น้ำหนักลดเพราะอดมื้อเย็น

20170506_loseweight

 

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนรุ่นน้องสองคน คนหนึ่งน้ำหนักตัว 85 กก. อีกคนน้ำหนักตัว 92 กก.

ทั้งคู่อ้วนลงพุงชนิดที่ยืนขึ้นก้มหน้าลงจะมองไม่เห็นนิ้วเท้าของตนเอง เพราะพุงบังไว้

เพื่อนทั้งสองต่างบอกว่า “อยากลดน้ำหนัก เพราะรู้สึกตัวเองว่าแบกน้ำหนักเกินตัวแล้ว”

ผู้เขียนแนะนำให้ลดอาหารลง ให้กินแป้งและไขมันน้อยๆ กินผักและผลไม้เยอะๆ ดูท่าเขาก็รับฟังคำแนะนำดีอยู่

ครั้นพอสั่งอาหาร คนแรกสั่งข้าวขาหมูจานพิเศษ อีกคนสั่งข้าวมันไก่จานใหญ่ แล้วต่างก็บอกว่า “อร่อยมาก” คนแรกจึงสั่งข้าวมันไก่อีกจาน ส่วนคนหลังก็สั่งข้าวขาหมูอีกคนละจาน เห็นได้เลยว่าคนอ้วนทุกคนมักต้องการกินเยอะโดยขาดความระวัง

ผู้เขียนจึงได้แต่คิดในใจว่าความคิดของเขาที่จะลดน้ำหนัก ดูท่าจะสิ้นหวัง

เพราะเขาให้ราคากับรสชาติความอร่อยมากกว่าปัญหาน้ำหนักมากเกินของเขาเอง

ผู้เขียนเอง เคยลงพุงมาแล้ว เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่สูง 160 ซม. แต่น้ำหนักตัว 68 กก.

ได้ใช้ความพยายามในการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย โดยว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว หรือแกว่งแขน

เป็นประจำทุกวันๆละ ราว 1 ชั่วโมง ก็พบว่าน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงเลย

พร้อมๆกับการออกกำลังกายจึงควบคู่กันไปกับการใช้วิธีลดและอดอาหาร มื้อเช้ากับมื้อกลางวัน

กินข้าวจานเล็ก เลี่ยงอาหารประเภท หมู ไก่ เป็ด เนื้อไม่กินอยู่แล้ว กินปลาเป็นโปรตีน เน้นไปที่ผักและผลไม้เป็นหลัก

ส่วนมื้อเย็นนั้นกินแต่ผลไม้ไม่หวาน หรือไม่ก็สลัดผักสักจานก็เพียงพอ ด้วยวิธีเช่นนี้ ลดน้ำหนักได้ทันตาเห็น

ภายในเดือนเดียวจาก 68 กก. ลดไปได้ 5 กก. เหลือเพียง 63 กก.

จึงบอกกล่าวกับคนที่อยากลดน้ำหนักว่า ไม่ต้องไปเข้าคอร์สรีดน้ำหนักที่ไหน ไม่ต้องไปกินยาอะไรเลย

อดมื้อเย็นแค่ 3 วัน ก็เห็นผลแล้ว ยิ่งไปลดปริมาณมื้อเช้าและกลางวันลง หลีกไขมัน เน้นผักปลา ก็จะลดน้ำหนักได้ดังใจหวัง

ใครที่ติดตามข่าว รางวัลโนเบลประจำปี 2559 จะพบว่า นายโยชิโนริ โอสุมิ (Yoshinori Ohsumi) ได้รับรางวัลโนเบลเพราะเขาค้นพบว่า การอดอาหาร อย่างเช่นอาหารเย็นจะทำให้เซลเกิดกระบวนการรีไซเคิล เอาสิ่งที่เป็นส่วนเกินมาใช้ และทำลายสิ่งที่ใช้การไม่ได้ในเซลทำให้ลดการแก่เร็วก่อนเวลาได้ การค้นพบนี้เป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัลโนเบลดังกล่าว

นี่เป็นข้อยืนยันทางวิชาการ

เชื่อหรือไม่ว่า คนที่ลดน้ำหนักตัวไม่ได้ เพราะแพ้ใจตนเอง ใครที่ชนะใจตัวเองได้

นอกจากลดน้ำหนักได้แล้วยังชลอความชราได้อีกด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คนไม่ออกกำลังกาย

20170420_exercise

คนไม่ออกกำลังกาย จะหาเหตุผลให้ตนเอง และบอกกับผู้อื่นทำนองนี้

เขาจะ อ้างดินฟ้าอากาศ ว่า “ตอนเย็นไม่ค่อยว่าง จะออกไปวิ่งตอนบ่าย ก็ร้อนตับจะแตก”

เขาจะ อ้างสถานที่ ว่า “ผมชอบว่ายน้ำ แต่สระว่ายน้ำ อยู่ไกลบ้านมาก ไปไม่ไหว”

เขาจะ อ้างอุปกรณ์ไม่พร้อม ว่า “ผมอยากจ๊อกกิ้ง แต่ยังหารองเท้าคู่เหมาะๆ ไม่ได้ซักที”

เขาจะ อ้างไม่มีเพื่อน ว่า “พักนี้ คู่เล่นแบดมินตันของผมไม่ค่อยว่าง ผมเลยไม่มีคู่เล่น”

เขาจะ อ้างปัญหาสุขภาพ ว่า “ผมเป็นคนเหนื่อยง่าย วิ่งๆไปเดี๋ยวช็อคกลางถนน”

เขาจะ อ้างเรื่องเวลา ว่า “งานผมยุ่งมาก ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย”

เขาจะ อ้างอุปกรณ์เสีย ว่า “จักรยานของผมเสีย ยังไม่ได้เอาไปให้ร้านซ่อม”

เขาจะ อ้างวันนี้ไม่พร้อม ว่า “พรุ่งนี้ค่อยไปวิ่ง วันนี้ขอพักก่อน”

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้ออ้างทั้งนั้น คนที่อ้างแบบนี้ เพื่อให้ดูดีว่า ใจจริงเขาอยากออกกำลังกาย แต่เพราะปัญหานั่นโน่นนี่  มาเป็นอุปสรรคต่อตัวเขา

ความจริง ไม่มีรองเท้าจ๊อกกิ้ง ใช้รองเท้าแตะก็ได้ อยู่ห่างสระว่ายน้ำ ก็เปลี่ยนมาเป็นจ๊อกกิ้งก็ได้ ตอนเย็นไม่ว่าง ลุกขึ้นมาออกกำลังตอนเช้าก็ได้ ไม่มีเพื่อนเล่นเป็นคู่ ก็หันไปเล่นฟิตเนสก็ได้ จักรยานเสีย ก็หันไปแกว่งแขนก็ได้ ถ้าเหนื่อยง่ายนั่นแหละยิ่งต้องออกกำลังกาย ไปเดินทอดน่องก็ยังได้

ไม่มีปัญหาใดเลยที่แก้ไขไม่ได้ แม้แต่เรื่องเวลา

คนมีข้ออ้างทั้งหลาย เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย หากเขาตระหนักว่าการออกกำลังกาย มีความสำคัญต่อชีวิตปัจจุบันและอนาคตของเขา เขาก็จะจัดเวลาได้

จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

ไม่ว่าเรื่องอะไรในโลกนี้ หากเราให้ความสำคัญ เราก็จะมีเวลาให้เสมอ และหากเรามุ่งมั่นจริง ก็จะไม่เกิดข้ออ้างใดๆเลย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

การออกกำลังกาย จากประสบการณ์ตรง

20170106_exercise

28 ปีมานี้  ผู้เขียนไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเหตุป่วยไข้ใดๆ ยกเว้นไปทำฟัน ไปตรวจสุขภาพ  ไปเยี่ยมญาติ และไปบรรยาย

ต้องบอกว่าเป็นเพราะ การควบคุมตัวเองให้มีวินัยในการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง

  1. ว่ายน้ำอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก เป็นเวลา 45 นาที หรือ
  2. เดินเร็ว 1 ชั่วโมง ได้ระยะทาง 4.5 กม.
  3.  แกว่งแขนรวดเดียว  2,000 ครั้ง ราว 50 นาที

อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ทำได้ทุกวัน แถมทำท่าโยคะศีรษะอาสนะ (Head Stand) คือเอาหัวยืนต่างเท้า เอาเท้าชี้ฟ้าหรือชี้เพดาน ครั้งละ 7 นาที  ซึ่งเมื่อเอาตัวลงทีไรก็รู้สึกได้ทันทีว่าทุกอนูของร่างกายได้ออกกำลัง เลือดสูบฉีดแรงไปทั่วร่างอย่างฉับพลัน

นอกเหนือจากคุณูปการนานาของการออกกำลังกายที่หมอและตำราระบุไว้แล้ว ผู้เขียนได้ประสบการณ์ตรง ที่น่าสนใจว่า

  1. ธรรมดาเราจะรู้สึกปิติ รู้สึกสบายในขณะที่เหงื่อออก นั่นแปลว่าสารเอ็นดอร์ฟิน(สารแห่งความปิติ)หลั่งออกมาในสมองและกระแสเลือดแล้ว  แต่ผู้เขียนพบว่าเพียงแต่คิดว่าอีก 5 นาทีจะไปว่ายน้ำ  ทั้งๆที่เหงื่อยังไม่ทันออก  เราก็รู้สึกปิติแล้ว  นั่นหมายถึงว่าความคิดที่จะออกกำลังกายไปเร้าต่อมแห่งสุขภาพที่เข้มแข็งให้เริ่มทำงาน สารแห่งความปิติเกิดขึ้นทันทีส่งทอดต่อเนื่องไปถึงจังหวะที่เหงื่อออก
  1. ขณะเดินเร็วหรือว่ายน้ำก็ตาม เราพ้นไปจากหน้าจอไฟฟ้า(สมาร์ทโฟน)ทั้งหลายที่แย่งเวลาของเรา แต่ละวันไปวันละหลายชั่วโมง  ณ เวลานั้น เราได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่ จะสวดมนต์ จะทบทวนพฤติกรรมตัวเอง จะอโหสิกรรมให้คนอื่น จะคิดพลอตบทความ จะเขียนบทกลอน จะกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำได้ทั้งนั้น ทำได้อย่างอิสระ หลายครั้งที่ผู้เขียนได้ผลงานเขียนจากช่วงนี้
  1. หลังการออกกำลังกาย เรารู้สึกปิติต่อเนื่องได้อีกพักใหญ่  ในเวลานั้น ร่างกายจะบอกกับเราว่าฉันแข็งแรงขึ้น ฉันมั่นคงขึ้น ฉันอายุยืนยาวมากขึ้น  ฉันหลีกจากโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น เป็นความรู้สึกที่ดีงามเสียนี่กระไร  รู้สึกอย่างนี้ได้ทุกวัน
  1. หลังออกกำลังกาย ทิ้งช่วงเล็กน้อย แล้วกินอาหาร ได้พบว่า ไม่ว่ากินอะไร ก็รู้สึกอร่อยลิ้นไปหมดกินข้าวคลุกน้ำปลายังอร่อยเลย  ใครที่ออกกำลังกายเคยสังเกตหรือเปล่าว่า กินข้าวอร่อยขึ้น นี่เป็นแง่มุม  บางอย่างที่อาจจะไม่ได้ยินใครพูดถึง แต่เป็นประสบการณ์ตรงที่รู้สึกได้ สัมผัสได้

เพียงเท่านี้ก็ย้ำเตือนตัวเองได้แล้วว่าอย่าทิ้งช่วงการออกกำลังกายเป็นอันขาด


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak