ไขแสง สุกใส : วันคืนก่อนถือแคนเข้ามอบตัว

เมื่อแรกรู้จัก คุณไขแสง สุกใส ในเย็นวันหนึ่งของปี 2509

“ พี่ไม่มีอาชีพ ทุกวันนี้เป็นเด็กวัด กินนอนอยู่กับท่านพระพิมลธรรมที่กุฏิวัดมหาธาตุ ”

“ การศึกษาของพี่น่ะ เขาเรียกปริญญา BKLY แปลว่า บางขวางลาดยาว ”

เมื่อแนะนำตัวกันอย่างนี้ ทำให้น่าสนใจว่า บุรุษคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำอะไรมา ผู้เขียนจึงได้เรียนรู้ชีวิตของนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่โชกโชน ได้ฟังเรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนอิสานต่อต้านญี่ปุ่น สมัยเข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทยตอนสงครามมหาเอเซียบูรพา  เรื่องของนักสู้อย่าง นายเตียง ศิริขันธ์   ครูครอง      จันดาวงศ์  สี่อดีตรัฐมนตรีที่ถูกยิงทิ้ง จิตร ภูมิศักดิ์   เปลื้อง วรรณศรี   กุหลาบ สายประดิษฐ์

บทกวีประชาชนชื่อ “ เปิบข้าวทุกคราวคำฯ ”  “ ใครคนประชาชนที่ ทระนงในนามไทยฯ ” “ พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ยฯ ”  “ เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจึงมุ่งมาศึกษา ” “ เมืองสยามใหญ่กว้างสุด สายตาฯ ”  เป็นบทกวีที่พรั่งพรูจากความทรงจำของคุณไขแสง ให้ผู้เขียนได้จดและจำใส่ใจอย่างกระหายรู้

ผู้เขียนจึงไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนสนทนา ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณไขแสงมีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกทางการเมืองในเวลานั้น ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

6  ตุลาคม  2516  วันที่เพื่อนๆ ในกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 11 คน จาก 28 คน ถูกตำรวจจับ อันเนื่องมาจากการแจกเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่สนามหลวง บางลำพู ประตูน้ำ ในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นับเป็นข้อหาฉกรรจ์ที่คนอย่างผู้เขียนออกจะหวาดผวาเอามาก ๆ

ผู้เขียนเป็นหนึ่งในจำนวน 17 คน ที่บังเอิญรอดพ้นจากการถูกจับ จึงโทรศัพท์ไปหา ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้ลงชื่อเรียกร้องหมายเลข 4  เป็นเจ้าของบ้านสะพานควาย ซึ่งเป็นที่จัดประชุมร่างคำแถลงของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้านั้น

“ ประสารไปหาอาจารย์คึกฤทธิ์ (ปราโมช) สิ ใครๆ ก็เกรงใจอาจารย์ ท่านน่าจะหาหนทางช่วยอะไรได้ ”

คำแนะนำนี้ทำให้ผมตรงดิ่งไปบ้านเลขที่ 19 ซอยสวนพลูทันที อาศัยว่าเคยไปมาหาสู่หลายครั้ง จนนับเป็นศิษย์คนหนึ่ง ประกอบกับแม้ว่า อาจารย์คึกฤทธิ์จะไม่ได้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วย แต่ก็ให้สัมภาษณ์กับ ปรีดี บุญซื่อ ลงในวารสารกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แจกในวันจับกุม พูดถึงทฤษฎีสองวงกลม คือ วงกลมนอกหมายถึงประชาชน และวงกลมในหมายถึงข้าราชการ ที่อยู่ด้วยกันแต่เหมือนแยกออกจากกัน

“ อาจารย์ครับ พวกเราเดินแจกรัฐธรรมนูญวันนี้ ถูกจับกันไปแล้ว 11 คน ที่ประตูน้ำ ”

ยังไม่ทันพูดจบ ด้วยท่าทีไม่พอใจ เจ้าของบ้านส่งเสียงเข้มดุผู้เขียน

“ คุณจะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จะใส่ชื่อใครก็ใส่ไป คุณไปเอานายเลียง (ไชยกาล)  นายไขแสง (สุกใส)  ตำรวจเขาก็จับเอาสิ ”

ยามนั้นจะมีอะไรดีกว่าการไม่โต้ตอบ แต่ก็เอ่ยปากขอคำแนะนำ

“ จะทำอย่างไรดีครับ เมื่อถูกจับกันไปแล้วอย่างนี้ ”

“ คุณไปหาคุณนพพร (บุญยฤทธิ์ – บ.ก.สยามรัฐ)  เขาสนิทกับคุณประจวบ สุนทรางกูร (รองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้น)  ให้เขาคุยดูซิ  จะประกันตัวอะไรกันได้ไหม ”

ในเวลานั้นจะคิดอะไรมากไม่ได้ ผู้เขียนตรงดิ่งไปที่ นสพ.สยามรัฐ  ถนนราชดำเนิน ทันที เมื่อแจ้งความประสงค์แล้ว คุณนพพร บุญยฤทธิ์  พากเพียรโทรศัพท์ต่อหาคุณประจวบ สุนทรางกูร แต่ก็ไม่เป็นผล

ค่ำแล้ว กะเวลาว่าคุณไขแสง สุกใส คงจะกลับถึงบ้านเช่าที่นนทบุรีแล้ว ผู้เขียนรีบบึ่งไปบ้านหลังนั้น มีผู้เขียนกับคุณไขแสงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ราวสามทุ่มเศษ

ด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง ภายใต้อาการหวาดผวา ผู้เขียนเอ่ยปากหารือ

“ เราแจกใบปลิวกันธรรมดา ทำไมต้องถูกจับด้วย ”

ด้วยความไร้เดียงสาทางการเมือง ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามซื่อ ๆเช่นนี้

“ จำไว้นะประสาร ต่อสู้กับเผด็จการก็เป็นอย่างนี้ เป็นสัจธรรม ”

“ อาวุธไม่มี เข็มสักเล่มก็ไม่มี ”

“ เขาถึงเรียกว่าเผด็จการ คือถืออำนาจเป็นใหญ่ กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นอย่างนี้ ”

“ แล้วเราต้องยอมจำนนเขาหรือ ”

“ พี่เชื่อว่า น้อง ๆ ต้องถูกปล่อยออกมา ” คุณไขแสงแสดงความมั่นอกมั่นใจ

“ ผมนึกไม่ออกเลยว่า ข้อหาฉกรรจ์แบบนี้ เพื่อนเราจะหลุดออกมาได้ยังไง ”

“ พี่จะหาทางแก้ปัญหาตามวิธีของพี่ เพื่อช่วยน้อง ๆ ที่ถูกจับ ”

“ รัฐบาลเขาจะเล่นงานพี่มั้ย พี่เป็นเจ้าของสำนักงานธรรมรังสี ที่เป็นศูนย์ทำงานของเราอย่างนี้ ”

“ พี่โดนแน่ ๆ แต่อย่าห่วง พี่มีบทเรียนมาแล้ว พี่เป็นพี่เลี้ยงพวกเราในคุกได้อย่างดี ”

“ แปลว่าพี่จะถูกจับด้วย ยังงั้นหรือ ”

“ ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูเหตุการณ์อีกซักวันสองวัน แต่ประสารอย่าท้อนะ นี่เป็นบทเรียนที่หนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก ”

“ ผมควรจะทำอย่างไรต่อไป ” ผู้เขียนหารือ

“ลองนึกดูว่ามีใครเป็นเพื่อนเป็นมิตรที่จะช่วยเราได้ ไปหาเขา ขอความเห็นเขาเพื่อช่วยเพื่อนเราออกจากคุก”

ผู้เขียนร่ำลาจากคุณไขแสงด้วยอาการงงๆ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปพบคุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่หอพัก ม.เกษตรศาสตร์ แล้วชวนกันไปหาคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ ศนท. ที่บ้านแถวถนนบรรทัดทอง มีการประชุม ศนท. วันนั้น แล้วออกแถลงการณ์

คัดค้านการจับกุม

8 ต.ค.  หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวตัวไม้ว่า “ ออกหมายจับไขแสง สุกใส  ทั่วประเทศ ”

9 ต.ค.  เวลา 10.00 น. คุณไขแสง สุกใส ถือแคนอีสานและหิ้วกระเป๋าแพนแอม บรรจุเสื้อผ้าเข้ามอบตัวที่ กองบังคับการตำรวจสันติบาล หนังสือพิมพ์พาดหัวอีกว่า ทางการจะใช้มาตรา 17 ควบคุมตัว นายไขแสง สุกใส

ระหว่างนั่งรอการสอบสวน คุณไขแสง ยังเป่าแคนเพลงอิสาน ไม่มีสะทกสะท้านใจอะไร แถมให้สัมภาษณ์ว่า “ ไม่ได้หวั่นวิตกอะไร ผมจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ ที่ถูกจับกุม ”

การมอบตัวครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงคำพูดของคุณไขแสงเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 6 ตุลาฯ ที่ว่าจะหาทางช่วยพวกเรา จะไปเป็นพี่เลี้ยงของพวกเราในคุก

ภาพของคุณไขแสง สุกใส ถือแคนเข้ามอบตัว เป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ในเวลานั้น มีแต่คาดคิดกันไปว่า เพื่อนเราที่ถูกจับต้องเผชิญชะตาร้ายสถานเดียว อาจถูกประหารชีวิต หรือไม่ก็สิ้นอิสรภาพอย่างยาวนาน คุณไขแสงมีทางเลือกที่จะหนี หรือสู้ หากจะหนีสามารถทำได้โดยง่าย แต่กลับเลือกที่จะสู้  สู้ในที่นี้คือการมอบตัว ด้วยการเผชิญกับความจริง เตรียมตัวพร้อมที่จะถูกสอบสวน ทั้งยังพร้อมที่จะถูกยิงทิ้งเพราะมีประวัติถูกแขวนป้ายคอมมิวนิสต์มาแล้ว

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้ว่าจะมีการชุมนุมนักศึกษาที่ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ แต่ก็เป็นคนจำนวนยังน้อยนิด ยังไม่แน่ว่าจะมีพลังขึ้นมาหรือเปล่า

คนที่ยอมเอาเสรีภาพ  กระทั่งชีวิตของตนเองเข้าสู้กับอำนาจอธรรม

คนที่คิดถึงน้องๆ  และเพื่อนๆ  ในฐานะนักโทษการเมืองรุ่นพี่  จึงขอเข้าไปเป็นกำลังใจให้นักโทษรุ่นน้อง

คนที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวรอดปลอดภัยก็ย่อมได้ แต่กลับเลือกทำตรงกันข้าม

คนที่มองเห็นอนาคตการต่อสู้ของประชาชนที่มีความหมายยิ่งใหญ่ต่อประชาธิปไตยของไทย

ถ้าไม่ใช่จิตใจแห่งการต่อสู้ที่เสียสละสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองเลย จะไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้เลย

และแล้ววันที่  14  ตุลาคม  2516  เราก็ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของประชาชนเรือนแสน เรือนล้าน ที่หลอมใจเป็นดวงเดียวกันเคลื่อนขบวนสู้รบกับเผด็จการ โดยไม่มีใครเลยที่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน

ดุจเดียวกับจิตใจสู้รบของคุณไขแสง สุกใส ที่ได้ตัดสินใจเข้ามอบตัว 5 วัน ก่อนหน้านั้น เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว  ก็ควรค่าแก่การก้มกราบจิตวิญญาณอันสูงส่งของคุณไขแสง สุกใส ไปอย่างไม่อาจลืมเลือนได้ตราบนานเท่านาน

ส่งคนอื่นไปตายแทน

20190611_die

กรณีกลุ่มพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นคู่แข่งนายกรัฐมนตรี ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้

ขอแสดงความเห็นว่า

ทั้งๆที่นายธนาธร อยู่ในระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าศาลจะวินิจฉัยกรณีนายธนาธรถือหุ้นสื่อ

ทั้งๆที่นายธนาธรถูกร้องเรียนอีกหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีให้เงินกู้ 110ล้านบาทที่เจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นคนเดียวกัน มีความสุ่มเสี่ยงถึงขั้นที่นายธนาธรอาจมีโทษทางอาญาถึงติดคุกและยุบพรรค

แต่รู้ทั้งรู้อย่างนี้ฟากฝั่งเพื่อไทยยังเดินหน้าเสนอนายธนาธร โดยที่พรรคเพื่อไทยเองก็มีสามรายชื่อที่นำเสนอในนามพรรคไปแล้วเพื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี

แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยเห็นว่าคนทั้งสามของพรรคหมดน้ำยาที่จะไปแข่งขันกับเขา และรู้ดีว่าถึงส่งไปก็แพ้ อย่ากระนั้นเลย ส่งคนอื่นไปตายแทนดีกว่า

หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นประชดประชันทางการเมือง เป็นปฏิบัติการกวนน้ำให้ขุ่นตามวิถีทางที่ว่า”เมื่อกูอยู่ไม่เป็นสุข ใครก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่สุข”เท่านั้นเอง/

พรรคเพื่อไทย: สำคัญยิ่งกว่าการเลือกหัวหน้าพรรค คือการเลือกทางเดินของพรรค

20190611_way

พรรคเพื่อไทยกำลังจะจัดให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่เป็น ส.ส.แทนหัวหน้าพรรคคนเก่าที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

นี่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องดำเนินไปตามกติกาที่รัฐธรรมนูญวางไว้
แต่ปัญหายาวไกลและสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยคือปัญหาความเป็นอิสระของพรรคจาก

ระบอบทักษิณที่เป็นมะเร็งร้ายเกาะกินพรรคตลอดมา
นักโทษคนหนึ่ง ถูกศาลพิพากษาซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ามีความผิดในคดีทุจริต ถึงขั้นติดคุก 3 คดีและยังถูกยึดทรัพย์ กลายเป็นคนหนีอาญาแผ่นดิน แต่กลับสามารถเป็นเงาทมิฬทาบทับพรรคการเมืองใหญ่มายาวนานถึง 18 ปีแล้ว โดยที่คนในพรรคเพื่อไทยเองก็ก้มหน้าน้อมรับโดยดุษณี และไม่ตระหนักเลยว่า นี่คือตราบาปติดตรึงพรรคเพื่อไทยตลอดมา

จะเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็เลือกไปเถิด แต่พรรคเพื่อไทยควรตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ด้วยว่าจะสร้างพรรคที่มีศักดิ์ศรี เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง หรือยังจะเป็นพรรค”ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”ต่อไป/

8 มิ.ย.62


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

การเมืองเรื่องของสัตว์ ANIMAL FARM

                นับเป็นเรื่องดี เมื่อ 29 พค. 62  พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวแล้วแถมท้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแนะนำให้อ่านหนังสือ Animal Farm ฉบับภาษาไทย ที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตได้ดี

Animal Farm ของ George Orwell  เป็นนวนิยายที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Times ให้เป็นหนึ่งในนิยายภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด 100 เรื่องในระหว่างปี 2466 – 2548  และอยู่ในอันดับ 31 ของรายชื่อนิยายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของสำนักพิมพ์มอเดิร์นไลบรารี่

ในเมืองไทยเอง มีการแปลเป็นภาษาไทยมาแล้ว 10 ครั้ง  พิมพ์ครั้งแรกในปี 2502 ใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า ฟาร์มเดรัจฉาน (พ.ศ. 2502)  ผู้แปลคือ ม.ล. นิภา ภานุมาศ  ครั้งล่าสุดใช้ชื่อว่า การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ (พ.ศ. 2561) ผู้แปลคือ สรวงอัปสร กสิกรานันท์

จอร์จ ออร์เวลล์  เขียนนวนิยายเรื่องนี้ในระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2486  ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2487  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ เดือนสิงหาคม 2488  ซึ่งขณะนั้นอังกฤษเป็นพันธมิตรกับรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง  ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ต่างยกย่องสตาลิน ที่เป็นผู้นำรัสเซียในตอนนั้น

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องล้อเลียนเสียดสี สะท้อนเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียและการครองอำนาจของสตาลิน

จอร์จ ออร์เวลล์ เป็นคนอังกฤษเกิดในอินเดีย เมื่อปี 2446  เคยไปทำงานที่พม่า ไปช่วยฝ่ายซ้ายในสงครามกลางเมืองสเปน สุดท้ายกลับไปทำงานให้ BBC ที่อังกฤษ

เขาเห็นความไม่เป็นธรรมในการล่าอาณานิคมของอังกฤษ เขาปฏิเสธการแบ่งแยกชนชั้นในสังคมอังกฤษยุคนั้น เขาเห็นการเอาเปรียบของฝ่ายขวา เห็นความไม่เอาไหนของฝ่ายซ้าย และเห็นความน่ารังเกียจของการโฆษณาชวนเชื่อ

เรื่องย่อมีว่า บรรดาสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์แห่งหนึ่งเห็นว่า นายโจนส์  ซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม เป็นคนโหดร้าย ขี้เหล้า และไร้ความรับผิดชอบ ทำให้ชีวิตของสัตว์ในฟาร์มย่ำแย่ ในค่ำคืนหนึ่ง หมูเฒ่า ชื่อเมเจอร์ จึงชวนสัตว์ทั้งหมดลุกขึ้นปฏิวัติและได้รับชัยชนะ อีกสองวันต่อมา เฒ่าเมเจอร์ตาย หมูหนุ่มสองตัวคือ หมูสโนว์บอล และหมูนโปเลียน ได้ยึดอำนาจ และเปลี่ยนชื่อฟาร์มเดิมจาก แมเนอร์ฟาร์ม เป็น แอนนิมอลฟาร์ม

หมูสโนว์บอล สอนให้บรรดาสัตว์ได้อ่านเขียน ส่วนหมูนโปเลียนสอนลูกสุนัขให้รู้จักทฤษฎีของสัตว์ แม้ว่าในฟาร์มจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่อาหารที่ดีเลิศถูกเก็บไว้ให้ หมูที่ตั้งตัวเป็นผู้นำของฟาร์ม

นายโจนส์  เจ้าของฟาร์มพยายามทวงคืนฟาร์มของตนเอง แต่ก็ล้มเหลว หมูสโนว์บอลจะเปลี่ยนฟาร์มให้ทันสมัยด้วยการสร้างกังหันลม แต่แล้วหมูนโปเลียนได้ใช้สุนัขไล่หมูสโนว์บอลออกไป แล้วประกาศตนเป็นผู้นำ

ในฐานะผู้นำ หมูนโปเลียนได้เปลี่ยนโครงสร้างการปกครองโดยให้มีคณะกรรมการหมู และบอกว่า การสร้างกังหันลมเป็นความคิดของ หมูสควีลเลอร์ สัตว์ในฟาร์มทุกตัว ทำงานหนัก เพราะหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นหลังจากมีกังหันลมแล้ว  วันหนึ่งพายุพัด กังหันลมพังทลายลง แต่หมูสควีลเลอร์กับหมูนโปเลียนบอกว่า หมูสโนว์บอลสมคบคิดกับนายโจนส์ ทำลายกังหันลม หมูนโปเลียนยังทวงบุญคุณว่าเขาเป็นวีรบุรุษสู้กับนายโจนส์ ตอนที่นายโจนส์มาทวงฟาร์มคืน ทั้งๆที่ตอนนั้น หมูนโปเลียนไปหลบมุมอยู่ โดยปล่อยให้สัตว์อื่นๆ สู้กับนายโจนส์

หลายปีผ่านไป มีการสร้างกังหันลมขึ้นใหม่ แต่ไม่มีการติดไฟฟ้า ไม่ติดเครื่องทำความร้อน หมูนโปเลียนยืนยันว่าสัตว์ที่มีความสุข ต้องเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อใดๆ สัตว์หลายตัวที่เป็นกลุ่มนำล้มตายลง นายโจนส์ก็ตายไป เหล่าหมูผู้นำเริ่มทำตัวเหมือนมนุษย์ ทั้งเดินด้วย 2 ขา ใส่เสื้อผ้า ดื่มเหล้า ถือแส้ นอนเตียง  เริ่มฆ่าสัตว์อื่น และบัญญัติ 7 ประการที่วางไว้ถูกเปลี่ยนเป็น “ สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางชนิดมีความเท่าเทียมมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ” ( All animals are equal but some animals are more equal than others )

หมูนโปเลียนหันไปคบค้ากับคนจากฟาร์มอื่น ฉากของเรื่องจบลงตรงที่ กลุ่มคนนั่งมองหมูและมนุษย์เล่นไพ่กัน โดยแยกไม่ออกว่าคนหรือหมูต่างกันอย่างไร

เมื่อหมูทำตัวเหมือน”คน” พวกมันก็พบว่า ตัวเองไม่ต่างไปจาก “คน” ที่มันยึดอำนาจมา นั่นเอง

นี่คือบทเรียนเรื่องการใช้อำนาจ

  1. แม้ว่าเจตจำนงในการปฏิบัติ ต้องการให้เกิดความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน แต่เมื่อมีอำนาจจริง หมู      

นโปเลียนก็ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ตามอำเภอใจตนเอง โดยไม่ฟังสัตว์อื่น การหลงอำนาจค่อยๆเกิดขึ้น มีการประท้วงต่อต้านในฟาร์มถึงการตายอย่างมีเงื่อนงำและการฆ่า “ อย่างมีเหตุผล ” มากมาย ( กฎข้อ 6 ถูกแก้ไขใหม่ว่าการฆ่าทำได้หากมีเหตุผล )

                บรรดาสัตว์ในฟาร์มไม่กล้ายืนยันสิ่งที่ถูกต้องเพราะเกรงกลัวต่ออำนาจ กลายเป็นกลุ่มสัตว์ที่หมอบราบคาบแก้ว ไม่ว่าหัวหน้านโปเลียนจะพูดและทำอย่างไรก็เอออวยไปด้วยทั้งหมด แม้พวกเขาจะอยู่อย่างไร้เสรีภาพและไม่มีความสุขก็ตาม

“ อำนาจทำให้ฉ้อฉล อำนาจเด็ดขาดทำให้ฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ ” ( Power tends to corrupt , absolute power corrupts absolutely )  Lord Acton

                หมูนโปเลียน คิดและทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจสั่งการตามอำเภอใจ สั่งให้สัตว์ทำงานในฤดูหนาว ท่ามกลางความเย็นโดยไม่สนใจให้อาหารและให้เวลาพักผ่อน ไม่สนใจความเดือดร้อนทั้งปวงของสัตว์อื่นๆ

                นิทานเรื่อง การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ นี้ให้บทเรียนสำคัญที่สุดในเรื่องอำนาจและการใช้อำนาจ เมื่อแรกที่ไร้อำนาจนั้น  จะพูดจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด แต่เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือเมื่อไร ความฉ้อฉลจะตามติดตัว หากไม่มีระบบตรวจสอบและการคานอำนาจ

                สังคมไทย 87 ปีมานี้ นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475  มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 28 ครั้ง  มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งสลับกับรัฐบาลจากการรัฐประหารมาแล้วหลายชุด อำนาจมีการสืบต่อและผ่องถ่ายกันมาตลอดเกือบเก้าทศวรรษ

                ความจริง คนมีจิตใจและสมองที่สูงส่งกว่าสัตว์  แต่จอร์จ ออร์เวล ชี้ให้เห็นว่าเมื่ออำนาจอยู่ในมือเสียแล้ว สัตว์และคนก็เข้ามาอยู่ในระดับเดียวกัน /

รับขวัญพันธมิตร คืนสู่อิสรภาพ

20190510_pantamit

พรฎ. กฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562  เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  เป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชทานแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งปวงทั้งผู้ที่ได้รับการลดโทษและได้รับการปล่อยตัว

ในที่นี้ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย  พลตรีจำลอง ศรีเมือง   นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา ที่ได้รับการปล่อยตัว ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล  ยังติดค้างคดีอื่นอยู่จึงเป็นบุคคลที่จะยังไม่ถูกปล่อยตัว  เป็นคดีที่ศาลฎีกาสั่งจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญาในคดีบุกรุกสถานที่ราชการ และทำลายทรัพย์สินราชการเสียหาย ในปี 2551

แกนนำพันธมิตรทั้ง 6 คน ( รวมทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วย ) น้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างไม่มีเงื่อนไข ถึงแม้จะคาดหวัง การลงโทษและการรอลงอาญา แต่เมื่อศาลตัดสินเช่นนั้น      ทั้ง 6 คน ต้อนรับด้วยดุษณีภาพ เดินเข้าประตูเรือนจำอย่างสง่าผ่าเผย ไม่หนีคดี ไม่บิดพลิ้ว ไม่โวยวาย ไม่กล่าวโทษใครอื่น ไม่ทำแบบนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน ที่ปราศจากความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อคนอื่นและต่อบ้านเมือง

เมื่อหันไปทบทวนเหตุการณ์ การชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ ที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นโทรคมนาคมอันเป็นกิจการความมั่นคงของชาติ  ทำให้กลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์มูลค่า 73,000 ล้านบาท เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ฉกรรจ์กว่าเรื่องการไม่เสียภาษี ผนวกกับความฉ้อฉลในอีกหลายกรณี ทำให้เกิดการชุมนุมจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างทำเนียบรัฐบาลนั่นเอง

ในเวลานั้น ข่าวและภาพปรากฏชัดว่ารัฐบาลตัวแทนของระบอบทักษิณ คือรัฐบาล สมัครสุนทรเวช ต่อเนื่องมาเป็นรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์  ได้เกิดการยิงระเบิดและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ที่ชุมนุม แทบไม่เว้นแต่ละวันโดยเจ้าหน้าที่ของทางการกระทำอะไรไม่ได้

เพื่อรักษาชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน ให้ปลอดภัยจากระเบิดและแก๊สน้ำตา จึงมีการเคลื่อนย้ายเวทีชุมนุมเข้าไปในบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยหันหน้าเวทีเข้าตึกไทยคู่ฟ้า  และหันหลังเวทีให้คลองผดุงกรุงเกษม ความคาดหวังคือ คิดว่าทำเนียบรัฐบาลมีรั้วรอบขอบชิด มีคลองกั้นไว้ด้านหนึ่ง มีอาคารในทำเนียบที่เป็นปราการป้องกันแก๊สน้ำตาและระเบิดได้ การย้ายเวทีจึงเป็นการจัดการเพื่อความปลอดภัยของประชาชนสถานเดียว

นึกภาพดูว่าหากไม่มีการย้ายเวที ผู้คนที่มาชุมนุมอาจบาดเจ็บล้มตายมากกว่านั้นก็เป็นได้

อนึ่ง ในคดีที่เกี่ยวโยงกัน คือ คดีปิดล้อมรัฐสภา ที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล  และแกนนำพันธมิตรฯ รวม 21 คน โจทก์ฟ้องจำเลยว่าใช้กำลังขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

เมื่อ 4  มีนาคม 2562  นี้เอง ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 21 คน โดยความตอนหนึ่ง ศาลระบุว่า  “ ศาลพิเคราะห์  พยานหลักฐานที่นำสืบของคู่ความทั้งสองแล้ว เห็นว่าการที่แกนนำปราศรัยให้ประชาชนมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) เป็นการปราศรัยให้ความรู้ต่อประชาชน ในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลและกรณีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค รวมถึงคดีที่ทำให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียน

เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก อีกทั้งการชุมนุมของจำเลยทั้ง 21  เป็นการชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ มีการปราศรัยที่สมเหตุผล ห้ามปรามไม่ให้ก่อความรุนแรง ถือเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550  มาตรา 63 ได้รองรับไว้ และแม้จะมีการกีดขวางกระทบการจราจรไปบ้าง แต่ก็เป็นปกติของการชุมนุมแสดงออกตามสิทธิ การชุมนุมตั้งแต่ วันที่ 5-7 ต.ค. ไม่ปรากฏว่ามีความรุนแรงหรือมีผู้ใดฝ่าฝืนทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

ส่วนกรณีความวุ่นวายในการชุมนุมช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2551 ศาลระบุว่า เริ่มจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเปิดทางให้นายสมชาย เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยพลันด่วน ทำให้ผู้ชุมนุมซึ่งไม่ทันตั้งตัวและได้รับบาดเจ็บความเสียหายไม่สามารถระงับอารมณ์ ขว้างปาขวดน้ำสิ่งของโต้ตอบ กรณีเป็นความวุ่นวายที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ ไม่ใช่ว่าการชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่มจำเลยก่อนหน้านั้นจะไม่สงบ

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่า อีกทั้งเหตุการณ์อื่นตามฟ้องของอัยการก็ไม่ปรากฏว่า มีแกนนำไปอยู่บริเวณที่เกิดเหตุที่จะเกี่ยวข้อง และเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ผู้ชุมนุมถูกสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. การกระทำของจำเลยทั้ง 21 จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญพิพากษายกฟ้อง ”

คดีพันธมิตรฯ ทั้งสองคดีนี้ทำให้นึกถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานให้แก่  เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 33 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2554   ซึ่งมีข้อความ

สำคัญว่า

“ กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรมไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแต่ขอบเขตของกฎหมาย  หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย……”

จึงขอต้อนรับและรับขวัญแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คน ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ด้วยความยินดียิ่ง  

ความหาญกล้าทางจริยธรรมของแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ตนเองเลย แต่เป็นการกระทำเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยจากระบอบทักษิณอันฉ้อฉลโดยแท้


ขอบคุณภาพจาก Manager Online

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ภาษาท่าทางที่สะเทือนใจคนทั้งโลก

20190504

ได้อ่านบทความชื่อ “ ซูดาน ”  แดนสงครามตายเกลื่อน เมื่อต้องคำสาปน้ำมัน ของวิวัฒน์ชัยอั ตถากร ในหน้า 4  นสพ.ไทยโพสต์ฉบับ  30 เม.ย. 62 ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูคลิพภาพเคลื่อนไหว และข่าวของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส  องค์พระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก  ทรงคุกเข่าก้มลงจูบเท้าของ ประธานาธิบดี ซัลวา กีอีร์ มายาดิต ผู้นำซูดานใต้ เคลื่อนไปจูบเท้า รีค มาชาร์ อดีตรองประธานาธิบดี  ผู้นำฝ่ายกบฏ และจูบเท้าของ นางรีเบคกา เอ็นยานเดง มาบิยอร์  รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม

20190504_134645.jpg

ภาพที่ปรากฏ เป็นภาษาท่าทางที่สะเทือนใจผู้คนทั่วทั้งโลก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นภาพที่เหนือความคาดหมายของคนทั่วไป  ที่บุคคลที่มีสถานะสูงและทรงพลังที่สุดแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก จะทรงกระทำ

ก่อนซูดานใต้แยกตัวเป็นอิสระจากสาธารณรัฐซูดาน (อยู่ทางเหนือ)  ในปี 2554 มีสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์ยืดเยื้อยาวนานถึง 30 ปี  คนซูดานเสียชีวิตไปกว่า 2 ล้านคน ภัยสงคราม ความยากจน ความขาดแคลนสาธารณูปโภคทั้งๆที่มีบ่อน้ำมันมูลค่ามหาศาล  ทำให้ซูดานจมปลักอยู่กับความรุนแรงตลอด

คู่ขัดแย้ง คือ ประธานาธิบดี กีอีร์ และอดีตรองประธานาธิบดี มาชาร์ ผู้ซึ่งกีอีร์ กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ก่อรัฐประหารทำให้เกิดสงครามกลางเมืองตลอดมา ตั้งแต่ปี 2556  มีผู้เสียชีวิตกว่า 4 แสนคน มีคนอพยพหนีภัยมากว่า 2 ล้านคน

ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และมาชาร์ ผู้นำฝ่ายกบฏ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีกีอีร์ ปล่อยนักโทษการเมือง 11 คน แต่กีอีร์ไม่ฟัง และระดมกำลังเข้ายึดพื้นที่คืนจากฝ่ายกบฏ

ปี 2561 กีอีร์และมาชาร์ ลงนามข้อตกลงสันติภาพที่ เอธิโอเปีย และพยายามจะตั้งรัฐบาลร่วมกันในเดือนพฤษภาคมปีนี้ แต่ดูท่าจะยังไม่สำเร็จ ต้องเลื่อนเวลาไปอีกราว 6 เดือน ส่งผลให้ชาวซูดานใต้ 12 ล้านคน ยังเผชิญภาวะสงครามกลางเมืองต่อไป

สงครามกลางเมืองยังคุกรุ่น ความรุนแรงไม่มีทีท่าจะลดลง มีสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เหลือกำลังที่ทุกฝ่ายจะช่วยกันได้  ศาสนาจารย์จัสติน เวลบี อาร์คบิชอบ แห่งแคนเทอร์เบอรี่ ประมุขแห่ง   คริสจักรอังกฤษ จึงเสนอให้ผู้นำซูดานทั้งสองฝ่ายเข้าเงียบ อาศัยศาสนาเป็นเครื่องสงบจิตสงบใจ ด้วยการเข้าพัก ในบ้านพักของสำนักวาติกัน

ในห้องประชุมรูปวงกลมที่ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน  เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ณ สำนักวาติกัน พระสันตะปาปาฟรานซิส ตรัสให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงสงบศึก ที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเอกภาพในเดือนหน้า

“ ข้าพเจ้าวอนขอพวกท่านด้วยหัวใจ ให้พวกท่านคงไว้ซึ่งสันติภาพ ให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า ถึงแม้จะมีปัญหาต่างๆมากมาย แต่มันก็ไม่อาจเอาชนะเราได้ จงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของพวกท่านเถิด……..

ก็อาจมีการฟาดฟันและข้อขัดแย้งในหมู่พวกท่านบ้าง แต่ก็ขอให้เก็บมันไว้กับตัวท่าน เก็บไว้ในที่ทำงาน แต่ต่อหน้าผู้คนแล้ว ก็ขอให้จับมือกันไว้ ดังนั้นในฐานะคนธรรมดา ท่านจะกลายเป็นบรรพบุรุษของชาติ ”

หลังจากตรัสแล้ว ทุกคนตกตะลึงต่อการกระทำของสมเด็จพระสันตะปาปา

ทั้งๆที่มีอาการเจ็บหัวเข่าเรื้อรัง ในวัย 82 ปี พระองค์ก้าวเดินช้าๆด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใส โดยมีผู้ช่วยจับแขนประคองอยู่ด้านขวา  พระองค์ก้าวไปยืนตรงหน้าประธานาธิบดีกีอีร์ คุกเข่าขวาลงกับพื้น คุกเข่าซ้ายตาม แล้วก้มลงจูบเท้าบุคคลที่อยู่ตรงหน้า แล้วถูกพยุงให้ยืนขึ้น เดินไปที่มาชาร์ ผู้นำกลุ่มกบฏ แล้วคุกเข่าลงกระทำแบบเดียวกันทรงจูบแม้ที่เท้าของรัฐมนตรีหญิงคือนางรีเบคกา มาบิยอร์

ความจริง หากไม่ทรงกระทำเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครตำหนิพระองค์ได้เลย แต่พระองค์ตั้งใจจูบไปตรงที่ ที่ต่ำที่สุด คือหลังเท้าของผู้นำซูดาน เพื่อจะบอกว่าแม้แต่สิ่งที่ต่ำที่สุดของมนุษย์ พระองค์ยังจูบได้ นับประสาอะไรกับการให้เกียรติให้อภัยผู้อื่นจะทำไม่ได้เชียวหรือ

อันที่จริงก่อนหน้านั้น พระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ทรงจัดพิธีล้างเท้าให้กับตัวแทนผู้ลี้ภัย 11 คน ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาคริสต์ ทรงล้างเท้าและจูบลงเท้าผู้อพยพต่างศาสนาและต่างผิวพรรณ โดยทรงกล่าวว่า       “ เราเป็นบุตรจากพระเจ้าองค์เดียวกัน เราล้วนมีวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกัน แต่เราทั้งหมดเป็นพี่น้องกันและต้องการใช้ชีวิตอย่างสันติสุข ”

นี่นับเป็นการแสดงออกถึง สัญญะละลายความเกลียดชัง ต่อผู้อพยพลี้ภัยและบุคคลต่างศาสนาซึ่งเป็นผู้ด้อยสถานะยิ่งกว่า

เมื่อไปค้นดูคำสอนของพระเยซูเจ้า ก็ได้พบว่า ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะจากโลกนี้ไป เพื่อไป  “เฝ้าพระบิดา ” ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด พระองค์กลับสุภาพถ่อมตนอย่างที่สุด

พระองค์ทรงล้างเท้าให้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์ ที่พระองค์ทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะ “ทรงรักพวกเขาจนถึงที่สุด ” (ยน  13: 1)

ป็นความรักที่ทำให้สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เป็นความรักที่ทำให้สิ่งที่คิดว่ายากกลายเป็นสิ่งที่ง่าย เป็นความรักที่ทำให้พระองค์กระทำสิ่งนี้ได้

ใช่หรือไม่ว่า การคุกเข่าลงจูบเท้าผู้นำซูดานของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เป็นภาษาท่าทางที่สะท้อนถึงความรักถึงที่สุด เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ที่ได้แสดงไปแล้ว

เป็นการสื่อสารที่ไปไกลเกินกว่าวาทะกรรม หรือการเจรจาสันติภาพทั่วๆไป แต่ได้ใช้ภาษาท่าทาง ที่มีพลังแรงใจใหญ่หลวง การสื่อสารนี้จะมีผลดลใจต่อหัวใจของผู้นำซูดานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากจะหยั่งได้  แต่เชื่อเถอะว่าเป็นการสื่อสารภาษาท่าทางที่ส่งพลังแรงต่อผู้คนทั่วโลกให้เป็นสักขีพยาน และเป็นพลังร่วมในความปรารถนาสันติภาพ ณ ดินแดนซูดานแห่งนั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา

20190430

“ อั๊วไปคนแรก ”

นี่คือคำประกาศอาสากล้าตายที่เฉียบขาดต่อหน้าคณะเสรีไทย ในอังกฤษของ นายเข้ม เย็นยิ่ง

หรือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เมื่อปี 2485

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ 8 ธันวาคม 2485  จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับคำขาดจากญี่ปุ่นให้ไทยยอมจำนนและเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เพื่อต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร คนไทยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาถูกเรียกตัวกลับหมด ใครไม่กลับรัฐบาลขู่ว่าจะถูกถอนสัญชาติไทย  ในเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคนไทยรักชาติได้ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษและพากันสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษถึง 36 คน

คุณทศ พันธุมเสน  เสรีไทยคนหนึ่งเล่าว่า  ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ประกาศเป็นอาสากล้าตายคนแรก ต่อที่ประชุมอย่างกล้าหาญ ในการประชุมคณะเสรีไทยในอังกฤษเพื่อส่งคนเข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในบทความชื่อ “ ทหารชั่วคราว ”  ดร.ป๋วย อธิบายว่าที่อาสาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะทราบดีว่า นายปรีดี พนมยงค์ ( รู้ธ ) เป็นหัวหน้าคณะเสรีไทย ในฐานะที่จบและเคยทำงานที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์  เรียนจบปริญญาเอก และได้รับโทรเลขต้อนรับจาก นายปรีดี ว่าเขาเป็นคนที่ “ ควรได้     รับความสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและไม่ต้องสอบสวนยืดยาว ”

การลักลอบเข้าประเทศไทยโดยลงเรือดำน้ำจากศรีลังกาเข้ามากบดานแถวชายทะเลประจวบคีรีขันธ์ ประสบความล้มเหลว เพราะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้

นายเข้ม เย็นยิ่ง พร้อมเสรีไทยอีกสองคนคือ นายประทาน เปรมกมล  และ นายสำราญ วรรณพฤกษ์  จึงเข้ามาอีกครั้งทางเครื่องบินจากอินเดีย โดยกระโดดร่มมาลงที่ จ.ชัยนาท  เมื่อ  6  มีนาคม  2487

ชาวบ้านนั่งเกวียนย่ำทุ่งลัดแนวป่ามาทางหนองหมอ บริเวณบ้านวังน้ำขาว  เมื่อพบว่ามีทหารกระโดดร่มชูชีพมาหลบอยู่ในป่าชายทุ่งจึงแจ้งเจ้าหน้าที่

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ร้องให้ชาวบ้านจับตัวทหารคนนั้น โดยบอกว่า เขาเป็นสายลับข้าศึกเป็นจารชน

ดร.ป๋วย เล่าว่า “ คิดถึงคู่รักของข้าพเจ้าที่ลอนดอน คิดถึงคำสุดท้ายของ คุณมณี สาณะเสน    ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้าเมื่อก่อนเราเดินทางออกจากอังกฤษ คิดถึงเพื่อนข้าพเจ้าที่ยังอยู่ในอินเดีย  คิดถึงเพื่อนสองคนที่อยู่ในพุ่มไม้ใกล้เคียง  คิดถึงญาติมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ  คิดถึงสาส์นจากกองบัญชาการถึง “รู้ธ” ที่ยังอยู่ในกระเป๋าของข้าพเจ้า  และคิดถึงยาพิษ ยังอยู่ในกระเป๋าหน้าอกของข้าพเจ้า หรือจะยอมให้จับเป็น ให้เขาจับตายเถิด เพราะความลับที่ข้าพเจ้านำมานั้นมีมากเหลือเกิน….. แต่เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นไม่มีอยู่ในหมู่คนที่จะมาจับข้าพเจ้า อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือ ก็ยอมสู้ตายเลย ให้เขาจับเป็นดีกว่า อย่าเพิ่งตายเลย  ”  ( สารคดี ฉบับ   202 / 2544 )

ระดม สรรพพันธุ์  เขียนบันทึกเรื่อง  “ พบลุงบุญธรรม ปานแก้ว ผู้ช่วยชีวิต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ”  ว่า “ ทหารคนนั้น ( ดร.ป๋วย )  โบกมือให้กับพวกเรา (ชาวบ้าน) พร้อมกับร้องเรียกว่า เข้ามาเถอะครับ ผมไม่สู้หรอก กับคนไทย  แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ผมสู้ครับ

ชาวบ้านกรูกันเข้าไปจับตัวทหารคนนั้นไว้ แล้วซ้อม ชก ต่อย แล้วเตะอย่างไม่ปรานีปราศรัย  แม้ทหารคนนั้นจะร้องขอและบอกว่าเขาเป็นใคร สังกัดไหน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากชาวบ้านแต่อย่างใด เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านก็ผลักเข้าไปในกกไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง แล้วขึ้นนกเตรียมลั่นไกยิงทหารคนนั้น

ทันใดนั้นผม ( ลุงบุญธรรม ) วิ่งปรู๊ดเข้าไปขวางไว้  แล้วผลักกระบอกปืนออกไปพร้อมกับบอกว่า ช้าก่อนครับ……. เวลานี้บ้านเมืองเรากำลังคับขัน  เราจับข้าศึกได้แล้ว เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะดีจะชั่วอย่างไร ก็ต้องจับตัวส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปไต่สวนกันก่อน ท่านจะจัดการเสียเองโดยลำพัง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ทหารคนนั้นบอก ฆ่าผมเถอะครับ ผมมานี่กู้ชาติ เวลานี้บ้านเมืองเราเป็นขี้ข้าเขาหมดแล้ว ผมตายช่างมัน ยิงผมเถอะ  แหม……. รักน้ำใจจังเลย ”

นายอำเภอขี่ม้านำชาวบ้านหลายร้อยคน เป็นขบวนใหญ่ ไล่ชาวบ้านทุกคนให้ห่างจารชนใจโหดเหี้ยม ซึ่งถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งบนเกวียนจากป่าเข้าเมือง เป็นนักโทษที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

ดร.ป๋วย ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกโซ่ล่ามข้อเท้าไว้กับเสากลาง ศาลาวัดวังน้ำขาว

ตอนบ่ายวันนั้น  เจ้าหน้าที่คุมตัวบางคนม่อยหลับไป ชาวบ้านจึงกระเถิบเข้ามาใกล้ ดร.ป๋วย เขียนในข้อเขียน “ ทหารชั่วคราว ” ว่า “ ในหมู่ชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้มีหญิงผู้หนึ่งอายุค่อนข้างมาก  ข้าพเจ้าสังเกตว่าแกนั่งใกล้ข้าพเจ้าอยู่นานถึงสองชั่วโมงไม่ไปไหน และนั่งเอามือกอดเข่า เมื่อคนที่มาดูข้าพเจ้าค่อยบางตาไปบ้างแล้ว ผู้หญิงผู้นั้นก็พูดกับข้าพเจ้าเสียงแปร่งๆว่า “ พุทโธ่ ! หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า ” ข้าพเจ้าถามว่า ลูกป้าอยู่ที่ไหน ได้รับคำตอบว่า ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

 เสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันและรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น ”

ชาวบ้านหลายหมู่บ้านพากันมาดูหน้าจารชนหรือคนรักชาติที่ศาลาแห่งนั้น  บางคนอยากให้เขาอยู่ บางคนอยากให้เขาตาย คล้ายกับมีเทพและปีศาจอยู่ในร่างเดียวกัน

คนหนึ่งแอบส่งว่านให้  แล้วกระซิบว่า

“ อมๆไว้  ดูหน้าผากแล้ว  ไม่ตาย ”

ดร.ป๋วย  ถูกล่ามโซ่ข้อเท้า เคลื่อนจากบ้านวังน้ำขาวรอนแรมไปถูกขังที่ สภ.อ. วัดสิงห์ แล้วย้ายไปขังที่ สภ.อ.ชัยนาท  ไปถูกขังต่อที่เรือนจำ จ.ชัยนาท แล้วถูกนำลงเรือยนต์ไปขึ้นที่ท่าช้าง นำตัวไปขังที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลร่วมกับเสรีไทยคนอื่นๆ

ระหว่างนี้เอง  ร.ต.อ. โพยม จันทะรัคคะ ธ.บ. ได้เสี่ยงตายลอบพา ดร.ป๋วย ไปพบกับ อาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ ม.ธ.ก. ในเวลานั้น เชื่อมโยงไปสู่การพบปะกันระหว่าง ดร.ป๋วย กับ ดร.ปรีดี พนมยงค์(รู้ธ) ที่บ้านบางเขนของ อ.วิจิตร เพื่อเสนอสาส์นจาก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ภารกิจสื่อสารบรรลุผล ดร.ป๋วย ส่งสัญญาณวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติการในแผ่นดินไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อใกล้สิ้นสุดสงครามโลก “ รู้ธ ” ได้ส่ง “ นายเข้ม เย็นยิ่ง ”  (ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ )  กลับไปอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเจรจากับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทยว่าเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศผู้แพ้สงคราม และยังเป็นผู้เจรจาขอให้อังกฤษยอมปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้

อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญมาก ดร.ป๋วย  ได้รับคำสั่งจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทย ให้เป็นผู้ติดต่อกับกองทัพอากาศอังกฤษ  ขอร้องไม่ให้ทิ้งระเบิดใส่บริเวณพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบริเวณวังอื่นๆด้วย

รัฐสภาอังกฤษ  ปรับไทยที่ประกาศสงครามเข้าข้างญี่ปุ่นโดยให้ปรับเป็นข้าว 1.5 ล้านตัน นายเข้ม   เย็นยิ่ง  แต่งชุดนายพันทหารอังกฤษร่วมเจรจาต่อรองไม่ให้ปรับเป็นข้าวแต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยน

ข้าวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค และยังขอให้อังกฤษช่วยจ่ายค่าข้าวบ้าง

หากไม่มีบุคคลอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ที่มีความรักชาติ  ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ โดยปราศจากเงื่อนไข หากไม่มีรัฐบุรุษอย่าง ดร.ปรีดี พนมยงค์  แผ่นดินไทยจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไรกัน

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไมตรีวิวาทะ

20181123

เพื่อทำความเข้าใจสาธารณะ เรื่อง บทบาทของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ และความเป็นคนในคน

นอกที่คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ตั้งประเด็นมา จึงขอนำเอาเนื้อหาโต้ตอบจากสื่อเฟสบุ๊ค ในระหว่าง 20-23 พย. 61  ของผู้เขียนกับคุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มาให้พิจารณาดังนี้

พุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561  นสพ.แนวหน้า เผยแพร่ข้อเขียนจาก FB ของประสาร มฤคพิทักษ์ มีข้อความ ดังนี้

“ ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่ง รู้สึกคาใจว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ  ไม่รักษาคำพูดที่ออกมาเคลื่อนไหว

ร่วมสร้างพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่กำลังเดินคารวะแผ่นดินอยู่ในเวลานี้  แม้ว่าคุณสุเทพ ยืนยันหลายครั้งแล้วก็ตามว่า “ จะไม่สมัคร สส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ จะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี  จะไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ไม่รับแม้แต่เป็นกรรมการบริหารพรรค ”

นี่เป็นเรื่องเข้าใจได้

ข้อเขียนนี้ไม่ใช่การแก้ต่าง แต่ขอเสนอมุมมองให้พิจารณา ดังนี้

1. บางคนย้อนอดีตไปรำลึกถึงคำพูด “ เสียสัตย์เพื่อชาติ ” ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง เมื่อ

27 ปีที่แล้ว ที่ผิดคำพูดตนเองว่าจะไม่เป็นแล้ว กลับมาเป็นนายกฯ

ความจริงแล้ว  เป็นเรื่องที่เอามาเปรียบกันไม่ได้ เพราะอดีตนายกฯ คนนั้นกลับคำมารับตำแหน่ง ในขณะที่คุณสุเทพ ปฏิเสธทุกตำแหน่ง ขอเพียงได้ทำหน้าที่สมาชิกพรรค ที่เอาการเอางานคนหนึ่งเท่านั้น

2. การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ระบบการเมืองจะดีหรือร้ายย่อมส่งผลกระทบต่อทุกคน คุณ    

สุเทพ อาศัยสถานะของความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางให้ทุกคนร่วมสร้างพรรคการเมืองได้  ไม่เป็นเรื่องดีหรอกหรือหากคนๆหนึ่งมีพลังที่จะสร้างพรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย

3. บทบาทของคุณสุเทพ ในยุคการชุมนุม กปปส. 204 วัน เมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว พิสูจน์ให้เห็นว่า

ที่ออกแรงสุดชีวิตร่วมกับประชาชนต้าน พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอย และคัดค้านสารพันความฉ้อฉลจนเกิดผลเปลี่ยนแปลงในวันนี้ คุณสุเทพ ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตนใดๆ  ตรงกันข้าม บำเหน็จของกำนัน คือเป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏ คดีก่อการร้าย คดีอั้งยี่ซ่องโจร มีโทษอาญาสูงจากจำคุกถึงประหารชีวิต ในทางแพ่งยังถูก กกต. ฟ้องแพ่งคุณสุเทพกับพวกเป็นมูลค่า 3,100 ล้านบาท  คดีกำลังอยู่ในกระบวนการศาล และรอวันพิพากษา

4. ถ้าคนๆหนึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองถึง 40 ปี มีความสันทัดจัดเจนรู้เล่ห์ทันเหลี่ยมการเมือง

มีลำหักลำโค่น ที่จะใช้พลังสร้างสรรค์ พรรคการเมืองที่เคารพเจตจำนงของประชาชน มุ่งมั่นสร้างประชาธิปไตยภายในพรรค ทำให้พรรคกับประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน น้อมรับเอาความทุกข์ยากของประชาชนมาเป็นความทุกข์ของพรรค  บทบาทเช่นนี้ นอกจากทำให้เหล่านักฉ้อฉลทางการเมืองไม่สบอารมณ์แล้ว สังคมไทยจะได้รับผลพวงที่เลวร้ายอะไรตรงไหน

ใช่หรือไม่ว่า  ความมุ่งมั่นที่จะก่อเกิดพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงพรรคหนึ่ง โดยมีศักยภาพ และความเสียสละของคนๆนี้ ย่อมเป็นคุณูปการยาวไกลต่อสังคมไทย แล้วไยจึงมีคนเดือดร้อน   กันนักหนากับสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ร่วมกับประชาชน เข้ามาขับเคลื่อนพรรครวมพลังประชาชาติไทยพรรคนี้ ”

คุณนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ เขียน FB โต้ตอบว่า

“   ถ้าจะว่ากันจริงๆ  

  1. พี่สุเทพ นั่นแหละเบอร์ใหญ่สุดในพรรค รปช. หริอพี่ประสารว่าไม่จริง ?
  2. การเมืองที่น่ากลัวที่สุด คือ การเมืองที่ถูกครอบงำจากผู้มีบารมีที่อยู่นอกพรรค เวลาเราวิจารณ์

พรรคอื่นเราบอกว่า มีคนต่างประเทศครอบงำอยู่เบื้องหลัง  แต่กรณีพี่สุเทพ พี่ประสารคิดว่า หม่อมจัตุมงคล ใหญ่กว่าพี่สุเทพ จริงหรือ พี่เชื่ออย่างนั้นจริงหรือ พรรคของพี่ไม่ถูกครอบงำจากพี่สุเทพหรือ พี่เชื่อหรือ?

พี่ครับ คนอยู่นอกพรรคน่ะน่ากลัวที่สุด เพราะ “ ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายใดๆเลย ” แล้วยุคปฏิรูปเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกหรือ ผมเล่นการเมืองตรงไป-ตรงมาครับ พี่รู้จักผมดี หลอกใครเราหลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ครับ แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับพี่   ”

ผู้เขียนได้เขียน FB ตอบไปว่า

“ ผมจะไม่เถียงว่าใครใหญ่ใครเล็ก ใหญ่ไม่ได้แปลว่าดี เล็กก็ไม่ใช่ว่าเลว สำคัญมากกว่าคือองค์กร

นั้นเดินไปในวิถีที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ 2 ครั้งที่แม้วเป็นนายก มีใครใหญ่กว่าเขาบ้าง เขาเป็นใหญ่ตัวจริงเสียงจริง แต่บ้านเมืองป่นปี้แค่ไหนก็รับรู้กันอยู่

เรื่องคนในคนนอก ทบทวนประวัติศาสตร์ดีไหม 30 กว่าปีก่อน ปชป. ได้รับเลือกตั้งมี สส. มากสุด แต่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คนนอกพรรคแน่ๆ กลับได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่เห็นกลัว พลเอกเปรมกันล่ะ ผมไม่ได้ตำหนิที่พลเอกเปรม ที่มาเป็นนายกตอนนั้น แต่ความเป็นคนนอกหรือใน ไม่ได้แปลว่าดีหรือร้าย

อนึ่ง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสมาชิกพรรค เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคจากจำนวน 607 คน เป็นคนในแท้ๆ ที่จะออกแรงมากน้อยก็เป็นไปตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญรองรับอยู่แล้ว

ส่วนเรื่อง “ไม่ถูกครอบงำจากพี่สุเทพหรือ พี่เชื่อหรือ” นั้น ผมมีแง่คิดว่าที่ยังเคารพตนเองได้จนถึงวันนี้ก็เพราะความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เผลอไผลไปกับความฉ้อฉล ผมแยกถูกแยกผิดเป็น อาจพลาดบ้างในบางเรื่อง แต่ด้านหลักแล้วยังยึดมั่นอยู่กับข้างความถูกต้อง ถ้าคุณสุเทพพาผมลงเหว คิดหรือว่าคนอย่างผม

หม่อมเต่า  ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  ดร.สุริยะใส กตะศิลา พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์  จะกอดคอกันลงเหวไปด้วย แทนที่จะชี้นิ้วว่าใครครอบงำใคร จะดีกว่าไหมที่คิดว่า แนวคิดหลักของคนกลุ่มนี้ มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

แลกเปลี่ยนด้วยครับ ถือเป็น “ไมตรีวิวาทะ”

คุณนิพิฏฐ์  ตอบกลับมาว่า

“ เราแลกเปลี่ยนกันได้ครับ แต่พี่ไม่ได้ตอบคำถามผมว่า ในพรรค รปช. ใครคือ “เบอร์ใหญ่สุดหรือ

ใครคือเจ้าของพรรคตัวจริง” แต่พี่พยายามเลี่ยงไปว่าใครใหญ่ใครเล็กไม่สำคัญหรอก แต่ไม่เป็นไร ผมถือว่าพี่จำนนด้วยหลักฐานแล้ว

ผมไม่ได้ต่อว่าอะไรพี่สุเทพ เพียงแต่บอกพี่ว่า ที่บอกว่าไม่เล่นการเมืองแล้ว ไม่รับตำแหน่งใดๆแล้ว มันไม่จริง เป็นการเลี่ยงบาลีเท่านั้นเองครับ ผมก็เข้าใจ ไม่ได้ว่าไร เพียงแต่เราจะหลอกชาวบ้านทำไม เราให้เกียรติเขาไม่ดีกว่าหรือ

ผมมั่นใจพี่สุเทพรักบ้านเมือง ผมไม่สงสัยประเด็นนี้เลย ผมไม่สงสัยเรื่องนี้ พี่พยายามเบี่ยงเบนประเด็น

พี่ยกตัวอย่างว่า 2 ครั้งแล้วแม้วไม่ได้เป็นนายกแต่ยังใหญ่อยู่ เชื่อเถอะ แม้พี่สุเทพไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ใหญ่กว่ารัฐมนตรีเหมือนกัน แนวเดียวกันเลยครับ เพียงแต่คนหนึ่งไปซ้าย อีกคนหนึ่งไปขวา คือสุดโต่งทั้งคู่ พี่ชอบการเมืองแบบสุดโต่งอย่างนี้หรือครับ และพี่เชื่อว่าการสุดขั้วหรือสุดโต่งคือการแก้ปัญหาหรือครับ ผมว่าสร้างปัญหามากกว่า

พี่ยกตัวอย่างพลเอกเปรม ที่มาเป็นนายกฯ ผมว่า คนละเรื่องกันและพยายามทำให้คนสับสนด้วยคิดว่าพี่มีความรู้มากกว่าคนอ่าน  พี่ครับ พลเอกเปรมไม่ได้มาจากการยึดอำนาจนะครับ แต่พลเอกประยุทธ์มาจากการยึดอำนาจ และสร้างกลไกสืบทอดอำนาจ แต่พลเอกเปรมไม่ใช่  ถ้าพี่เอาพลเอกเปรมมาเปรียบกับพลเอกประยุทธ์ ผมว่าแย่แล้วล่ะครับ พลเอกเปรมป้องกันการยึดอำนาจ แต่พลเอกประยุทธ์ มาจากการยึดอำนาจครับ  

เช่นกัน ผมก็ไม่ได้โทษพลเอกประยุทธ์ 100 % ที่ยึดอำนาจนะครับ เพียงแต่ผมโทษที่ท่านสืบทอดอำนาจและเอาเปรียบพรรคอื่นเท่านั้นครับ ”

ผู้เขียนตอบกลับไปอีกครั้งว่า

ผมไม่ตอบคำถามว่าใครเบอร์ใหญ่สุด ไม่ได้แปลว่าผมเลี่ยงหรือยอมจำนน ผมไม่ใช่จำเลย และคุณก็ไม่ได้เป็นศาลหรือทนายที่ผมต้องตอบคำถาม เพราะผมไม่เห็นว่าใหญ่หรือเล็กมีความสำคัญอะไร ใหญ่ก็โกงได้ โกงได้มากด้วยเพราะความใหญ่  ระบอบทักษิณทำมาแล้ว ผมขอเน้นว่า ทิศทางที่ก้าวไปของพรรคของรัฐบาล หรือของประเทศ มันเป็นเนื้อหาสาระที่สำคัญยิ่งกว่าเบอร์เล็กเบอร์ใหญ่ที่จำกัดเขตพื้นที่ทางสมองอยู่เพียงเท่านี้

เรื่องคนนอกคนใน ผมก็ตอบตรงว่า คุณสุเทพไม่ใช่คนนอก เพราะเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นสมาชิกตลอดชีพ ที่ยกตัวอย่างว่าพรรค ปชป. ต้อนรับพลเอกเปรม ยอมให้เป็นนายกในยุคนั้น ก็เพื่อจะชี้ให้ชัดว่า     “ความเป็นคนนอก” เป็นสิ่งที่ ปชป. ทำมาแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ตามที่คุณวาดภาพไว้ คุณก็มาแตกประเด็นเถียงไปอีกว่า อย่ามาเปรียบกับพลเอกประยุทธ์ ที่มาจากการยึดอำนาจ

ผมคงไปตามเถียงประเด็นแถของคุณไม่ไหวหรอก ว่าแต่ว่า “ผมมั่นใจพี่สุเทพรักบ้านรักเมือง” ที่คุณพูดน่ะ ขณะนี้คุณสุเทพซึ่งเป็น “คนใน” ของพรรค รปช. กำลังทำหน้าที่คารวะแผ่นดิน เป็นภารกิจรักบ้านรักเมืองเช่นนี้ ทำไมคุณนิพิฏฐ์ ถึงเป็นเดือดเป็นร้อนเหลือเกิน ”


ลงพิมพ์ใน นสพ.ไทยโพสต์ หน้า 4 ฉบับ 23 พย.61

 

ผลการเลือกตั้งทั่วไปจะพลิกความคาดหมาย

20181028_generalelection

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะพลิกความคาดหมายของคอการเมืองโดยทั่วไป

ด้วยเหตุผลดังนี้

1. มีบทเรียนมาแล้วว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เมื่อ 7 สิงหาคม 2559 นั้น คาดเดากันว่าร่างจะไม่ผ่านประชามติเพราะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยทั้ง2 พรรคประกาศล่วงหน้าไม่รับร่างดังกล่าว แต่แล้วประชาชน 16.8 ล้านเสียงลงคะแนนรับร่างขณะที่ฝ่ายไม่รับได้คะแนนเพียง 10.5 ล้านเสียง ต่างกันถึง 4.3 ล้านเสียง ทั้งๆที่สองพรรคใหญ่ดังกล่าว หากเอาคะแนนเสียงที่เคยได้รับล่าสุดมารวมกัน จะได้มากกว่า 25 ล้านเสียง

2. ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งสรรปันส่วนซึ่งลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียวแต่ส่งผล 3 อย่าง คือได้คะแนน ส.ส.เขต ได้คะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และได้คนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะขอเรียกว่าเป็นระบบ “ขายเหล้า พ่วงเบียร์แถมน้ำเปล่า” จะทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสได้ ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคใหญ่แบบเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อน้อยมาก ถึงขั้นอาจไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะได้ ส.ส.จากระบบเขตเต็มจำนวนไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุให้คนสำคัญของทั้งสองพรรคนั้นหันไปลงสมัครเป็น ส.ส.ระบบเขตกันมากกว่า

3. อาจมีการยุบพรรคการเมืองที่ทำผิดกฏหมายพรรคการเมืองมาตรา 28-29 ที่ห้ามบุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคเข้าแทรกแซงครอบงำพรรค ตอนนี้จึงมีการเตรียมพรรค”ตระกูลเพื่อ”หลายพรรคสำรองไว้รองรับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ส่วนจะยุบพรรคก่อนหรือหลังวันสมัครรับเลือกตั้งก็แล้วแต่ แต่กฏหมายกำหนดให้ผู้สมัครต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นไม่น้อยกว่า 90 วันล่วงหน้า การแตกแบ๊งค์พันเป็นแบ๊งค์ร้อย จะมีผลไม่มากนัก เพราะสื่อที่รวดเร็วแพร่หลาย  จะช่วยให้ผู้คนรู้ว่าจะกี่พรรคก็เป็นตระกูลเดียวกันนั่นเอง

4. อดีต ส.ส.ที่เป็นตัวเต็งในพื้นที่หลายคนอาจน้ำตาตก เพราะผู้คนทั้งหลายเอือมระอานักการเมืองเก่า และเรียกหานักการเมืองหน้าใหม่ นี่เป็นกระแสที่มาแรงมากในทุกท้องที่ทั่วประเทศ เชื่อว่า ส.ส.หน้าใหม่จะเข้ามาแทนที่ ส.ส.หน้าเก่ามากกว่า 50%

5. การหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่ออีเลคโทรนิค หรือสื่อออนไลน์ จะมีอานุภาพมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ พรรคการเมืองไหนไม่สันทัดในการใช้สื่อดังกล่าว จะเสียเปรียบ

6. ในระยะ 7 ปีมานี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เติบโตขึ้นมาจนครบอายุ 18 ปีที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรก ลบด้วยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เสียชีวิตไป จะมีจำนวนมากกว่า 7 ล้านคน พรรคไหนจะช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้ได้มากกว่ากัน

7. นับจากนี้ไปอีก 4 เดือนกว่าจะถึงวันลงบัตรเลือกตั้ง ยังมีตัวแปรอีกมากมายที่ทำให้คะแนนเสียงของพรรคต่างๆแกว่งไกว พรรคไหนจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้บอบช้ำน้อยสุด พรรคนั้นย่อมได้เปรียบ จึงขอประเมินว่าผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นคราวนี้ จะพลิกความคาดหมายแบบคาดไม่ถึง

ฝ่ายประชาธิปไตยคือฝ่ายไหน

20181022_democracy

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่หลบหนีอาญาแผ่นดินไปอยู่ต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ “ ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้คะแนนเกิน 300 เสียง ” ซึ่งนายภูมิธรรม  เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยได้ออกมาพูดในทำนองเดียวกัน

ปัญหาคือ ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายประชาธิปไตยตามทัศนะของผู้พูด ผู้พูดเข้าใจคำว่าฝ่ายประชาธิปไตยคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้

1. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่จัดให้มีการโกงการเลือกตั้ง แล้วศาลรัฐธรรมนูญสั่ง

ให้ยุบพรรคการเมืองถึง 2 ครั้ง คือพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2550  ในคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งจนมีสมาชิก111 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี  

อีกครั้งหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อ 2  ธันวาคม 2551 ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ  เป็นผลให้สมาชิกพรรคการเมือง 3 พรรค จำนวน 109 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

2. หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่กรรมการและสมาชิกพรรค ตกอยู่ในสถานะหญิงชาย

ผู้เงียบงัน อันอาจเรียกได้ว่าเป็นคณะบุคคลที่เรียกได้ใช้ฟัง สุดแต่นายใหญ่จะชี้นิ้วไปทางไหน จะสั่งให้น้องเขยเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ จะสั่งให้น้องสาวที่ไม่ประสาทางการเมืองเอาเสียเลย มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ จะให้ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ เป็นคนไหนก็ได้ แม้กระทั่งแนวทางนโยบายพรรคยังต้องขึ้นต่อบุคคลคนเดียว ดังคำขวัญอันลือลั่นที่ว่า “ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ”

3. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือ ฝ่ายเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมากที่ฉ้อฉล

ลักหลับตอนตีสี่กว่า ลงมติผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ที่รวมเอาคนทุจริต คนก่อความรุนแรงให้พ้นจากโทษทัณฑ์  เป็นจารึกรอยด่างทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่คนไทยหลายล้านคนออกมาเดินถนนต่อต้านมากที่สุด อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

4. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่ออกนโยบายทำสงครามยาเสพติดด้วยการสั่งฆ่าตัด

ตอน มีผู้คน 2,600 คน เสียชีวิต  จากการตรวจสอบพบว่า มีจำนวนเกินกว่าครึ่งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดใดๆ  นับเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติครั้งประวัติศาสตร์อีกยุคหนึ่ง ในช่วงปี 2545 -2546

5. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่มีหลักฐานชี้ชัดว่าทุจริตในการจำนำข้าว ตามโครงการ

จำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ 15,000 บาท  ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐมากกว่า 500,000 ล้านบาท ศาลอาญาคดีทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุกอดีตรัฐมนตรี 2 คน และจำคุกข้าราชการระดับสูง

ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หลบหนีออกจากประเทศโดยช่องทางธรรมชาติ

6. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่นำกองกำลังของตนเองไปปิดล้อมการประชุมอาเซียน

ซัมมิท ที่โรงแรมรอยัลคลิพบีชพัทยา เมื่อเดือนเมษายน 2552 มีการบุกรุก ทุบกระจกโรงแรม มีการคุกคามจนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน กับคู่เจรจาต้องล้มเลิก ผู้นำประเทศต่างๆ ต้องหลบหนีกันจ้าละหวั่น เป็นการประจานประเทศไทย ให้อัปยศไปทั่วทั้งโลก

7. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

แถมยังเผลอแกล้งทำถุงขนมมูลค่า 2 ล้านบาทตกบริเวณศาล จนศาลสั่งจำคุกคนทำผิดไปแล้ว  หากศาลตัดสินในทางเป็นคุณต่อตนเองก็แล้วไป แต่หากศาลตัดสินที่เป็นโทษต่อตนเองก็ไม่ยอมรับ ออกอาการว่าถูกกลั่นแกล้งรังแก เท่ากับว่าฝ่ายตนสามารถทำอะไรตามอำเภอใจ  แม้ทำผิดก็ไม่ควรต้องรับโทษ แม้ถูกพิพากษาลงโทษก็หนีอาญาแผ่นดินได้ กลายเป็นฝ่ายที่อยู่เหนือผิดเหนือถูกในบ้านเมือง

ผู้ที่พูดถึงฝ่ายประชาธิปไตย ควรตอบคำถามทั้ง 7 ข้อนี้ให้กระจ่าง เพื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้แยกผิดแยกถูกได้เพื่อจะได้ใช้สิทธิเลือก ส.ส. อย่างมีวิจารณญาณ