ที่พูดนั้นไม่ใช่ ที่ใช่คือที่ทำ

20180413_notwhatyousay

มีใครบ้างที่เชื่อว่า คุณทักษิณ ชินวัตร  ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่แทรกแซง ไม่มีอิทธิพลเหนือพรรคเพื่อไทยตามที่เจ้าตัวประกาศ

มีใครบ้างที่เชื่อว่า นาฬิกาหรู 25 เรือนนั้น เจ้าตัว “ ยืมเพื่อน ” มาใส่

มีใครบ้างที่เชื่อว่า เจ้าสัวบริษัทก่อสร้างใหญ่เข้าไปที่ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกเพื่อไปทัศนศึกษาไม่ใช่ไปล่าสัตว์

มีใครบ้างที่เชื่อว่า อดีต ผบ.ตร. ยืมเงินเจ้าของ วิคตอเรีย ซีเครท โดยไม่รู้ว่าผู้ให้ยืมได้เงินมาจากไหน

มีใครบ้างที่เชื่อว่า ตำแหน่งสำคัญของวงการตำรวจ เช่นตำแหน่งผู้กำกับ  ตำแหน่งผู้บังคับการจังหวัด คนที่ครองตำแหน่งล้วนแล้วแต่ได้รับตำแหน่งมาด้วยคุณธรรม ความสามารถ ไม่ใช่ได้มาด้วยการวิ่งเต้นจ่ายเงินมากน้อยตามลำดับความสำคัญของตำแหน่ง

มีข้อคิดว่า “ สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง  สิ่งที่พูดนั้น ไม่ใช่ ”

ผู้คนรับรู้ว่า บรรดาอดีต ส.ส.  อดีตกรรมการพรรคเพื่อไทยบินไปหา นักโทษหนีอาญาแผ่นดินกันขวักไขว่ ทั้งที่ดูไบ ที่ฮ่องกง ที่สิงคโปร์  ที่จีน พวกเขาไปทำอะไรกัน ไปเพื่อเสนอนายให้รู้ว่า “ ผมยังอยู่กับนายนะ ”  ไปเพื่อบอกกล่าวว่า “ อย่าทิ้งผมนะ ”  ไปเพื่อจะสอบถามว่า “ ตกลงท่านจะให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคกันแน่ ”  ไปเพื่อให้คนเป็นนายรับรู้ว่า “ ผมไม่ได้หนีไปไหน ”  ไปเพื่อขอฟังการชี้แนะว่า “ พรรคเราจะเดินหน้าต่อไปยังไงดี ”  ไปเพื่อที่จะประเมินว่าท่อน้ำเลี้ยงยังมีอยู่   และน้ำจะไหลลื่นหรือไหลกะปริด- กะปรอย จะมีใครสักคนไหมที่ไปเพื่อบอกว่า “ ท่านครับ  ป๋าเหนาะฝันว่าท่านจะได้กลับประเทศไทย ดังนั้นทำความฝันของป๋าเหนาะ ให้เป็นจริงเสียทีเถอะ คือกลับเมืองไทยไปรับอาญาแผ่นดินตามคำพิพากษาของศาล ”

ผู้คนรับรู้ว่า คนระดับรองนายกรัฐมนตรีสวมใส่นาฬิกาหรู 25 เรือน แต่ไม่เชื่อว่ายืมเพื่อนมาใส่ เพราะคนระดับนี้จะอับจนถึงขนาดต้องยืมนาฬิกาเพื่อนเชียวหรือ  ยืมเพื่อนสักเรือนสองเรือนยังพออนุโลม แต่ยืมถึง 25 เรือนนี่สุดจะรับได้ แถมบอกว่าเพื่อนที่ให้ยืมตายไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้ข้ออ้างเรื่องการยืมเพื่อนกลายเป็นเรื่องเชื่อไม่ได้

ผู้คนรับรู้ว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไปจับได้คาหนังคาเขา ทั้งซากเสือดำ ซากไก่ฟ้า อาวุธ กระสุน และเครื่องครัวเพื่อปรุงอาหาร ต่อให้เจ้าตัวอมพระทั้งวัดมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่า “ เข้าป่าเพื่อไปทัศนศึกษา ”

แม้เรื่องตำแหน่งสำคัญในวงการตำรวจที่ซื้อขายกันโจ๋งครึ่มตำแหน่งละ 20-50 ล้านบาท แถมยังต้องจ่ายเป็นรายเดือนอีกมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อันเป็นแหล่งโลกีย์ทั้งหลาย  เช่น บางรัก ห้วยขวาง สุทธิสาร พัทยา เป็นต้น

ความจริงกับวาทกรรม จึงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

คนที่ทำผิดพลาดนั้น ขณะที่ทำเขาคิดว่าคนอื่นไม่รู้ จึงกล้าทำ  ครั้นพอมีคนจับได้ไล่ทัน เขาจะปฏิเสธ ด้วยการเฉไฉไปทางอื่น หากพยานแวดล้อมยืนยัน เขาก็จะรับบางส่วน เพื่อไม่ต้องรับโทษเต็มๆ  ถ้ามีกำลังทางการเงินเพียงพอ เขาอาจปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แล้วเอาตัวเองไปไกลให้พ้นเงื้อมมือของกฎหมาย

โชคดีที่เมืองไทยวันนี้  มีการสื่อสารผ่านมือถือ ที่สามารถเอกซเรย์พฤติกรรมบุคคลได้ด้วยการถ่ายรูป  บันทึกเสียง เผยแพร่ได้ฉับพลัน ทำให้วาทกรรมแก้ตัวทั้งหลาย ไม่มีคนเชื่อ

มีบทเรียนมากต่อมาก ที่ชี้ให้เห็นว่า “ มาตรฐานแต่เพียงประการเดียวที่จะวัดความเป็นจริงได้ คือการปฏิบัติไม่ใช่การพูด

ถึงกระนั้นก็ยังมีวาทกรรมโกหกหลอกลวงปลิ้นปล้อนปรากฏให้เห็นมากมายจนกลายเป็นความคุ้นชินอย่างหนึ่งของสังคมไทย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ยกระดับวาทกรรม  ให้เป็นการกระทำ

20180304_words

โลกใบนี้ฟุ้งเฟ้อไปด้วยวาทกรรมนานา ยิ่งคนแต่ละคนเป็นผู้ครอบครองเครื่องมือสื่อสารด้วยตนเอง คือหน้าจอไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟน ก็ยิ่งสะดวกได้  สบายดี  ในการสื่อสารผ่านจอด้วยวาทกรรมที่แล้วแต่จะเสกสรรขึ้น

ในหน่วยงานราชการ เราอาจได้ยินเสียงก่นด่าผู้บริหารที่กินสินบาทคาดสินบน กินไม่รู้จักพอ โกงไม่รู้จักอิ่ม

ในวงการกาแฟ เราอาจได้ฟังคนสบถคำด่านักการเมือง หรือผู้ปกครองประเทศอย่างเมามันในอารมณ์ว่าปลิ้นปล้อนหลอกลวง หรือทุจริตมโหฬาร

ในหน้าจอไฟฟ้า เราได้เห็นถ้อยคำและข้อความในเฟสบุ๊ค ในไลน์ หรือในอินสตาแกรมที่เอ่ยประนามความสามานย์ของใครต่อใครเต็มไปหมด

แต่แล้วคำพูด หรือวาทกรรมต่างๆ ที่เห็นผ่านตา ได้ยินผ่านหู แล้วลอยหายไปในอากาศโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เห็นก็มีแต่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้ปลดปล่อย ผู้อ่านหรือผู้ฟังได้ผสมโรงหรือได้ความสะใจ

สังคมส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ คือดีแต่กล้าพูดไม่ค่อยมีคนกล้าทำ ด้วยเหตุนี้หรือมิใช่ที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งวาทกรรมที่กระจายฟุ้งไปทั่ว

เมื่อเด็กสาวเล็กๆสองคนเห็นความฉ้อฉลอยู่ตำตา เธอไม่หยุดอยู่แค่วาทกรรม แต่ได้ยกระดับจาก วาทกรรมเป็นการกระทำ จึงกลายเป็นจารึกประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนราชการไทยทั้งระบบ

ในฐานะนิสิตนักศึกษาฝึกงาน จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม น้องแบม หรือ น.ส. ปณิดา ยศปัญญา  อายุ 23 ปี และ น.ส. ณัฐกานต์  หมื่นพล ขณะไปฝึกงานโดยไม่มีเงินเดือน ที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่จังหวัดขอนแก่นในหน้าที่พัฒนาชุมชน เธอทั้งสองถูกสั่งให้ปลอมแปลงเอกสารข้อมูลสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยเอกสารผู้ติดเชื้อ โดยให้คัดลอกและลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินมากกว่า 2,000 ชุด รวมเป็นจำนวนเงินมากกว่า 6.9 ล้านบาท

หากเด็กสาวทั้งสองจะคล้อยตามคำสั่ง เธอก็อาจจะทำพอให้ผ่านพ้นไป แล้วเรื่องก็จะเงียบหายไปกับสายลมเหมือนที่เคยทำกันมา หากเธอทั้งสองจะบ่นจะนินทานายลับหลัง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งๆที่เป็นเด็กฝึกงาน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีฐานะใดๆ ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีใครหนุนหลัง แต่ด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อเงินของแผ่นดิน ต่อชะตากรรมคนยากคนจนที่ไร้ที่พึ่ง เธอทั้งสองเลือกเอาการลงมือทำเป็นแนวทางของเธอ

เพื่อความถูกต้อง และเป็นความรอบคอบของเธอเอง เธอปรึกษาพ่อแม่ ญาติพี่น้องก่อนที่จะทำเรื่องร้องเรียนต่อ คสช. และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงข้อมูลและพฤติกรรมฉ้อฉลของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น

จุดตั้งต้นเล็กๆ ตรงนี้ ขยายผลไปสู่การตรวจสอบศูนย์ไร้ที่พึ่งกว่า 30 จังหวัด ได้พบพฤติกรรม   ทำนองเดียวกัน และมีผลถึงขนาดรัฐบาลมีคำสั่งโยกย้ายปลัดและรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.)   ปรากฏเป็นข่าวสั่นสะเทือนราชการทั้งกระทรวง

“ ตอนที่ตัดสินใจว่าต้องร้องเรียน คือคิดถึงอนาคตของตัวเอง คิดถึงประชาชน 2,000 คนที่เรากรอกเอกสารเป็นลายมือเรา เรารู้สึกผิดถ้าเราเมินเฉย สิ่งที่คุณทำเพื่อประชาชนมันก็เสียเปล่า แล้วประชาชนจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ จริงอยู่ที่ระบบมีปัญหา แต่มันอยุ่ที่ตัวเราเองมากกว่าที่จะเลือกทำในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ”        

                                                                               ( สัมภาษณ์  ปณิดา  ยศปัญญา / The Standard )

นี่คือความกล้าหาญทางจริยธรรมของเด็กเล็กๆเพียงหนึ่งหรือสองคนที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว แทนการพูด การบ่น การก่นด่า คือการลงมือทำ ด้วยการเปิดเผยและร้องเรียน ในที่สุดสังคม ต่างขานรับในทางบวกทั่วทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน เป็นการประจานระบบราชการไทยที่เปิดช่องให้แก่การทำมาหากินจากเงินภาษีของประชาชน และเบียดบังเงินพึงได้ของคนจนอย่างไร้ยางอาย

ในที่นี้ยังมีแง่คิดน่าสนใจอีกว่า “ ระบบมีปัญหา แต่อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่าที่จะเลือกทำ ”

แปลว่า ระบบมันมีของมันอย่างนั้น จะดีจะชั่วมันก็คงมีอยู่ แล้วทำไมคนเราจะต้องไปจำนนต่อระบบ ถ้าเด็กสองคน ยอมแพ้ต่อระบบด้วยการวางเฉย เรื่องราวจะขยายผลถึงวันนี้ได้อย่างไร

คุณวิเชียร  ชิณวงษ์  เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ไม่นิ่งเฉยต่อพฤติกรรมล่าสัตว์ของพรานบรรดาศักดิ์ หากแต่ได้นำกำลังเข้าไปตักเตือนนายพรานให้ออกจากพื้นที่หวงห้าม แต่เมื่อแข็งขืน จึงลงมือจับกุม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ทำให้ตื่นตัวกันทั้งประเทศในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า

คุณอาทิวราห์  คงมาลัย  หรือตูน บอดี้สแลม ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพียงบอกว่า “ ก้าวคนละก้าว จากเบตงถึงแม่สาย ช่วย 11 โรงพยาบาล ” แล้วออกเหงื่อออกแรงด้วยกำลังขากำลังแขนและกำลังแรงทั้งหมดของตนเองกลายเป็นวีรกรรมที่จับจิตจับใจผู้คนทั้งประเทศ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าใครๆ ที่ส่งเสียง วิพากย์วิจารณ์ในทางลบ

ใช่หรือไม่ว่า สังคมไทยวันนี้ เป็นทะเลแห่งวาทกรรมที่ว่างเปล่า เป็นลมฟ้าอากาศที่เต็มไปด้วย    คำประนาม พร่ำบ่น เต็มไปหมด

ถ้าไม่มีการตัดสินใจของเด็กสาวทั้งสองคนที่ลงมือทำเรื่องร้องเรียน ถ้าไม่มีการตัดสินใจของคุณวิเชียร ชิณวงษ์ ที่พาคณะเข้าไปจับกุมพรานล่าเสือดำ ถ้าไม่มีการตัดสินใจของตูน บอดี้สแลม ที่จะลงวิ่งบนถนนตามโครงการก้าวคนละก้าว ไฉนจะได้เห็นผลพวงแห่งความกล้าหาญทางจริยธรรมอันยิ่งใหญ่

สิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างแท้จริงไม่ใช่วาทกรรม แต่คือการลงมือกระทำด้วยเหงื่อแรงอย่างแท้จริง

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ผู้เขียนบทความนี้ก็นับเนื่องเป็นหนึ่งอยู่ในบรรดาผู้ผลิตวาทกรรมนั้นด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เหมือนบังเอิญ แต่ไม่ใช่ความบังเอิญ

20180219_coincident

บังเอิญคนเป็นรองนายกรัฐมนตรีไปนั่งเข้าแถวถ่ายรูปหมู่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล แล้วยกแขนขึ้นบังแสงแดดที่ส่องตา  ทำให้สื่อมวลชนจับภาพนาฬิกาข้อมือยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ เลิศหรูราคาเรือนล้าน และแล้วนาฬิกาหรูอีก 24 เรือนถูกสื่อมวลชนขุดคุ้ยออกมา โดยพบว่า ไม่มีการแจ้งรายงานทรัพย์สินนี้กับ ป.ป.ช.  มีคำชี้แจงออกมาว่าเป็น “ นาฬิกายืมเพื่อน ”  กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวไปทั่วโลก    ว่าคนระดับรองนายกรัฐมนตรี มีความขัดสนถึงขนาดต้องยืมนาฬิกาเพื่อนใส่เชียวหรือ

บังเอิญคนที่เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปสัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ และเปิดเผยว่า “ อาชีพหลักคือเล่นหุ้น ส่วนงานตำรวจเป็นไซด์ไลน์ ” แถมเจ้าตัวก็สารภาพด้วยว่าได้ยืมเงินเสี่ยเจ้าของวิคตอเรีย ซีเครท เป็นเงินถึง 300 ล้านบาท  เสี่ยคนนั้นเพิ่งถูกหมายจับคดีค้ามนุษย์และค้าประเวณี ซึ่งขณะนี้ยังหาตัวไม่พบ

บังเอิญนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และพวกพร้อมพาหนะปืนและเครื่องกระสุนล่าสัตว์  เข้าไปกางเต้นท์อย่างมีเลศนัย ณ บริเวณ ผืนป่าตะวันตกของทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมีสัตว์ป่าชุกชุมและเป็นเขตหวงห้าม แม้เจ้าหน้าที่จะขอร้องให้ออกไป  พวกเขาไม่ยอมออก บังเอิญมีการจับกุมและค้นพบหนังและซากเสือดำแล่สดพร้อมกับซุปหางเสือดำ อาหารปรุงพิสดาร  บังเอิญเจ้าตัวให้การว่าเข้าไปศึกษาธรรมชาติ  โดยที่พยานวัตถุและพยานแวดล้อมยืนยันพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำให้การของเขา

ดูเหมือนเหตุการณ์ทั้งสามของสามบุคคล จะเป็นเหตุการณ์บังเอิญ บังเอิญยกแขนขึ้นบังแดด บังเอิญให้สัมภาษณ์สปริงนิวส์  บังเอิญเข้าไปในเขตหวงห้าม  บังเอิญมีการตรวจจับ  บังเอิญสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าว จึงกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่บุคคลทั้งสามตกที่นั่งจำเลยของสังคม

ใช่หรือเปล่าว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของความบังเอิญ

บังเอิญ หมายถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่มีโอกาสน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน  แต่มันก็เกิดขึ้น เป็นความประจวบเหมาะของบุคคล  เวลา สถานที่และสิ่งแวดล้อมที่มาบรรจบกันโดยปราศจากการนัดหมาย

นี่เป็นแง่มุมหนึ่ง ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งนั้น น่าคิดหรือไม่ว่า หากไม่เกิดเรื่องบังเอิญดังกล่าวแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ประสบชะตากรรมดังที่ปรากฏกระนั้นหรือ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แปลว่าผลแห่งกรรมจะไม่ตอบสนองผู้กระทำ หากไม่มีเรื่องบังเอิญ

หลักกฎหมายและหลักพุทธศาสนามีสาระสำคัญตรงกันประการหนึ่งว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”คือการกระทำนั่นเอง จะสะท้อนให้เห็นว่าผู้กระทำต้องการให้เกิดผลประการใด ใช่หรือไม่ว่า ต้องการจะล่าสัตว์ จึงมีเครื่องมือล่าสัตว์ และมีพฤติกรรมอดีตบ่งบอก  ใช่หรือไม่ว่า ต้องการจะปกปิดทรัพย์สิน จึงทำให้คนเข้าใจไปว่ายืมทรัพย์สินเพื่อนมาใช้ ใช่หรือไม่ว่า ไม่ต้องการประกาศให้รู้ว่ามีทรัพย์สินหมุนเวียนจำนวนมาก จึงบอกว่ายืมเพื่อนมา ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นวิจารณญาณของแต่ละคน

พุทธศาสนายังสอนอีกว่า “ ใครทำกรรมใด ย่อมต้องรับผลกรรมนั้นด้วยตนเอง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้ ”

จึงน่าจะคิดต่อเนื่องไปอีกว่า ความบังเอิญที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่แขกที่มาบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  แต่มันเป็นเรื่องของกระบวนกรรมที่ทำหน้าที่ของมันตามกฏเกณฑ์ธรรมชาติที่ใครทำกรรมใดก็รับผลกรรมนั้นเอง มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงของใครว่าจะกำหนดให้เกิดหรือไม่ให้เกิดได้ เมื่อกระบวนกรรมทำหน้าที่จึงทำให้เกิดความประจวบเหมาะของบุคคล  เวลา  สถานที่และสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกว่า  “ เหมือนบังเอิญ แต่ไม่ใช่ความบังเอิญ ”


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไทยนิยมยั่งยืน  :  ก่อนอื่นต้องปรับแนวคิดของทางการ

20180210_sustainablethai

การลงพื้นที่ปฏิบัติการของทางการ ตามแนวทาง คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นแกนหลัก จะเป็นการปูพรมลงในทุกตำบลทุกหมู่บ้าน รวม 7,463 ตำบล 81,084 หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561  ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยมีข้าราชการสายมหาดไทย สายความมั่นคง และอื่นๆมารวมกัน เพื่อรับฟังแนวทางจากรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

โครงการปูพรมเต็มแผ่นดินนี้ จะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องดูกันต่อไป

แต่ตามเอกสารเผยแพร่ที่ออกมา รัฐบาลมุ่งเน้นที่จะอาศัยกลไกมหาดไทยไป “ ถ่ายทอด ” แนวทาง  9 ประการ ตามภารกิจที่วางไว้  เช่น สอนให้ชาวบ้านรู้การผูกใจไทย ให้รู้สิทธิหน้าที่ ให้รู้จักประชาธิปไตย ให้รู้เทคโนโลยี  ให้รู้การแก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ  โดยจะมีการเลือกสรรวิทยากร จังหวัดละ 6 คน ไปเป็นคนขับเคลื่อน เพื่อถ่ายทอด “ งานขับเคลื่อนการพัฒนาตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนในระดับพื้นที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อ 16  มค. 2561

เมื่อสำรวจดูแนวคิดและวิธีการของโครงการนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเพลง ผู้ใหญ่ลี ที่มีเนื้อหา

“ พ.ศ. 2504  ผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม  มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี…………………. ทางการเขาสั่งมาว่า  ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร …………………………..”

นั่นเป็นปรากฏการณ์ เมื่อ 57  ปีล่วงมาแล้ว ตามเอกสารของโครงการนี้ ใช้คำว่า “ การถ่ายทอด ” และใช้คำว่า “ การปรับแนวคิด (Mindset) ” สะท้อนให้เห็นว่า ทางการเป็นผู้รู้มากกว่า เป็นผู้ฉลาดกว่า ชาวบ้านจึงอยู่ในฐานะที่ต้องเรียนรู้และเชื่อฟังทางการ

มีกรณีศึกษาที่ น่าสนใจครั้งหนึ่งว่า ไม่กี่ปีมานี้  กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไปประชุมบุคลากรสาธารณสุขที่ อ.อุ้มผาง  จ.ตาก  เป็นพื้นที่ซึ่งมีชนเผ่าหรือชาวเขาปะกากะยอ และ เผ่าอื่นๆ อยู่อาศัยกว่า 80 %   แล้วไปกำหนดให้โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขที่นั่น ดำเนินการตามเป้าหมายว่า ทั่วทั้งอำเภอจะต้องดำเนินการ “ ลดเด็กอ้วน ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 10 % ”

ชาวบ้านพากันงุนงงว่าจะทำอย่างไร เพราะที่ อ.อุ้มผาง  มีแต่เด็กผอม เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ซึ่งเด็กๆขาดสารอาหาร

นี่คือตัวอย่างความเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ของทางการ

ในความเป็นจริง เป็นหลักที่เข้าใจได้โดยง่ายว่าคนที่อยู่กับประสบการณ์ตรงนั่นเอง เป็นคนรู้ดีที่สุด ในตำบลในหมู่บ้าน คนนอกจะรู้กว่าชาวบ้านได้อย่างไรว่า ยาเสพติดแพร่ระบาดจากบ้านหลังไหน ใครในหมู่บ้าน หรือมาจากนอกหมู่บ้านที่มารุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  ใครเป็นเจ้าของบ่อนการพนัน ใครทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ปลาในทะเล  โรงงานไหนปล่อยมลพิษทางน้ำลงในลำรางสาธารณะ ฯลฯ  

ดังนั้น แทนที่ทางการจะเป็นผู้ไปปรับแนวคิดชาวบ้าน ทางการนั่นเองต้องปรับแนวคิดตัวเองก่อนว่าโครงการนี้นั้น

  1. แทนการ “วางตัวเหนือชาวบ้าน” ด้วยการ “ เคารพชาวบ้าน” ในฐานะเขาเป็นเจ้าของปัญหาที่แท้จริง เพราะเขาอยู่กับการทำมาหากิน อยู่กับดิน น้ำ ป่า อยู่กับมลพิษ น้ำเสีย อากาศเสีย อยู่กับพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำ  อยู่กับสารเคมีในพืชและสัตว์เลี้ยง เขาอยู่กับความเป็นจริงมาชั่วนาตาปี    
  2. จากเหตุผลในข้อ 1 คนของทางการ หรือฝ่ายปกครอง  รวมทั้งวิทยากรทั้งปวง จึงควรต้องเปลี่ยนจาก “ผู้รู้ดี” ไปเป็น “นักเรียนน้อย” แปลว่าต้องลงไปศึกษา ไปรับฟังความเป็นจริงจากชาวบ้านว่า อะไรคือ ปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของชุมชนในตำบลนั้น  ไม่ใช่ไปบอกชาวบ้านว่า “ทางการให้พี่น้องละเลิกยาเสพติด” หรือ “ให้พี่น้องเลิกปลูกมันสำปะหลัง”    
  3. อย่าทำแบบบะหมี่สำเร็จรูป ทางการอย่าไปจัดสำรับ คำตอบหรือทางออก ให้ชาวบ้าน แต่ให้ชาวบ้านเป็นคนคิดและหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีพลัง

ขอเสนอให้เห็นรูปธรรมว่า ทุกพื้นที่ ทุกตำบล  หมู่บ้าน ล้วนแล้วแต่มีปัญหาแตกต่างกันไป ในแต่ละพื้นที่ โมเดลแบบบะหมี่สำเร็จรูป ใช้ไม่ได้กับทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย

วิทยากรของโครงการควรทำหน้าที่ เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ชาวบ้านได้คิดเอง หาทางออกเอง

เช่น เมื่อคัดเลือกหรือหาบุคคลในตำบลที่มีลักษณะเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ เพศ วัย ศาสนา ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสมแล้ว  สมมุติว่ามีตัวแทนได้ 50 คน

การประชุม 50 คนนี้  วิทยากรตั้งประเด็นคำถามว่า

  1. อะไรเป็นปัญหาเดือดร้อนที่สำคัญที่สุด  3 ลำดับแรก (What)
  2. เลือกเพียง 3 ลำดับ ที่สำคัญที่สุดนั้น แล้วให้ที่ประชุมร่วมกันหาสาเหตุว่า “ทำไม” (Why)
  3. แล้วให้ชาวบ้านนั่นเอง ช่วยกันหาคำตอบที่เป็นทางออกของแต่ละปัญหาว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร (How)
  4. ชาวบ้านร่วมกันคิดต่อว่าใคร (Who) จะเป็นคนทำ และทำหรือทำให้สำเร็จเมื่อไร (When)

ส่วนจะแบ่งกลุ่มย่อย หรือจะใช้กระบวนการอย่างไรนั้นไปว่ากันในรายละเอียดได้ ข้อสำคัญต้อง

กลับข้างวิธีการจากบนลงล่าง (Top Down)  เป็นจากล่างขึ้นบน (Bottom Up)

วิธีบนลงล่างนั้น ล้มเหลวมาตั้งแต่ 60 ปี ที่แล้วเป็นต้นมา ระบบ “ประชานิยมล้นเกิน” ของฝ่ายการเมืองยิ่งไปซ้ำเติมให้ชาวบ้าน ถูกปลูกฝังให้ “เป็นผู้รับ” ไม่ได้ “เป็นเจ้าของเนื้องาน

อันที่จริงโครงการนี้เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะ “ สร้างการมีส่วนร่วมการปฏิรูปเชิงพื้นที่ (Area Base Reform ประเทศเต็มแผ่นดิน ” หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวคิด ท่าที และกระบวนการ ดังกล่าว

ทำได้เช่นนี้ เราจะได้ปัญหาและทางออก ของทุกตำบลทั่วประเทศอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง และจะเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนการปฏิรูปที่ทรงคุณค่ายิ่ง นักการเมืองคนไหนที่จะขึ้นมาเป็นตัวแทนในพื้นที่หรือขึ้นไปอยู่ในอำนาจในรัฐบาลก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ในเมื่อข้อยุติของชาวบ้าน 3 ประเด็นปัญหา ในทุกตำบล  เป็นฉันทานุมัติที่มาจากตัวจริงเสียงจริง

ด้วยความปรารถนาดี ขอเสนอแนะว่า บุคคลที่มีศักยภาพยิ่งที่จะช่วยโครงการนี้ได้อย่างมีความหมาย คือ ดร. ลีลาภรณ์  บัวสาย   อ. ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์   ดร.ถวิลวดี บุรีกุล   คุณประชา  เตรัตน์          ดร.สุริชัย  หวันแก้ว   นพ. พลเดช  ปิ่นประทีป   นพ.อำพล จินดาวัฒนะ  บุคคลเหล่านี้มีความจัดเจนในการนำกระบวนการ การมีส่วนร่วมอย่างเป็นจริงและมีประวัติผลงานเป็นผลมาแล้ว

ผลได้อันไพศาล คือการที่ประชาชนทั้งประเทศจะรู้สึกว่าตนเอง คือ ผู้เป็นเจ้าของการปฏิรูป เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียง ผู้ถูกสั่งให้ทำตามทางการ

ถ้าทำได้ตามแนวนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปเชิงพื้นที่ (Area-based Reform) เต็มแผ่นดิน

แต่ถ้ารัฐบาลต้องการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็สุดแต่อัธยาศัย


ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ 9 กพ.61 หน้า 4

 

ไมตรีวิพากย์: 2561 ปีแห่งการท้าทายของ คสช.

20180106_friendlycritic

รัฐบาล คสช. มีอายุเข้าขวบปีที่ 4 แล้ว ท่ามกลางปัญหารุมเร้ารอบด้าน

  1. ปัญหาจะเปลี่ยนผ่านอำนาจการเมืองอย่างไร หนึ่งปีหรือปีเศษที่เหลือ เป็นช่วงแห่งการส่งไม้ผลัดจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง ตามธรรมเนียมประชาธิปไตยนิยมแบบตะวันตก ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นโรดแมบไว้แล้วว่าจะให้มีการเลือกตั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2561

ปัญหาอยู่ที่รัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้ส่งผ่านอำนาจแบบที่ตนเองหลุดไปจากวงจรอำนาจอย่างสิ้นเชิง แต่ได้มีการออกแบบรัฐธรรมนูญและสร้างสภาพเอื้ออวยให้ คสช. ยังคงมีอำนาจทางการเมืองต่อเนื่องไปอีก      แถมนายกเพิ่งประกาศว่า “ ผมไม่ใช่ทหาร…….เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ” ก็ยิ่งเปิดตัวแจ่มชัดว่า พร้อมรบสู่สนามการเมือง  โดยที่กลไกต่างๆ มีความลักลั่นที่จะก่อเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น สมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่มาจากกระบวนการของ คสช. และจากการคัดเลือกกันเองเป็นบางส่วนนั้น แม้จะเป็นมือไม้ที่เป็นนั่งร้านให้แก่นายกคนนอก ตอนลงมติในก๊อกสอง แต่เมื่อกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน หรือกฎหมายอื่นๆ รวมทั้งญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ล้วนต้องอาศัยเสียงจากสภาผู้แทนราษฎรเพียงลำพัง  ส.ว.ไม่มีสิทธิที่จะไปยกมือค้ำจุนนายกรัฐมนตรีได้

ปัญหานี้เรื่องเดียว รัฐบาลก๊อกสองที่มีนายกมาจากคนนอกก็แบกหนักเหลือกำลังแล้ว

จากนี้ไป คสช. ยังจะต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายการเมืองแรงขึ้น อันเนื่องมาจากคำสั่ง ตามมาตรา 44 ให้ปลดล็อคพรรคการเมืองเพียงเสี้ยวเดียว โดยเฉพาะที่ให้สมาชิกพรรคยืนยันและจ่ายเงินค่าสมาชิกภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคการเมืองเก่า บอกว่าปฏิบัติตามได้ยาก จะมีผล “ เหมือนเป็นการเซทซีโร่พรรคการเมือง ” และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ อาจมีปัญหาที่ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนเวลาออกไป คสช.กับพรรคการเมืองจะต้องประดาบกันต่อไป ยิ่งนายกรัฐมนตรีมีภาพถ่ายหลุดออกมาเหมือนมีไมตรีกับนักการเมืองที่เคยเป็นเป้าไม่พึงปรารถนาของ คสช. ยิ่งทำให้ฝ่ายการเมืองหวาดระแวงกันเองมากขึ้น

  1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจภาคของจริง มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยจากสารพันโครงการที่ประกาศออกมานั้น มีผลอยู่บ้าง แต่เป็นผลพวงที่ไล่ไม่ทันกันกับปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่หนักหน่วง ปัญหาการหาอยู่หากินฝืดเคือง อย่าว่าแต่คนระดับรากหญ้าเลย แม้คนชั้นกลางก็ยังหลังแอ่น รัฐบาลจะประกาศว่าจีดีพีโตกี่เปอร์เซ็นก็ตาม สภาพความเป็นจริงไม่ได้โตตามประกาศ ดังคำพูดของ ม.จ. สิทธิพร  กฤดากร ที่พูดไว้ว่า “ เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง

บรรดามาตรการช่วยเหลือต่างๆ เช่นร้านธงฟ้า บัตรสวัสดิการ และอื่นๆ อาจเยียวยาผู้คนบางส่วน ได้บ้าง แต่ความจริงคือคนระดับล่างล้วนเป็นกลุ่มคนที่รับเศษเสี้ยวของระบบเศรษฐกิจน้ำใต้ศอก ( Trickle Down Policy ) ที่คนมั่งมีตักตวงโภคทรัพย์สำคัญเอาไว้ก่อน คนจนคอยรอรับเศษน้ำที่ล้นแก้ว

ผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนี้เรื่อยมาและยังเป็นอยู่ต่อไป

  1. ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ เป็นความรุนแรงซ่อนเร้นที่ดำรงอยู่และขยายตัวต่อไป

มหาเศรษฐีไทย คนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เพียงคนเดียว 630,000 ไร่ ขณะที่มหาเศรษฐีไทยอีกคนครอบครองที่ดิน 200,000 ไร่

ตามตัวเลขของ The Momentum ระบุว่า

  • เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีคนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง
  • 5 ปีที่ผ่านมา มีคนเพียง 1 % เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนไทยทั้งประเทศรวมกัน
  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีความรุนแรงเป็นอันดับ 11  ของโลกในปี 2558  และ

เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นลำดับ 3 ของโลกในปี 2559 รองจากรัสเซียและอินเดีย

ในด้านการค้าส่งและค้าปลีก เราล้วนประจักษ์ว่าธุรกิจของทุนใหญ่ ผูกขาด ทำให้โชว์ห่วยและร้านค้าย่อยบรรลัยวายป่วงไปมากมาย แถมทุนผูกขาดยังแย่งชิงเอาเทคนิคการผลิตและใส่ยี่ห้อของตนเองแทนที่ เบียดขับผู้ผลิตและผู้ค้ารายย่อยให้ล่มสลายไปอย่างเลือดเย็น รวมทั้งเกษตรพันธะสัญญา ( Farming Contract ) ที่ทำให้ชาวบ้านสิ้นเนื้อประดาตัว  แต่ทำให้เจ้าของทุนกอบโกยได้มากยิ่งขึ้น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าจะสามารถกำหราบอำนาจเหนือตลาดของทุนผูกขาดได้อย่างไร

ยังไม่นับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การเข้าถึงระบบการศึกษาและสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน แม้ว่าจะมีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติแล้วก็ตาม

  1. ปัญหาการตรวจสอบป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นหอกข้างแคร่ คสช. โดยเฉพาะในประเด็นที่ค้างใจสังคม

กรณี “ แหวนมารดา  นาฬิกายืมเพื่อน ” จะมีใครบ้างที่เชื่อว่าคนระดับเบอร์สองของรัฐบาลขัดสนถึงขนาดต้องยืมนาฬิกาเพื่อนถึง 16 เรือนมาใส่ แถมชี้แจงว่า เพื่อนที่ให้ยืมนาฬิกานั้น “ ตายไปแล้ว ”  ก็ยิ่งชวนให้สงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เพื่อนเหล่านั้นไม่มีเครือญาติที่จะต้องรับคืนของจากผู้ยืมหรืออย่างไร หรือว่าเป็นการยืมแบบไม่ต้องคืนของ

ในอดีตมีนายพลที่เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ถูก ป.ป.ช. ตรวจพบว่าแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ รัฐมนตรีผู้นั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ต้องรับโทษด้วยการ เว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี    ไปแล้ว

ในวันนี้ ผู้คนกำลังติดตามด้วยใจระทึกว่า ป.ป.ช. จะมีซุปเปอร์อภินิหารอะไรมาทำให้สังคมเชื่อว่า แหวนเป็นของมารดา นาฬิกาเพื่อนให้ยืม

อย่าลืมว่าเรื่องเรือเหาะที่ใช้การไม่ได้  เรื่อง GT 200 หรือไม้ล้างป่าช้าที่สูญเปล่า  เรื่องอุทยานราชภักดิ์ที่ผู้คนยังข้องใจ หรือเรื่องเรือดำน้ำจีนมูลค่า 13,500 ล้านบาท ที่มีเหตุผลไม่พอในการจัดซื้อ แถมไม่เหมาะกับฝั่งทะเลไทยที่ความลึกไม่พอ  และมีเค้าลางว่าจะกลายเป็นความสูญเปล่าซ้ำซากเป็นชนักติดหลัง

แม้กระทั่ง เรื่องรถไฟความเร็วสูง มูลค่า 179,000 ล้านบาท จากกรุงเทพฯไปนครราชสีมา ได้ระยะ ทางเพียง 252 กม. ยังเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ต้องแบกภาระขาดทุนเฉลี่ยปีละ 5,135 ล้านบาท

ไปอีกหลายปี  เมื่อเทียบกับงบประมาณขนาดนี้ สามารถสร้างรถไฟทางคู่ได้ เป็นระยะทาง 1,500 กม. ซึ่งจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทยมากกว่า

มาตรการเข้มต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และตามกฎหมาย ป.ป.ช.  จะสามารถบังคับใช้ให้เกิดผลที่เป็นจริงได้อย่างไร ภายใต้ร่มเงาของระบบอุปถัมภ์ที่อาศัยการต่างตอบแทนเป็นโยงใยแก่กันและกัน

แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ ที่ส่งไม้ผลัดต่อกันมา 3 ทอด ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 น่าจะมีผลในระดับที่แน่นอนหนึ่ง แต่เป็นผลในระดับปะผุ เคาะ พ่นสี ไม่ใช่ผลที่เป็นการยกเครื่องใหม่

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำงานหนักมากในระยะ 3 ปีเศษมานี้ เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ที่ต้องบริหารงานภายใต้ระบบราชการเก่าและบุคลากรเดิมที่เป็นอุปสรรคการปฏิรูปในตัวของมันเอง จึง มีสภาพ “ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ” ที่ขาดพลังแรงในการทะลุทะลวงไปสู่ประเทศไทยที่มีคุณภาพใหม่

ยิ่งมีคำเตือนอันคมคายจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ว่า “ ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว ” ก็ยิ่ง ต้องมองเห็นคุณค่าและอาศัยประชาชนเป็นกองกำลังหนุนเนื่องที่สำคัญ ในที่นี้จะมีอะไรวิเศษไปกว่าดึงเอาพลังพลเมืองที่เอาการเอางานเข้ามาประกอบส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศชาติร่วมกัน

ดังนั้นแทนที่รัฐบาลจะใช้วิธีการบริหารจากข้างบนลงล่าง (Top Down Policy) ที่มักจะคุ้นชินกับระบบสั่งการ ลองเปลี่ยนกลับไปเป็นการบริหารงานแบบประชาธิปไตยทางตรง  ( Direct Democracy ) โดยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับอย่างเป็นจริง (Bottom Up Policy) ในทุกโครงการสาธารณะ  เอาชาวบ้านเป็นกำลัง ดึงประชาชนเป็นหลังพิง ก็จะเป็นคานงัด (Leverage) ที่พลิกโฉมประเทศไทยได้

หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในนสพ.ไทยโพสต์ หน้า 4 ฉบับ 8 มค.61


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คำถาม คำตอบ ต่อ พ.ร.บ. พิจารณาคดีลับหลังจำเลย

20170801_bill

พ.ร.บ. ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมิอง พ.ศ. …. ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติไปแล้ว เมื่อวันที่ 14  กรกฎาคม  2560  ทำให้นักการเมืองจำนวนหนึ่งส่งเสียงโต้แย้งว่าเป็นกฎหมายมี่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมสากล เป็นกฎหมายมุ่งเล่นงานเฉพาะบุคคล โดยชี้ว่าเป็นการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย ทำให้จำเลยหมดโอกาสที่จะรับฟังและต่อสู้คดี

ต่อไปนี้เป็นคำถาม คำตอบ ขอนำเสนอต่อสาธารณะให้ช่วยกันพิจารณา

ถาม  1.  กฎหมายดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อจำเลย จริงหรือไม่

ตอบ ไม่จริง  เพราะกฎหมายให้โอกาสจำเลยไว้มากมายในการต่อสู้คดี ตามมาตรา  27  กล่าวคือ

(1) ศาลออกหมายเรียก จำเลยก่อน

(2) ถ้าจำเลยไม่มา ศาลส่งสำเนาคำฟ้องหรือหมายจับให้จำเลยมาแสดงตัวเพื่อแก้ต่าง

(3) ศาลให้เวลาถึง 3 เดือน เพื่อให้มาศาล

(4) จำเลยมีสิทธิ์ตั้งทนายสู้คดีได้เต็มที่

(5) ศาลพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ จำเลยจะรวบรวมวงศาคณาญาติไปนั่งฟังเต็มห้อง    

ก็ยังได้

(6) เมื่อศาลตัดสินแล้ว แม้ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ คู่ความซึ่งอาจเป็นโจทก์หรือจำเลยก็สามารถ

อุทธรณ์ได้  

(7) ถ้าศาลตัดสินแล้ว จำเลยจะขอรื้อฟื้นคดีก็ได้ภายในหนึ่งปี แต่ต้องมีหลักฐานใหม่

 

ถาม 2.  ใครเป็นคนกำหนดให้เกิดการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย

ตอบ ความจริงศาลต้องการพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย แต่ว่าจำเลยต่างหากเป็นคนเลือกทางเองที่จะหนีคดี เพื่อให้พ้นผิดด้วยเหตุเงื่อนเวลาที่คดีหมดอายุความ พูดง่ายๆ ว่า ศาลให้สู้ แต่จำเลยประสงค์ที่จะหนีเอง  เหมือนอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีอีก 2 คนที่ยังหนีอยู่ต่างประเทศในเวลานี้

 

ถาม     3.  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุจริต แต่ไม่ยอมปรากฏตัวในศาล เป็นผลต่อปัจเจกบุคคล หรือ    ต่อใคร

ตอบ สมมุติว่า โจรปล้นทรัพย์ของแผ่นดินไป  50,000  ล้านบาท มันไม่ใช่ความบรรลัยเฉพาะตัวของปัจเจกบุคคล แต่มันเป็นบรรลัยต่อแผ่นดิน ที่ต้องสูญทรัพย์อันเป็นภาษีอากรของประชาชนไปตามมูลค่าที่ปล้น ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ศาลต้องจำหน่ายคดี คือหยุดพักการพิจารณาไว้ก่อน เพราะจำเลยไม่ปรากฏตัวในศาล แล้วทรัพย์ของแผ่นดินล่ะ จะปล่อยให้มันสูญไปพร้อมกับอายุความของคดีหรืออย่างไร

ถาม 4.  ทำไมคนของพรรคเพื่อไทย จึงเรียงหน้าออกมาต่อต้านกฏหมายฉบับนี้ ขณะที่นักการเมืองพรรคอื่นๆ ไม่มีใครเดือดร้อน บางคนให้ความสนับสนุนด้วย เช่น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  

ตอบ ใช่หรือไม่ว่าคดีจำนำข้าว ที่ศาลกำลังจะพิพากษาในวันที่ 25 สค. 60 นี้ ส่งผลแน่นอนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่กำลังนับถอยหลังต้อนรับกฏหมายฉบับนี้

และใช่หรือไม่ว่า คดีค้างศาลที่จำหน่ายจากระบบศาลชั่วคราว เช่นคดีปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับ บมจ. กฤษดามหานคร  คดีหวยบนดิน คดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม รวมทั้งคดีปล่อยเงินกู้ของเอ็กซิมแบงค์  บางคดีมีอายุความ 10 ปี  บางคดีมีอายุความ 15 ปี ซึ่งผู้ต้องหารอ คอยวันหมดอายุที่ใกล้เข้ามาแล้วด้วยหัวใจวาดหวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างเท่ กลับกลายเป็นสวรรค์ล่มที่ปิดประตูกลับประเทศแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะกฏหมายใหม่นี้ จำเลยจะมาหรือไม่มาศาล เมื่อมีการยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อใดอายุความจะหยุดลงเมื่อนั้น เท่ากับไม่มีผลกระทบต่ออายุนั้นเอง

ส่วนคดีที่ดินรัชดา ที่ศาลตัดสินจำคุก 2 ปีนั้น ต้องถือว่าจบ เพราะคำพิพากษาถึงที่สุด และอายุความก็หมดไปแล้ว

ถาม 5.  กฎหมายฉบับนี้มีผลในการเพิ่มโทษใดๆ หรือไม่

ตอบ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ศัพท์กฎหมาย เรียกว่าเป็นวิธีสบัญญัติ คือกฎหมายที่กำหนดกระบวนการพิจารณาดำเนินคดีว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่ใช่กฎหมายสารบัญญัติ ที่จะไปกำหนดโทษทางคดี

แปลว่าโทษฑัณท์ในคดีนั้นเป็นไปตามกฎหมายเดิมทุกประการ ไม่มีบทบัญญัติใดๆ เลยที่จะไปกำหนดการเพิ่มโทษ

ถาม 6.  ใครได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้

ตอบ เป็นร่างกฎหมายที่สนองตอบต่อเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ มาตรา  258   ก. (4)  ที่กำหนดว่า              “ ให้มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ”

กล่าวโดยรวม  กฎหมายนี้ให้ความเป็นธรรมต่อประเทศชาติ ต่อสังคมและต่อประชาชน และในความเป็นจริง ก็ให้ความเป็นธรรมต่อทั้งโจทก์และจำเลย ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีโอกาสแพ้ชนะ

ถามว่ากฎหมายนี้เป็นโทษต่อใคร ก็ตอบได้ว่ามีแต่คนโกงเท่านั้นที่รับไปเต็มหน้าตัก /

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไพรมารีโหวตเป็นจุดคานงัดของการปฏิรูปพรรคการเมือง

20170625_primaryvote

ระบบไพรมารีโหวต ที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองเป็นผู้คัดกรองและเลือกผู้สมัครในชั้นต้น แล้วให้กรรมการบริหารพรรคตัดสินอีกชั้นหนึ่งก่อนส่งลงสนามเลือกตั้ง เป็นวิธีการที่พรรคการเมืองหลายพรรคเห็นว่าปฏิบัติยาก และว่าจะเกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมา

ขอแสดงความเห็นว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรประชาธิปไตยแต่ไม่ยอมมีประชาธิปไตยภายในพรรคเพราะอยู่กับระบบทุนอุปถัมภ์มาตลอด ไพรมารีโหวตเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ เป็นการเคารพสมาชิกด้วยการคืนอำนาจให้สมาชิกพรรคได้กำหนดชะตากรรมพรรคด้วยตัวเอง

อย่าบอกว่าเป็นกฏหมายที่เขียนโดยคนไม่มีประสบการณ์ เพราะคนที่จัดเจนจากสนามเลือกตั้งอย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม คุณอลงกรณ์ พลบุตร ต่างก็สนับสนุนอย่างแข็งขัน แม้แต่คุณอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ต้อนรับวิธีการนี้

ผมเห็นว่าไพรมารีโหวตเป็นเส้นแบ่งหรือเป็นจุดคานงัดสำคัญของการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย มันเป็นหลักการที่ถูกต้องชอบธรรม ส่วนการปฏิบัติเป็นหน้าที่ของพรรคที่จะต้องออกมาจากพื้นที่อันคุ้นเคยแบบสะดวกได้สบายดีอย่างเก่าไปสู่การสร้างพรรคแบบมีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ใช่เพียงอาศัยให้ไปลงบัตรในฤดูเลือกตั้งเท่านั้น จะเอาหรือไม่เอาไพรมารีโหวตจึงเป็นหมุดหมายแห่งการเปลี่ยนแปลงพรรคที่สำคัญ

“ถ้าพรรคการเมืองบอกว่า ไพรมารีโหวตทำไม่ได้ ปฏิบัติยาก ก็ควรเสนอมาว่า พรรคการเมือง’จะไปให้พ้นจากระบบ นายใหญ่ชี้นิ้ว เถ้าแก่สั่งการ หรือ กลุ่มก๊วนบัญชาการได้อย่างไร ‘หรือว่าจะย่ำรอยเท้าเดิมอย่างที่เคยเป็นมา”


 

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

หมายเรียกที่ตำรวจควรทบทวน

20170603_warrant

 

2017-06-03 16_22_16-6183063252737
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ให้สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ออกหมายเรียกนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ กับพวกไปรับแจ้งข้อกล่าวหาว่า หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในวันที่ 7 มิถุนายน 2560
ขอแสดงความเห็นว่า นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการรวมศูนย์อำนาจของตำรวจ ที่เป็นทั้งผู้กล่าวหา เป็นผู้รับแจ้ง เป็นผู้สืบสวน เป็นผู้สอบสวน และเป็นผู้รับผลโดยตรงจากการกล่าวหา

ทั้งๆที่ตำรวจเป็นผู้เสียหาย เป็นคู่กรณีโดยตรง จะอธิบายได้อย่างไรว่าตำรวจมีความชอบธรรมในการเป็นผู้ฟ้องคดีการกระทำเช่นนี้ ผู้ถูกกล่าวหาจะหลงเหลือหลักประกันอะไรในขั้นตอนชั้นต้นของกระบวนการยุติธรรมซึ่งจะเป็นสำนวนหลักในการดำเนินคดีขั้นต่อไป

ในฐานะคู่กรณี และในฐานะต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม ถึงแม้จะไม่มีกฏหมายใดห้ามหรือกำหนดไว้ก็ตาม จะสง่างามในการทำหน้าที่หรือไม่

โดยแทนที่ตำรวจจะเป็นผู้กล่าวหาเอง ก็ไปร้องขอให้อัยการซึ่งเป็นทนายของแผ่นดินอยู่แล้วให้ทำหน้าที่เป็นผู้กล่าวหา เท่ากับตำรวจสามารถมีองค์กรอื่นมาตรวจสอบถ่วงดุลได้

เพราะวงการตำรวจ มีเรื่องไม่ชอบธรรมปรากฏอยู่มากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไม เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจจึงเป็นกระแสหลักตลอดมา

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

หนึ่งเหตุแห่งความร้าวฉาน

 

20170528_brokenท่ามกลางควันระเบิดที่หน้ากองสลาก ถนนราชดำเนิน อีกครั้งหนึ่งที่หน้าโรงละครแห่งชาติ และล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  ที่มีคนบาดเจ็บ 25 คน สาหัส 1 คน เป็นความรุนแรงที่คนเจ็บไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่กลับตกเป็นเหยื่อของระเบิดบ้าจากไหนก็ไม่รู้

สังคมไทย โดยเฉพาะในภาคการเมือง เนื่องจากมีความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง  เราจึงพูดถึงการปรองดองกันหลายหน พูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว  แต่การปรองดองก็ยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่กับบ้านกับเมืองมาโดยตลอด

ปัญหาหนึ่งที่คนพูดถึงกันน้อยมาก คือทัศนคติในการมองสรรพสิ่งแบบขาวดำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในตัวบุคคลนั้นเอง

“ ฉันถูกต้อง คุณนั่นแหละผิด ฉันสีขาว คุณสีดำ ฉันเป็นฝ่ายเทพ คุณเป็นฝ่ายปีศาจ ฉันเป็นคนดี คุณเป็นโจร ”

นี่เป็นมุมมองสุดขั้วแบบข้างใดข้างหนึ่ง โดยไม่เหลือพื้นที่ให้อีกข้างหนึ่งเอาเสียเลย ทัศนะเช่นนี้น้อมนำให้คนเราพร้อมจะทำอะไรเพื่อกำจัดอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งการใช้ความรุนแรง

เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ศาสตราจารย์คนหนึ่ง แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองทางจิตวิทยาที่โด่งดังไปทั่วโลก

เขาได้สร้างคุกจำลองขึ้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนที่ถูกกดดันในเรือนจำ โดยเอานักศึกษาที่เป็นชนชั้นกลาง จำนวน 25 คน เข้ากระบวนการทดลอง

ในจำนวนนี้ 10 คน ถูกกำหนดให้เป็นนักโทษ อีก 15 คน ให้เป็นผู้คุม มีกำหนดเวลาทดลอง 14 วัน แต่ผ่านไปเพียง 6 วัน การทดลองต้องยุติลง เพราะสถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะคาดคิด เพราะผู้คุมสำแดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่ คุกคาม และเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยนอกจาก ทุบตี จับขังเดี่ยวเป็นเวลานานยังจับนักโทษแก้ผ้า และบังคับให้ทำท่าวิตถารในการร่วมเพศ ปรากฏว่านักโทษที่ออกอาการก่อกวนเมื่อ 2 วันแรก พอโดนลงโทษแบบนั้นก็มีอาการหงอย ซึม และหวาดผวาอย่างผิดกันแบบเป็นคนละคนกันไปเลย

คำถาม คือ คนที่มีชีวิตปกติธรรมดากลายคนโหดเหี้ยมไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

คำตอบ ก็คือ เพราะอำนาจของผู้คุมที่มีมากล้นเกิน เหมือนตั้งศาลเตี้ยตามใจตนเองได้ แต่อีกส่วนหนึ่งคือความโกรธ เกลียด และความหลงอำนาจที่ซ่อนอยู่ในใจของคนนั้นเอง

บททดลองนี้ให้ข้อสรุปว่า ในดีมีชั่ว ในชั่วมีดี คนเราจึงไม่ควรมีทัศนะแบบเด็ดขาดว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จะเลวบริสุทธิ์ หรือดีไม่มีที่ติ

ใช่หรือไม่ว่า ความชั่วร้ายของผู้อื่น ลึกๆแล้ว เราอาจมีส่วนร่วมด้วย ตรงที่ไปยอมให้เขาทำนั่นเอง

มหาตมะ คานธี เคยตั้งข้อสังเกตว่า คนอินเดียไปยอมให้คนอังกฤษแค่ 30,000 คน เป็นเจ้าอาณานิคมปกครองอินเดีย ซึ่งมีพลเมืองจำนวนถึง 300 ล้านคน ได้อย่างไร

ดังนั้น หากปรารถนาความปรองดองจริง คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ควรใจกว้างพอที่จะยอมรับผู้อื่นและตนเองตามความเป็นจริงว่า ทุกคนมีประจุบวกและประจุลบอยู่ในเนื้อในตัวด้วยกันทั้งนั้น

แล้วไยจึงไปพิพากษาคนอื่นอย่างง่ายๆ โดยไม่เผื่อแผ่พื้นที่ให้แก่สองด้านของความเป็นมนุษย์เล่า


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

ปฏิรูปตำรวจ : ต้องยกเครื่องใหม่ อย่าทำเพียงปะผุ เคาะ พ่นสี

 

20170522_police_reform

เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า

  1. หวยใต้ดิน ที่ผิดกฎหมายนั้น เล่นกันทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ใจกลางเมืองหลวงลงไปถึงตำบลหมู่บ้าน

วันหวยออก คือวันที่คนไทยแทงหวยกันค่อนประเทศได้กระมัง

  1. ยาเสพติดหรือยาบ้า นั้น ระบาดทั่วทุกหัวระแหง ในระดับตำบลหมู่บ้านนั้น เป็นเรื่องรู้ๆกันอยู่

ใครค้า ใครขาย ใครเสพ แต่ก็ปราบไม่รู้จักหมด

  1. บ่อนพนัน มีทั่วทุกจังหวัด มีทั้งบ่อนประจำที่และบ่อนย้ายที่ คนเล่นการพนันมีเป็นหมื่นเป็นแสนคน

เล่นไพ่ เล่นไฮโล พนันบอล พนันตัวเลขขึ้นลงของหุ้นประจำวัน

  1. การค้าของเถื่อน ค้าเหล้า บุหรี่ ค้ารถหรูที่หนีภาษี นั้นมีอยู่ทั่วไป หากตำรวจใช้ความพยายาม

สืบเสาะก็สามารถรู้ได้ว่าใครนำเข้า ใครค้า ใครขนใครซื้อ

  1. สถานบริการ ที่ขึ้นป้ายว่า อาบอบนวด ทั่วประเทศนั้น คือซ่องโสเภณีขนาดใหญ่ ที่มีบริการ

ทางเพศให้กับลูกค้า ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

ยังไม่นับการค้ามนุษย์ที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ตลอด ยังไม่พูดถึงการตรวจจับรถบรรทุก หรือยานพาหนะผิดกฎหมาย และอีกสารพัดกิจกรรมเถื่อน

ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ คนที่ศึกษาวิจัย การค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ เคยชี้ว่า หวย บ่อน ซ่อง และค้าของผิดกฎหมาย มีมูลค่าปีละ ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

กิจกรรมเหล่านี้นอกจากไม่มีการเสียภาษีให้รัฐแล้ว ยังเป็นต้นทางของอาชญากรรมและปัญหาสังคมทั้งปวงอีกด้วย นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่คาราคาซังมาตลอดเป็นเวลายาวนาน

ในยุคแห่งกระแสปฏิรูปในปัจจุบัน มีข้อเสนอล่าสุดของประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแผนการปฏิรูปตำรวจในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอให้ย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ใต้นายกรัฐมนตรี ในปัจจุบัน ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีการกำหนดคุณสมบัติให้เข้มข้นสำหรับคนที่จะมาเป็น ผบ.ตร. มีการเสนอขึ้นเงินเดือนตำรวจ ประมาณหนึ่งเท่าครึ่ง และมีข้อเสนอปลีกย่อยอื่นๆซึ่งเป็นข้อเสนอการปรับเปลี่ยนที่ฉาบฉวย และไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดๆ เลย

อำนาจการแต่งตั้งโยกย้าย เลื่อนระดับ ปรับตำแหน่งยังคงอยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทนที่จะกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น การสอบสวนยังคงอำนาจฝังแน่นอยู่กับตำรวจเหมือนเดิม

ขอถามว่า ข้อเสนอการปฏิรูปดังกล่าว จะไปมีผลแก้ไขปัญหาพฤติกรรมผิดกฎหมายได้หรือ เดิมนั้น สนง. ตำรวจแห่งชาติเดิมเรียกว่ากรมตำรวจ อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทย ต่อมาเมื่อ 10 กว่าปีมานี้ กำหนดให้มาอยู่ใต้นายกรัฐมนตรี แล้วนี่ยังจะโยกตำรวจไปอยู่กระทรวงยุติธรรม มันจะมีความหมายอะไร ในเมื่อการจับกุมการสืบสวนและการสอบสวน ยังรวมศูนย์อยู่ที่ตำรวจ

ใช่หรือไม่ว่า การจับกุมสืบสวนและสอบสวน ที่เป็นหนึ่งเดียวกันมาโดยตลอด เป็นที่มาของอำนาจ อิทธิพล ทรัพย์สินและเครือข่ายความชั่วร้ายสารพัด การจับกุมคนบริสุทธิ์เรียกค่าไถ่  การยัดเยียดยาบ้า การแปลงสารในสำนวนจากถูกเป็นผิด จากผิดเป็นถูก ทำให้อาณาจักรแห่งอิทธิพลเถื่อน ดำรงอยู่ และขยายออกไปไม่รู้จบ

อดีตนายตำรวจชื่อ พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เขียนเปิดโปงไว้ในหนังสือชื่อ “โรดแมบปฏิรูปตำรวจ” หน้า 188 ว่า

“ผู้กำกับสถานีคือ ผู้มีอำนาจสั่งการจะบังคับหรือไม่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่า จะเป็นแหล่งอบายมุข หวย บ่อน ซ่อง สถานบริการผิดกฎหมาย ของเถื่อน คิวรถ รถบรรทุก ฯลฯ ในพื้นที่มีอะไร หัวหน้าสถานีสามารถเข้าควบคุมเก็บส่วยได้หมด เมื่อเก็บส่วยสินบนจากสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ก็ย่อมจะต้องหวงแหนปกป้องเอาไว้เพื่อทำเงินให้ได้มากและนานที่สุด เมื่อได้มาแล้วก็สะสมไว้เป็นทุนเตรียมนำไปซื้อตำแหน่งที่ดีขึ้นไปในวาระการแต่งตั้ง

ส่วยฝ่ายสอบสวนนั้นเป็นตำรวจที่ผู้กำกับสั่งให้ทำสำนวนสอบสวนเมื่อมีการกระทำผิดอาญาเป็นคดีขึ้น กลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายอบายมุขผิดกฎหมายจึงกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจในสถานีตำรวจไปโดยปริยายเมื่อมีคดีเกิดขึ้นกับกลุ่มตนก็สามารถบอกหัวหน้าสถานีให้สั่งพนักงานสอบสวนให้ทำการสอบสวนโดยมิชอบบิดทำลายหรือบิดเบือนพยานหลักฐานช่วยมิให้ต้องรับโทษตามกฎหมายได้”

ด้วยเหตุนี้เอง ที่การสอบสวนควรเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจประกอบด้วย อัยการและตัวแทนของภาคประชาชน ก็จะทำให้คดีความมีการถ่วงดุล ยิ่งถ้ามี       การถ่ายวิดีโอการสอบสวนไว้ตลอดทั้งหมด ยิ่งทำให้การสอบสวนโปร่งใสและตรวจสอบได้ แทนที่ตำรวจจะรวบหัวรวบหางทั้งการจับกุม การสืบสวน และการสอบสวนไว้ที่ตำรวจเท่านั้น  น่าสังเกตว่าทั้งๆ ที่ตำรวจควร  ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและให้เห็นผลจริงจัง แต่ตำรวจเป็นหน่วยงานเดียวที่รัฐบาลไหนๆก็ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะไม่เว้นแม้แต่รัฐบาล คสช. ซึ่งมีมาตรา 44 อยู่ในมือ

ตำรวจ เป็นต้นทางของกระบวนยุติธรรม เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ตำรวจเป็นบุคคลของชุมชน ตำรวจที่นั่นอาศัยและพึ่งพิงชุมชน ช่วยเป็นหูเป็นตา และใช้หลักการป้องกันก่อนปราบปราม ให้ชุมชนเป็นผู้ควบคุม ให้ตำรวจใช้อำนาจอย่างถูกต้องเป็นธรรม

ดังนั้น จึงขอชี้ประเด็น ณ ที่นี้ว่า หากตำรวจไม่แยกการสอบสวนออกเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง และหากตำรวจยังคงรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ ผบ.ตร. ไม่กระจายอำนาจไปยังพื้นที่แล้ว การปฏิรูปตำรวจเป็นอันสิ้นหวัง


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES