สามคนสามทาง

20170211_three

มีเรื่องเล่าจาก ต่วยตูน เรื่องหนึ่ง

เหตุเกิดที่ร้านกาแฟโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งมียายเป็นเจ้าของร้าน

ธรรมดากาแฟโบราณ หลังจากชงกาแฟถุงลงถ้วยแล้ว  คนชงจะเทนมข้นหวานลงไปนอนก้นถ้วยที่ลูกค้าสามารถมองเห็นระดับมากน้อยของนมข้นได้

หลังจากลุงสั่งกาแฟแล้ว หลานสาวเจ้าของร้าน ที่หยุดเรียนช่วงปิดเทอมมาช่วยยายขายกาแฟ ยกถ้วยกาแฟมาเสิร์ฟลุงตามสั่ง

“นมน้อยจัง”  ลุงเอ่ยคำเชิงบ่น

หลานสาวแสดงอาการเขินอายแล้วพูด

“เพิ่งขึ้นค่ะ”

ยายได้ยินดังนั้น จึงเอ็ดตะโรว่า

“พึ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้งสองเดือนแล้ว”

นี่คือปรากฏการณ์ การสื่อความแบบคนละนมเดียวกัน ที่เราอาจมีประสบการณ์ตรงกันในเรื่องอื่นๆ กันมาแล้ว

กาแฟแก้วเดียวกัน นมข้นก็อยู่ในแก้วนั้นเอง คำพูดก็วรรคเดียวกันที่ว่า “นมน้อยจัง” แต่แล้ว ทั้งสามคนคิดกันไปเป็นคนละเรื่อง  ลุงพูดถึงนมในแก้ว  หลานสาวพูดถึงหน้าอกหน้าใจของตัวเอง  ส่วนยายพูดถึงราคานมที่ปรับราคาขึ้น

อะไรเป็นสาเหตุให้แต่ละคน คิดกันไปคนละทาง ทั้งๆที่ไม่มีใคร มีเจตนาจะบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นเลย

ใช่หรือไม่ว่า สถานภาพที่ต่างกันเป็นเหตุ ลุงกำลังพิจารณากาแฟ  หลานสาวกำลังกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเอง  ขณะที่ยายเป็นห่วงเรื่องกำไรขาดทุน

แทนที่จะเอาตนเองเป็นตัวตั้ง นักสื่อสารที่ดี จึงต้องมีความสันทัดที่จะไปเข้าใจในสิ่งที่คู่สนทนาพูดอย่างตรงตามความเป็นจริง


ขอบคุณภาพจากเว็บอาชีพเสริมนอกเวลางาน

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ตอบอย่างนี้ได้ไหม

20170201_answer

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษของเด็กนักเรียนประถม 5 ครูหญิงคนหนึ่งสอนให้เด็กเรียนรู้ คำศัพท์ 5 คำ  โดยเขียนบนกระดานดำ แล้วสอนการเปล่งเสียงพร้อมๆกัน

Stand  Up แปลว่า ยืนขึ้น

Sit  Down แปลว่า นั่งลง

Come  Here แปลว่า มานี่

Go  Back แปลว่า กลับไป

Please แปลว่าโปรด  หรือ กรุณา

ครั้นดูว่าเด็กในชั้นสามารถจะจำได้แล้ว ครูลบกระดานดำทั้งหมด แล้วส่งเสียงเรียกแดง  แดงยืนขึ้น

แดง  สมมุติว่า ดำ อยู่ที่ประตูห้อง เธอจะเรียกดำมาที่โต๊ะเรียนเธอ เธอจะพูดภาษาอังกฤษว่าไงจ๊ะ”

ครูถาม

“DAM !  COME  HERE  PLEASE.”  แดงตอบอย่างมั่นใจ

“ถูกต้อง เก่งมาก  คราวนี้ แดงจะให้ดำเดินกลับไปที่ประตูตามเดิม  แดงจะต้องพูดภาษาอังกฤษว่าไงล่ะ”

ครูถามต่อโดยคาดหวังในใจว่าแดงคงจะตอบว่า  “DAM !  GO  BACK  PLEASE.”

แดงเงยหน้าดูเพดานชั่วขณะแล้วตอบว่า

“ผมจะตอบอย่างนี้ได้ไหมครับครู”

“ตอบว่าไงล่ะ”

“ผมจะเดินไปที่ประตูนั่น แล้วผมพูดว่า  DAM !  COME  HERE  PLEASE.”

เสียงตอบของแดง เรียกเสียงฮาจากเพื่อนทั่วทั้งห้อง  ครูบอกเด็กทั่วทั้งห้องว่า

“ขอให้ทุกคนดูแดงเป็นตัวอย่าง ว่าคำตอบสำหรับคำถามนั้นมีทางเลือกได้หลายทาง”

ใช่หรือไม่ว่า คำตอบที่ถูกต้อง นำสู่เป้าหมาย มิได้มีเพียงคำตอบเดียว


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ปรารถนาอันแรงกล้า

20170130_desires

 

ไม่ว่าใครก็มักจะชี้ขาดว่า ปัจจัยสำคัญลำดับแรกสุดที่ทำให้งานบรรลุผลสำเร็จ คือ “คน”

แต่ มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก  เจ้าตำรับเฟสบุ๊คอันลือลั่นบอก “ไม่ใช่” คนมาทีหลัง แต่ “ปรารถนาอันแรงกล้าจากภายใน” ต่างหากที่มาก่อน

มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก  ลำดับความสำคัญไว้ดังนี้

  1. P- Passion  คือ แรงผลักดันภายใน  หรืออาจใช้คำว่า “ปรารถนาอันแรงกล้าจากภายใน” เป็นฐานสำคัญ เพราะ สิ่งนี้เป็นพลังไฟที่ลุกโชนในตัวเอง ทำให้เกิดความมุมานะ (Perserverance)  ที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงให้ได้  คนไม่มีไฟ หรือคนที่ไฟมอดกลางทาง เข็นอย่างไรก็ไปยาก

  2. P- Purpose  เป้าหมาย ต้องแจ่มชัด มีพลังแรงที่เร้าใจให้คนเราไปบรรลุผล  เป้าหมายที่คลุมเครือจะทำให้เกิดแรงเฉื่อยทั้งต่อตัวเองและผู้คนรอบข้าง

  3. P- People  คือคน เลือกคนที่ใช่มาร่วมงาน “เลือกเรือดีดีมาขี่ข้าม  อย่าเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่” พอได้คนแล้ว ก็สอนงานให้เขา ทักษะสอนกันได้ แต่แรงใจภายในสอนยาก

  4. P- Product  คือสินค้าหรือบริการ  ต้องนั่งในใจลูกค้า ต้องทำให้สินค้าสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่หลงติดกับความสำเร็จในอดีต นั่นคือการพัฒนาสินค้าให้เหนือคู่แข่งอยู่เสมอ เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยวิธีการง่ายๆ และสะดวกยิ่ง

  5. P- Partnership  หุ้นส่วนที่เก่ง ต้องรู้จุดอ่อนและจุดแข็งตนเอง  หาคนที่มีจุดแข็งเข้ามาเสริม เพื่อลดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้

คนเรามีความเคยชินกับชีวิต การทำงานที่กลมกลืนไปกับแรงเฉื่อยในตนเอง จึงมักจะได้ผลแบบพื้นๆทั่วๆไป  แต่มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก จุดไฟในหัวใจให้ลุกโชนตลอดเวลา  ให้ราคากับแรงใจแห่งความมุ่งมั่น ตอนที่เขาริเริ่มความคิดที่จะทำเว็บไซด์ เขาเชิญเพื่อน 20 คนมาที่บ้าน เล่าไอเดียให้ฟัง  มี 19 คน ที่คัดค้านเขา มีคนเดียวเท่านั้นที่เห็นด้วย แต่เขาตัดสินใจทำ

นี่คือราคาแห่งความมุ่งมั่น  ที่คนทั้งโลกต้องก้าวเดินตามเขา 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

 

จอไฟฟ้า : ยาเสพติดขนานใหม่

20170111_screens

 

ใช่หรือไม่ว่า จอไฟฟ้า หรือที่เรียกทับศัพท์ว่าสมาร์ทโฟน ที่ใช้สื่อสารผ่านระบบไลน์ เฟสบุ๊ค

อินตราแกรม หรืออื่นๆ นั้น เป็นยาเสพติดขนานใหม่แห่งยุคสมัยปัจจุบัน ที่ผู้คนทั้งโลกพากันจ่อมจม

อยู่กับหน้าจอทุกวี่วัน ตั้งแต่ตื่นนอน แต่งตัว ในห้องครัว ห้องรับแขก บนบันได ในรถโดยสาร

สาธารณะ ในรถส่วนตัว บนถนนทางเท้า บนทางม้าลาย ในห้องทำงาน ขณะถ่ายทุกข์ในห้องน้ำ

ขณะกินข้าว ขณะดูทีวี กลายเป็นอุปกรณ์ติดตัวเหมือนเป็นอวัยวะลำดับที่ 33 ของร่างกายที่ไปไหน

ต้องไปด้วยยังไงยังงั้น

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้

ไลน์หรือเฟสบุ๊ค มีภาพและคำที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะได้แบบตรงตัวอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ส่งภาพก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูดูน่ากินออกไป  ส่งรูปภาพตัวเองที่อัพเดทหน้าจอใหม่ สักพักก็กดไลค์กันมาแล้ว ยังมีมธุรสภาษาตามมาเป็นกระบวน “น่ากิน” “อร่อยจัง” “สวยๆๆๆ” “น่ารัก” “หล่อฝุดๆ”

สารพันคำเยินยอจะส่งมาให้เจ้าตัวเห็น เห็นอะไร ก็เห็นตัวคนที่คนชมนั่นเอง

มันเป็นการสื่อสารตรงระหว่างตัวเรากับคนอื่นที่เครื่องมืออื่นๆไม่อาจทำได้ฉับพลันแบบนี้ เราใส่ใจความเป็นไปของตัวเรามากกว่าสิ่งใดอื่นที่อยู่ไกลออกไป

ภาพและคำหน้าจอ จึงเขย่าอัตตาของคน ให้หัวใจฟูฟ่องขึ้นมาได้อย่างดี แถมในเครื่องยังมีแอพพลิเคชั่น ที่ปรับแต่งรูปภาพให้ดีสวยกว่าของจริงได้สารพัด หน้าไม่สวยทำให้สวยได้ รูปไม่หล่อแต่งหล่อได้ ผิวที่คล้ำทำให้ขาวผ่องนวลใยได้ หุ่นพะโล้ยังทำให้เพรียวลมได้เลย

คำชมที่กลับมาแม้จะเกินจริง แต่เจ้าตัวมักเต็มใจที่จะรับไว้ด้วยหัวใจยินดี แค่ชมว่า “หล่อ” หรือ “สวย”ก็ปลื้มแล้ว อย่างอื่นใส่ลิ้นชักเก็บไว้ก่อน

แน่ละ คนที่เล่นไลน์หรือเฟสบุ๊ค จำนวนไม่น้อยที่นำมาใช้ในการงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จ.กาญจนบุรี  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหน่วยงานที่ชนะเลิศในการให้บริการดีเด่น ทราบมาว่าหน่วยงานนั้นได้เปิดกลุ่มไลน์ย่อยตามเขตพื้นที่ และใช้เฟสบุ๊คเป็นเครื่องมือพร้อมกันไปด้วย เพื่อสื่อสารตรงกับประชาชนผู้ใช้ไฟในแต่ละเขต บ้านใครไฟตก เรือนไหนไฟดับ ใครถูกแจ้งค่าไฟฟ้าเกิน ชาวบ้านสามารถส่งคำร้องเรียนเข้าไลน์ หรือเฟสบุ๊คได้ทันที แล้วการแก้ไขจะตามมาแบบฉับพลัน ผู้ใช้ไฟจึงสบอัธยาศัยยิ่งกับการนำสมาร์ทโฟนมาใช้ เพื่อการบริการอย่างเกินความคาดหมายแบบนี้

ย้อนกลับไปสำรวจหน้าจอไฟฟ้าของเราเอง จะพบว่าเกินกว่าครึ่งที่วนเวียนอยู่กับเสื้อผ้า รูปลักษณ์  อาหาร ขนม แสงสีตื่นตาตื่นใจที่ฉาบฉวย และเอออวยกันอย่างไร้สาระ

ร้ายไปกว่านั้น คือจอไฟฟ้านั้นเองที่เป็นกำแพงขวางกั้นการสื่อสารกับคนที่อยู่ตรงหน้า ในขณะที่สามารถทำให้คนที่อยู่คนละซีกโลกเข้ามาใกล้กันได้ แต่กลับผลักไสให้คนที่อยู่ใกล้ๆกระเด็นออกไปไกลกัน

ใช่หรือไม่ว่า

  1. เราล้วนจ่อมจมอยู่กับหน้าจอไฟฟ้า จนละเลยงานอื่นที่สำคัญและเร่งด่วนมากกว่า ให้ล่าช้าออกไป หรือไม่ก็ทิ้งมันไปเลย

  1. เราต่างตั้งกำแพงกั้นขวาง ผู้คนที่อยู่ตรงหน้าเรา ด้วยการที่แต่ละคนต่างจับเจ่าอยู่กับจอไฟฟ้าของตนเอง

 

ออนไลน์อันเลอเลิศประเสริฐสุด
ประดิษฐกรรมมนุษย์สุดรังสรรค์
หน้าจอจูงคนไกลมาใกล้กัน
แต่ผลักดันคนใกล้ไปไกลโพ้น



ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak