องทำอะไรอื่น ยิ่งซอฟโฟมอร์ส่งเสียงรอบทิศทาง “ ใหญ่มาจากไหนไม่สำคัญ” “ไม่ได้ยินหรือไง” “อยากโดนทำโทษใช่ไหม” “น้องใหม่สิทธิเท่ากับศูนย์”ฯลฯ  เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผมไม่สบอารมณ์นัก ผมจึงมีอาการแข็งขืนที่รุ่นพี่สังเกตเห็นได้

ผมกลายเป็นคนที่ถูกหมายตัวเป็นลำดับ 1 ว่าจะโดนเล่นงานหนักในวันรับน้องใหม่ ครั้นพอวันนั้นมาถึงจริงก็ไม่เห็นจะทำอะไรหนักหน่วงตามคำขู่ อย่างมากก็ลอดซุ้มเตี้ยๆ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ก็แค่นั้นเอง

ผมไม่เห็นประโยชน์ว่าจะไปวางตัวต่อต้านขัดแย้งอย่างรุนแรงอะไร ในอีกด้านหนึ่งนั้น ซอฟโฟมอร์ ที่ว๊ากเรา ก็พาเราไปกินไปเลี้ยงที่สามย่านตอนเย็นอยู่บ่อยๆ รุ่นพี่หลายคนให้ยืมหนังสือช่วยติววิชาเพื่อเตรียมสอบ นี้เป็นน้ำใจที่มีให้ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

ความไม่สบอารมณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางบวก ก็ต่อเมื่อ ผมได้ไปร่วมค่ายอาสาสมัครรัฐศาสตร์จุฬาฯ ค่ายแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2510 ราว 60 ชีวิตทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องปีหนึ่งถึงปีสี่ ไปใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายที่บ้านหัน ต.โนนหัน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น มีพี่ภักดี ริมมากุลทรัพย์ (รัตนผล) เป็นผู้อำนวยการค่าย ที่นั่นเราไปเจาะบ่อบาดาล และขุดสระน้ำ

การแบ่งงานกันทำเป็นแผนกโครงงาน  แผนกสวัสดิการ แผนกอาหาร แผนกบันเทิง ทำให้พี่น้องในค่ายได้ออกเหงื่อออกแรงและเอื้ออาทรต่อกันอย่างมีไมตรีจิต

ผมชอบไปเล่นเกมร้องเพลงกับเด็กเล็ก พี่หนู ระจิตตา ณ พัทลุง และพี่ต้อย สุชาดา สุขวิบูลย์ ก็ไปร่วมสนุกกัน หีบเพลงประจำตัวที่ผมหิ้วไปด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศรื่นเริงได้พอสมควร

สระน้ำที่ช่วยกันขุด ผมลงจอบขุดดินเจาะลึกลงไปอีกหน่อย พี่อู๊ด ปรีชา วุฒิการณ์ เรียกหลุมตรงนั้นจนคนอื่นเรียกตามว่า “สะดือประสาร”

กลับจากค่ายคืนสู่คณะ ชาวค่ายยังแสดงออกถึงความรักใคร่ผูกพันกันเหนียวแน่นจนคนที่ไม่ได้ไปค่ายประหลาดใจว่าเพียงเวลาครึ่งเดือน ทำไมชาวค่ายถึงผูกพันกันปานนั้น

ค่ายที่สองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2511 มีพี่แจ๊ด จักรินทร์ วงศ์บูรณาวาทย์ เป็นผู้อำนวยการ พากันไปตั้งค่ายที่บ้านคำเตย อ.เมือง  จ.นครพนม

งานค่ายอาสาพัฒนา เป็นงานสร้างสรรค์ที่ไม่เป็นอริกับใคร คนมีสีสันทางการเมืองอย่างผม พินัย อนันตพงษ์ และ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล จึงถือเป็นกิจกรรมหลีกการเมืองที่ถูกอัธยาศัย

ผ่านมา 50 ปี นับถึงวันนี้ ชาวค่ายรัฐศาสตร์ยังมีการพบปะกินข้าวเฮฮากันเป็นครั้งคราว

กิจกรรมกีฬา กิจกรรมเชียร์ กิจกรรมวิชาการ กิจกรรมของชมรม และกิจกรรมอื่นๆมากมายในคณะช่วยโยงใยให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกัน รู้จักใกล้ชิดทั้งรุ่นพี่ที่เหนือขึ้นไป 3 รุ่น และรุ่นน้องลงไปอีก 3 รุ่น รู้จักกันหมด กลายเป็นรู้จักกันทั้งคณะในช่วงเวลาเรียน 4 ปี จะสัมพันธ์กันถึง 7 รุ่น

แล้วยังมีประเภทพี่จีบน้อง น้องจีบพี่ เพื่อนจีบเพื่อน สำเร็จก็หลายคู่ ตกม้าหรืออกหักก็หลายราย

ยังมีรุ่นพี่บางคนที่จบไปแล้วมีสปิริตแรงกล้าแวะเวียนมาพบปะรุ่นน้องบ่อยๆ  เช่น พี่ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา (รุ่น 1) พี่ศิวะ แสงมณี (รุ่น 16) ทำให้สังคมรัฐศาสตร์ทั้งคณะเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สัมพันธ์ฉันน้องพี่เช่นนี้ยืนยาวไปจนตลอดชีวิตก็ว่าได้

เพราะเป็นนักกิจกรรม ผมจึงใฝ่หาว่ามีอะไรนอกคณะที่เรามีใจจะทำ ผมไปที่ตึกจักรพงษ์ฯ พบว่า ที่นั่น คือสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆทั้งกีฬา วิชาการ บันเทิง ที่นั่นมีชมรมดนตรีไทย ที่ทำการอยู่ชั้นบนด้านหลัง มีชมรมบริจาคโลหิต และที่ทำการสโมสรนิสิตอยู่ชั้นล่าง ผมเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกชมรมศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณี ส.จ.ม. เพราะตอนเรียนสวนกุหลาบฯ ผมเป็นประธานชมรมยุวพุทธมาแล้ว เมื่อปี 2509

ที่ชมรมนี้ คนที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดค่ายชาวเขา คือ คุณเทอดไท วัฒนธรรม เป็นรุ่นก่อนเรา 1 ปี  จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่นี่เองเพื่อนเรา ที่ชื่อ พลากร สุวรรณรัฐ ซึ่งเป็นนักรักบี้ของคณะและของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ได้ร่วมส่วนสร้างค่ายชาวเขาของชมรมฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ค่ายชาวเขา จำนวนนิสิตที่ไปจะน้อยกว่าค่ายรัฐศาสตร์ คือมีจำนวนราว 30 คน ค่ายแรก ปี 2511 เราพากันไปที่บ้านป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน ที่นั่นเป็นศูนย์อพยพชาวเขาที่อพยพล่าถอยมาจากทุ่งช้าง อันเนื่องมาจากการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ มีชาวเขาทั้งม้ง และเย้า หลายร้อยครอบครัว เราไปสร้างโรงเรียนเด็ก โดยใช้ไม่ไผ่ตีเป็นฝ้าผนังเพดาน โต๊ะเรียน หลังคามุงจาก

ค่ายที่สอง ไปที่บ้านแม่ริดน้อย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่นั่นเป็นปะกากะญอ (กระเหรี่ยง) ทั้งหมด จำได้ว่า แอ๊ว ศิริพรรณ ตระกูลลี้ ไปร่วมค่ายด้วย ต่างคณะมี แอ๋ว สุพัตรา มาศดิตถ์ (คุณหญิง)

ผมจำได้ดีว่า พลากร สุวรรณรัฐ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ไปจัดหาพันธุ์ข้าวโพดหวานมาจาก พี่ทองทิพ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งเป็นข้าวโพดฝักใหญ่ เนื้อแน่น และหวานอร่อยลิ้นแบบไม่เคยกินมาก่อน

คุณพลากร เอาพันธุ์ข้าวโพดนั้นมาระดมเพื่อนปลูกแล้วบอกขายในแวดวงคนที่สามารถจะช่วยได้ เพื่อหาเงินเข้าโครงการค่ายชาวเขา ถ้าจำไม่ผิด คุณพลากร พาผมและเพื่อนๆต่างคณะกลายเป็นชาวไร่ไปลงเม็ดข้าวโพดกันแถวพื้นที่ของกรมชลประทาน ตรงข้ามวัดชลประทานรังสฤษฏ์ พอข้าวโพดออกฝักก็เอามาบอกขายกันในหมู่เพื่อนบ้าง อาจารย์บ้าง พอบอกว่าข้าวโพดหวาน เอาเงินไปทำค่ายชาวเขา ใครรู้ก็แย่งกันซื้อ เพราะได้ทั้งรสสุดอร่อยและได้ทำบุญด้วย ดูเหมือนจะหาเงินจากข้าวโพดนี่ได้นับหมื่น นับเป็นวิธีการระดมทุนที่แปลกต่างแบบไม่มีชมรมไหนๆ ทำกันเลย

มีเรื่องหนึ่งที่ผมลืมไปแล้ว แต่คุณพลากรนั้นเองที่มาฟื้นความทรงจำผมเมื่อไม่นานมานี้

เป็นที่รู้กันว่า ในจุฬาฯ นั้น ชื่อ พลากร สุวรรณรัฐ ดังกระฉ่อนจุฬาฯ เรียนจบวชิราวุธ มีสกุลรุนชาติ เป็นบุตรของปลัดกระทรวง รูปร่างสูง สมาร์ท หน้าตารูปร่างและฐานะต้องใจสาวทั้งรุ่นพี่รุ่นเดียวกันและรุ่นน้องทั้งในรัฐศาสตร์และต่างคณะ เรียนดี วางตัวดี หากจะมีการเลือกตั้งอะไร ถ้าสมัครเลือกตั้งน่าเชื่อว่าจะได้คะแนนล้นหลาม

“สาร  จำได้ไหมว่าเคยชวนผมทำอะไร”

เขาถามผมในวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

“ทำอะไรหรือ ผมจำไม่ได้” ผมตอบ

“ตอนที่จะเลือกตั้งนายก ส.จ.ม.   สารมาถามผมว่า สนใจสมัครนายก ส.จ.ม. ไหม สารบอกว่า ถ้าผมสมัคร สารก็จะไม่สมัคร”

“แล้วไงต่อ” ผมถามทวนความจำ

“ผมบอกว่า ผมไม่สนใจ ผมจะเล่นรักบี้  สารก็เลยบอกว่า ถ้างั้นสารจะสมัคร ผมบอกว่าเชิญเลย”

“อย่างนั้นหรือ” ผมถาม

“ผมยังช่วยสารหาเสียงด้วยนะ”

นี่เป็นคำพูด ที่ผมไม่เคยจำเลย แต่เพื่อนเรามารื้อฟื้นความทรงจำให้ได้รับรู้ว่าก่อนจะมี นายฉันท์แก่น ก่อนจะมีนายก ส.จ.ม. ชื่อ ประสาร มฤคพิทักษ์ มีคำสนทนานี้เกิดขึ้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา

20190430

“ อั๊วไปคนแรก ”

นี่คือคำประกาศอาสากล้าตายที่เฉียบขาดต่อหน้าคณะเสรีไทย ในอังกฤษของ นายเข้ม เย็นยิ่ง

หรือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เมื่อปี 2485

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ 8 ธันวาคม 2485  จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับคำขาดจากญี่ปุ่นให้ไทยยอมจำนนและเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เพื่อต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร คนไทยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาถูกเรียกตัวกลับหมด ใครไม่กลับรัฐบาลขู่ว่าจะถูกถอนสัญชาติไทย  ในเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคนไทยรักชาติได้ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษและพากันสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษถึง 36 คน

คุณทศ พันธุมเสน  เสรีไทยคนหนึ่งเล่าว่า  ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ประกาศเป็นอาสากล้าตายคนแรก ต่อที่ประชุมอย่างกล้าหาญ ในการประชุมคณะเสรีไทยในอังกฤษเพื่อส่งคนเข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในบทความชื่อ “ ทหารชั่วคราว ”  ดร.ป๋วย อธิบายว่าที่อาสาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะทราบดีว่า นายปรีดี พนมยงค์ ( รู้ธ ) เป็นหัวหน้าคณะเสรีไทย ในฐานะที่จบและเคยทำงานที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์  เรียนจบปริญญาเอก และได้รับโทรเลขต้อนรับจาก นายปรีดี ว่าเขาเป็นคนที่ “ ควรได้     รับความสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและไม่ต้องสอบสวนยืดยาว ”

การลักลอบเข้าประเทศไทยโดยลงเรือดำน้ำจากศรีลังกาเข้ามากบดานแถวชายทะเลประจวบคีรีขันธ์ ประสบความล้มเหลว เพราะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้

นายเข้ม เย็นยิ่ง พร้อมเสรีไทยอีกสองคนคือ นายประทาน เปรมกมล  และ นายสำราญ วรรณพฤกษ์  จึงเข้ามาอีกครั้งทางเครื่องบินจากอินเดีย โดยกระโดดร่มมาลงที่ จ.ชัยนาท  เมื่อ  6  มีนาคม  2487

ชาวบ้านนั่งเกวียนย่ำทุ่งลัดแนวป่ามาทางหนองหมอ บริเวณบ้านวังน้ำขาว  เมื่อพบว่ามีทหารกระโดดร่มชูชีพมาหลบอยู่ในป่าชายทุ่งจึงแจ้งเจ้าหน้าที่

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ร้องให้ชาวบ้านจับตัวทหารคนนั้น โดยบอกว่า เขาเป็นสายลับข้าศึกเป็นจารชน

ดร.ป๋วย เล่าว่า “ คิดถึงคู่รักของข้าพเจ้าที่ลอนดอน คิดถึงคำสุดท้ายของ คุณมณี สาณะเสน    ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้าเมื่อก่อนเราเดินทางออกจากอังกฤษ คิดถึงเพื่อนข้าพเจ้าที่ยังอยู่ในอินเดีย  คิดถึงเพื่อนสองคนที่อยู่ในพุ่มไม้ใกล้เคียง  คิดถึงญาติมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ  คิดถึงสาส์นจากกองบัญชาการถึง “รู้ธ” ที่ยังอยู่ในกระเป๋าของข้าพเจ้า  และคิดถึงยาพิษ ยังอยู่ในกระเป๋าหน้าอกของข้าพเจ้า หรือจะยอมให้จับเป็น ให้เขาจับตายเถิด เพราะความลับที่ข้าพเจ้านำมานั้นมีมากเหลือเกิน….. แต่เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นไม่มีอยู่ในหมู่คนที่จะมาจับข้าพเจ้า อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือ ก็ยอมสู้ตายเลย ให้เขาจับเป็นดีกว่า อย่าเพิ่งตายเลย  ”  ( สารคดี ฉบับ   202 / 2544 )

ระดม สรรพพันธุ์  เขียนบันทึกเรื่อง  “ พบลุงบุญธรรม ปานแก้ว ผู้ช่วยชีวิต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ”  ว่า “ ทหารคนนั้น ( ดร.ป๋วย )  โบกมือให้กับพวกเรา (ชาวบ้าน) พร้อมกับร้องเรียกว่า เข้ามาเถอะครับ ผมไม่สู้หรอก กับคนไทย  แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ผมสู้ครับ

ชาวบ้านกรูกันเข้าไปจับตัวทหารคนนั้นไว้ แล้วซ้อม ชก ต่อย แล้วเตะอย่างไม่ปรานีปราศรัย  แม้ทหารคนนั้นจะร้องขอและบอกว่าเขาเป็นใคร สังกัดไหน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากชาวบ้านแต่อย่างใด เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านก็ผลักเข้าไปในกกไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง แล้วขึ้นนกเตรียมลั่นไกยิงทหารคนนั้น

ทันใดนั้นผม ( ลุงบุญธรรม ) วิ่งปรู๊ดเข้าไปขวางไว้  แล้วผลักกระบอกปืนออกไปพร้อมกับบอกว่า ช้าก่อนครับ……. เวลานี้บ้านเมืองเรากำลังคับขัน  เราจับข้าศึกได้แล้ว เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะดีจะชั่วอย่างไร ก็ต้องจับตัวส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปไต่สวนกันก่อน ท่านจะจัดการเสียเองโดยลำพัง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ทหารคนนั้นบอก ฆ่าผมเถอะครับ ผมมานี่กู้ชาติ เวลานี้บ้านเมืองเราเป็นขี้ข้าเขาหมดแล้ว ผมตายช่างมัน ยิงผมเถอะ  แหม……. รักน้ำใจจังเลย ”

นายอำเภอขี่ม้านำชาวบ้านหลายร้อยคน เป็นขบวนใหญ่ ไล่ชาวบ้านทุกคนให้ห่างจารชนใจโหดเหี้ยม ซึ่งถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งบนเกวียนจากป่าเข้าเมือง เป็นนักโทษที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

ดร.ป๋วย ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกโซ่ล่ามข้อเท้าไว้กับเสากลาง ศาลาวัดวังน้ำขาว

ตอนบ่ายวันนั้น  เจ้าหน้าที่คุมตัวบางคนม่อยหลับไป ชาวบ้านจึงกระเถิบเข้ามาใกล้ ดร.ป๋วย เขียนในข้อเขียน “ ทหารชั่วคราว ” ว่า “ ในหมู่ชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้มีหญิงผู้หนึ่งอายุค่อนข้างมาก  ข้าพเจ้าสังเกตว่าแกนั่งใกล้ข้าพเจ้าอยู่นานถึงสองชั่วโมงไม่ไปไหน และนั่งเอามือกอดเข่า เมื่อคนที่มาดูข้าพเจ้าค่อยบางตาไปบ้างแล้ว ผู้หญิงผู้นั้นก็พูดกับข้าพเจ้าเสียงแปร่งๆว่า “ พุทโธ่ ! หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า ” ข้าพเจ้าถามว่า ลูกป้าอยู่ที่ไหน ได้รับคำตอบว่า ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

 เสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันและรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น ”

ชาวบ้านหลายหมู่บ้านพากันมาดูหน้าจารชนหรือคนรักชาติที่ศาลาแห่งนั้น  บางคนอยากให้เขาอยู่ บางคนอยากให้เขาตาย คล้ายกับมีเทพและปีศาจอยู่ในร่างเดียวกัน

คนหนึ่งแอบส่งว่านให้  แล้วกระซิบว่า

“ อมๆไว้  ดูหน้าผากแล้ว  ไม่ตาย ”

ดร.ป๋วย  ถูกล่ามโซ่ข้อเท้า เคลื่อนจากบ้านวังน้ำขาวรอนแรมไปถูกขังที่ สภ.อ. วัดสิงห์ แล้วย้ายไปขังที่ สภ.อ.ชัยนาท  ไปถูกขังต่อที่เรือนจำ จ.ชัยนาท แล้วถูกนำลงเรือยนต์ไปขึ้นที่ท่าช้าง นำตัวไปขังที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลร่วมกับเสรีไทยคนอื่นๆ

ระหว่างนี้เอง  ร.ต.อ. โพยม จันทะรัคคะ ธ.บ. ได้เสี่ยงตายลอบพา ดร.ป๋วย ไปพบกับ อาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ ม.ธ.ก. ในเวลานั้น เชื่อมโยงไปสู่การพบปะกันระหว่าง ดร.ป๋วย กับ ดร.ปรีดี พนมยงค์(รู้ธ) ที่บ้านบางเขนของ อ.วิจิตร เพื่อเสนอสาส์นจาก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ภารกิจสื่อสารบรรลุผล ดร.ป๋วย ส่งสัญญาณวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติการในแผ่นดินไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อใกล้สิ้นสุดสงครามโลก “ รู้ธ ” ได้ส่ง “ นายเข้ม เย็นยิ่ง ”  (ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ )  กลับไปอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเจรจากับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทยว่าเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศผู้แพ้สงคราม และยังเป็นผู้เจรจาขอให้อังกฤษยอมปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้

อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญมาก ดร.ป๋วย  ได้รับคำสั่งจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทย ให้เป็นผู้ติดต่อกับกองทัพอากาศอังกฤษ  ขอร้องไม่ให้ทิ้งระเบิดใส่บริเวณพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบริเวณวังอื่นๆด้วย

รัฐสภาอังกฤษ  ปรับไทยที่ประกาศสงครามเข้าข้างญี่ปุ่นโดยให้ปรับเป็นข้าว 1.5 ล้านตัน นายเข้ม   เย็นยิ่ง  แต่งชุดนายพันทหารอังกฤษร่วมเจรจาต่อรองไม่ให้ปรับเป็นข้าวแต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยน

ข้าวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค และยังขอให้อังกฤษช่วยจ่ายค่าข้าวบ้าง

หากไม่มีบุคคลอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ที่มีความรักชาติ  ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ โดยปราศจากเงื่อนไข หากไม่มีรัฐบุรุษอย่าง ดร.ปรีดี พนมยงค์  แผ่นดินไทยจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไรกัน

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ลงมือทำแทนการวางเฉยหรือก่นด่า

20190419_postit

วันนี้มีคลิพอันหนึ่งที่เพื่อนส่งมาเข้ากลุ่มไลน์ เป็นคลิพที่สะท้อนให้เห็นถึงการลงมือทำแทนการวางเฉยหรือพร่ำบ่นที่ได้ผลมาก

กล้องจับภาพไปที่ชายสองคนถือแผ่นกระดาษประเภทแปะติด ( POST IT ) เดินตรงไปที่รถเก๋งคันงามที่จอดอยู่ข้างทางเท้า ซึ่งตรงนั้น มีเครื่องหมายรูปคนนั่งรถเข็นอยู่บนพื้นถนนที่รถคันนั้นจอดทับไว้ นั่นแปลว่า รถคันนั้นมาแย่งที่จอดรถคนพิการนั่นเอง

ชายสองคนเอากระดาษแปะติดสีฟ้า ขนาด 3×3 นิ้ว เอาไปแปะติดที่บริเวณกระโปรงหน้า กระโปรงหลัง กระจกหน้า กระจกข้าง กระจกหลัง ดุมล้อทั้งสี่ และแล้วผู้คนหลายคน บริเวณนั้นทั้งชายหญิงก็พากันผสมโรงด้วยการเอากระดาษแปะติดแบบเดียวกันมาแปะติดบริเวณพื้นที่พื้นที่ด้านนอกของตัวรถคันนั้นทั้งหมด จนรอบคันมีแต่กระดาษแปะติด และมีรูปสัญลักษณ์เส้นสีขาวเป็นเครื่องหมายที่จอดรถคนพิการอยู่ที่ด้านข้างและบนกระโปรงรถด้านหน้าด้วย กล้องจับภาพชายพิการขาที่โขยกไม้ค้ำคนหนึ่งกำลังกดปุ่มถ่ายภาพนั้นจากโทรศัพท์มือถือของเขาเองพร้อมด้วยรอยยิ้ม ตำรวจจราจรสองคนผ่านมาพอดี จึงจอดรถสังเกตดูเหตุการณ์นั้น

ชายเจ้าของรถกลับมาถึงที่รถของตนเอง ก็ออกอาการโมโห แล้วเข้าไปดึงกระดาษแปะติดออกที่บริเวณกระจกหน้า และกระจกข้าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสมน้ำหน้าจากคนที่อยู่บริเวณนั้น ตำรวจจราจรเข้าไปออกปากเตือนว่า “ มาแย่งที่จอดรถของคนพิการ ” ชายคนนั้นสตาร์ทรถ แล้วขับออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

ชายเจ้าของรถจะสำนึกผิดหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของเขา แต่หนังเรื่องนี้ให้บทเรียนอย่างสำคัญว่า

ทุกคนมีสิทธิในพื้นที่ของตนเอง เมื่อมีการละเมิดสิทธิ เจ้าของสิทธิย่อมทักท้วงและแสดงสิทธิของตนเองได้ พลเมืองดีก็สามารถช่วยรักษาสิทธิให้คนอื่นได้ เป็นการใช้สิทธิทางตรง เป็นความเคารพต่อกฎหมาย เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนของใครเป็นการเฉพาะ

โดยทั่วไป เมื่อเกิดปรากฏการณ์ละเมิดสิทธิ ผู้คนส่วนใหญ่จะพากันวางเฉยเพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของตน อาจจะก่นด่าเจ้าของรถ อาจจะบ่นว่าทำไมตำรวจไม่มาจัดการ อาจจะถ่ายรูปไปโพสต์ในสื่อออนไลน์ แต่ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น เลือกที่จะประท้วงด้วยการร่วมด้วยช่วยกันใช้วิธีดังกล่าว

ผลที่เกิดขึ้นนั้น เจ้าของรถน่าจะขยาดไปตลอดชีวิต ที่ไปละเมิดสิทธิคนพิการ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า พลังของสังคมที่รู้ร้อนรู้หนาวกับการละเมิดสิทธินั้น สามารถจะปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิดได้ด้วยการ ลงมือทำทันที แทนที่จะวางเฉยหรือเพียงแต่ก่นด่าเท่านั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คนเล็กๆที่กล้าต่อกร

20181121_smallpeople

หนึ่งในบรรดาคนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว คือ ลุงเฉลียว ยันสาด แห่งอำเภอหันคา จ. ชัยนาท   อันที่จริงรางวัลไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิต มันเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง หลังจากที่

เนื้องานปรากฏเป็นมรรคผลเชิงประจักษ์ต่อสาธารณะแล้ว

สามสิบกว่าปีก่อน ทหารชั้นประทวนยศสิบตรี ที่กลับมาเยี่ยมบ้านทีไร ก็พบความสะเทือนใจว่า บึงน้ำจืดที่สาธารณะ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งหาอยู่หากินมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตาทวด เป็นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่ถูกบุกรุกจับจองไปนับพันไร่  ทุกคนพากันเอามือซุกหีบ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นกับบึงสาธารณะแห่งนี้

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิด กระตุ้นเตือนใจลุงเฉลียวว่า “ ผมเห็นความไม่ยุติธรรม เห็นคนมาบุกรุกจับจองที่สาธารณะประโยชน์ ก็รู้สึกว่า ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่งั้นลูกหลานลำบากแน่ ”

ลุงเฉลียวใช้ความพยายามส่วนตนไปตรวจพบเอกสารสำคัญว่า ที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณะมาตั้งแต่ ปี 2477  แล้วกรมที่ดินไปออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง ถูกบุกรุกได้โดยง่ายก็เพราะผู้บุกรุกคิดว่าเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า (Wasteland) ลุงเฉลียวเป็นทหารในศูนย์ยิงปืน มีความรู้เรื่องวิถีกระสุนอย่างดี เมื่อตรวจสอบรายละเอียด ประกอบกับการศึกษาแผนที่ทหารบริเวณนั้น จึงแน่ใจว่า พื้นที่แห่งนี้มีการออกเอกสารสิทธิ โดยผิดกฎหมาย

ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนกฎหมายใดๆ  ลุงเฉลียวร่างเอกสารคำฟ้องศาลปกครองด้วยตนเองในยามค่ำคืน โดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียง เพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในยุคนั้น ร่างเสร็จก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ข้อหาออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิดังกล่าว

การฟ้องครั้งนี้ ล่วงรู้ไปถึงคนที่เสียประโยชน์ จึงมีคำข่มขู่ผ่านมาถึงหูลุงเฉลียว

“ มึงไปบอกเพื่อนมึงเลยนะ ระวังตัวให้ดี เขาไปจ้างมือปืนมาแล้ว ”

เถ้าแก่คนหนึ่ง บอกให้ลุงเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสัญญาว่าจะให้เงินหนึ่งล้านบาท

นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง ปรามาสว่า “ ลุงแก่ๆคนนี้น่ะหรือจะมาทำเรื่องแบบนี้สำเร็จ ”

วันหนึ่งตำรวจสันติบาลมาหา  ถามลุงเฉลียวว่า “ ไปรับเงินใครมาเคลื่อนไหว ”

ท่ามกลางความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น ลุงเฉลียวตัดสินใจเดินหน้าต่อสู้อย่างไม่พรั่นพรึง

ฝ่ายหนึ่งผู้เสียผลประโยชน์ คือ ทุนผนวกกับอำนาจของราชการ อีกฝ่าย คือลุงคนเล็กๆที่มีลูกเมียและชาวบ้านที่รักความเป็นธรรมยืนเคียงข้าง  สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลปกครอง  ทางกรมที่ดินอ้างต่อศาลว่า ลุงเฉลียวไม่มีสิทธิฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ลุงเฉลียวยืนยันต่อศาลว่า พื้นที่ชุ่มน้ำพันกว่าไร่บริเวณนี้เขาเห็นมาตั้งแต่เล็ก เกิดมาก็ได้อาศัย น้ำอาบ น้ำกิน น้ำใช้ ได้จับปลาและสัตว์น้ำจากพื้นที่แห่งนี้ ที่ถูกจับจองเป็นสมบัติส่วนตัวไปหมดแล้ว

สิบกว่าปีผ่านมา การต่อสู้ในศาลปกครองสิ้นสุดลง ลุงเฉลียวยืนหยัดให้การต่อศาล โดยไม่ต้องอาศัยทนายเลย ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมที่ดินยกเลิกการออกโฉนดในพื้นที่สาธารณะทั้งหมด

พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นของชาวบ้านมาแต่เดิมจำนวนพันกว่าไร่ คืนกลับมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้งท่ามกลางความปิติของประชาชนในย่านนั้น ในวันนี้พื้นที่นี้ กลายเป็นป่าใหญ่ห้อมล้อมบึงสาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนในอดีต

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสมบัติสาธารณะ บวกกับการตัดสินใจ และใช้ความกล้าหาญ และความพยายามส่วนตนไปทำหน้าที่ ที่ควรทำโดยไม่ยำเกรงต่ออันตรายที่อาจมาถึงตัว ทำให้เกิดผลอันควรภาคภูมิใจ แล้วกลับไปทำงานเป็นกรรมกรรับจ้าง อย่างเงียบๆ โดยไม่คิดถึงผลตอบแทนส่วนตัวใดๆ

มีคนไปถามลุงเฉลียวว่า

“ ทำไมลุงเสี่ยงชีวิตมาทำเรื่องแบบนี้ ”

ลุงตอบซื่อๆว่า

“ ทำก่อนตาย ตายแล้วไม่ได้ทำ”

แอปเปิ้ล 2 ผล

20180919_twoapples

เด็กหญิง 7 ขวบตัวน้อย  มีลูกแอปเปิ้ลอยู่กับตัว 2 ผล แม่ของเธอเดินเข้ามาแล้วบอกว่า

“ แบ่งให้แม่ซักใบหนึ่งได้ไหม ”

“ ได้ซิคะ ”  เด็กหญิงตอบ

แล้วเธอก็หยิบแอปเปิ้ลผลหนึ่ง มากัดไปคำหนึ่ง  จากนั้น เธอหยิบแอปเปิ้ลอีกผลหนึ่งแล้วกัดกินไปอีกคำหนึ่ง

คนเป็นแม่เห็นเช่นนั้น ก็ทำสีหน้าไม่พอใจ

“ ทำไมลูกทำอย่างนั้นเล่า ”  แม่ถาม

เด็กหญิงยื่นแอปเปิ้ลผลหนึ่งให้แม่ แล้วพูดว่า

“ แม่จ๋า แม่ ลูกนี้หวานกว่า แม่เอาลูกนี้ไปนะ ”

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แวบแรกที่ เห็นเด็กน้อยกัดกินแอปเปิ้ลทั้งสองผล คือความไม่พอใจใช่หรือไม่  ครั้นพอรู้เหตุผลที่แท้จริง จึงเปลี่ยนจากอารมณ์ไม่พอใจ เป็นความชื่นชม ใช่หรือไม่

เราจึงได้ยินคำว่า “ อย่าด่วนสรุป ”   ( Don’t jump to the conclusion ) เป็นวลี บทเรียนที่พึงระวัง ไว้เสมอ /

ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ประเทศไทยระบายยิ้มให้กับโลก

20180713_phenomenon

10  กรกฎาคม  2561 เป็นวันปิดฉากการกู้ 13 ชีวิตหมูป่าคืนสู่บ้านอย่างสำเร็จสมบูรณ์แบบ และประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกทั้งมวล

ถ้านักสร้างภาพยนตร์ระดับโลกจะสร้างหนังเรื่อง “ MISSION IMPOSSIBLE  : ปฏิบัติการกู้ชีพ 13 หมูป่า ”  บนพื้นฐานเรื่องราวที่เป็นจริง ณ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย  จะเป็นหนังใหญ่ที่คนทั่วโลกต้องดู เพราะในเวลานี้ บุคคลสำคัญของโลก ตั้งแต่โดนัลด์  ทรั้มป์  อีลอน มัสต์   มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก

ล้วนส่งถ้อยคำและส่งกำลังใจหนุนเนื่อง ภารกิจเหลือเชื่อครั้งนี้กระหึ่มไปทั่วโลกแล้ว

นักข่าวพันกว่าคนจากสำนักข่าวทั่วโลกมากกว่า 800 สำนักรายงานเหตุการณ์อย่างเกาะติดในระดับนาทีต่อนาที ต่อเนื่องกันมาหลายวัน ตามติดด้วยเสียงสรรเสริญในภาวะผู้นำ การบริหารจัดการและความ

สามารถของหน่วยซีลไทย รวมทั้งพลังความร่วมมือของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

หน่วยซีลของสหรัฐ ยกย่องว่า “ ภาวะการนำของไทยเป็นที่สุดของความยอดเยี่ยม ” ( The Thai Leadership has just been tremendous. )

คอลัมนิสต์คนหนึ่งเขียนว่า “ กู้ชีวิต 13 หมูป่า พิชิตถ้ำหลวงสุดโหด ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ”

นี่คือจารึกหน้าประวัติศาสตร์ของไทยและของโลก ที่ต้องบันทึกไว้เป็นตำนานแผ่นดิน

การกู้ชีวิต 13 หมูป่า  มีความอัศจรรย์อย่างไร

 

  • เป็นปรากฏการณ์เหลือเชื่อที่ยากจะเอาชนะได้ แต่ประเทศไทยร่วมกับนานาชาติทำได้

 

ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนนั้น  หฤโหดในความลึก ความมืดมิด มีน้ำท่วมเต็มพื้นที่ มีน้ำฝนมาเติมตลอด เป็นระยะๆ  มีช่องแคบที่ยากจะเบียดตัวผ่านได้ มีออกซิเจนอย่างจำกัด มีโขดหินขวางทางเต็มไปหมด เป็นความยากเย็นถึงขนาดที่ นักดำน้ำอังกฤษบอกว่า “ ท้าทายใหญ่หลวงที่สุดในการค้นหา ” เขาเปรียบเทียบโดยใช้คำว่า ดำน้ำในถ้ำหลวงยามนี้ คือ “ ยอดเขาเอเวอเรสต์ของการดำน้ำในถ้ำ ”

สภาวะธรรมชาติ ณ ถ้ำเขาหลวง ขุนน้ำนางนอนนั้น อาจอธิบายเป็นบทร้อยกรองว่า

ถึงฟ้าก็เถอะฟ้า จะสั่งฝนใส่นางนอน

ถึงสูงสุดสิงขร   ยังต่ำเตี้ยกว่าใต้ตีน

ถึงลึกสุดลึกล้ำ ไม่พ้นน้ำมือหน่วยซีล

ถึงแคบจะป่ายปีน จะเล็ดรอดสู่ที่หมาย

ถึงมืดสุดมืดมิด จะประชิดประชันกาย

ถึงน้ำจะมากมาย จะสูบสู้ไม่รู้ถอย

 

  • ปาฏิหาริย์ในถ้ำมืด : ปรากฏการณ์สุดปลายเชือก

 

นักดำน้ำอังกฤษ  ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในโลกมามุดดำอยู่ที่ถ้ำหลวง โดยไม่ขอแสดงตัวออกสื่อ เขาบอก

ว่ามาทำงาน  ไม่ใช่มาออกสื่อ และเขาเป็นคนแรกที่ดำลงไปโผล่เจอ 13 หมูป่าโดยบังเอิญ  ณ จุดที่เรียกว่าเนินนมสาว

นิวยอร์คไทม์  อ้างอิงข้อมูล จาก เวิร์น อันสเวิร์ส  นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ ที่มาอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุตั้งแต่วันแรกเล่าว่า จอหน์ โวลันเธน และริชาร์ด สแตนตัน  นักดำน้ำอังกฤษ 2 คนที่เข้าไปครั้งแรกไม่คิดว่าจะเจอเด็ก เพราะเขาเป็นหน่วยล่วงหน้ามีหน้าที่ลำเลียงเชือกเข้าไปปักยึดในถ้ำเพื่อให้คนที่มาทีหลัง เกาะตามเชือกเข้ามา หน่วยซีลจะได้ไม่หลงทาง หรือไม่ถูกน้ำพัดเมื่อตามมา

จังหวะที่สุดปลายเชือกพอดี จอห์นเงยหน้าขึ้นเหนือน้ำ ดวงไฟที่ศีรษะของเขาฉายให้เห็นดวงตาเด็ก 13 คนจ้องมาที่เขา  เขาคิดในใจทันทีว่า ทั้งหมดนี้คือหมูป่า 13 คนที่กำลังตามหามาเป็นเวลา 10 วัน แล้วตามมาด้วยบทสนทนาระหว่างเขากับเด็ก

เวิร์น เล่าด้วยว่า  หากเชือกที่จอห์นนำมาสั้นลงไปแค่ 15 ฟุต หรือยาวไปกว่านั้น  สิ่งที่เขาจะเห็นจากการเงยหน้าขึ้นเหนือน้ำ คือความมืด คือผนังถ้ำ ซึ่งจะต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่โถง 3 เพราะเชือกหมดแล้ว

จอห์น บอกว่า “ ถ้าเชือกยาวหรือสั้นกว่านี้  เงยขึ้นมาจะไม่เห็นเด็กเลย เรื่องนี้จึงเหมือนปาฏิหาริย์  ที่ได้เจอ 13 ชีวิต เพราะเชือกสุดปลายตรงนั้น ”

ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์สุดปลายเชือก เป็นอะไรที่น่าประหลาดใจ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครไปทำให้เชือกมีความยาวพอดิบพอดีตรงจุดเนินนมสาว และใครไปกำหนดให้เด็กทั้ง 13 คน นั่งรอ ณ ที่ซึ่งจะเป็นสุดปลายเชือกของนักดำน้ำ

 

  • สุดยอดของการบริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤต

 

ท่ามกลางความกดดันรอบด้าน ทั้งความโหดหินของสภาพถ้ำ ทั้งฝนที่กระหน่ำลงมาเติมน้ำในถ้ำ

ทั้งเวลาที่เนิ่นนานออกไป ทั้งความพยายามบางส่วนจะล้มเหลวลง เช่นการเปิดโพรงถ้ำจากข้างบน แต่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร สามารถจะบริหารสถานการณ์ได้อย่างน่าประหลาดใจ

การตัดสินใจฉับไว อย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เรียกความศรัทธาจากหน่วยงานและผู้คนได้อย่างมีพลัง

“ ใครจะอยู่ช่วยงานก็ขอให้ทำเต็มที่ คิดเสียว่า พวกเด็ก ๆ เป็นลูกเป็นหลานของเรา แต่ถ้าใครไม่ทำก็เซ็นชื่อแล้วออกไปเลย จะไม่รายงานใครทั้งนั้น ”

นี่คือถ้อยคำอันเฉียบขาดของ ผวจ. ณรงค์ศักดิ์  โอสถธนากร ในขณะที่กำลังตั้งหลักเริ่มต้นปฏิบัติการสะเทือนแผ่นดินครั้งนี้

แน่นอนว่า ผวจ. ณรงค์ศักดิ์  มี พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นพื้นฐานที่ทำให้สามารถจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติ ถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย (ศอร.)

ทำให้สามารถบริหารสั่งการส่วนราชการต่าง ๆได้  แต่ ผวจ. ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับบัญชานักดำน้ำชาติอังกฤษ ออสเตรเลีย และชาติอื่น ๆได้  มีแต่ต้องใช้ฝีมือในการผนึกความร่วมมือนานาชาติให้ร่วมกันทำงานไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน

การบริหารวิกฤตความเสี่ยงที่มี 13 ชีวิต เป็นเดิมพันต้องใช้ทั้งความฉับไว การประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องละเอียดถี่ถ้วน การเตรียมแผน 2 แผน 3 เพื่อรองรับเหตุการณ์ ที่ไม่เป็นไปตามคาดหมาย การช่วงชิงจังหวะลงมือปฏิบัติการด้วยการตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เฉียบขาด ตลอดทั้งความพอเหมาะพอควรในการถ่ายทอดความคืบหน้าของเหตุการณ์ต่อสื่อสาธารณะทั่วโลก  ทำให้ภารกิจเหลือเชื่อครั้งนี้เป็นผลสำเร็จ

 

  • สุดยอดของความร่วมมือจากนานาชาติ

 

ทั้งนักดำน้ำ ชาติอังกฤษ  ออสเตรเลีย อเมริกา ลาว พม่า ฟินแลนด์  ญี่ปุ่น ที่ส่งทั้งกำลังและ

อุปกรณ์มาร่วมโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายใด ๆ  จำนวน รวม 47 คน

นายไมเคิล ยอน  นักข่าวอาวุโสของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “ ในภารกิจนี้ คุณจะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันและอังกฤษ ล้วนละทิ้ง “อัตตา”  ส่วนตัวไว้เบื้องหลัง ไม่ใช่เวลาที่จะทับถมกันด้วยอัตตา เมื่อวางอัตตาลงแล้วการมีผู้นำที่ยอดเยี่ยม จะทำให้ทุกคนแก้ปัญหาได้ในที่สุด  ”

ลองพิจารณาดูเถิดว่า สุดยอดของนักดำน้ำของโลก ที่สุดของนักสำรวจถ้ำ  ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ล้วนแล้วแต่ทรงภูมิปัญญา หากเขาจะเล่นตัว วางท่าวางทางสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ ตามใจตนเองก็น่าจะทำได้  แต่เนื่องจากทุกคนถอดอัตตาออกทั้งหมดยอมอยู่ใต้บูรณาการ การทำงานของ ศอร. ผลจึงปรากฏเป็นความร่วมมือที่งดงาม

 

  • จิตอาสาสูงส่งมีมากมาย

 

โรงครัว ผลิตอาหาร 3 มื้อ หล่อเลี้ยงผู้คนนับพันคน ร้านซักรีดที่รับซักรีดฟรีให้กับ เสื้อผ้าทางเจ้าหน้าที่ซึ่งเลอะเปื้อนโคลน ต้องรับเสื้อผ้าตอน 3 ทุ่ม และต้องนำเสื้อผ้าไปส่งตอนตีสี่ รถมอเตอร์ไซด์ที่รับส่งผู้คนไปยังจุดมุ่งหมายที่ต้องการ รวมไปถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ  ภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน หลายสิบองค์กร ที่ทุ่มเทพลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตลอดจนชาวนา ที่ยอมให้ที่นาของตนเป็นที่รองรับน้ำที่สูบออกมาจากถ้ำ “ ขอแต่ให้เด็ก ๆ หมูป่าอยู่รอดปลอดภัย ”  เป็นน้ำใจอันประเสริฐที่คนไทยจะมีให้แก่กันละกัน

ในที่นี้ควรบันทึกความเสียสละของ จ.ส.อ. สมาน กุนัน  ที่เอาชีวิตตัวเองเข้าแลกกับชีวิตของเด็ก ๆ อย่างน่ายกย่อง  หน่วยซีลของไทยเป็นพระเอกที่จะถูกกล่าวขวัญไปอีกนานเท่านาน

จริงอยู่ประเทศไทยทุ่มเทพลังคน  พลังอุปกรณ์ พลังเงินลงไปมากมายในภารกิจกู้ชีวิต 13 หมูป่าครั้งนี้ แต่ปรากฏการณ์ ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน  เป็นพฤติกรรมที่สะเทือนใจคนทั่วโลก เป็นปรากฏการณ์เหลือเชื่อ ที่คนไทยร่วมกับคนต่างชาติได้ระบายยิ้มให้กับโลกใบนี้ อย่างน่าภาคภูมิใจ

โลกเกือบพลาดโอกาส

20180624_ronaldo

“ แม่ไม่ยอมให้ผมเกิด   แต่ตอนนี้ดูซิ ใครที่มาช่วยแม่ ”

เป็นถ้อยคำที่ คริสเตียโน  โรนัลโด นักฟุตบอลทีมชาติปอร์ตุเกส บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก กระเซ้าแหย่ นางโคโลเรส ซึ่งเป็นคุณแม่ของเขาเอง

เนื่องจากกระแสฟุตบอล ที่ คริสเตียโน โรนัลโด กำลังเปล่งรัศมีโดดเด่นให้กับทีมชาติโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถทำแฮททริกได้ในแมทช์แรกที่แข่งกับสเปน ในระยะนี้ จึงมีคลิพวิดิโอสั้นๆ ของโรนัลโด เผยแพร่ออกมาในสื่อออนไลน์

คลิพแรก ฉายให้เห็นว่าโรนัลโด ขึ้นไปบนรถบัสของทีมแล้ว แต่เขาเหลือบไปเห็นหนูน้อยแฟนคลับตัวจริง กำลังน้ำตาคลอเบ้าอยู่ข้างล่างเพราะผิดหวังที่มารอดูเขาไม่ทันก่อนจะขึ้นรถ

โรนัลโดตัดสินใจ เดินลงมาจากรถ เข้ามาทักทาย และเช็ดน้ำตาให้หนูน้อย พร้อมทั้งเซ็นชื่อลงบนเสื้อเด็ก และถ่ายรูปคู่กับเด็กไว้ด้วย

ซึ่งเวลาไม่ถึงสองนาที ที่โรนัลโด สื่อภาษาของหัวใจกับเด็ก กลายเป็นความทรงจำชั่วชีวิตของ    เด็กคนนั้น

อีกครั้งหนึ่ง เป็นคลิพที่โรนัลโดแต่งตัวใหม่ เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ใส่หนวดใส่เคราใส่วิกผม สวมเสื้อผ้ากางเกงแบบพื้นๆ เหมือนนักแสดงข้างถนน เขาจูงหมาตัวหนึ่งไปที่ลานซีเมนต์กลางเมืองแมดดริดที่สเปน ผูกเชือกคล้องคอหมาไว้กับเก้าอี้ แล้วหยิบฟุตบอลลูกหนึ่งมาเดาะโชว์อย่างชำนิชำนาญบนลานซีเมนต์นั้น เขาเลี้ยงลูกบอลหลบหลีกคนที่เดินเท้าผ่านไปมา ด้วยลีลาจอมยุทธที่เรียกความสนใจของผู้คนตลอดเวลา  บางขณะก็มี ผู้ชายเข้ามาเตะลูกบอลเล่นด้วย ช่วงท้ายเป็นเด็กชายหน้าใสที่เข้ามาเตะบอลด้วย และไล่ตามการเลี้ยงบอลหลบหลีกของโรนัลโดอย่างสนุกสนาน แล้วโรนัลโด หยุดในท่ายืนต่อหน้าเด็กคนนั้น มือซ้ายหยิบบอลขึ้นมา มือขวาดึงเคราออก ดึงหนวดออก แล้วดึงวิกผมออก ผู้คนรายรอบเห็นว่าเป็นโรนัลโดต่างก็ตื่นเต้นดีใจ  เขาจรดปากกาเซ็นชื่อลงลูกบอล เข้าไปโอบกอดเด็กน้อย แล้วเอาลูกบอลยื่นให้เด็ก ท่ามกลางผู้คนที่เข้าไปห้อมล้อมแสดงความชื่นชมอย่างหนาแน่น

น่าสนใจว่า คนทั่วทั้งโลกต่างรับรู้ว่าโรนัลโด เป็นคนรักเด็กมาก เขามีแรงบันดาลใจถึงขนาดที่บริจาคเงินให้กับโครงการเพื่อเด็กมากมายมหาศาล

เมื่อย้อนกลับไปดูชีวิตก่อนที่โรนัลโดจะลืมตาดูโลก เขาเป็นเด็กที่หวุดหวิดจะถูกทำแท้ง เพราะแม่ของเขา มาเรีย โคโลเรส ในวัย 30 ปี ตั้งครรภ์โรนัลโดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งๆ ที่เธอว่าควบคุมดีแล้ว แต่ก็พลาดจนได้ ในขณะที่ตอนนั้นเธอมีลูกถึง 3 คน ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง ในขณะที่ครอบครัวมีรายได้อย่างจำกัด เธอเป็นแม่ครัว สามีเป็นคนรับจ้างทำสวน แค่ประคองชีวิตให้รอดก็ลำบากมากแล้ว

“ เขาเป็นเด็กที่ฉันไม่ต้องการเลย ” โคโลเรส สารภาพความในใจ

และการทำแท้งในโปรตุเกสเป็นเรื่องผิดกฎหมายด้วย ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์ไม่ยอมทำแท้งให้ เธอจึงทำตามคำบอกของเพื่อนบ้าน คือดื่มเบียร์ดำต้มให้เดือดแล้วออกไปวิ่งจนเหนื่อยล้า ก็จะตกเลือดและแท้งได้เอง เธอทำตามจริง แต่ก็ไร้ผล จึงคิดจะไปหาหมอเถื่อน แต่แล้วเธอตัดสินใจที่จะเก็บเด็กไว้ เธอคิดว่าลูกคือพรของพระผู้เป็นเจ้า  เธอตัดสินใจคลอดเด็กคนนี้เมื่อ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2528

17 ปีต่อมา โรนัลโดกลายเป็นนักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติ และชีวิตของเขาพุ่งแรงตลอดมา มีรายได้ ปีละ 2,800 ล้านบาท  จนบัดนี้เขามีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาทแล้ว

“ เพราะฉันตัดสินใจแบบนั้น  พระเจ้าจึงไม่ลงโทษ ” โคโลเรสรู้สึกขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า

ความรู้สึกฝังลึกว่าตัวเขาเป็นเด็กที่แม่ไม่ต้องการ เป็นคนที่เกิดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เขามีความรู้สึกผูกพันกับเด็กอย่างลึกซึ้ง เขากลายมาเป็นคนที่พลิกชีวิต สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการฟุตบอลโลกในแบบที่หาคนทำได้ยากยิ่งเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ควรคิดนึกตรึกตรองได้ว่า โลกจะไม่มีสิทธิได้รับรู้เลยว่ามีวีรบุรุษของโลกที่รักเด็กเป็นชีวิตจิตใจเช่นนี้อยู่  หากไร้โอกาสแห่งการเกิดมามีชีวิตของคนที่ชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด

เด็กน้อยที่น่ารังเกียจ

20171204_poorgirl

คลิปหนังสั้นเรื่องหนึ่ง ฉายให้เห็นฉากที่ชายพิการขาพร้อมไม้ค้ำรักแร้สองอันเดินขึ้นมาบนรถเมล์พร้อมกับลูกสาวตัวเล็กราว  อายุ 6 ขวบ  พ่อลูกได้ที่นั่งติดกันตรงติดทางขึ้นลงรถ

สักครู่ต่อมามีหญิงตั้งครรภ์เดินขึ้นมายืนตรงหน้า เด็กน้อยลุกขึ้นแล้วเอ่ยปากเชิญหญิงตั้งครรภ์นั่งที่ของเธอ หญิงมองเห็นว่าเด็กแต่งตัวมอมแมม จึงมองด้วยสายตาเฉยชา

เด็กหญิงน้อยหยิบกระดาษจากกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดที่นั่งตรงนั้น แล้วเชิญหญิงตั้งครรภ์อีกครั้ง   ให้นั่ง

หญิงตั้งครรภ์จึงนั่ง แล้วเอ่ยปากชมว่า

“ หนูเป็นเด็กดี ”

“ หนูยังไม่ดีพอค่ะคุณน้า คุณพ่อตำหนิหนูเสมอ ที่ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง ว่าเป็นอย่างไร แต่วันนี้หนูทำได้ดีขึ้นแล้ว ” เด็กตอบ

หญิงตั้งครรภ์มีท่าทีขัดเขิน เธอพูดว่า

“ น้าขอโทษที่มองหนูด้วยสายตาแบบนั้น ”

“ คุณพ่อยังบอกว่า อย่าไปใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อเรา หนูก็ดำเนินชีวิตของหนูไป แต่ละคนมีชีวิตไม่เหมือนกัน  หนูทำส่วนของหนูให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ” เด็กตอบ

และแล้วก็มีเสียงปรบมือของผู้โดยสาร ทั่วทั้งคันรถดังขึ้นแสดงความชื่นชมเด็กหญิงน้อยคนนั้น

บทเรียนของหนังเรื่องนี้ น่าจะสรุปลงที่ว่า รูปลักษณ์การแต่งกายภายนอก จะมอมแมมดูยากจนต่ำต้อย อย่างไรก็แล้วแต่  เมื่อแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีงาม ใจกว้าง ให้อภัยต่อคนอื่นแล้ว ย่อมจะมีค่าสูงส่งเสมอ


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES