ผมควรจะช่วยได้มากกว่านี้

20170402_helpmore

ใครที่ดูภาพยนตร์ เรื่อง ชินด์เลอร์ ลิสต์ เมื่อหลายปีก่อน คงจำความกันได้ว่า ระหว่างสงครามโลกที่พรรคนาซีของฮิตเล่อร์ปฏิบัติการสังหารชาวยิวแบบล้างเผ่าพันธุ์ ที่ตายไปหลายล้านคน เป็นโศกนาฏกรรมของโลก

นักธุรกิจผู้มีนามว่าชินด์เลอร์ ได้ตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ ป้อนให้กองทัพนาซีของเยอรมัน โดยชินด์เลอร์ ขอซื้อตัวชาวยิวจำนวนนับพันมาเป็นคนงานในโรงงานเพื่อเป็นแรงงานในการผลิตสินค้า แต่แล้วสินค้าที่ผลิตจากโรงงานของชินด์เลอร์ เป็นสินค้าที่ใช้การไม่ได้ ในที่สุดธุรกิจของโรงงานนี้เจ๊ง ทั้งๆ ที่ธุรกิจขาดทุนย่อยยับ แต่ชื่อของชินด์เลอร์ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของโลกในฐานะผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง จนประวัติศาสตร์หน้านี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีคนดูทั่วโลก

ภาพที่ติดตราตรึงใจคนดูหนังมากคือ ฉากเกือบสุดท้ายของภาพยนตร์ที่ชินด์เลอร์มองดูชาวยิวที่เขาช่วยให้รอดจากการสังหารหมู่ของนาซี

ขณะที่เขามองดูคนงานชาวยิวที่รอดตายเพราะเขา แล้วเขาตรงรี่ไปลูบคลำรถยนต์คันงามของเขาด้วยมือไม้ที่สั่นเทาด้วยความรู้สึกเสียดายโอกาสพลางพูดว่า

“ถ้าผมใช้รถยนต์คันนี้ติดสินบนนายทหารนาซี ผมคงจะช่วยชาวยิวได้อีก 4-5 คน”

ชินด์เลอร์เอามือแตะเข็มกลัดรูปเครื่องหมายสวัสดิกะที่อยู่บนปกเสื้อ ซึ่งเขาใช้ติดตลอดเวลาในขณะที่นาซีเรืองอำนาจ ชินด์เลอร์น้ำตาไหลอาบแก้ม แล้วพูดขึ้นว่า

“เข็มกลัดนี้ทำด้วยทองคำและเพชร มันมีค่ามากพอที่จะช่วยชีวิตชาวยิวได้อีกหนึ่งหรือสองคน”

ชินด์เลอร์ร้องไห้เสียดายโอกาส มันเป็นโอกาสที่เขาควรจะทำได้ แต่เขาพลาดโอกาสที่จะทำ

เห็นหรือไม่ว่าหัวใจอันสูงส่งด้วยมนุษยธรรมนั้น งดงามเพียงไร ทั้งๆ ที่ชินด์เลอร์ สามารถช่วยคนยิวให้รอดตายมานับพันคนแล้ว แต่ก็ยังตำหนิตนเองที่หวงสมบัติเล็กน้อย ซึ่งสามารถช่วยชีวิตคนยิวได้อีก 6-7 คน

สิ่งที่เรียกว่า “มนุษยธรรม” นั้น เป็นสิ่งที่ไร้ขีดจำกัดจริงๆ


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เมตตาธรรมในคำพิพากษา

20170302_justice

เรื่องเล็กๆ ของศาลที่ตัดสินคดีความในประเทศอังกฤษคดีหนึ่ง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2534

ก่อนหน้านั้น อังกฤษกำลังประสบวิกฤตทางอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ คนงานจำนวนมหาศาลตกงาน และอากาศก็สุดแสนจะหนาวเย็นยะเยือก

คนงานคนหนึ่งอยู่ทางภาคเหนือ เนื่องจากไม่มีงานทำ ข้าวปลาอาหารขาดแคลน หนาวก็หนาว แถมยังถูกตัดน้ำตัดไฟที่ใช้อยู่เป็นประจำ ไม่มีเงินซื้อถ่านหินมาใส่เตาผิงเพื่อบรรเทาความหนาว เขาจึงเข้าไปขโมยเหล็กเส้นในโรงงานแห่งหนึ่ง หวังว่าขายได้เงินมาก็จะเอาไปซื้ออาหารยาไส้ให้ลูกน้อยของตนเอง

แต่อนิจจาเขาถูกตำรวจจับได้ ตำรวจส่งฟ้องศาล และศาลได้พิพากษาตัดสินคดีความดังนี้

“ให้ภาคทัณฑ์จำเลยเอาไว้…….ให้สภาท้องถิ่น ในฐานะผู้รับผิดชอบของท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปกครองประชาชนของท้องถิ่นที่เสียภาษีบำรุงท้องถิ่นตลอดมา มีหน้าที่อำนวยความอบอุ่น อาหารการกินแก่ครอบครัวนั้น

ให้จัดการหางานให้ชายผู้นั้นทำ และให้เขามาทำงานใช้หนี้แก่สังคมในงานสาธารณูปโภคตามที่กำหนดให้ไว้”

เป็นคำตัดสินที่เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้กับจำเลยและผู้คนทั่วทั้งสังคม  เราอาจถือว่าเป็นเมตตาธรรมในกระบวนการยุติธรรม  ที่ศาลไม่ได้พิจารณาแต่เพียงตัวบทกฎหมายเป็นบรรทัดฐานแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น  แต่ได้พิจารณาสภาพความเป็นจริงของสภาพสังคมในเวลานั้นประกอบกันไปด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

 

วีรบุรุษผู้มาสาย

20170121_hero

เรื่องเก่าที่มีค่ายิ่ง  ควรแก่การนำมาเป็นบทเรียน

กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา มีความรู้สึกช้ามาก เพราะมามอบเหรียญกล้าหาญให้แก่วีรบุรุษของประเทศ เมื่อเวลาล่วงไปแล้ว 30 ปี

เมื่อ 16 มีนาคม 2511  นายฮิว ทอมป์สัน (HUGH  THOMPSON)  นักบินนำเฮลิคอปเตอร์ไปสนับสนุนการรบที่หมู่บ้านไมไล (My Lai) ในสงครามเวียดนาม โดยการร้องขอของร้อยโทวิลเลี่ยม เคลลี่ ผู้บังคับหมวดทหารราบที่ปฏิบัติการในบริเวณนั้น

“ต้องทำลายหมู่บ้านนี้เพื่อรักษาหมู่บ้านนี้เอาไว้”

เป็นคำสั่งของเคลลี่ที่สั่งทอมป์สันให้ช่วยไล่ล่าฆ่าชาวบ้าน ทอมป์สันเห็นการสังหารหมู่อย่างทารุณต่อชาวบ้านไมไล ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงที่ปราศจากอาวุธ

ในเวลานั้นคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า

“ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา ก็ต้องเป็นศัตรูของเรา”

แล้วทอมป์สันทำอย่างไร

แทนการปฏิบัติตามคำสั่งของเคลลี่ ทอมป์สันกลับช่วยชาวบ้านเวียดนามให้หนีขึ้นบนเครื่องเฮลิคอปเตอร์ของเขา โดยเขาและลูกน้องใช้ปืนขู่ทหารสหรัฐด้วยกันไม่ให้ตามมาสังหารชาวบ้านไมไลที่เขาช่วยออกมา

ทอมป์สันให้สัมภาษณ์นักข่าว เอพี เมื่อวันที่  6 มีนาคม 2541 ว่า

“ผมยังฝันร้ายอยู่จนทุกวันนี้ ที่เห็นทหารอเมริกันสังหารหมู่ชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ ทั้งๆที่ไม่มีการยิงใส่ทหารอเมริกันแม้แต่นิดเดียว และไม่มีข้าศึกอยู่ในบริเวณนั้นด้วย”

ร้อยโทเคลลี่ถูกศาลทหารตัดสินเมื่อปี 2541 ว่ามีความผิดจริงในการสั่งให้สังหารหมู่ชาวบ้านไมไลในเวียดนามกว่า 100 คน และถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี

ในขณะที่ทอมป์สันถูกทิ้งให้ลืมไปถึง 30 ปี กว่าจะกลายเป็นวีรบุรุษผู้มาสาย

สามสิบปี เป็นเวลาที่เนิ่นนานพอควร แต่ทำให้โลกประจักษ์ในตัวอย่างอันงดงามของบุคคลผู้มีวิจารณญาณที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ว่า คำสั่งใดควรปฏิบัติ และปฏิเสธคำสั่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ออกคำสั่ง 


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

กีฬาสู้วัว : อารยะหรืออนารยะ

20170106_bullfight

ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ลงวันที่ 3 มค.60 หน้า 9 มีภาพมาธาดอร์สู้วัว มีคำบรรยายภาพว่า “นักสู้วัวตั้งท่าใช้หอกสั้นหรือบันเดริยัส กระโดดปักใส่หลังของวัวที่พุ่งเข้าใส่ กลางสังเวียนสู้วัวกานาเวราเลโด ในจังหวัดบาเยเดลเกากาของโคลอมเบีย”  

ทำให้นึกย้อนอดีตเมื่อเกือบ 42 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปประเทศสเปน และได้เข้าดูกีฬาสู้วัวกระทิงในสนามสู้วัวกลางกรุงแมดริด ที่มีคนดูเต็มสนาม คะเนว่าราว  20,000 คน

มีการปล่อยวัวหนึ่งตัวกับมาธาดอร์ชายชุดสู้วัวกระทิงหนึ่งคนพร้อมผ้าแดงและฉมวกในมือ โดยออกมาปะทะวัดดวงกันทีละคู่

มาธาดอร์จะโบกสะบัดผ้าแดงเพื่อหลอกล่อวัว ให้วิ่งเข้าชน ที่จริงสีแดงไม่ได้เป็นอริกับวัว แต่วัวตาบอดสี มันเห็นแต่สีขาวกับดำเท่านั้น เขาใช้ผ้าสีแดงเพราะมันเห็นเด่นชัดและกลมกลืนกับสีเลือดวัว ก่อนจะปล่อยตัวลงสนาม เขาทำร้ายวัวให้เจ็บปวดไว้แล้วเพื่อมันจะได้งุ่นง่านหงุดหงิด เห็นสีแดงเป็นขวิดทันที

เมื่อมาธาดอร์คนใด ใช้ฉมวกแทงเข้าที่หนอกวัว แล้ววัวยังสามารถวิ่งต่อไปได้ จะได้ยินเสียงฮึมของผู้คนสองหมื่นคนที่บ่งบอกความผิดหวัง ฉมวกสองและสาม ยังเอาวัวไม่ลง ผู้คนทั้งสนามยิ่งออกอาการผิดหวังหนักขึ้น บางคนส่งเสียงตะโกนด่ามาธาดอร์ลงมาจากอัฒจันทร์  เพราะถือว่ามาธาดอร์คนนั้นฝีมือห่วยมาก

ครั้นคู่ไหน ที่เมื่อเผชิญหน้ากับวัวแล้ว มาธาดอร์สามารถใช้ฉมวกอันแรกปักลงที่หนอกวัว แทงทะลุไปที่ขั้วหัวใจของวัว ทำให้วัวทรุดลงด้วยฉมวกเดียว ผู้คนสองหมื่นคนทั้งสนามจะยืนขึ้นโห่ร้องแสดงความยินดี และปรบมือกระทืบเท้าให้เกียรติมาธาดอร์คนนั้นอย่างกึกก้อง

นั่นคือ ภาพที่ติดตาตรึงใจผู้เขียนมาตลอด ผู้เขียนรู้สึกโกรธคนทั้งสนาม

การต่อสู้ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นสัตว์ มีเพียงกำลังแข็งแกร่ง และมีเขาเป็นอาวุธ แถมถูกทำร้ายให้บาดเจ็บไว้ก่อนปล่อยลงสู่สนาม อีกฝ่ายมีฉมวกติดตัวหลายอัน มีผ้าแดงไว้หลอกล่อให้วัวขวิดอีกต่างหาก พอถึงทีเผลอก็กระซวกฉมวกเข้าที่หนอกวัวตรงเข้าตัดขั้วหัวใจ

ส่วนกองเชียร์นั้น ส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างคนฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีใครเชียร์วัว ถ้าวัวไม่ตายทันที กองเชียร์จะประนามมาธาดอร์ แต่ถ้าวัวตายด้วยฉมวกเดียว เสียงสรรเสริญกลับกระหึ่มอัฒจันทร์

ช่างเป็นการต่อสู้ที่คนมีแต้มต่อมากมาย ขณะที่วัวไม่มีทางชนะได้เลย มีแต่ตายสถานเดียว จะตายด้วยฉมวกเดียวหรือหลายฉมวกเท่านั้น

เราควรนับว่านี่เป็นกีฬาของอารยชน หรือว่าเป็นกีฬาของอนารยชนกันแน่


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak