เราคุมไลน์อย่าให้ไลน์คุมเรา

20190428_line

ในไลน์ที่เล่นกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ คนที่ส่งไลน์มีสารพัดประเภท  ส่งดอกไม้สวัสดีตอนเช้าตามวัน

ทั้งเจ็ดก็มี ส่งรูปพระมาให้กราบไหว้ก็มี  ส่งภาพเมนูอาหารยั่วน้ำลายก็มาก ส่งสินค้ามาขายก็เต็มไปหมด ส่งรูปภาพตนเองที่คิดว่าสวย ว่าหล่อก็พบเห็นบ่อย  ส่งภาพวิวสวยประกอบคำคมก็เห็นประจำ ในวันหนึ่งๆ มีภาพมีถ้อยคำให้เราได้เห็นเป็นร้อยเป็นพัน คนเสพติดไลน์จึงต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไฟฟ้าวันละ 4-5 ชั่วโมง

ถ้าคนเล่นไลน์ไม่สันทัดการคัดทิ้ง และถนัดในการเลือกสรร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องจ่อมจมอยู่กับหน้าจอจนไม่เป็นอันทำอะไรอื่น

สำหรับผู้เขียนแล้ว เพื่อใช้เวลากับไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้เขียนมีวิธีการเฉพาะตัวดังนี้

1. เลิกสังฆกรรมกับกลุ่มไลน์ไร้สาระทั้งปวง เช่น ส่งมาสวัสดีรายวันพร้อมภาพสีตามโฉลกของวันนั้นๆ  กลุ่มไลน์ที่ไม่มีอะไรอื่นนอกจากส่งภาพ และคำ  HAPPY BIRTHDAY ให้แก่กันและกัน กลุ่มส่งภาพถ่ายสารพัดกิจกรรมส่วนตัว กลุ่มที่เอาแต่เสนอขายของ  กลุ่มที่ส่งภาพทำบุญมาชวนอนุโมทนาบุญด้วย พวกนี้ใช้พื้นที่มาก และใช้เวลาของเรามาก หากไม่ตัดออกไป แล้วไปตอบสนองด้วยคำด้วยภาพด้วย แต่ละวันก็ไม่ต้องทำอะไรอื่น

2. กลุ่มไลน์แกงโฮะหรือไลน์จับฉ่าย มีสารพัดสารพันภาพและเรื่องราว พวกนี้จะไม่มีคนบริหารจัดการ (Admin) สุดแต่ใครจะส่งอะไรก็ได้ กลุ่มนี้ก็กินพื้นที่ไม่น้อยเลย  แม้ว่าบางทีจะมีอะไรดีๆส่งมาบ้างนานๆครั้งก็ตาม กลุ่มพวกนี้ ผู้เขียนก็ขอถอนตัวออกมา ไม่ไปเสียเวลาด้วย

3. กลุ่มไลน์โรงเรียนเก่าหรือสถาบันการศึกษาเก่า กลุ่มนี้ขอรักษาไว้ เพราะเพื่อนเก่านั้นมีค่ามาก

ยิ่งเข้าใกล้วันเวลาของไม้ใกล้ฝั่ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเพื่อนเก่ามีค่ายิ่งนัก เพื่อนหลายคนแม้ว่าจะวนเวียนอยู่กับอะไรที่เสียเวลาเราก็เขี่ยผ่านไปเร็วๆ

4. เลือกเข้ากลุ่มไลน์ที่ตรงความสนใจของเรา ทันทีที่เปิดหน้าจอ เรารู้ได้ว่าจะเขี่ยไปที่กลุ่มไหน

กลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรา กลุ่มที่อ่านทีไรก็ประเทืองปัญญาเมื่อนั้น กลุ่มนี้มีค่าที่สุด เพราะเรารู้สึกได้เองว่าสมองและจิตใจของเรา ได้รับการยกระดับ ไลน์กลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มที่มีผู้บริหารกลุ่ม (Admin) อย่างตั้งอกตั้งใจ ใครที่แหลมส่งอะไรเข้ามาที่แปลกแยกออกไปจากแนวทางของกลุ่ม ก็มักจะต้องถอยออกไป เพราะเพื่อนไม่ต้อนรับ กลุ่มไลน์แบบนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีการคัดสรรภาพและถ้อยคำด้วยตัวของกลุ่มเอง อยากรู้อะไร ผู้เขียนก็มักจะได้จากกลุ่มนี้

5. เลือกสื่อสารตรงกับตัวบุคคลที่เราต้องการสื่อสารด้วยแบบตัวต่อตัว เขามักมีอะไรที่น่าสนใจ

สำหรับเรา เขาให้ในสิ่งที่เราต้องการ และเขาก็พร้อมจะตอบสนอง  ในทางกลับกัน เราก็ต้องตอบสนองสิ่งทีเขาต้องการได้ด้วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  แลกเปลี่ยนความสนใจที่เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย บางจังหวะที่ห่างหายกันไประยะหนึ่งก็ต้องเอ่ยปากส่งรูปทักทาย  รักษาระยะที่ไม่ให้ไกลกันจนลืม

6.  ผู้เขียนจะไม่รีรอที่จะเสนอสิ่งที่ควรทำในการส่งภาพและคำผ่านกลุ่มไลน์ เช่น ไลน์กลุ่มที่มุ่งไปสู่เนื้องานเฉพาะ แต่มีคนส่งรูปภาพส่วนตัวที่ไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้มาคราวละ 50 รูปต่อเนื่องกัน เช่น คนที่เอาแต่บรรยายความตามไท้กิจกรรมรายวันของตนเอง คนที่ขอส่งภาพหรือคลิพที่ตนเองสนใจอยู่คนเดียวมาให้คราวละมากๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจเหลือประมาณ ผู้เขียนมักใช้สิทธิในการส่งคำเสนอตักเตือนไปว่า ถ้ารักจะให้คนไม่เบื่อกลุ่ม ก็อย่ายัดเยียดอะไรโดยการทำเช่นนั้น มันกินพื้นที่ของคนอื่นไปมากมาย  ในความเป็นจริง จะมีผลในการไล่เพื่อนให้ทยอยถอยตัวออกจากกลุ่มนั่นเอง

ด้วยวิธีเช่นนี้ ทำให้เวลาของผู้เขียนมีมากขึ้นที่จะใช้ไปกับงานอื่นที่สำคัญมากกว่า


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

บทเรียนแรงๆ

20180411_lessons

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับโรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  เป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานสูงมากในการให้บริการ ได้รับรางวัลระดับโลกหลายครั้งหลายหนในการบริการยอดเยี่ยม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป      

นอกจากบริการที่สะดวก สะอาด สุภาพ  สบายและรวดเร็วแล้ว อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการบริการลูกค้าจะต้องไม่มีตำหนิใดๆเลย

ครั้งหนึ่งผู้จัดการใหญ่ของโรงแรม  เห็นพนักงานบริการเอาจานที่มีรอยบิ่นขอบจานมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า  จึงเรียกผู้จัดการแผนกเอฟแอนด์บีมาหา แล้วถามว่า

ทำไมเอาจานบิ่นมาเสิร์ฟลูกค้า

มันยังใช้ได้อยู่ ”      ผู้จัดการแผนกตอบ

งั้นคุณไปในครัวดูว่ามีจานชามบิ่นกี่ใบ  ขนมาให้หมด ”   ผู้จัดการใหญ่สั่งการทันที

เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่  ลูกน้องขนจานชามบิ่น 10 กว่าใบมาวางตรงหน้า

โดยไม่มีใครคาดคิด  ผู้จัดการใหญ่ยกจานชามบิ่นทั้งหมดนั้นทิ้งลงไปกับพื้นปูน เสียงดังสนั่น จานชามแตกกระจายไปทั่ว    แล้วบอกว่า

นี่ไง  มันใช้ไม่ได้แล้ว

นี่คือการให้บทเรียนแรงๆกับลูกน้อง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ไม่มีพนักงานบริการคนใดเอาจานชามบิ่นไปเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าอีกเลย

เรื่องที่เกิดขึ้น  กลายเป็นเรื่องเล่าที่เอามาเล่ากันต่อ จนรับรู้กันไปทั่วทั้งโรงแรม ( Talk of the Hotel )

ความจริงผู้จัดการใหญ่  อาจเพียงแต่สั่งการลงไปว่า ต่อไปนี้ ห้ามนำจานชามบิ่นมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าเป็นอันขาด  มันก็คงมีผลพอสมควร เพราะคนสั่งเป็นเบอร์หนึ่งของโรงแรม แต่ผู้จัดการใหญ่ ใช้วิธีแรงๆ อย่างนี้เพื่อเตือนสติพนักงานทุกคนให้ตระหนักในความรับผิดชอบว่าอย่าทำเช่นนั้นอีก มันเป็นการตอกย้ำที่กระทบใจแบบไม่รู้ลืม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ทฤษฎีแมลงสาบ

20170816_cockroach

ใช่หรือไม่ว่า บ่อยครั้งบุคคลและวัตถุปัจจัยภายนอกกลายเป็นผู้บัญชาการอารมณ์อันควรสงบของเรา

เราขับรถบนถนนด้วยอัตราความเร็วปกติ แต่กลับโดนรถคันหลังบีบแตรไล่เรา อารมณ์หงุดหงิดเกิดขึ้นในหัวใจของเราแล้ว

เพื่อนขอให้เราช่วยเหลือเขาในบางเรื่อง เราช่วยได้เพียงครึ่งเดียวของคำขอร้อง เพื่อนกลับด่าเราลับหลัง หาว่าเราใจดำช่วยเขาไม่เต็มที่ พอรู้เช่นนั้น โทสะจริตเกิดขึ้นในใจเราแล้ว

เราสั่งงานลูกน้องอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง แถมทบทวนซ้ำให้แน่ใจ ลูกน้องยังทำงานพลาด ให้เราต้องเสียเวลาแก้ไขอีก เราหัวเสียอีกแล้ว

กลายเป็นว่าคนอื่นมากำหนดอารมณ์เรา ทั้งๆที่แม้เผชิญเหตุการณ์เช่นนั้น เราสามารถจะสงบเย็น  ไม่ต้องมีอารมณ์ไหลตามความไม่พอใจนั้นๆได้

“ทฤษฎีแมลงสาบ”  ได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า

ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แมลงสาบตัวหนึ่งออกมาจากซอกมุม แล้วบินมาเกาะที่แขนเสื้อของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกรีดร้องพร้อมกับกระโดดไปมา แล้วสลัดแขน แมลงสาบยังเกาะอยู่ที่แขนเสื้อตามเดิม เธอยิ่ง ทำเอาคนร่วมโต๊ะแตกตื่น และแล้วแมลงสาบตัวนั้นก็บินไปเกาะที่หัวไหล่ผู้หญิงอีกคนในโต๊ะเดียวกันนั้นเอง ผู้หญิงคนนี้กระโดดไปมา ส่งเสียงดังแบบคนแรก ทำให้ผู้คนในโต๊ะลุกขึ้นยืนอย่างไม่เป็นสุข

เด็กเสิร์ฟเห็นเช่นนั้น ก็เข้ามาจะหาทางแก้ปัญหา เจ้าแมลงสาบตัวนั้นบินมาเกาะที่ผ้ากันเปื้อนของเขา แทนที่จะสะบัดผ้า เขายืนนิ่งสังเกตการเคลื่อนตัวของแมลงสาบที่ค่อยๆเดินขึ้นมาบนเสื้อของเขา  แล้วเขาเอามือตะปบแมลงสาบ เดินไปหลังร้านแล้วขว้างมันทิ้งไป

คำถามของเรื่องนี้ก็คือ เจ้าแมลงสาบเป็นสาเหตุของความแตกตื่นหรือเปล่า  ถ้าตอบว่าใช่ แล้วทำไมเด็กเสิร์ฟจึงยืนสงบนิ่ง แล้วค่อยๆจัดการกับแมลงสาบตัวนั้นอย่างละมุนละม่อม ในขณะที่ผู้หญิงสองคนอกสั่นขวัญแขวนเต้นแร้งเต้นกาอย่างโกลาหล

ก็แปลว่า แม้มีเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเหตุให้หัวใจเราไม่สงบ แต่เราสามารถสงบใจได้หากมีความสามารถในการรับมือกับมัน  เนื่องเพราะเราต่างหากที่เป็นคนเลือก เราเลือกขวัญผวาแทนที่จะเลือกความสงบเย็น

อาจใช้คำภาษาอังกฤษสองคำมาเทียบเคียง คือการ React หรือ Respond

React  เป็นการโต้ตอบที่อาศัยสัญชาตญาณ

ขณะที่ Respond เป็นการรับมือ ที่อาศัยการใคร่ครวญไตร่ตรอง เพื่อควบคุมสถานการณ์ ให้อยู่ในสภาพที่สามารถจะควบคุมได้ หลีกไปจากการตัดสินใจผิดพลาดที่อยู่ใต้อิทธิพลของความโกรธ ความเครียด ความหม่นหมอง กังวลหรือเร่งรีบ ที่ไม่เป็นผลดีแก่ใคร

“ทฤษฎีแมลงสาบ”  (อ้างอิง Mensxp) นี้ ซีอีโอคนใหม่ของกูเกิ้ล (Google) ยึดถือเป็นคู่มือในการพัฒนาตนเองตลอดมา


—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

อย่าพูดให้เขียนแทน

20170725_dontspeak

ผู้จัดการที่ดูภูมิฐานคนหนึ่ง เมื่อขึ้นรถไฟ เขาหิ้วกระเป๋าเพียงลำพังไปเลือกที่นั่งที่ห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่ง อีกครู่หนึ่งต่อมา มีสตรีสาวสวยเข้ามาเลือกที่นั่งฝั่งตรงข้าม

ผู้จัดการมีสีหน้าตื่นเต้น และดูมีทีท่ากระชุ่มกระชวย สาวสวยส่งยิ้มหวานให้เขา เขายิ้มตอบด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ และแล้วสาวสวยก็ลุกขึ้นมานั่งชิดกับเขา เขายิ่งรู้สึกซาบซ่านยิ่งขึ้นไปอีก

สาวสวยเอนตัวไปซบไหล่ผู้จัดการ แล้วกระซิบที่ใบหูว่า

“เอาเงินสด บัตรเครดิต และโทรศัพท์มือถือของคุณมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นชั้นจะตะโกนลั่นให้ทุกคนรู้ว่า คุณล่วงเกินและละเมิดทางเพศต่อชั้น”

ผู้จัดการหันไปมองสาวสวยด้วยสายตาเฉยเมย เขาหยิบกระดาษและปากกาด้ามหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วเขียนลงไปว่า

“ขออภัย ผมไม่ได้ยินและพูดไม่ได้ ช่วยเขียนบนกระดาษแผ่นนี้หน่อยว่าคุณต้องการอะไร”

สาวสวยเขียนทุกสิ่งที่ต้องการตามที่พูดแล้วส่งกระดาษแผ่นนั้นให้เขา

ผู้จัดการหยิบแผ่นบันทึกข้อความ อ่านดู พับใส่กระเป๋าเสื้อแล้วพูดชัดถ้อยชัดคำว่า

“เอาละ ตอนนี้คุณตะโกนร้องให้สุดเสียงได้เลย”

เรื่องเล่าเรื่องนี้ ให้บทเรียนอย่างน้อยสองอย่าง

  1. เมื่อเผชิญปัญหา อย่าคิดว่าจะอับจนทางออก ความจริงปัญหานั้นเอง ทำให้เกิดปัญญาและนำไปสู่การแก้ไขที่เหมาะสมได้ หากใช้ความพยายาม
  2. ในกรณีเช่นนี้ การพูดไม่อาจเป็นหลักฐานได้ แต่การเขียนจะหนักแน่นน่าเชื่อถือได้มากกว่า ตัวหนังสือจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คุณรู้ได้ยังไง

20170717_howdoyouknow

คลิปวิดีโอสั้น ที่เพื่อนส่งมาให้เมื่อสักครู่ เป็นภาพชายฝรั่งนอนเอกเขนกอยู่บนกองหญ้าแห้งข้างถนนสายเล็กๆในชนบท เขามีลาน้อยตัวหนึ่ง ที่ผูกเสาไว้ยืนอยู่ข้างๆเขา

ครู่หนึ่งต่อมา มีชายอีกคนขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดตรงนั้น หลังจากทักทายกันเขาถามว่า

“ ตอนนี้เวลากี่โมงแล้ว ”

ชายที่นอนอยู่ เอามือข้างขวาเอื้อมไปยกอัณฑะของลาน้อยขึ้น มองไปที่อัณฑะลา แล้วหันกลับมาบอกคนถามว่า 10.10 น.

ชายคนถาม ถามย้ำขอความแน่ใจ ชายคนนั้นเอื้อมมือไปทำแบบเดิมแล้วตอบ ย้ำเวลาเดิม

ชายคนถาม ยกนาฬิกาข้อมือด้านซ้ายขึ้นมา ตั้งเวลาใหม่แล้วขับรถต่อไป

อีกพักใหญ่ ชายมอเตอร์ไซด์คนเดิมขับรถกลับมา เขาแวะตรงจุดเดิม แล้วถามคำถามเดียวกัน

“ ตอนนี้เวลาเท่าไรแล้ว ”

ชายเจ้าของลา ขยับยกอัณฑะลาน้อยของตนขึ้นมองไปตรงนั้นแล้วหันกลับมาตอบว่า

“ 11.25 น.”

คนถาม ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอย่างประหลาดใจแล้วว่า

“ ตรงเผงเลย ว่าแต่คุณรู้ได้อย่างไร จากการจับที่ลูกอัณฑะของลา”

ชายคนนั้น เอื้อมมือไปยกอัณฑะลาอีกครั้ง แล้วพูดว่า

“คุณไม่เห็นหรือว่า อัณฑะพวงนี้ของลามันบังเสานาฬิกาของหมู่บ้านเอาไว้ ”

คลิพวิดีโอเรื่องนี้ ให้แง่คิดอย่างน้อย 2 ประการ

เราเห็นอะไร แล้วมักจะคิดไปเองว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นมโนภาพที่อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้

เพื่อให้ได้ความจริง จะมีอะไรดีกว่า การถามไถ่อย่างตรงไปตรงมา ดีกว่าทิ้งค้างไว้แล้วจินตนาการไปเอง


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

มดน้อยโดนไล่ออก

20170617_ant

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มดตัวน้อยมาทำงานแต่เช้า และลงมือทำงานทันที

มดน้อยสร้างผลงานมากมาย และก็มีความสุขกับการทำงานดี

สิงโตที่เป็นหัวหน้า ก็รู้สึกแปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ดีโดยไม่ต้องการมีการควบคุม สิงโตเลย

“คิดใหม่ทำใหม่” โดยใช้แนวคิดว่า ขนาดไม่มีหัวหน้าดูแลยังทำงานดีเช่นนี้ แล้วถ้ามีหัวหน้า มดน้อยต้องทำงานดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

สิงโตจึงจ้าง แมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย และแมลงสาบมีความสามารถมากในเรื่อง “การเขียนรายงาน”

แมลงสาบ เริ่มด้วยการตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยการตั้งเครื่องตอกบัตร

แมลงสาบต้องการเลขานุการมาช่วยเขียน พิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้าง ควายมาเป็นเลขานุการส่วนตัว

สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก ที่มีการรายงาน และพิจารณาแนวโน้มต่างๆ ทำให้แมลงสาบได้หน้า !

เพื่อการนี้ แมลงสาบจึงขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ติดอินเตอร์เนต และเครื่องพิมพ์เพื่อการทำงานให้สิงโต

แน่นอนว่า… ต้องมีแผนก IT ตามมา เขาจึงจ้างตัวเห็บมาเป็น IT Manager ตัวเห็บก็ของบประมาณเพื่อจ้างลูกมือ และอุปกรณ์ซ่อม

แต่มดเริ่มเบื่อกับระบบงานแบบใหม่มาก เพราะมัวแต่เขียนรายงาน ทำให้เพิ่มภาระงานเอกสารซึ่งเดิมมีมากมายอยู่แล้ว และการประชุมต่างๆ ก็เสียเวลาทำงานไปไม่ใช่น้อย

แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าลง เพราะต้องเขียนรายงาน จึงคัดเลือกหัวหน้าแผนก มาคอยกำกับดูแล และจดรายงาน ตำแหน่งนี้ตกเป็นของ ตัวทาก

ตัวทากเป็นบุคลากรที่ทำงานได้อย่าง “เชื่องช้า”มาก จึงดูเป็นผู้ที่รอบคอบ และได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกไป

และแล้ว… แผนกที่มดน้อยทำงานก็กลายเป็นแผนกที่ซึมเศร้า ไร้เสียงหัวเราะ ทุกคนในแผนกก็หัวเสียง่าย

ตัวทากจึงของบทำการสำรวจ ศึกษาสภาพการทำงานที่เหมาะสม แล้วสรุปว่า… แผนกมดน้อยทำงานได้แย่ลง

สิงโตก็พลอยเห็นด้วยว่าแผนกมดทำงานได้แย่ลง จึงจ้างตัวเหี้ย (ตัวเงินตัวทอง) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อศึกษาพัฒนาวิธีบริหารจัดการ

ตัวเหี้ยสรุปว่า… ที่แผนกของมดน้อยมีการจ้างคนมากเกินไปเลยทำให้ผลผลิต Output ไม่ดี

ขอถามว่า ใครจะถูกปลดออกเป็นคนแรก…มดน้อยนั่นเอง… เพราะตัวเหี้ยบอกว่ามดน้อยเป็นคนที่ไร้แรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี !!!!

โปรดช่วยกันพิจารณาว่าสภาพของบริษัทนี้จะเป็นอย่างไร สาเหตุ เป็นเพราะอะไร

—–

เครดิตเรื่องราว : จากไลน์กลุ่มที่ไม่ปรากฏชื่อ

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ให้ของขวัญในทันที

20170607_instantgift

ภาษาอังกฤษคำว่า PRESENT แปลความหมาย ได้ 3 อย่าง คือ

 

  • นำเสนอ / ให้
  • ของขวัญ
  • ปัจจุบัน / เดี๋ยวนี้ / ทันที

 

เมื่อนำ 3 ความหมายมารวมกัน จัดรูปประโยคได้ว่า “ ให้ของขวัญในทันที ”

สิ่งที่ไม่ต้องการซื้อหา ไม่ต้องห่อกระดาษ ไม่ต้องมีพิธีการ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้วในเนื้อในตัว

อะไรที่สามารถให้ได้ทันที

  1.  คำ “ ขอบคุณ ” เป็นคำที่บางคนหวงแหนที่จะพูดหรือเลือกพูดเฉพาะคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเท่านั้น

ทั้งๆที่เราสามารถขอบคุณได้ตลอดแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ เช่น เขารินน้ำให้ เขาเลื่อนเก้าอี้ให้ เขาหยิบไม้จิ้ม

ฟันให้ ยอมรับใช่ไหมว่า เมื่อขอบคุณใครสักคนหรือขอบคุณอะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกอบอุ่นในทรวงอก  

ของเราเอง

  1.  คำ “ ขอโทษ ” คนขอโทษคนอื่นเป็น คือคนที่ถือว่าความถูกต้องมีความสำคัญกว่าอำนาจ เมื่อ

เรารู้สึกจริงและเอ่ยปาก “ ขอโทษ ” ได้ มันจะละลายอัตตาอันใหญ่โตของเราให้เล็กลงได้ทันที แต่เนื่อง

จากความถือดีว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด เราจึงเอ่ยปากขอโทษคนอื่นได้ยาก

  1.  ปิยะวาจา  ที่จริงใจไม่ใช่ประจบ  ก็สามารถให้เป็นของขวัญในทันทีได้

        “ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า คุณจะร้องเพลงได้ จับใจอย่างนี้ ”

        “ ถ้าไม่ได้คุณ งานของผมคงเสร็จไม่ทันเวลา ”

        “ เพื่อนๆ ทุกคน มองเห็นน้ำใจอันประเสริฐของคุณ เมื่อวานนี้ ”

  1.  การฟัง  เป็นคุณสมบัติที่ลดถอยลงในผู้คนทุกวันนี้ เพราะสมาร์ทโฟนทั้งหลายเข้ามาแย่งพื้นที่

การฟังจนเหลือน้อยเต็มที ประดิษฐกรรม “กระดานไฟฟ้า” หรือสมาร์ทโฟนทำให้คนไกลมาอยู่ใกล้กัน

ก็จริง แต่ก็ผลักคนใกล้ให้ไกลจากกัน เพราะคนเราอ่าน ดู หรือฟัง หน้าจอมากกว่าจะฟังคนที่อยู่

ต่อหน้าเรา

  1.  การช่วยเหลือซึ่งหน้า เช่น เปิดประตูรถให้  รินน้ำใส่แก้วให้ ยกจานกับข้าวมาให้ใกล้มือ

ต่อโทรศัพท์ให้ กดลิฟต์ให้ หยุดรถให้ทางคนเดินข้าม หยุดรถให้ทางรถคันอื่นออกจากซอยได้

สิ่งเหล่านี้ทำได้ทันทีที่มีโอกาส แต่บางคนไม่ยอมทำ เพราะมีข้ออ้างเข้าข้างตนเองว่า

“ต้องรีบไป”  “ไม่ใช่หน้าที่เรา” ฯลฯ

 

ให้ของขวัญในทันที – PRESENT  เป็นการเอาความดีมาต่อกัน กลายเป็นความงดงามที่

หล่อเลี้ยงจิตใจของกันและกัน


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

 

ฝึกฝืน

20170522_practice

ไม่ว่าใครก็ล้วนพึงพอใจ ในพื้นที่สะดวกได้สบายดี (COMFORT ZONE) ของตนเอง

8 โมงเช้ากว่าแล้ว ควรลุกขึ้นมาจากที่นอน เพื่อล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ แต่ยังเสียดายการซุกตัวในผ้าห่มท่ามกลางแอร์เย็นๆ ในห้องนอน

อยากจะหักดิบเลิกบุหรี่เสียที เพราะตั้งใจไว้นานแล้ว แต่ก็เสียดายรสรื่นรมย์ของบุหรี่ ยี่ห้อดังที่ยังมีอีกหลายซอง

อยากออกไปจ้อกกิ้งตอนเช้า หรือตอนเย็น ก็รู้สึกว่า “ไว้วันหลังก็ได้ วันนี้ขอให้ผ่านไปก่อน”

อยากนั่งสมาธิติดตามลมหายใจเข้าออกวันละ 10 นาที ก็บอกกับตนเองว่า “ทำเมื่อไรก็ได้ แต่วันนี้ไม่ทำ”

อยากไปเรียนหลักสูตรพิเศษเพื่อฝึกปรือวิทยายุทธอะไรบางอย่าง ก็กระซิบกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน วันหลังค่อยไป”

นี่คืออารมณ์ความรู้สึกสะดวกสบายในพื้นที่อันคุ้นเคย (COMFORT ZONE) ของตนเอง

ใช่หรือไม่ว่า

ซื้อเครื่องวิ่งสายพานมาราคาหลักหมื่น ใช้วิ่งได้เพียง 4-5 วัน ตอนนี้กลายเป็นราวตากผ้าขนหนูไปแล้ว

ซื้อเปียโนมา ราคาหลายหมื่นพร้อมตำราฝึก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้สัมผัสเปียโน จึงไม่มีจุดตั้งต้น ไม่มีการฝึกฝนจริงสักที

ความจริงแล้ว เมื่อตัดสินใจออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว หากลงมือทำก็เพียงแต่จัดเวลา วันละหนึ่งชั่วโมง จะเช้าสายบ่ายเย็นค่ำก็ได้ มีรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา แล้วออกไปเดินจริงๆ ทำให้ต่อเนื่องกันแค่ 5 วันเท่านั้น จะเกิดความเคยชินใหม่ที่ช่วยบำรุงสุขภาพได้ดีที่สุด นี่คือการ “ฝึก ฝืน” มันเป็นกระบวนการที่ต้องผ่าน หากจงใจที่จะออกจากพื้นที่สะดวกได้สบายดี (COMFORT ZONE) ของตนเอง

เราต้อง “ฝืน” การกระทำในระยะแรกเริ่มเพราะเราจะเหนื่อย จะเมื่อย จะตากแดดผิวเสีย จะเสียเหงื่อ จะเจ็บขา จะปวดกล้ามเนื้อ เราจึงต้อง “ ฝึก” ครั้นผ่านไประยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ฝืนจะกลายเป็นความเต็มใจทำ จะไม่ใช่การฝืนอีกต่อไป

ในโลกนี้ คนที่สร้างความสำเร็จใหม่ๆ ให้ตนเองและให้แก่สังคมล้วนแล้วแต่ต้องตัดสินใจออกมาจากพื้นที่สะดวกสบาย (COMFORT ZONE) ของตนเอง แล้วฝึกฝืนทำสิ่งนั้น จนกลายเป็นมรรคผลที่น่าชื่นใจของตนเองและผู้อื่น

ลดความสะดวกสบายที่คุ้นเคยในชีวิต แล้วฝึกฝืนทำอะไรที่คิดว่าจะเป็นผลดี ผ่านไประยะหนึ่ง จะไม่ใช่การฝืนอีกต่อไป เพราะความพึงพอใจจะเข้ามาแทนที่


 

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

คนรู้ไม่พูด

20170501_knownosay

ที่ประตูห้อง มีลังกระดาษใบสูงใหญ่ขวางอยู่ตรงปากประตู

คะเนได้ว่าในลังมีวัตถุที่มีน้ำหนักมากพอสมควร

มีชายสองคนกำลังออกแรงเคลื่อนลังใบนั้น

คนหนึ่งอยู่ด้านในห้อง อีกคนหนึ่งอยู่ด้านนอกห้อง ทั้งสองคนต่างผลัก ต่างดัน

ต่างเขยื้อนลังใบนั้นด้วยกำลังสุดแรงของตน จนเหงื่อแตกพลั่กไปด้วยกันทั้งคู่

ลังใบนั้นยังคงคาอยู่ตรงปากประตูนั้นเอง

และแล้วชายที่อยู่ด้านนอก ก็ปล่อยมือจากลังแล้วส่งเสียงดังว่า

“ลังบ้าอะไรวะ หนักฉิบหาย กูดันเข้าไม่ไหวหรอก”

พอได้ยินดังนั้น ชายคนที่อยู่ด้านในสั่นหัวอย่างเสียอารมณ์ แล้วส่งเสียงดังไม่แพ้กันว่า

“ไอ้เวร กูนึกว่าจะเอาลังออก”

นี่คือกรณีศึกษา

ใช่หรือไม่ว่า ชายทั้งสองคนต่างเหงื่อตกด้วยกันทั้งคู่ เพราะคนด้านในคิดเอาเองว่าลังใบนี้

ต้องการให้เคลื่อนย้ายออกไปนอกห้อง จึงออกแรงดันโดยไม่ไต่ถาม ขณะที่คนด้านนอกรู้ว่าลังใบนี้

ต้องการเอาเข้าไปไว้ข้างในห้อง แต่ก็ไม่ยอมพูด จึงออกแรงดันเข้าเต็มที่

จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ว่า คนรู้ไม่ยอมพูด คนไม่รู้ก็ไม่ถาม เลยเหนื่อยฟรีไปทั้งสองคน

การสื่อสารจึงไม่ใช่การคิดเอาเอง ไม่ใช่การนิ่งเงียบแบบชายทั้งสอง

ลองดูสมการการสื่อสารนี้ ว่าเป็นจริงหรือไม่

ฉันไม่ถาม + คุณไม่พูด = ห่างเหิน (เข้าใจผิดได้ง่าย)

ฉันถามแล้ว + คุณไม่พูด = ช่องว่าง (คลาดเคลื่อนได้)

ฉันถามแล้ว + คุณพูด = เคารพ ให้เกียรติ (เข้าใจตรงความเป็นจริง)

ฉันไม่ถาม + แต่คุณพูด = ไว้วางใจ (ทำงานร่วมกันได้ดี)

เชิญเลือกใช้ตามที่เห็นสมควร


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ใครควรเป็นฝ่ายหลีกทาง

20170408_giveway

ใครควรเป็นฝ่ายหลีกทาง

ในวารสารของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาฉบับหนึ่ง ผู้เขียนชื่อ นายแฟรงก์ โคช ได้เล่าไว้ว่า

“เรือรบสองลำถูกมอบหมายให้ซ้อมรบในทะเลซึ่งมีพายุโหมกระหน่ำมาเป็นเวลาหลายวัน”

ผมรับราชการเป็นจ่าฝูง มีหน้าที่คอยสังเกตการณ์อยู่บนหอบังคับการในขณะพลบค่ำ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ค่อยแจ่มใส มีหมอกจัดครอบคลุมทั่วบริเวณนั้น กัปตันจึงต้องอยู่บนหอบังคับการเพื่อคอยสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลังจากเวลาพลบค่ำ ยามรักษาการณ์รายงานว่า

“มีแสงจากทิศทางกราบขวาของหัวเรือ”

กัปตันจึงถามว่า “มันพุ่งมาข้างหน้าหรือว่าถอยหลังไป”

“มันพุ่งตรงมาทางเราครับ” ยามรักษาการณ์ตอบ ก็แปลว่ามันกำลังจะมาชนเรือลำนี้

กัปตันสั่งว่า “ให้ส่งสัญญาณบอกเรือลำที่มีแสงนั้นว่าให้เปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”

แต่กลับได้รับสัญญาณตอบกลับมาว่า ให้เรือของเราเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาแทน
กัปตันจึงส่งสัญญาณไปอีกครั้งว่า

“นี่คือคำสั่งกัปตัน ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาเดี๋ยวนี้”

คำตอบที่ได้รับคือ “ผมคือชาวทะเล ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาจะดีกว่า”

คำตอบนั้นทำให้กัปตันโกรธมาก และสั่งให้ส่งสัญญาณใหม่ว่า “นี่เป็นเรือรบ เปลี่ยนทิศทาง 20 องศาทันทีได้ยินไหม”

สัญญาณไฟตอบกลับมาว่า “สัญญาณนี้ส่งมาจากประภาคาร โปรดเข้าใจตามนี้”

ในที่สุดเรือรบต้องเป็นฝ่ายหันหัวเรือ 20 องศา เพราะถ้าไม่หันดังนั้น เรือรบก็จะต้องชนตัวประภาคาร ใช่หรือไม่ว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะสรุปเรื่องราวจากสิ่งที่เห็น คือปรากฏการณ์ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ทางที่ดีที่สุด คือไปเข้าใจความเป็นจริงจากปรากฏการณ์ที่เห็นให้กระจ่างแจ้ง ทำได้เช่นนี้ก็จะตัดสินใจไม่พลาด

 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES