จีนย้อนอดีต ฟื้นสู่คุณค่าแห่งกตัญญุตาธรรม

20190521_china

ไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ โกลบอลไทม์ ( Global Times ) สื่อของทางการจีนรายงานข่าวว่า ทางการจีนออกกฎหมายบังคับให้ ลูกหลานและสมาชิกในครอบครัว

ต้องกลับไปเยี่ยมเยียนดูแลพ่อแม่หรือญาติที่เข้าสู่วัยชราของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ

เหตุที่เป็นเช่นนี้  เพราะจีนในอดีต ออกนโยบายให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้เพียงคนเดียว ทำให้  เกิดปัญหาพ่อแม่ขาดลูกหลานคอยดูแล และเนื่องจากจีนในวันนี้ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามแนวทาง

เสรีนิยม ในอัตราเร่งที่รวดเร็วมาก ทำให้ลูกหลานต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ทิ้งพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ให้อยู่กับบ้านอย่างว้าเหว่ สื่อจีนฉบับหนึ่งรายงานว่าเกษตรกรในมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน  เลี้ยงดูแม่ของตนเองอย่างทรมานในเล้าหมูที่เน่าเหม็น จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศ

บรรดาชาวเน็ตในจีน ต่างวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายฉบับดังกล่าวว่า “ เป็นการเอากฎหมายมาบีบบังคับ ในเรื่องของศีลธรรมที่บังคับกันไม่ได้ ” บางคนวิจารณ์ว่า “ ไม่ใช่ว่าลูกๆไม่อยากกลับไปหาพ่อแม่ แต่เพราะเขามีเวลาจำกัด  และต้องทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ต่างเมือง ต่างหาก ”

ข้อน่าสังเกตก็คือ กฎหมายฉบับนี้ยังให้สิทธิ์ ให้อำนาจกับพ่อแม่ในการฟ้องร้องต่อศาล หากลูกๆไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

นี่คือตัวอย่างหนึ่ง

คลิพการพิจารณาคดีในศาลจีนแพร่กระจายอยู่ในเวลานี้ สะท้อนให้เห็นภาพของแม่กับลูกชาย 3 คน ในศาลแห่งหนึ่ง แม่เป็นฝ่ายโจทก์ ขณะที่ลูกชายทั้งสาม ที่ทอดทิ้งแม่ให้อยู่อย่างเดียวดาย  นั่งอยู่ตรงพื้นที่จำเลยต่อหน้าผู้พิพากษา

แม่ให้การต่อศาล ด้วยใบหน้านองน้ำตา

“ ข้าแต่ศาลที่เคารพ  ฉันต้องการให้ลูกชายของฉันทั้งสามคน จ่ายค่าเช่าบ้านให้ฉัน ”

ลูกชายคนหนึ่งออกอาการงุนงง พูดขึ้นมาว่า

      “ จะเอาค่าเช่าบ้านจากพวกเรา ”

ผู้เป็นแม่สวนคำทันทีว่า

      “ ใช่ !  ฉันต้องการค่าเช่า คนละ 9 เดือน ”

ทนายจำเลยสอดแทรกขึ้นมาว่า

      “ ที่โจทก์พูด หมายถึงค่าเช่าบ้านอะไร เท่าที่ผมรู้มา  ลูกความของผมทั้งสามคนมีบ้านอยู่เป็นหลักเป็นฐานมั่นคง แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยไปเช่าบ้านใครอยู่ตามที่โจทก์ร้อง ”

ผู้เป็นแม่ ชี้นิ้วลงไปที่ท้องของตนเองแล้วพูดอย่างหนักแน่น ประกายตาเอาจริงเอาจังว่า

      “ นี่ไง อยู่ที่นี่แหละ พวกเขาทั้งสามคนล้วนอาศัยอยู่ในนี้ เป็นเวลา 9 เดือนเต็มๆ เก้าเดือนเชียวนะ ที่เขาอยู่ที่นี่ ก่อนที่จะคลอดออกมา ”  เธอชี้นิ้วลงไปที่ท้องซ้ำอีกหน

ลูกชายทั้งสามคนก้มหน้า  ขณะที่ชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่ในศาลบางคนร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ ทุกคนรวมศูนย์สายตาไปที่ผู้เป็นแม่

แม่เอ่ยปากถามลูกชายทีละคน

      “ ยอมรับหรือไม่ยอมรับ ”       

ลูกชายเอ่ยปากพูดทีละคนด้วยสีหน้าเศร้าหมองว่า

      “ ยอมรับ ”

แม่ยังพูดต่อว่า

      “ สิ่งที่ฉันต้องการ คือค่าเช่าบ้านทั้ง 9 เดือน เขาจะให้เป็นเงินเท่าไร ก็แล้วแต่เขา ฉันเลี้ยงพวกเขาจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่  คิดอยู่อย่างเดียว คือหวังว่า พวกเขาไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่พบภัยพิบัติ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ฉันคิดอยู่เพียงเท่านี้จริงๆ ”

คลิพดังกล่าวตัดจบเพียงเท่านี้ จึงไม่รู้ผลว่าศาลตัดสินอย่างไร  

อันที่จริง  ผู้เป็นแม่ไม่ต้องการเงินค่าเช่าอะไร แต่ต้องการเตือนสติลูกทั้งสามให้ระลึกรู้บุญคุณของผู้ให้กำเนิด ในฐานะที่ใช้ท้องแม่ปกป้องคุ้มภัยแทนบ้าน มาคนละ 9 เดือนเต็มๆ

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่ไหลบ่าท่วมท้นแผ่นดินจีน ทำให้ความสำนึกบุญคุณของพ่อแม่เสื่อมถอยไป ในใจของลูกหลานจีนจำนวนมหาศาล จนรัฐบาลจีนต้องออกกฎหมายทางศีลธรรมออกมาบังคับพลเมืองพร้อมๆกับการรณรงค์เยาวชนจีนให้ย้อนกลับไปปฏิบัติกตัญญุตาธรรม กันทั่วประเทศจีน เราจึงเห็นภาพข่าวเด็กนักเรียนนั่งกับพื้นน้อมกายแสดงความคารวะบรรดาครูที่นั่งบนเก้าอี้

ไม่นานมานี้  สำนักงานกิจการผู้สูงอายุแห่งชาติจีน และสหพันธ์สตรีแห่งชาติจีน ได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติ  “ ความกตัญญูต่อพ่อแม่ 24 ประการ ”  ฉบับใหม่ขึ้นมา แล้วรณรงค์ให้เป็นการปฏิบัติอย่างกว้างขวางทั่วทั้งแผ่นดินจีน  โดยกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมว่าต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น

  • พาคู่รักและลูกกลับไปเยี่ยมพ่อแม่บ่อยๆ
  • โทรศัพท์ไปคุยกับพ่อแม่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ให้เงินแก่พ่อแม่สำหรับการใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอย่างเพียงพอ
  • บอกรักต่อพ่อแม่
  • สอนพ่อแม่ให้เล่นอินเตอร์เนทได้
  • ทำอาหารให้พ่อแม่ด้วยมือตนเอง

ฯลฯ

ไม่ว่าปราชญ์จีนคนไหนทั้งขงจื่อ เม่งจื่อ เล่าจื่อ  ทุกคนล้วนให้คุณค่าต่อกตัญญุตาธรรม จนมีคำพูดจีนที่ถือกันมาแต่โบราณว่า  “ ได้ดื่มน้ำแล้วอย่าลืมต้นธาร ” บางสำนวนเขียนว่า “ ได้ดื่มน้ำแล้วอย่าลืมคนขุดบ่อ ”

ประเทศจีนยุคสีเจิ้นผิงที่ก้าวกระโดดใหญ่สู่ความทันสมัย จนทัดเทียมประเทศตะวันตกได้ในวันนี้ กำลังหวนหาและพลิกฟื้นคุณค่าแห่งกตัญญูกตเวทิตาธรรมในอดีต  แต่คนรุ่นใหม่บางพวกของประเทศไทย กำลังตั้งข้อรังเกียจ โดยกล่าวหาว่าเป็นปราการทางชนชั้น เป็นความไม่เสมอภาคของมนุษย์ที่จะต้องกำจัดให้สิ้นไป


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา

20190430

“ อั๊วไปคนแรก ”

นี่คือคำประกาศอาสากล้าตายที่เฉียบขาดต่อหน้าคณะเสรีไทย ในอังกฤษของ นายเข้ม เย็นยิ่ง

หรือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เมื่อปี 2485

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ 8 ธันวาคม 2485  จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับคำขาดจากญี่ปุ่นให้ไทยยอมจำนนและเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เพื่อต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร คนไทยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาถูกเรียกตัวกลับหมด ใครไม่กลับรัฐบาลขู่ว่าจะถูกถอนสัญชาติไทย  ในเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคนไทยรักชาติได้ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษและพากันสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษถึง 36 คน

คุณทศ พันธุมเสน  เสรีไทยคนหนึ่งเล่าว่า  ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ประกาศเป็นอาสากล้าตายคนแรก ต่อที่ประชุมอย่างกล้าหาญ ในการประชุมคณะเสรีไทยในอังกฤษเพื่อส่งคนเข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในบทความชื่อ “ ทหารชั่วคราว ”  ดร.ป๋วย อธิบายว่าที่อาสาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะทราบดีว่า นายปรีดี พนมยงค์ ( รู้ธ ) เป็นหัวหน้าคณะเสรีไทย ในฐานะที่จบและเคยทำงานที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์  เรียนจบปริญญาเอก และได้รับโทรเลขต้อนรับจาก นายปรีดี ว่าเขาเป็นคนที่ “ ควรได้     รับความสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและไม่ต้องสอบสวนยืดยาว ”

การลักลอบเข้าประเทศไทยโดยลงเรือดำน้ำจากศรีลังกาเข้ามากบดานแถวชายทะเลประจวบคีรีขันธ์ ประสบความล้มเหลว เพราะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้

นายเข้ม เย็นยิ่ง พร้อมเสรีไทยอีกสองคนคือ นายประทาน เปรมกมล  และ นายสำราญ วรรณพฤกษ์  จึงเข้ามาอีกครั้งทางเครื่องบินจากอินเดีย โดยกระโดดร่มมาลงที่ จ.ชัยนาท  เมื่อ  6  มีนาคม  2487

ชาวบ้านนั่งเกวียนย่ำทุ่งลัดแนวป่ามาทางหนองหมอ บริเวณบ้านวังน้ำขาว  เมื่อพบว่ามีทหารกระโดดร่มชูชีพมาหลบอยู่ในป่าชายทุ่งจึงแจ้งเจ้าหน้าที่

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ร้องให้ชาวบ้านจับตัวทหารคนนั้น โดยบอกว่า เขาเป็นสายลับข้าศึกเป็นจารชน

ดร.ป๋วย เล่าว่า “ คิดถึงคู่รักของข้าพเจ้าที่ลอนดอน คิดถึงคำสุดท้ายของ คุณมณี สาณะเสน    ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้าเมื่อก่อนเราเดินทางออกจากอังกฤษ คิดถึงเพื่อนข้าพเจ้าที่ยังอยู่ในอินเดีย  คิดถึงเพื่อนสองคนที่อยู่ในพุ่มไม้ใกล้เคียง  คิดถึงญาติมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ  คิดถึงสาส์นจากกองบัญชาการถึง “รู้ธ” ที่ยังอยู่ในกระเป๋าของข้าพเจ้า  และคิดถึงยาพิษ ยังอยู่ในกระเป๋าหน้าอกของข้าพเจ้า หรือจะยอมให้จับเป็น ให้เขาจับตายเถิด เพราะความลับที่ข้าพเจ้านำมานั้นมีมากเหลือเกิน….. แต่เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นไม่มีอยู่ในหมู่คนที่จะมาจับข้าพเจ้า อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือ ก็ยอมสู้ตายเลย ให้เขาจับเป็นดีกว่า อย่าเพิ่งตายเลย  ”  ( สารคดี ฉบับ   202 / 2544 )

ระดม สรรพพันธุ์  เขียนบันทึกเรื่อง  “ พบลุงบุญธรรม ปานแก้ว ผู้ช่วยชีวิต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ”  ว่า “ ทหารคนนั้น ( ดร.ป๋วย )  โบกมือให้กับพวกเรา (ชาวบ้าน) พร้อมกับร้องเรียกว่า เข้ามาเถอะครับ ผมไม่สู้หรอก กับคนไทย  แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ผมสู้ครับ

ชาวบ้านกรูกันเข้าไปจับตัวทหารคนนั้นไว้ แล้วซ้อม ชก ต่อย แล้วเตะอย่างไม่ปรานีปราศรัย  แม้ทหารคนนั้นจะร้องขอและบอกว่าเขาเป็นใคร สังกัดไหน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากชาวบ้านแต่อย่างใด เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านก็ผลักเข้าไปในกกไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง แล้วขึ้นนกเตรียมลั่นไกยิงทหารคนนั้น

ทันใดนั้นผม ( ลุงบุญธรรม ) วิ่งปรู๊ดเข้าไปขวางไว้  แล้วผลักกระบอกปืนออกไปพร้อมกับบอกว่า ช้าก่อนครับ……. เวลานี้บ้านเมืองเรากำลังคับขัน  เราจับข้าศึกได้แล้ว เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะดีจะชั่วอย่างไร ก็ต้องจับตัวส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปไต่สวนกันก่อน ท่านจะจัดการเสียเองโดยลำพัง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ทหารคนนั้นบอก ฆ่าผมเถอะครับ ผมมานี่กู้ชาติ เวลานี้บ้านเมืองเราเป็นขี้ข้าเขาหมดแล้ว ผมตายช่างมัน ยิงผมเถอะ  แหม……. รักน้ำใจจังเลย ”

นายอำเภอขี่ม้านำชาวบ้านหลายร้อยคน เป็นขบวนใหญ่ ไล่ชาวบ้านทุกคนให้ห่างจารชนใจโหดเหี้ยม ซึ่งถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งบนเกวียนจากป่าเข้าเมือง เป็นนักโทษที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

ดร.ป๋วย ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกโซ่ล่ามข้อเท้าไว้กับเสากลาง ศาลาวัดวังน้ำขาว

ตอนบ่ายวันนั้น  เจ้าหน้าที่คุมตัวบางคนม่อยหลับไป ชาวบ้านจึงกระเถิบเข้ามาใกล้ ดร.ป๋วย เขียนในข้อเขียน “ ทหารชั่วคราว ” ว่า “ ในหมู่ชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้มีหญิงผู้หนึ่งอายุค่อนข้างมาก  ข้าพเจ้าสังเกตว่าแกนั่งใกล้ข้าพเจ้าอยู่นานถึงสองชั่วโมงไม่ไปไหน และนั่งเอามือกอดเข่า เมื่อคนที่มาดูข้าพเจ้าค่อยบางตาไปบ้างแล้ว ผู้หญิงผู้นั้นก็พูดกับข้าพเจ้าเสียงแปร่งๆว่า “ พุทโธ่ ! หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า ” ข้าพเจ้าถามว่า ลูกป้าอยู่ที่ไหน ได้รับคำตอบว่า ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

 เสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันและรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น ”

ชาวบ้านหลายหมู่บ้านพากันมาดูหน้าจารชนหรือคนรักชาติที่ศาลาแห่งนั้น  บางคนอยากให้เขาอยู่ บางคนอยากให้เขาตาย คล้ายกับมีเทพและปีศาจอยู่ในร่างเดียวกัน

คนหนึ่งแอบส่งว่านให้  แล้วกระซิบว่า

“ อมๆไว้  ดูหน้าผากแล้ว  ไม่ตาย ”

ดร.ป๋วย  ถูกล่ามโซ่ข้อเท้า เคลื่อนจากบ้านวังน้ำขาวรอนแรมไปถูกขังที่ สภ.อ. วัดสิงห์ แล้วย้ายไปขังที่ สภ.อ.ชัยนาท  ไปถูกขังต่อที่เรือนจำ จ.ชัยนาท แล้วถูกนำลงเรือยนต์ไปขึ้นที่ท่าช้าง นำตัวไปขังที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลร่วมกับเสรีไทยคนอื่นๆ

ระหว่างนี้เอง  ร.ต.อ. โพยม จันทะรัคคะ ธ.บ. ได้เสี่ยงตายลอบพา ดร.ป๋วย ไปพบกับ อาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ ม.ธ.ก. ในเวลานั้น เชื่อมโยงไปสู่การพบปะกันระหว่าง ดร.ป๋วย กับ ดร.ปรีดี พนมยงค์(รู้ธ) ที่บ้านบางเขนของ อ.วิจิตร เพื่อเสนอสาส์นจาก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ภารกิจสื่อสารบรรลุผล ดร.ป๋วย ส่งสัญญาณวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติการในแผ่นดินไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อใกล้สิ้นสุดสงครามโลก “ รู้ธ ” ได้ส่ง “ นายเข้ม เย็นยิ่ง ”  (ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ )  กลับไปอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเจรจากับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทยว่าเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศผู้แพ้สงคราม และยังเป็นผู้เจรจาขอให้อังกฤษยอมปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้

อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญมาก ดร.ป๋วย  ได้รับคำสั่งจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทย ให้เป็นผู้ติดต่อกับกองทัพอากาศอังกฤษ  ขอร้องไม่ให้ทิ้งระเบิดใส่บริเวณพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบริเวณวังอื่นๆด้วย

รัฐสภาอังกฤษ  ปรับไทยที่ประกาศสงครามเข้าข้างญี่ปุ่นโดยให้ปรับเป็นข้าว 1.5 ล้านตัน นายเข้ม   เย็นยิ่ง  แต่งชุดนายพันทหารอังกฤษร่วมเจรจาต่อรองไม่ให้ปรับเป็นข้าวแต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยน

ข้าวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค และยังขอให้อังกฤษช่วยจ่ายค่าข้าวบ้าง

หากไม่มีบุคคลอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ที่มีความรักชาติ  ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ โดยปราศจากเงื่อนไข หากไม่มีรัฐบุรุษอย่าง ดร.ปรีดี พนมยงค์  แผ่นดินไทยจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไรกัน

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

สง่างาม  ท่ามกลางเงื้อมมือของกฎหมาย  

20190422_dignified

เหตุการณ์ # SaveDecha   ไม่ใช่ข่าวคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนข่าวสารอื่นๆ  แต่เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์แห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ของวงการกัญชาในประเทศไทย

เป็นปรากฏการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพลังทางศีลธรรมกับพลังทางกฎหมายของบ้านเมืองอย่างแหลมคม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่เรียกความสนใจจากสังคมไทยทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562  ตำรวจชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จ.สุพรรณบุรี ทหาร และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 7  เข้าตรวจค้นมูลนิธิข้าวขวัญ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จับกุมนายพรชัย    ชูเลิศ  เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ  พร้อมของกลางเป็นกัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้ง และเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง  และออกหมายเรียก อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อแจ้งข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต คือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ในเวลานี้ เหตุการณ์คลี่คลายไปแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งต่อบุคคลที่ถูกจับกุม และต่อวงการผลิตสารสกัดจากกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์  นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิข้าวขวัญ และการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชาต่อวงการสาธารณสุข อย่างเป็นจริงเป็นจัง

“ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ และอยู่เหนือกฎระเบียบใดๆ ”  นี่คือคำประกาศของ อ.เดชา ศิริภัทร ที่องอาจและสวยงามยิ่ง

อ.เดชา ผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษา โดยรู้ทั้งรู้ว่าการผลิตดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็ทำ เนื่องจาก

“ เรื่องแบบนี้รอให้ถูกกฎหมายค่อยทำ มันไม่ทันหรอก ทำไปแล้วให้มันถูกกฎหมายง่ายกว่า มันได้ผลจริงนะครับ  ได้ผลอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย ….. แล้วถ้าไม่ทำอะไรเลย กฎหมายจะเปลี่ยนไหม พวกเรานี่แหละต้องเรียกร้องให้กฎหมายเปลี่ยน คนส่วนน้อยเขียนกฎหมาย  ประโยชน์ก็อยู่กับคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่อยากได้ประโยชน์ก็ต้องเรียกร้อง หากต้องการเปลี่ยนกฎหมาย มันต้องเกิดจากคนข้างล่าง…. เราต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทันที เราต้องออกนอกกรอบบ้าง แต่มีเป้าหมายชัดเจน เอาคุณค่าเป็นของจริง อย่าเอามูลค่ามาตัดสินกัญชา ”   

แรงบันดาลใจของ อ.เดชา ศิริภัทร นี้เอง ผนวกกับจิตสัมผัสของ อ.เดชา ที่รับเอาพลังของแม่โพสพ เทพธิดาแห่งข้าวที่ อ.เดชา น้อมเคารพมาตลอดชีวิต ที่ทำให้เขามีความหาญกล้าทางจริยธรรมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงคุกตารางอันหมายถึงอิสรภาพของตัวเขาเอง

การจับกุมครั้งนี้มีผลด้านบวกเป็นอเนกประการ

1. มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา นำไปสู่ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงหลังสงกรานต์นี้ 11 หน่วยงานทั้งภาคราชการ เช่น คณะเภสัชศาสตร์ของ 3 มหาวิทยาลัย  องค์การเภสัชกรรม มูลนิธิข้าวขวัญ ป.ป.ส. ฯลฯ จะร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาของไทย ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และอวยประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ และมีการแบ่งงานกันทำตามความสันทัดของแต่ละหน่วยงาน

นี่ยังเป็นการให้บทเรียนหน่วยราชการที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจควบคุม จับกุม โดยมองว่ากัญชาเป็นสารเสพติดนั้น ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่การร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนายาจากสารสกัดกัญชา เพื่อประโยชน์ของประชาชน เป็นการขับเคลื่อนเชิงรุก โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมาย

2. ปรากฏการณ์ # SaveDecha  ผ่านพลังสื่อสังคม ( Social  Media ) ทั้งขององค์กรภาคประชาชน  องค์กรภาควิชาการ และปัจเจกชน จำนวนมากมายมหาศาล นับเป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนครั้งสำคัญ  เป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทะลุทะลวงอุปสรรคต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

3.สังคมไทยได้เรียนรู้ร่วมกันว่าสารสกัดจากกัญชามีสรรพคุณนานาประการต่อระบบสุขภาพทั้งหมด ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบการย่อยอาหาร ระบบการหายใจ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ การมีฤทธิ์ต่อการรักษามะเร็ง และอื่นๆ  ยังไม่เคยมีสถาบันใดให้การศึกษาคุณประโยชน์ของน้ำมันกัญชาได้ดีเท่าปรากฏการณ์ครั้งนี้

4. สังคมไทยยังได้เรียนรู้ว่ามูลนิธิข้าวขวัญ เป็นองค์กรเอกชน หรือ NGO ที่สร้างผลงานอันเป็นคุณต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยจากโรคมะเร็งได้จำนวนมากมาย ในระยะ 5-6 ปีมานี้ ด้วยน้ำมันกัญชาที่พิสูจน์ให้ประจักษ์จริงว่าสารสกัดจากกัญชามีผลออกฤทธิ์ตรงต่อผู้ป่วย

อ.เดชา ศิริภัทร เล่าว่าการได้พบกับญาติใกล้ชิดผู้ป่วยมะเร็งคนแรก ซึ่งได้ทดลองใช้ยาน้ำมันสกัดจากกัญชา เขายังจำวันนั้นได้ดี ที่เขาเล่าถึงผู้ป่วยว่า “ เขาหมดหวังแล้ว หมอใช้ตั้งแต่คีโม ฉายแสง ผ่าตัดทุกอย่าง หมอหมดปัญญาแล้ว คุณมีเวลาเหลือไม่เกิน 2 เดือน คุณกลับไปได้เลย จัดการมรดกให้เสร็จเรียบร้อย ”  ปรากฏว่าผู้ป่วยคนนั้น อยู่ต่อมาได้อีก 3 ปี

อ.เดชา ยังมีประสบการณ์ตรงของตนเองว่า “ ตอนนั้นอายุ 65  ตื่นมาแป๊บเดียวลืม อาการแรกของอัลไซเมอร์  ฝันก็จำได้ อะไรก็ไม่ลืม มือเริ่มสั่นนิดๆ เป็นอาการแรกเริ่มของพาร์กินสัน แต่ตอนนี้มือผมนิ่งสนิทแล้ว ”  อ.เดชา บอกว่าเขาใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคต้อเนื้อในตาได้ผลด้วย

อ.เดชา จึงประกาศว่า “ ผมได้ประโยชน์จากกัญชาแบบไหน ประชาชนควรจะได้รับแบบนั้นด้วย อันนี้เป็นตัวตั้ง เพราะผมทดสอบตัวเองก่อน มันควรจะไปถึงทุกคน ทำไมต้องอยู่ที่ผมคนเดียว ”

การจับกุมมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดของพลังร่วมทางบวกของสังคมต่อสารสกัดจากกัญชาครั้งนี้ ไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นเพราะการดำเนินการผลิตน้ำมันกัญชาของ อ.เดชา ศิริภัทร แห่งมูลนิธิข้าวขวัญมุ่งสู่ผลประโยชน์ทางสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ  จนแม้แต่บุคคลระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ คือ ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร กล้าประกาศขอติดคุกแทนโดยเอาตนเองเป็นตัวประกัน เพื่อปกป้องความเสียสละของ อ.เดชา ศิริภัทร ควรกล่าวได้ว่าไม่มีใครสงสัยในเจตนาอันบริสุทธิ์ของ อ.เดชา ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์นั้นเป็นความถูกต้องดีงาม เป็นพลังเมตตาธรรม เป็นพลังแห่งศีลธรรมที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ แม้จะมีปราการแห่งกฎหมายขวางกั้นก็ตาม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ลงมือทำแทนการวางเฉยหรือก่นด่า

20190419_postit

วันนี้มีคลิพอันหนึ่งที่เพื่อนส่งมาเข้ากลุ่มไลน์ เป็นคลิพที่สะท้อนให้เห็นถึงการลงมือทำแทนการวางเฉยหรือพร่ำบ่นที่ได้ผลมาก

กล้องจับภาพไปที่ชายสองคนถือแผ่นกระดาษประเภทแปะติด ( POST IT ) เดินตรงไปที่รถเก๋งคันงามที่จอดอยู่ข้างทางเท้า ซึ่งตรงนั้น มีเครื่องหมายรูปคนนั่งรถเข็นอยู่บนพื้นถนนที่รถคันนั้นจอดทับไว้ นั่นแปลว่า รถคันนั้นมาแย่งที่จอดรถคนพิการนั่นเอง

ชายสองคนเอากระดาษแปะติดสีฟ้า ขนาด 3×3 นิ้ว เอาไปแปะติดที่บริเวณกระโปรงหน้า กระโปรงหลัง กระจกหน้า กระจกข้าง กระจกหลัง ดุมล้อทั้งสี่ และแล้วผู้คนหลายคน บริเวณนั้นทั้งชายหญิงก็พากันผสมโรงด้วยการเอากระดาษแปะติดแบบเดียวกันมาแปะติดบริเวณพื้นที่พื้นที่ด้านนอกของตัวรถคันนั้นทั้งหมด จนรอบคันมีแต่กระดาษแปะติด และมีรูปสัญลักษณ์เส้นสีขาวเป็นเครื่องหมายที่จอดรถคนพิการอยู่ที่ด้านข้างและบนกระโปรงรถด้านหน้าด้วย กล้องจับภาพชายพิการขาที่โขยกไม้ค้ำคนหนึ่งกำลังกดปุ่มถ่ายภาพนั้นจากโทรศัพท์มือถือของเขาเองพร้อมด้วยรอยยิ้ม ตำรวจจราจรสองคนผ่านมาพอดี จึงจอดรถสังเกตดูเหตุการณ์นั้น

ชายเจ้าของรถกลับมาถึงที่รถของตนเอง ก็ออกอาการโมโห แล้วเข้าไปดึงกระดาษแปะติดออกที่บริเวณกระจกหน้า และกระจกข้าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสมน้ำหน้าจากคนที่อยู่บริเวณนั้น ตำรวจจราจรเข้าไปออกปากเตือนว่า “ มาแย่งที่จอดรถของคนพิการ ” ชายคนนั้นสตาร์ทรถ แล้วขับออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

ชายเจ้าของรถจะสำนึกผิดหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของเขา แต่หนังเรื่องนี้ให้บทเรียนอย่างสำคัญว่า

ทุกคนมีสิทธิในพื้นที่ของตนเอง เมื่อมีการละเมิดสิทธิ เจ้าของสิทธิย่อมทักท้วงและแสดงสิทธิของตนเองได้ พลเมืองดีก็สามารถช่วยรักษาสิทธิให้คนอื่นได้ เป็นการใช้สิทธิทางตรง เป็นความเคารพต่อกฎหมาย เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนของใครเป็นการเฉพาะ

โดยทั่วไป เมื่อเกิดปรากฏการณ์ละเมิดสิทธิ ผู้คนส่วนใหญ่จะพากันวางเฉยเพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของตน อาจจะก่นด่าเจ้าของรถ อาจจะบ่นว่าทำไมตำรวจไม่มาจัดการ อาจจะถ่ายรูปไปโพสต์ในสื่อออนไลน์ แต่ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น เลือกที่จะประท้วงด้วยการร่วมด้วยช่วยกันใช้วิธีดังกล่าว

ผลที่เกิดขึ้นนั้น เจ้าของรถน่าจะขยาดไปตลอดชีวิต ที่ไปละเมิดสิทธิคนพิการ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า พลังของสังคมที่รู้ร้อนรู้หนาวกับการละเมิดสิทธินั้น สามารถจะปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิดได้ด้วยการ ลงมือทำทันที แทนที่จะวางเฉยหรือเพียงแต่ก่นด่าเท่านั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คนเล็กๆที่กล้าต่อกร

20181121_smallpeople

หนึ่งในบรรดาคนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว คือ ลุงเฉลียว ยันสาด แห่งอำเภอหันคา จ. ชัยนาท   อันที่จริงรางวัลไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิต มันเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง หลังจากที่

เนื้องานปรากฏเป็นมรรคผลเชิงประจักษ์ต่อสาธารณะแล้ว

สามสิบกว่าปีก่อน ทหารชั้นประทวนยศสิบตรี ที่กลับมาเยี่ยมบ้านทีไร ก็พบความสะเทือนใจว่า บึงน้ำจืดที่สาธารณะ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งหาอยู่หากินมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตาทวด เป็นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่ถูกบุกรุกจับจองไปนับพันไร่  ทุกคนพากันเอามือซุกหีบ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นกับบึงสาธารณะแห่งนี้

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิด กระตุ้นเตือนใจลุงเฉลียวว่า “ ผมเห็นความไม่ยุติธรรม เห็นคนมาบุกรุกจับจองที่สาธารณะประโยชน์ ก็รู้สึกว่า ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่งั้นลูกหลานลำบากแน่ ”

ลุงเฉลียวใช้ความพยายามส่วนตนไปตรวจพบเอกสารสำคัญว่า ที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณะมาตั้งแต่ ปี 2477  แล้วกรมที่ดินไปออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง ถูกบุกรุกได้โดยง่ายก็เพราะผู้บุกรุกคิดว่าเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า (Wasteland) ลุงเฉลียวเป็นทหารในศูนย์ยิงปืน มีความรู้เรื่องวิถีกระสุนอย่างดี เมื่อตรวจสอบรายละเอียด ประกอบกับการศึกษาแผนที่ทหารบริเวณนั้น จึงแน่ใจว่า พื้นที่แห่งนี้มีการออกเอกสารสิทธิ โดยผิดกฎหมาย

ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนกฎหมายใดๆ  ลุงเฉลียวร่างเอกสารคำฟ้องศาลปกครองด้วยตนเองในยามค่ำคืน โดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียง เพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในยุคนั้น ร่างเสร็จก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ข้อหาออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิดังกล่าว

การฟ้องครั้งนี้ ล่วงรู้ไปถึงคนที่เสียประโยชน์ จึงมีคำข่มขู่ผ่านมาถึงหูลุงเฉลียว

“ มึงไปบอกเพื่อนมึงเลยนะ ระวังตัวให้ดี เขาไปจ้างมือปืนมาแล้ว ”

เถ้าแก่คนหนึ่ง บอกให้ลุงเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสัญญาว่าจะให้เงินหนึ่งล้านบาท

นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง ปรามาสว่า “ ลุงแก่ๆคนนี้น่ะหรือจะมาทำเรื่องแบบนี้สำเร็จ ”

วันหนึ่งตำรวจสันติบาลมาหา  ถามลุงเฉลียวว่า “ ไปรับเงินใครมาเคลื่อนไหว ”

ท่ามกลางความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น ลุงเฉลียวตัดสินใจเดินหน้าต่อสู้อย่างไม่พรั่นพรึง

ฝ่ายหนึ่งผู้เสียผลประโยชน์ คือ ทุนผนวกกับอำนาจของราชการ อีกฝ่าย คือลุงคนเล็กๆที่มีลูกเมียและชาวบ้านที่รักความเป็นธรรมยืนเคียงข้าง  สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลปกครอง  ทางกรมที่ดินอ้างต่อศาลว่า ลุงเฉลียวไม่มีสิทธิฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ลุงเฉลียวยืนยันต่อศาลว่า พื้นที่ชุ่มน้ำพันกว่าไร่บริเวณนี้เขาเห็นมาตั้งแต่เล็ก เกิดมาก็ได้อาศัย น้ำอาบ น้ำกิน น้ำใช้ ได้จับปลาและสัตว์น้ำจากพื้นที่แห่งนี้ ที่ถูกจับจองเป็นสมบัติส่วนตัวไปหมดแล้ว

สิบกว่าปีผ่านมา การต่อสู้ในศาลปกครองสิ้นสุดลง ลุงเฉลียวยืนหยัดให้การต่อศาล โดยไม่ต้องอาศัยทนายเลย ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมที่ดินยกเลิกการออกโฉนดในพื้นที่สาธารณะทั้งหมด

พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นของชาวบ้านมาแต่เดิมจำนวนพันกว่าไร่ คืนกลับมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้งท่ามกลางความปิติของประชาชนในย่านนั้น ในวันนี้พื้นที่นี้ กลายเป็นป่าใหญ่ห้อมล้อมบึงสาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนในอดีต

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสมบัติสาธารณะ บวกกับการตัดสินใจ และใช้ความกล้าหาญ และความพยายามส่วนตนไปทำหน้าที่ ที่ควรทำโดยไม่ยำเกรงต่ออันตรายที่อาจมาถึงตัว ทำให้เกิดผลอันควรภาคภูมิใจ แล้วกลับไปทำงานเป็นกรรมกรรับจ้าง อย่างเงียบๆ โดยไม่คิดถึงผลตอบแทนส่วนตัวใดๆ

มีคนไปถามลุงเฉลียวว่า

“ ทำไมลุงเสี่ยงชีวิตมาทำเรื่องแบบนี้ ”

ลุงตอบซื่อๆว่า

“ ทำก่อนตาย ตายแล้วไม่ได้ทำ”

คุณยายรอลูก

20180919_grandma

อ่านเรื่องนี้แล้ว  รู้สึกสะเทือนใจอย่างแรง  เพราะไม่อยากสะเทือนใจอยู่เพียงลำพัง จึงต้องเก็บเกี่ยวมาเล่าสู่กันฟัง

หนุ่มคนหนึ่งเขียนเล่าว่า

ขับรถผ่านเส้นทาง จ.ตาก – วังเจ้า สายใน เห็นคุณยายแก่ๆ นั่งรถเข็นเก่าๆ อยู่ข้างทาง ตั้งแต่ช่วงเย็นจนมืดอยู่บ่อยครั้ง จึงตัดสินใจจอดรถแล้วลงไปคุย

หนุ่ม  : “ ยายมานั่งทำอะไรอยู่นี่ จะข้ามถนนหรือครับ ”

ยาย    : “ มานั่งรอลูกจ้า ”

หนุ่ม  : “ ลูกยายจะมากี่โมง ”

ยาย    : “ ไม่รู้ เผื่อลูกยายจะผ่านมาทางนี้  เผื่อเค้าจะจำยายได้ ”

หนุ่ม  : “ แล้วลูกยายไปไหน ”

ยาย    : “ ทุกคนมีครอบครัวไปหมดแล้ว อยู่ไหนไม่รู้ ตอนนี้ยายพิการขา เดินไม่ได้ เพราะถูกรถชน มาอาศัยอยู่แถวนี้ อยู่กับหมา 4 ตัว  ยายเห็นหนูก็นึกว่าหนูเป็นลูกยาย ”

หนุ่ม  : “ แล้วยายอยู่กินยังไง ”

ยาย    : “ มีคนเอาข้าวมาให้หมา 4 ตัว ที่มันวนเวียนเป็นเพื่อนอยู่แถวนี้ เขาจะแบ่งข้าวให้ยาย กับไข่ต้มหนึ่งใบ ถ้าเค้ามา ”

หนุ่ม  : “ แล้วถ้าเขาไม่มาล่ะ ”

ยาย    : “ ยายก็อด ”

คำตอบซื่อๆ ของยาย  ทำให้หนุ่มคนนี้รู้สึกจุกอก จึงหยิบเงินใบละร้อยบาทห้าใบส่งให้ยาย

หนุ่ม  : “ ยายจะเอาเงินนี้ซื้ออะไรได้ใช่ไหม ”

ยาย    : “ ถ้ามีรถขายของผ่านมา ก็ซื้อได้ ”

หนุ่มผู้ใจดีจากยายมาด้วยหัวใจห่อเหี่ยว และเขียนบันทึกว่า จะซื้อของกินของใช้เอาไปให้ยายอีกในสัปดาห์ต่อไป

ปรากฏการณ์ ยายรอลูกเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับคนชราคนหนึ่ง เป็นการรอคอยท่ามกลางความอดๆ อยากๆ ที่มีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะเจอลูก

ทั้งๆ ที่มีหวังเพียงเล็กน้อย แต่ยายก็สมัครใจที่จะรอ ในขณะที่ลูกของยายได้เลือกแล้วที่จะไปจากยาย  เป็นการจากไปของลูกที่ไม่ต้องการให้แม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกอยู่ที่ไหนอย่างไร แถมไม่ไยดีด้วยว่าคนเป็นแม่ของลูกจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

ธรรมดาการรอคอยใดๆ ล้วนควบคู่ไปด้วยกันกับความหวังถึงอนาคตที่จะตามมา

หนุ่มรอคอยสาวที่นัดหมายไว้

ผู้โดยสารรอรถไฟฟ้ามาถึงสถานีที่ตนเองรออยู่

แท็กซี่ขับรถรอคอยว่าระหว่างทางจะมีผู้โดยสารเรียก

เด็กนักเรียนที่สอบเอ็นทรานซ์รอผลสอบที่จะประกาศในไม่กี่วันข้างหน้านี้

ชาวสวนรอคอยทุเรียนสุกในสวน จะได้เก็บขาย

คนซื้อหวย รอวันหวยออก

ทุกการรอคอย ล้วนแล้วแต่มีความหวังรออยู่ เบื้องหน้าว่า จะผลิดอกออกผลในทางที่เป็นไปดังใจตนเองคาดหมาย

แต่ทำไมคุณยาย จึงรอคอยผลที่ดูเหมือนยากจะเกิดขึ้นได้ ในเมื่อลูกก็หนีไป และไม่อยากเจอแม่   อีกแล้ว

ความหวังที่จะให้ลูกกลับมาเลี้ยงดูยามแก่ชรา อาจเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก เพราะคุณยายมีชีวิตอยู่ได้อย่างอัตคัตอยู่แล้ว

เหตุผลสำคัญ คือด้วยแรงแห่งรักของแม่ที่มีต่อลูก แม้ว่าลูกอาจลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีแม่ที่รอคอยพบหน้าลูกอยู่

พลังแรงแห่งรักนั้น ยิ่งใหญ่ ใหญ่เสียจนคนเป็นแม่สามารถที่จะทนอดทนหิว ทนร้อนทนหนาว ทนทรมานตนเองเพียงเพื่อที่จะได้พบหน้าสายเลือดของตน ทั้งๆที่มีความหวังอันริบหรี่

ตำรวจไทยกับแพทย์แคนาดา

 

20180318_canadiandoctors

ในขณะที่ตำรวจไทย โดยกรรมการปฏิรูปตำรวจ เสนอว่า เพื่อให้ตำรวจมีรายได้พอกินพอใช้ ไม่ไปรีดไถเรียกส่วย จึงเตรียมเสนอรัฐบาลให้ปรับเงินเดือนตำรวจขึ้น โดยตำรวจชั้นประทวน ควรได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ส่วนตำรวจระดับสัญญาบัตร ควรได้รับเงินเดือน 33,000 บาท

ความจริงรายได้ตำรวจนี้ยังไม่ใช่รายได้สุทธิ เพราะยังมีเงินค่าตำแหน่งอีกกว่า 3,000 บาท และมีเงินค่าปรับสำหรับสายงานปราบปราม สืบสวน จราจร และรางวัลนำจับ

เฉลี่ยแล้วรายได้ตำรวจชั้นประทวนจะอยู่ที่เดือนละ 25,000 บาท  รายได้ตำรวจสัญญาบัตรจะได้เดือนละ 46,000 บาท

ได้มากหรือได้น้อย พอใช้หรือไม่พอใช้โปรดพิจารณากันดู

การเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจของประชาชนทั่วประเทศนั้น ไม่ได้มีการเสนอให้ปรับเงินเดือนตำรวจ แต่เน้นว่าการสอบสวนผู้กระทำความผิดควรเป็นหน่วยงานอิสระจากตำรวจ และตำรวจที่มีหน้าที่ตามภารกิจต่างๆ ต้องย้ายไปอยู่สังกัดที่ มีหน้าที่โดยตรง เช่น ตำรวจรถไฟไปอยู่กับการรถไฟแห่งประเทศไทย  ตำรวจป่าไม้ไปสังกัดกรมป่าไม้ ตำรวจน้ำไปสังกัดกรมเจ้าท่า แต่แล้ว 2 ประเด็นควรปฏิรูปนี้กลับไม่ได้รับความไยดีใดๆ เลย

การปฏิรูปตำรวจถกเถียงกันมาเข้าปีที่ 4 แล้ว แต่ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งๆที่เป็นประเด็นใจกลางของปัญหาที่ประชาชนเรียกร้องมากที่สุดให้มีการปฏิรูปตำรวจเป็นลำดับแรกก่อนด้านอื่นใด

ขอตัดภาพมาที่ข่าวสารเรื่องแพทย์แคนาดารวมตัวกันประท้วงในเรื่องที่ผู้คนแปลกใจกันไปทั่วทั้งโลก

อ้างอิงเว็บประชาไท  เมื่อวันที่ 10 มีนาคม  2561 รายงานว่ากลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและบุคลากรที่เกี่ยวข้องมากกว่า 700 คน ลงนามเป็นบัญชีหางว่าว คัดค้านการขึ้นเงินเดือนตัวเอง และเรียกร้องให้นำเงินเหล่านั้นไปช่วยอาชีพสาธารณสุขที่ได้รับน้อยกว่า เช่น พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆรวมถึงคนไข้ที่มีความจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา

ในจดหมายเปิดผนึก พวกเขาระบุว่าในฐานะแพทย์แห่งรัฐเคอเบค พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับเงินเดือนที่สหพันธ์แพทย์เป็นผู้เจรจาในครั้งล่าสุดและได้มาเมื่อเร็วๆนี้

พวกเขาคัดค้าน โดยชี้ว่า “ แทนที่จะขึ้นเงินเดือนในตำแหน่งระดับพวกเขา ควรจะเอาทรัพยากรไปกระจายให้กับคนดูแลงานบริการและเอาเงินให้กับระบบสาธารณสุขที่เหมาะสมกับชีวิตชาวเคอเบค”

พวกเขา ชี้การขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ว่า “ สูงเกินไป และไม่เหมาะสม ”

ใช่หรือไม่ว่า บรรดาการเรียกร้องและประท้วงทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าอาชีพไหน ล้วนแล้วแต่มีจุดตั้งต้นที่ “ รายได้ไม่พอจ่าย ” ของตนเอง  สหภาพแรงงานทั่วทั้งโลกเป็นเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอะไร เพราะสหภาพมีหน้าที่โดยตรงในการต่อรองค่าจ้างเงินเดือนให้กับพนักงาน

แต่การประท้วงของแพทย์แคนาดาครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาจริยธรรมเท่านั้น แต่เป็นการมองการณ์ไกลไปถึงระบบบริการของบุคลากรทางสาธารณสุขทั่วทั้งหมด ที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม เข้าถึงและเสมอภาค

ตำรวจไทยจะเคยได้อ่านข่าวสารเรื่องนี้บ้างหรือไม่ ถ้าได้อ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร

ทำไมผู้คนทางการแพทย์กว่า 700 คน ถึงมีจิตหนึ่งใจเดียวกันไม่ต้องการให้ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ถ้าไม่ใช่สายตาที่ยาวไกลของแพทย์เหล่านั้น ที่ไปพ้นจากความเห็นแก่ตัว มองไปสู่ระบบสาธารณสุขที่ควรอวยประโยชน์ได้ดียิ่งกว่านี้

นานๆ จะมีการประท้วงที่เป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจอันสวยงามยิ่งนัก


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

รถประจำทางสาย 44

20170827_bus

นักฝึกอบรมอย่างผู้เขียนชอบใช้เครื่องทุ่นแรง ที่มักจะมีผลทรงอานุภาพมากกว่าการบรรยาย      (Lecture) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเสียมากกว่า

เครื่องมืออย่างหนึ่งคือเปิดคลิพวิดีโอหนังสั้น

หนังเรื่องหนึ่งความยาว 11 นาที เป็นหนังจีนที่สร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของเรื่องจริง ฉายภาพรถประจำทางที่เป็นรถโดยสารระหว่างเมือง มีสาวหน้าตาดูดีเป็นโชเฟอร์ หนังแพนกล้องให้เห็นผู้โดยสารผู้ใหญ่ชายหญิงวัยกลางคนนั่งในรถราว 15 คน

หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งโบกรถขอขึ้นโดยสาร เจ้าหนุ่มทักทายโชเฟอร์แล้วไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ รถแล่นไปอีกสักพัก  มีชายสองคนโบกรถ พอขึ้นมาบนรถ คนหนึ่งควักมีดออกมาจ่อพร้อมส่งเสียงดังให้ทุกคนในรถควักเงินใส่กระเป๋าที่ชายอีกคนหนึ่งเดินถือกระเป๋ารับเงินของผู้โดยสารทีละคน  ผู้โดยสารชราคนหนึ่งอิดเอี้อน ตัวลูกพี่ที่ถือมีดตรงรี่เข้าไปตบปากแล้วชกหน้าจนเลือดกลบปากเป็นการสั่งสอนที่บังอาจขัดขืน และแล้วชายชราคนนั้นจำต้องควักเงินใส่กระเป๋าให้คนร้าย

พอได้เงินจากผู้โดยสารทุกคนแล้ว คนร้ายรีบลงจากรถ แต่ตัวลูกพี่เห็นโชเฟอร์หน้าตาดี เกิดตัณหา จึงฉุดกระชากเธอลงจากรถ โชเฟอร์แข็งขืนก็โดนตบแล้วถูกฉุดลากไปที่หลังกอหญ้าที่ห่างออกไป ผู้ร้ายอีกคนถือมีดคอยระวังหลัง

หนุ่มหน้ามนคนนั้นทนไม่ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาลุกจากเก้าอี้เดินไปที่บันไดรถ หันมามอง     ผู้โดยสารทั้งหมด แล้วพูดขึ้นว่า

“ ทำไมนั่งเงียบกันไปหมด ”

ชายหนุ่มกึ่งวิ่งกึ่งเดินลงไปหวังจะช่วยโชเฟอร์สาว เมื่อเข้าปะทะกัน ก็ถูกคนร้ายเอามีดปาดที่หัวเข่าเลือดไหลอาบทรุดอยู่ตรงข้างทาง ขณะที่ลูกพี่อีกคนกำลังข่มขืนโชเฟอร์สาวอยู่ที่หลังกอหญ้า โดยกล้องฉายภาพให้เห็นว่าผู้โดยสารบนรถลุกขึ้นชะโงกดูเหตุการณ์อยู่บนรถนั้นเอง  พอเสร็จกิจ คนร้ายทั้งสองหิ้วกระเป๋าเดินหายเข้าไปในป่ารก

โชเฟอร์สาวลุกขึ้นยืนใส่กางเกงให้เข้าที่ เดินโซเซผ่านเจ้าหนุ่มที่นั่งกุมบาดแผลอย่างไม่ไยดีอะไร เธอขึ้นมาบนรถ กวาดสายตามองไปที่ผู้โดยสารทั้งหมดด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดรวดร้าว แล้วเข้าไปนั่งที่นั่งตนเอง ซบหน้าลง แล้วเงยขึ้นมองเห็นตุ๊กตาหมาหน้ารถที่ผงกหัวให้

ขณะที่จะเข้าเกียร์เตรียมออกรถ เจ้าหนุ่มที่บาดเจ็บเดินมาตรงหน้าบันไดรถแล้วพูดขึ้นว่า

“ คุณเป็นอะไรไหม ผมขอโทษด้วยที่ช่วยคุณไม่ได้ ”

“ ออกไป ฉันบอกให้ออกไป ” โชเฟอร์พูดเสียงดัง แล้วกดปุ่มปิดประตูรถใส่หน้าหนุ่มคนนั้น

“ ทำไมล่ะ ผมเป็นคนเดียวนะที่พยายามจะช่วยคุณ ” เจ้าหนุ่มส่งเสียงบอก

โชเฟอร์สาวไม่ฟัง หยิบกระเป๋าหิ้วของเจ้าหนุ่มโยนออกมาทางหน้าต่างให้หนุ่มคนนั้น แล้วเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งบึ่งรถออกไป ทิ้งให้หนุ่มคนนั้นยืนเศร้าและงุนงงอยู่ตรงนั้น

เมื่อฉายคลิพหนังถึงตรงนี้ ผมจะหยุดภาพชั่วคราว แล้วถามผู้เรียนว่า

“ ฉากต่อไปคืออะไร ใครอาสาตอบได้บ้าง”

ผู้เรียนในห้องมีคำตอบต่างๆกัน

“ โชเฟอร์คงมีแผนอะไรในใจ ”

“ น่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายกับผู้โดยสารทั้งคันรถ ”

“ โชเฟอร์ต้องการไว้ชีวิตหนุ่มคนนั้น”

เมื่อเปิดคลิพหนังต่อไป ได้พบว่าหนุ่มคนนั้นโบกรถจี๊บอีกคันหนึ่งขอโดยสารไปด้วย สักครู่มีรถตำรวจสีขาวแซงหน้าขึ้นไป พอไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุที่รถตำรวจจอดอยู่ รถจี๊บหยุดดูเหตุการณ์ หนุ่มคนนั้น

เดินลงมาจากรถเห็นตำรวจซึ่งลงไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ  เดินขึ้นมาแล้วรายงานกับหัวหน้าเสียงดังฟังชัดว่า

“ ยืนยันได้ว่า รถโดยสาร สาย 44 ตกเหว ผู้โดยสารทั้งคันรถรวมทั้งโชเฟอร์ เสียชีวิตทั้งหมด ”

กล้องฉายภาพใบหน้าหนุ่มคนนั้น มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น แสดงความเข้าใจในเหตุการณ์ว่า โชเฟอร์พาผู้โดยสารทั้งคันรถรวมทั้งตัวเธอไปจบชีวิตพร้อมๆกัน ณ จุดเกิดเหตุ

ฉากระทึกใจตั้งแต่ต้นจนจบ ในฐานะวิทยากร จึงตั้งคำถามกว้างๆว่า

“ คุณคิดอย่างไร กับผู้โดยสารทั้งคันรถที่วางเฉย

คุณคิดอย่างไรกับหนุ่มคนนั้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของโชเฟอร์ที่ตัดสินใจเช่นนั้น ”

คำตอบจากผู้เรียน ได้มุมที่ตรงกันว่า ผู้โดยสารทั้งคันรถแล้งน้ำใจ และขี้ขลาด กลัวคนเพียง 2 คนที่มีมีดเล็กๆเพียงด้ามเดียว หากใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจ ตะโกนเสียงดังลั่นขึ้นมาในรถว่า

“ เฮ้ย ! พวกเรามากกว่า รุมกระทืบมันเดี๋ยวนี้ ”

แล้วคว้ากระเป๋าหรืออุปกรณ์อะไรอื่น ที่อยู่ใกล้มือเข้าไปรุมตีรุมต่อย ก็น่าจะเอาอยู่ได้ หรือแม้แต่จังหวะที่ผู้ร้ายลากโชเฟอร์ไป หากทุกคนพากันลงไปช่วยด้วยการคว้าก้อนอิฐ คว้าไม้ คว้าอะไรแทนอาวุธไปไล่ตีแบบ 15 รุม 2 อย่างนี้ เจ้าสองคนร้ายจะเหลืออะไร แต่เมื่อทุกคนวางเฉยจึงเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้น

ในฐานะวิทยากร จึงสรุปให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่า จำนวนคนที่มากกว่า ใช่ว่าจะได้รับชัยชนะเสมอไป ถ้าทุกคนขลาดกลัว ไม่กล้าลงมือทำ ไม่มีคนตัดสินใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลที่พึงปรารถนาก็เกิดขึ้นไม่ได้

ความกล้าหาญในการตัดสินใจลงมือกระทำในสิ่งที่ควรทำ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดผล 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

กระบวนกรรมเป็นธรรมเสมอ

20170612_justice

ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับอาวุธสงครามได้ 2 ราย เป็นการจับได้โดยบังเอิญทั้งสองราย

รายแรก เกิดจาก ตำรวจ สน.บางเขน ได้รับแจ้งจากศูนย์บริการส่งสินค้า เคอรี่ เอกซ์เพรส ว่าพบกล่องพัสดุบรรจุวัตถุคล้ายระเบิด ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบและพบว่า เป็นระเบิดลูกเกลี้ยง M67 สภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่ภายในกล่องพัสดุ เมื่อมีการขยายผลได้พบความจริงว่า ทหารยศสิบโทที่ถูกจับได้ขายอาวุธผ่านไลน์และเฟสบุ๊คแล้วไม่ต่ำกว่า 22 ครั้ง

เหตุที่จับได้เพราะคนส่งและคนรับพัสดุไปรษณีย์ ประสานงานกันไม่ดี ทำให้ระเบิด M67 ไปหลงอยู่กลางทางที่เคอรี่ เอกซ์เพรส สาขาบางเขน กลายเป็นเหตุให้มีการแจ้งเหตุ

งานนี้มีการควบคุมตัวทหารและพลเรือนเพิ่มขึ้นอีก 20 คน

รายที่สอง เป็นการขนอาวุธ ด้วยรถกระบะอีซูซุ 4 ประตูสีดำ หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 1510 เสียหลักพลิกคว่ำตกข้างถนนสุขุมวิท ที่ ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ ก็ตกใจเพราะพบอาวุธสงครามถึง 14 รายการทั้งปืนและระเบิด ตำรวจจับกุมทหารอากาศสังกัดกองบิน 2 ลพบุรี เป็นผู้ขับขี่รถ และยังพบเจ้าหน้าที่ ตม. ของกัมพูชา ขับรถยนต์เรนจ์โรเวอร์เป็น
ผู้ร่วมขบวนอีกด้วย

ถามว่า รายแรก หากพัสดุกล่องนั้นส่งถึงมือผู้รับตามจ่าหน้า ก็จะไม่มีการแจ้งเหตุใช่หรือไม่

ถามว่า รายที่สอง ถ้ารถยนต์ไม่เสียหลักไถลลงข้างทาง รถขนอาวุธสงครามก็จะรอดสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจใช่หรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นก็รอดพ้นการตรวจจับมาหลายหนแล้ว เนื่องจากตรากงจักรปลอมที่เอามาแทนทะเบียนรถ 2 กรณีนี้

อาจถอดบทเรียนได้ว่าคนเลวทำความเลวต่อเนื่องเพราะเชื่อว่า จะสามารถปิดลับได้ตลอดเวลาที่ทำ

ความลับของพฤติกรรมเลวร้าย ใช่ว่าจะเป็นความลับได้ตลอดไป

พฤติกรรมเลวร้าย มักมีเหตุปัจจัยให้ความลับแตกได้โดยไม่ตั้งใจของคนทำ

กระบวนกรรมมีความเป็นธรรมเสมอต่อคนที่ทำ ใครทำก็ต้องรับผลนั้นไว้ด้วยตนเอง


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

มนุษยธรรมภาคปฏิบัติ

20170402_humanity

ในยุคที่ฮิตเล่อร์เรืองอำนาจ และสังหารคนยิวไปหลายล้านคนนั้น เราได้ยินชื่อชินด์เลอร์ ผู้ซึ่งทำทีเป็นตั้งโรงงานผลิตข้าวของเครื่องใช้ป้อนให้กองทหารนาซี โดยเอาชาวยิวมาเป็นคนงาน โดยการอำพรางเป้าหมายแท้จริงที่ต้องการรักษาชีวิตของคนยิวเหล่านั้นไว้อย่างเป็นผลสำเร็จ

ในอีกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ของปี 1939 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นเอง ชายชาวอังกฤษ ชื่อ นิโคลาส วินตัน (Nicholas Winton) ได้สร้างวีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องบันทึกไว้

นิโคลาส วินตัน เอาชีวิตของตนเองเข้าแลกด้วยการช่วยเด็กชาวยิว 669 คน โดยหาทางป้องกันเด็กทั้งหมดให้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ระหว่างที่เด็กจำนวนนี้ถูกลำเลียงออกจากเชคโกสโลวาเกีย และทำได้เป็นผลสำเร็จ

นิโคลาส วินตัน ไม่เคยบอกใครเลยถึงวีรกรรมของเขา จนกระทั่งอีก 50 ปีต่อมา ภรรยาของเขาพบสมุดบันทึกเล่มใหญ่ภายในบ้าน ซึ่งในนั้นมีทั้งชื่อ นามสกุล และภาพถ่ายของเด็ก 669 คนนั้น

ในปี 1988 นิโคลาส วินตัน ปรากฏตัว ในรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ชื่อรายการว่า “นี่แหละชีวิต”(That ‘s life) โดยเขาได้รับเชิญพร้อมกับภรรยาให้เป็นผู้ชมรายการในห้องส่งออกอากาศ พิธีกรได้ประกาศวีรกรรมของเขา โดยเขาไม่รู้เลยว่าผู้ชมรายการในห้องส่งแถวที่นั่งถัดจากเขาไปจำนวนหลายร้อยคน ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เป็นหนี้บุญคุณรอดชีวิตได้เพราะความกล้าหาญและความเสียสละของเขา

ลองนึกภาพดูเถิดว่า ระหว่างคนๆหนึ่งที่ช่วยชีวิตกับคนหลายร้อยคนที่รอดชีวิตได้มาพบกันโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า จะเป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างไร

จะมีใครสักกี่คนที่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความปิติไว้ได้ นี่คือความงดงามของมนุษยธรรมภาคปฏิบัติ


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES