สง่างาม  ท่ามกลางเงื้อมมือของกฎหมาย  

20190422_dignified

เหตุการณ์ # SaveDecha   ไม่ใช่ข่าวคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนข่าวสารอื่นๆ  แต่เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์แห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ของวงการกัญชาในประเทศไทย

เป็นปรากฏการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพลังทางศีลธรรมกับพลังทางกฎหมายของบ้านเมืองอย่างแหลมคม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่เรียกความสนใจจากสังคมไทยทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562  ตำรวจชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จ.สุพรรณบุรี ทหาร และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 7  เข้าตรวจค้นมูลนิธิข้าวขวัญ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จับกุมนายพรชัย    ชูเลิศ  เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ  พร้อมของกลางเป็นกัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้ง และเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง  และออกหมายเรียก อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อแจ้งข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต คือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ในเวลานี้ เหตุการณ์คลี่คลายไปแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งต่อบุคคลที่ถูกจับกุม และต่อวงการผลิตสารสกัดจากกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์  นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิข้าวขวัญ และการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชาต่อวงการสาธารณสุข อย่างเป็นจริงเป็นจัง

“ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ และอยู่เหนือกฎระเบียบใดๆ ”  นี่คือคำประกาศของ อ.เดชา ศิริภัทร ที่องอาจและสวยงามยิ่ง

อ.เดชา ผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษา โดยรู้ทั้งรู้ว่าการผลิตดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็ทำ เนื่องจาก

“ เรื่องแบบนี้รอให้ถูกกฎหมายค่อยทำ มันไม่ทันหรอก ทำไปแล้วให้มันถูกกฎหมายง่ายกว่า มันได้ผลจริงนะครับ  ได้ผลอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย ….. แล้วถ้าไม่ทำอะไรเลย กฎหมายจะเปลี่ยนไหม พวกเรานี่แหละต้องเรียกร้องให้กฎหมายเปลี่ยน คนส่วนน้อยเขียนกฎหมาย  ประโยชน์ก็อยู่กับคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่อยากได้ประโยชน์ก็ต้องเรียกร้อง หากต้องการเปลี่ยนกฎหมาย มันต้องเกิดจากคนข้างล่าง…. เราต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทันที เราต้องออกนอกกรอบบ้าง แต่มีเป้าหมายชัดเจน เอาคุณค่าเป็นของจริง อย่าเอามูลค่ามาตัดสินกัญชา ”   

แรงบันดาลใจของ อ.เดชา ศิริภัทร นี้เอง ผนวกกับจิตสัมผัสของ อ.เดชา ที่รับเอาพลังของแม่โพสพ เทพธิดาแห่งข้าวที่ อ.เดชา น้อมเคารพมาตลอดชีวิต ที่ทำให้เขามีความหาญกล้าทางจริยธรรมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงคุกตารางอันหมายถึงอิสรภาพของตัวเขาเอง

การจับกุมครั้งนี้มีผลด้านบวกเป็นอเนกประการ

1. มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา นำไปสู่ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงหลังสงกรานต์นี้ 11 หน่วยงานทั้งภาคราชการ เช่น คณะเภสัชศาสตร์ของ 3 มหาวิทยาลัย  องค์การเภสัชกรรม มูลนิธิข้าวขวัญ ป.ป.ส. ฯลฯ จะร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาของไทย ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และอวยประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ และมีการแบ่งงานกันทำตามความสันทัดของแต่ละหน่วยงาน

นี่ยังเป็นการให้บทเรียนหน่วยราชการที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจควบคุม จับกุม โดยมองว่ากัญชาเป็นสารเสพติดนั้น ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่การร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนายาจากสารสกัดกัญชา เพื่อประโยชน์ของประชาชน เป็นการขับเคลื่อนเชิงรุก โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมาย

2. ปรากฏการณ์ # SaveDecha  ผ่านพลังสื่อสังคม ( Social  Media ) ทั้งขององค์กรภาคประชาชน  องค์กรภาควิชาการ และปัจเจกชน จำนวนมากมายมหาศาล นับเป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนครั้งสำคัญ  เป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทะลุทะลวงอุปสรรคต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

3.สังคมไทยได้เรียนรู้ร่วมกันว่าสารสกัดจากกัญชามีสรรพคุณนานาประการต่อระบบสุขภาพทั้งหมด ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบการย่อยอาหาร ระบบการหายใจ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ การมีฤทธิ์ต่อการรักษามะเร็ง และอื่นๆ  ยังไม่เคยมีสถาบันใดให้การศึกษาคุณประโยชน์ของน้ำมันกัญชาได้ดีเท่าปรากฏการณ์ครั้งนี้

4. สังคมไทยยังได้เรียนรู้ว่ามูลนิธิข้าวขวัญ เป็นองค์กรเอกชน หรือ NGO ที่สร้างผลงานอันเป็นคุณต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยจากโรคมะเร็งได้จำนวนมากมาย ในระยะ 5-6 ปีมานี้ ด้วยน้ำมันกัญชาที่พิสูจน์ให้ประจักษ์จริงว่าสารสกัดจากกัญชามีผลออกฤทธิ์ตรงต่อผู้ป่วย

อ.เดชา ศิริภัทร เล่าว่าการได้พบกับญาติใกล้ชิดผู้ป่วยมะเร็งคนแรก ซึ่งได้ทดลองใช้ยาน้ำมันสกัดจากกัญชา เขายังจำวันนั้นได้ดี ที่เขาเล่าถึงผู้ป่วยว่า “ เขาหมดหวังแล้ว หมอใช้ตั้งแต่คีโม ฉายแสง ผ่าตัดทุกอย่าง หมอหมดปัญญาแล้ว คุณมีเวลาเหลือไม่เกิน 2 เดือน คุณกลับไปได้เลย จัดการมรดกให้เสร็จเรียบร้อย ”  ปรากฏว่าผู้ป่วยคนนั้น อยู่ต่อมาได้อีก 3 ปี

อ.เดชา ยังมีประสบการณ์ตรงของตนเองว่า “ ตอนนั้นอายุ 65  ตื่นมาแป๊บเดียวลืม อาการแรกของอัลไซเมอร์  ฝันก็จำได้ อะไรก็ไม่ลืม มือเริ่มสั่นนิดๆ เป็นอาการแรกเริ่มของพาร์กินสัน แต่ตอนนี้มือผมนิ่งสนิทแล้ว ”  อ.เดชา บอกว่าเขาใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคต้อเนื้อในตาได้ผลด้วย

อ.เดชา จึงประกาศว่า “ ผมได้ประโยชน์จากกัญชาแบบไหน ประชาชนควรจะได้รับแบบนั้นด้วย อันนี้เป็นตัวตั้ง เพราะผมทดสอบตัวเองก่อน มันควรจะไปถึงทุกคน ทำไมต้องอยู่ที่ผมคนเดียว ”

การจับกุมมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดของพลังร่วมทางบวกของสังคมต่อสารสกัดจากกัญชาครั้งนี้ ไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นเพราะการดำเนินการผลิตน้ำมันกัญชาของ อ.เดชา ศิริภัทร แห่งมูลนิธิข้าวขวัญมุ่งสู่ผลประโยชน์ทางสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ  จนแม้แต่บุคคลระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ คือ ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร กล้าประกาศขอติดคุกแทนโดยเอาตนเองเป็นตัวประกัน เพื่อปกป้องความเสียสละของ อ.เดชา ศิริภัทร ควรกล่าวได้ว่าไม่มีใครสงสัยในเจตนาอันบริสุทธิ์ของ อ.เดชา ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์นั้นเป็นความถูกต้องดีงาม เป็นพลังเมตตาธรรม เป็นพลังแห่งศีลธรรมที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ แม้จะมีปราการแห่งกฎหมายขวางกั้นก็ตาม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ที่ว่าคนดีนั้นเป็นฉันใด

20190422_goodperson

จริงหรือไม่ว่าใครที่รู้ตัวว่าทำผิดแล้วสำนึกผิด เราอาจเรียกได้ว่าเขาเป็นคนดี

ต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าให้พิจารณา เป็นเรื่องที่คนดีกับคนดีเวียนมาพบกันระหว่างผมคนซื้อกับลุง

คนขาย

“ วันนั้นผมไปซื้อบุหรี่ 70 บาท  ผมยื่นแบงค์ร้อยไป ลุงเขาทอนมา 40 บาท

พอผมออกจากร้านไปได้ไม่ไกล ลุงตะโกนเรียกผม ไอ้หนุ่ม เอ็งลืมบุหรี่ เพราะเห็นว่าลุงเป็นคนดี   ที่เตือนให้ไปรับบุหรี่ ผมจึงคืนเงินแกไป 10 บาทที่ลุงทอนเกินมา

ลุงเห็นว่าผมนิสัยดีที่คืนเงิน 10 บาทให้ จึงขอบุหรี่ในมือผมคืนไป หยิบบุหรี่มาอีกซอง แล้วบอกว่า ซองนี้เป็นบุหรี่แท้ ซองที่เองเอาไปนั่นน่ะ มันบุหรี่ปลอม

ผมซาบซึ้งในความดีของลุงมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงบอกกับลุงว่า  แบงค์ร้อยที่ผมเอาให้ลุงน่ะเป็นแบงค์ปลอม พร้อมกับหยิบแบงค์ร้อยจริงขอแลกคืน

ลุงน้ำตาไหลด้วยความปิติที่เห็นผมไม่โกงลุง จึงบอกว่า  ไอ้หนุ่มเอ๊ย เอ็งเป็นคนดีมาก แต่คราวหน้าคราวหลังระวังกระเป๋าตังค์ให้ดีล่ะ เดี๋ยวใครจะล้วงเอาไป ว่าแล้วลุงก็คืนกระเป๋าตังค์ให้ผม

ผมซาบซึ้งน้ำใจลุงยิ่งขึ้นไปอีก จึงส่งคืนสร้อยข้อมือทองให้ลุงแล้วบอกว่า ลุงก็เหมือนกันเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะมาก ลุงต้องระวังของมีค่าให้ดี ไม่งั้นมันจะสูญหายได้ง่าย นี่โชคดีนะลุงที่เราสองคนต่างก็เป็นคนดีเหมือนกัน ”

จบเรื่องเล่า คนดีสองคน ที่ต่างเปิดเผยตัวตนให้เห็น ว่าแต่พฤติกรรมเช่นนี้จะเรียกว่าเป็นพฤติกรรมของคนดีได้หรือไม่ เพราะทั้งสองคนต่างก็ฉ้อฉลต่อกันและกัน นี่คือปัญหาที่น่าวินิจฉัย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ลงมือทำแทนการวางเฉยหรือก่นด่า

20190419_postit

วันนี้มีคลิพอันหนึ่งที่เพื่อนส่งมาเข้ากลุ่มไลน์ เป็นคลิพที่สะท้อนให้เห็นถึงการลงมือทำแทนการวางเฉยหรือพร่ำบ่นที่ได้ผลมาก

กล้องจับภาพไปที่ชายสองคนถือแผ่นกระดาษประเภทแปะติด ( POST IT ) เดินตรงไปที่รถเก๋งคันงามที่จอดอยู่ข้างทางเท้า ซึ่งตรงนั้น มีเครื่องหมายรูปคนนั่งรถเข็นอยู่บนพื้นถนนที่รถคันนั้นจอดทับไว้ นั่นแปลว่า รถคันนั้นมาแย่งที่จอดรถคนพิการนั่นเอง

ชายสองคนเอากระดาษแปะติดสีฟ้า ขนาด 3×3 นิ้ว เอาไปแปะติดที่บริเวณกระโปรงหน้า กระโปรงหลัง กระจกหน้า กระจกข้าง กระจกหลัง ดุมล้อทั้งสี่ และแล้วผู้คนหลายคน บริเวณนั้นทั้งชายหญิงก็พากันผสมโรงด้วยการเอากระดาษแปะติดแบบเดียวกันมาแปะติดบริเวณพื้นที่พื้นที่ด้านนอกของตัวรถคันนั้นทั้งหมด จนรอบคันมีแต่กระดาษแปะติด และมีรูปสัญลักษณ์เส้นสีขาวเป็นเครื่องหมายที่จอดรถคนพิการอยู่ที่ด้านข้างและบนกระโปรงรถด้านหน้าด้วย กล้องจับภาพชายพิการขาที่โขยกไม้ค้ำคนหนึ่งกำลังกดปุ่มถ่ายภาพนั้นจากโทรศัพท์มือถือของเขาเองพร้อมด้วยรอยยิ้ม ตำรวจจราจรสองคนผ่านมาพอดี จึงจอดรถสังเกตดูเหตุการณ์นั้น

ชายเจ้าของรถกลับมาถึงที่รถของตนเอง ก็ออกอาการโมโห แล้วเข้าไปดึงกระดาษแปะติดออกที่บริเวณกระจกหน้า และกระจกข้าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสมน้ำหน้าจากคนที่อยู่บริเวณนั้น ตำรวจจราจรเข้าไปออกปากเตือนว่า “ มาแย่งที่จอดรถของคนพิการ ” ชายคนนั้นสตาร์ทรถ แล้วขับออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

ชายเจ้าของรถจะสำนึกผิดหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของเขา แต่หนังเรื่องนี้ให้บทเรียนอย่างสำคัญว่า

ทุกคนมีสิทธิในพื้นที่ของตนเอง เมื่อมีการละเมิดสิทธิ เจ้าของสิทธิย่อมทักท้วงและแสดงสิทธิของตนเองได้ พลเมืองดีก็สามารถช่วยรักษาสิทธิให้คนอื่นได้ เป็นการใช้สิทธิทางตรง เป็นความเคารพต่อกฎหมาย เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนของใครเป็นการเฉพาะ

โดยทั่วไป เมื่อเกิดปรากฏการณ์ละเมิดสิทธิ ผู้คนส่วนใหญ่จะพากันวางเฉยเพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของตน อาจจะก่นด่าเจ้าของรถ อาจจะบ่นว่าทำไมตำรวจไม่มาจัดการ อาจจะถ่ายรูปไปโพสต์ในสื่อออนไลน์ แต่ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น เลือกที่จะประท้วงด้วยการร่วมด้วยช่วยกันใช้วิธีดังกล่าว

ผลที่เกิดขึ้นนั้น เจ้าของรถน่าจะขยาดไปตลอดชีวิต ที่ไปละเมิดสิทธิคนพิการ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า พลังของสังคมที่รู้ร้อนรู้หนาวกับการละเมิดสิทธินั้น สามารถจะปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิดได้ด้วยการ ลงมือทำทันที แทนที่จะวางเฉยหรือเพียงแต่ก่นด่าเท่านั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไมตรีวิวาทะ

20181123

เพื่อทำความเข้าใจสาธารณะ เรื่อง บทบาทของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ และความเป็นคนในคน

นอกที่คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ตั้งประเด็นมา จึงขอนำเอาเนื้อหาโต้ตอบจากสื่อเฟสบุ๊ค ในระหว่าง 20-23 พย. 61  ของผู้เขียนกับคุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มาให้พิจารณาดังนี้

พุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561  นสพ.แนวหน้า เผยแพร่ข้อเขียนจาก FB ของประสาร มฤคพิทักษ์ มีข้อความ ดังนี้

“ ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่ง รู้สึกคาใจว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ  ไม่รักษาคำพูดที่ออกมาเคลื่อนไหว

ร่วมสร้างพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่กำลังเดินคารวะแผ่นดินอยู่ในเวลานี้  แม้ว่าคุณสุเทพ ยืนยันหลายครั้งแล้วก็ตามว่า “ จะไม่สมัคร สส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ จะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี  จะไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ไม่รับแม้แต่เป็นกรรมการบริหารพรรค ”

นี่เป็นเรื่องเข้าใจได้

ข้อเขียนนี้ไม่ใช่การแก้ต่าง แต่ขอเสนอมุมมองให้พิจารณา ดังนี้

1. บางคนย้อนอดีตไปรำลึกถึงคำพูด “ เสียสัตย์เพื่อชาติ ” ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง เมื่อ

27 ปีที่แล้ว ที่ผิดคำพูดตนเองว่าจะไม่เป็นแล้ว กลับมาเป็นนายกฯ

ความจริงแล้ว  เป็นเรื่องที่เอามาเปรียบกันไม่ได้ เพราะอดีตนายกฯ คนนั้นกลับคำมารับตำแหน่ง ในขณะที่คุณสุเทพ ปฏิเสธทุกตำแหน่ง ขอเพียงได้ทำหน้าที่สมาชิกพรรค ที่เอาการเอางานคนหนึ่งเท่านั้น

2. การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ระบบการเมืองจะดีหรือร้ายย่อมส่งผลกระทบต่อทุกคน คุณ    

สุเทพ อาศัยสถานะของความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางให้ทุกคนร่วมสร้างพรรคการเมืองได้  ไม่เป็นเรื่องดีหรอกหรือหากคนๆหนึ่งมีพลังที่จะสร้างพรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย

3. บทบาทของคุณสุเทพ ในยุคการชุมนุม กปปส. 204 วัน เมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว พิสูจน์ให้เห็นว่า

ที่ออกแรงสุดชีวิตร่วมกับประชาชนต้าน พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอย และคัดค้านสารพันความฉ้อฉลจนเกิดผลเปลี่ยนแปลงในวันนี้ คุณสุเทพ ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตนใดๆ  ตรงกันข้าม บำเหน็จของกำนัน คือเป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏ คดีก่อการร้าย คดีอั้งยี่ซ่องโจร มีโทษอาญาสูงจากจำคุกถึงประหารชีวิต ในทางแพ่งยังถูก กกต. ฟ้องแพ่งคุณสุเทพกับพวกเป็นมูลค่า 3,100 ล้านบาท  คดีกำลังอยู่ในกระบวนการศาล และรอวันพิพากษา

4. ถ้าคนๆหนึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองถึง 40 ปี มีความสันทัดจัดเจนรู้เล่ห์ทันเหลี่ยมการเมือง

มีลำหักลำโค่น ที่จะใช้พลังสร้างสรรค์ พรรคการเมืองที่เคารพเจตจำนงของประชาชน มุ่งมั่นสร้างประชาธิปไตยภายในพรรค ทำให้พรรคกับประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน น้อมรับเอาความทุกข์ยากของประชาชนมาเป็นความทุกข์ของพรรค  บทบาทเช่นนี้ นอกจากทำให้เหล่านักฉ้อฉลทางการเมืองไม่สบอารมณ์แล้ว สังคมไทยจะได้รับผลพวงที่เลวร้ายอะไรตรงไหน

ใช่หรือไม่ว่า  ความมุ่งมั่นที่จะก่อเกิดพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงพรรคหนึ่ง โดยมีศักยภาพ และความเสียสละของคนๆนี้ ย่อมเป็นคุณูปการยาวไกลต่อสังคมไทย แล้วไยจึงมีคนเดือดร้อน   กันนักหนากับสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ร่วมกับประชาชน เข้ามาขับเคลื่อนพรรครวมพลังประชาชาติไทยพรรคนี้ ”

คุณนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ เขียน FB โต้ตอบว่า

“   ถ้าจะว่ากันจริงๆ  

  1. พี่สุเทพ นั่นแหละเบอร์ใหญ่สุดในพรรค รปช. หริอพี่ประสารว่าไม่จริง ?
  2. การเมืองที่น่ากลัวที่สุด คือ การเมืองที่ถูกครอบงำจากผู้มีบารมีที่อยู่นอกพรรค เวลาเราวิจารณ์

พรรคอื่นเราบอกว่า มีคนต่างประเทศครอบงำอยู่เบื้องหลัง  แต่กรณีพี่สุเทพ พี่ประสารคิดว่า หม่อมจัตุมงคล ใหญ่กว่าพี่สุเทพ จริงหรือ พี่เชื่ออย่างนั้นจริงหรือ พรรคของพี่ไม่ถูกครอบงำจากพี่สุเทพหรือ พี่เชื่อหรือ?

พี่ครับ คนอยู่นอกพรรคน่ะน่ากลัวที่สุด เพราะ “ ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายใดๆเลย ” แล้วยุคปฏิรูปเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกหรือ ผมเล่นการเมืองตรงไป-ตรงมาครับ พี่รู้จักผมดี หลอกใครเราหลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ครับ แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับพี่   ”

ผู้เขียนได้เขียน FB ตอบไปว่า

“ ผมจะไม่เถียงว่าใครใหญ่ใครเล็ก ใหญ่ไม่ได้แปลว่าดี เล็กก็ไม่ใช่ว่าเลว สำคัญมากกว่าคือองค์กร

นั้นเดินไปในวิถีที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ 2 ครั้งที่แม้วเป็นนายก มีใครใหญ่กว่าเขาบ้าง เขาเป็นใหญ่ตัวจริงเสียงจริง แต่บ้านเมืองป่นปี้แค่ไหนก็รับรู้กันอยู่

เรื่องคนในคนนอก ทบทวนประวัติศาสตร์ดีไหม 30 กว่าปีก่อน ปชป. ได้รับเลือกตั้งมี สส. มากสุด แต่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คนนอกพรรคแน่ๆ กลับได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่เห็นกลัว พลเอกเปรมกันล่ะ ผมไม่ได้ตำหนิที่พลเอกเปรม ที่มาเป็นนายกตอนนั้น แต่ความเป็นคนนอกหรือใน ไม่ได้แปลว่าดีหรือร้าย

อนึ่ง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสมาชิกพรรค เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคจากจำนวน 607 คน เป็นคนในแท้ๆ ที่จะออกแรงมากน้อยก็เป็นไปตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญรองรับอยู่แล้ว

ส่วนเรื่อง “ไม่ถูกครอบงำจากพี่สุเทพหรือ พี่เชื่อหรือ” นั้น ผมมีแง่คิดว่าที่ยังเคารพตนเองได้จนถึงวันนี้ก็เพราะความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เผลอไผลไปกับความฉ้อฉล ผมแยกถูกแยกผิดเป็น อาจพลาดบ้างในบางเรื่อง แต่ด้านหลักแล้วยังยึดมั่นอยู่กับข้างความถูกต้อง ถ้าคุณสุเทพพาผมลงเหว คิดหรือว่าคนอย่างผม

หม่อมเต่า  ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  ดร.สุริยะใส กตะศิลา พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์  จะกอดคอกันลงเหวไปด้วย แทนที่จะชี้นิ้วว่าใครครอบงำใคร จะดีกว่าไหมที่คิดว่า แนวคิดหลักของคนกลุ่มนี้ มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

แลกเปลี่ยนด้วยครับ ถือเป็น “ไมตรีวิวาทะ”

คุณนิพิฏฐ์  ตอบกลับมาว่า

“ เราแลกเปลี่ยนกันได้ครับ แต่พี่ไม่ได้ตอบคำถามผมว่า ในพรรค รปช. ใครคือ “เบอร์ใหญ่สุดหรือ

ใครคือเจ้าของพรรคตัวจริง” แต่พี่พยายามเลี่ยงไปว่าใครใหญ่ใครเล็กไม่สำคัญหรอก แต่ไม่เป็นไร ผมถือว่าพี่จำนนด้วยหลักฐานแล้ว

ผมไม่ได้ต่อว่าอะไรพี่สุเทพ เพียงแต่บอกพี่ว่า ที่บอกว่าไม่เล่นการเมืองแล้ว ไม่รับตำแหน่งใดๆแล้ว มันไม่จริง เป็นการเลี่ยงบาลีเท่านั้นเองครับ ผมก็เข้าใจ ไม่ได้ว่าไร เพียงแต่เราจะหลอกชาวบ้านทำไม เราให้เกียรติเขาไม่ดีกว่าหรือ

ผมมั่นใจพี่สุเทพรักบ้านเมือง ผมไม่สงสัยประเด็นนี้เลย ผมไม่สงสัยเรื่องนี้ พี่พยายามเบี่ยงเบนประเด็น

พี่ยกตัวอย่างว่า 2 ครั้งแล้วแม้วไม่ได้เป็นนายกแต่ยังใหญ่อยู่ เชื่อเถอะ แม้พี่สุเทพไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ใหญ่กว่ารัฐมนตรีเหมือนกัน แนวเดียวกันเลยครับ เพียงแต่คนหนึ่งไปซ้าย อีกคนหนึ่งไปขวา คือสุดโต่งทั้งคู่ พี่ชอบการเมืองแบบสุดโต่งอย่างนี้หรือครับ และพี่เชื่อว่าการสุดขั้วหรือสุดโต่งคือการแก้ปัญหาหรือครับ ผมว่าสร้างปัญหามากกว่า

พี่ยกตัวอย่างพลเอกเปรม ที่มาเป็นนายกฯ ผมว่า คนละเรื่องกันและพยายามทำให้คนสับสนด้วยคิดว่าพี่มีความรู้มากกว่าคนอ่าน  พี่ครับ พลเอกเปรมไม่ได้มาจากการยึดอำนาจนะครับ แต่พลเอกประยุทธ์มาจากการยึดอำนาจ และสร้างกลไกสืบทอดอำนาจ แต่พลเอกเปรมไม่ใช่  ถ้าพี่เอาพลเอกเปรมมาเปรียบกับพลเอกประยุทธ์ ผมว่าแย่แล้วล่ะครับ พลเอกเปรมป้องกันการยึดอำนาจ แต่พลเอกประยุทธ์ มาจากการยึดอำนาจครับ  

เช่นกัน ผมก็ไม่ได้โทษพลเอกประยุทธ์ 100 % ที่ยึดอำนาจนะครับ เพียงแต่ผมโทษที่ท่านสืบทอดอำนาจและเอาเปรียบพรรคอื่นเท่านั้นครับ ”

ผู้เขียนตอบกลับไปอีกครั้งว่า

ผมไม่ตอบคำถามว่าใครเบอร์ใหญ่สุด ไม่ได้แปลว่าผมเลี่ยงหรือยอมจำนน ผมไม่ใช่จำเลย และคุณก็ไม่ได้เป็นศาลหรือทนายที่ผมต้องตอบคำถาม เพราะผมไม่เห็นว่าใหญ่หรือเล็กมีความสำคัญอะไร ใหญ่ก็โกงได้ โกงได้มากด้วยเพราะความใหญ่  ระบอบทักษิณทำมาแล้ว ผมขอเน้นว่า ทิศทางที่ก้าวไปของพรรคของรัฐบาล หรือของประเทศ มันเป็นเนื้อหาสาระที่สำคัญยิ่งกว่าเบอร์เล็กเบอร์ใหญ่ที่จำกัดเขตพื้นที่ทางสมองอยู่เพียงเท่านี้

เรื่องคนนอกคนใน ผมก็ตอบตรงว่า คุณสุเทพไม่ใช่คนนอก เพราะเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นสมาชิกตลอดชีพ ที่ยกตัวอย่างว่าพรรค ปชป. ต้อนรับพลเอกเปรม ยอมให้เป็นนายกในยุคนั้น ก็เพื่อจะชี้ให้ชัดว่า     “ความเป็นคนนอก” เป็นสิ่งที่ ปชป. ทำมาแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ตามที่คุณวาดภาพไว้ คุณก็มาแตกประเด็นเถียงไปอีกว่า อย่ามาเปรียบกับพลเอกประยุทธ์ ที่มาจากการยึดอำนาจ

ผมคงไปตามเถียงประเด็นแถของคุณไม่ไหวหรอก ว่าแต่ว่า “ผมมั่นใจพี่สุเทพรักบ้านรักเมือง” ที่คุณพูดน่ะ ขณะนี้คุณสุเทพซึ่งเป็น “คนใน” ของพรรค รปช. กำลังทำหน้าที่คารวะแผ่นดิน เป็นภารกิจรักบ้านรักเมืองเช่นนี้ ทำไมคุณนิพิฏฐ์ ถึงเป็นเดือดเป็นร้อนเหลือเกิน ”


ลงพิมพ์ใน นสพ.ไทยโพสต์ หน้า 4 ฉบับ 23 พย.61

 

คนเล็กๆที่กล้าต่อกร

20181121_smallpeople

หนึ่งในบรรดาคนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว คือ ลุงเฉลียว ยันสาด แห่งอำเภอหันคา จ. ชัยนาท   อันที่จริงรางวัลไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิต มันเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง หลังจากที่

เนื้องานปรากฏเป็นมรรคผลเชิงประจักษ์ต่อสาธารณะแล้ว

สามสิบกว่าปีก่อน ทหารชั้นประทวนยศสิบตรี ที่กลับมาเยี่ยมบ้านทีไร ก็พบความสะเทือนใจว่า บึงน้ำจืดที่สาธารณะ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งหาอยู่หากินมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตาทวด เป็นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่ถูกบุกรุกจับจองไปนับพันไร่  ทุกคนพากันเอามือซุกหีบ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นกับบึงสาธารณะแห่งนี้

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิด กระตุ้นเตือนใจลุงเฉลียวว่า “ ผมเห็นความไม่ยุติธรรม เห็นคนมาบุกรุกจับจองที่สาธารณะประโยชน์ ก็รู้สึกว่า ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่งั้นลูกหลานลำบากแน่ ”

ลุงเฉลียวใช้ความพยายามส่วนตนไปตรวจพบเอกสารสำคัญว่า ที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณะมาตั้งแต่ ปี 2477  แล้วกรมที่ดินไปออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง ถูกบุกรุกได้โดยง่ายก็เพราะผู้บุกรุกคิดว่าเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า (Wasteland) ลุงเฉลียวเป็นทหารในศูนย์ยิงปืน มีความรู้เรื่องวิถีกระสุนอย่างดี เมื่อตรวจสอบรายละเอียด ประกอบกับการศึกษาแผนที่ทหารบริเวณนั้น จึงแน่ใจว่า พื้นที่แห่งนี้มีการออกเอกสารสิทธิ โดยผิดกฎหมาย

ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนกฎหมายใดๆ  ลุงเฉลียวร่างเอกสารคำฟ้องศาลปกครองด้วยตนเองในยามค่ำคืน โดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียง เพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในยุคนั้น ร่างเสร็จก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ข้อหาออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิดังกล่าว

การฟ้องครั้งนี้ ล่วงรู้ไปถึงคนที่เสียประโยชน์ จึงมีคำข่มขู่ผ่านมาถึงหูลุงเฉลียว

“ มึงไปบอกเพื่อนมึงเลยนะ ระวังตัวให้ดี เขาไปจ้างมือปืนมาแล้ว ”

เถ้าแก่คนหนึ่ง บอกให้ลุงเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสัญญาว่าจะให้เงินหนึ่งล้านบาท

นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง ปรามาสว่า “ ลุงแก่ๆคนนี้น่ะหรือจะมาทำเรื่องแบบนี้สำเร็จ ”

วันหนึ่งตำรวจสันติบาลมาหา  ถามลุงเฉลียวว่า “ ไปรับเงินใครมาเคลื่อนไหว ”

ท่ามกลางความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น ลุงเฉลียวตัดสินใจเดินหน้าต่อสู้อย่างไม่พรั่นพรึง

ฝ่ายหนึ่งผู้เสียผลประโยชน์ คือ ทุนผนวกกับอำนาจของราชการ อีกฝ่าย คือลุงคนเล็กๆที่มีลูกเมียและชาวบ้านที่รักความเป็นธรรมยืนเคียงข้าง  สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลปกครอง  ทางกรมที่ดินอ้างต่อศาลว่า ลุงเฉลียวไม่มีสิทธิฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ลุงเฉลียวยืนยันต่อศาลว่า พื้นที่ชุ่มน้ำพันกว่าไร่บริเวณนี้เขาเห็นมาตั้งแต่เล็ก เกิดมาก็ได้อาศัย น้ำอาบ น้ำกิน น้ำใช้ ได้จับปลาและสัตว์น้ำจากพื้นที่แห่งนี้ ที่ถูกจับจองเป็นสมบัติส่วนตัวไปหมดแล้ว

สิบกว่าปีผ่านมา การต่อสู้ในศาลปกครองสิ้นสุดลง ลุงเฉลียวยืนหยัดให้การต่อศาล โดยไม่ต้องอาศัยทนายเลย ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมที่ดินยกเลิกการออกโฉนดในพื้นที่สาธารณะทั้งหมด

พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นของชาวบ้านมาแต่เดิมจำนวนพันกว่าไร่ คืนกลับมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้งท่ามกลางความปิติของประชาชนในย่านนั้น ในวันนี้พื้นที่นี้ กลายเป็นป่าใหญ่ห้อมล้อมบึงสาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนในอดีต

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสมบัติสาธารณะ บวกกับการตัดสินใจ และใช้ความกล้าหาญ และความพยายามส่วนตนไปทำหน้าที่ ที่ควรทำโดยไม่ยำเกรงต่ออันตรายที่อาจมาถึงตัว ทำให้เกิดผลอันควรภาคภูมิใจ แล้วกลับไปทำงานเป็นกรรมกรรับจ้าง อย่างเงียบๆ โดยไม่คิดถึงผลตอบแทนส่วนตัวใดๆ

มีคนไปถามลุงเฉลียวว่า

“ ทำไมลุงเสี่ยงชีวิตมาทำเรื่องแบบนี้ ”

ลุงตอบซื่อๆว่า

“ ทำก่อนตาย ตายแล้วไม่ได้ทำ”

ผลการเลือกตั้งทั่วไปจะพลิกความคาดหมาย

20181028_generalelection

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะพลิกความคาดหมายของคอการเมืองโดยทั่วไป

ด้วยเหตุผลดังนี้

1. มีบทเรียนมาแล้วว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เมื่อ 7 สิงหาคม 2559 นั้น คาดเดากันว่าร่างจะไม่ผ่านประชามติเพราะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยทั้ง2 พรรคประกาศล่วงหน้าไม่รับร่างดังกล่าว แต่แล้วประชาชน 16.8 ล้านเสียงลงคะแนนรับร่างขณะที่ฝ่ายไม่รับได้คะแนนเพียง 10.5 ล้านเสียง ต่างกันถึง 4.3 ล้านเสียง ทั้งๆที่สองพรรคใหญ่ดังกล่าว หากเอาคะแนนเสียงที่เคยได้รับล่าสุดมารวมกัน จะได้มากกว่า 25 ล้านเสียง

2. ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งสรรปันส่วนซึ่งลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียวแต่ส่งผล 3 อย่าง คือได้คะแนน ส.ส.เขต ได้คะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และได้คนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะขอเรียกว่าเป็นระบบ “ขายเหล้า พ่วงเบียร์แถมน้ำเปล่า” จะทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสได้ ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคใหญ่แบบเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อน้อยมาก ถึงขั้นอาจไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะได้ ส.ส.จากระบบเขตเต็มจำนวนไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุให้คนสำคัญของทั้งสองพรรคนั้นหันไปลงสมัครเป็น ส.ส.ระบบเขตกันมากกว่า

3. อาจมีการยุบพรรคการเมืองที่ทำผิดกฏหมายพรรคการเมืองมาตรา 28-29 ที่ห้ามบุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคเข้าแทรกแซงครอบงำพรรค ตอนนี้จึงมีการเตรียมพรรค”ตระกูลเพื่อ”หลายพรรคสำรองไว้รองรับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ส่วนจะยุบพรรคก่อนหรือหลังวันสมัครรับเลือกตั้งก็แล้วแต่ แต่กฏหมายกำหนดให้ผู้สมัครต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นไม่น้อยกว่า 90 วันล่วงหน้า การแตกแบ๊งค์พันเป็นแบ๊งค์ร้อย จะมีผลไม่มากนัก เพราะสื่อที่รวดเร็วแพร่หลาย  จะช่วยให้ผู้คนรู้ว่าจะกี่พรรคก็เป็นตระกูลเดียวกันนั่นเอง

4. อดีต ส.ส.ที่เป็นตัวเต็งในพื้นที่หลายคนอาจน้ำตาตก เพราะผู้คนทั้งหลายเอือมระอานักการเมืองเก่า และเรียกหานักการเมืองหน้าใหม่ นี่เป็นกระแสที่มาแรงมากในทุกท้องที่ทั่วประเทศ เชื่อว่า ส.ส.หน้าใหม่จะเข้ามาแทนที่ ส.ส.หน้าเก่ามากกว่า 50%

5. การหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่ออีเลคโทรนิค หรือสื่อออนไลน์ จะมีอานุภาพมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ พรรคการเมืองไหนไม่สันทัดในการใช้สื่อดังกล่าว จะเสียเปรียบ

6. ในระยะ 7 ปีมานี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เติบโตขึ้นมาจนครบอายุ 18 ปีที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรก ลบด้วยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เสียชีวิตไป จะมีจำนวนมากกว่า 7 ล้านคน พรรคไหนจะช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้ได้มากกว่ากัน

7. นับจากนี้ไปอีก 4 เดือนกว่าจะถึงวันลงบัตรเลือกตั้ง ยังมีตัวแปรอีกมากมายที่ทำให้คะแนนเสียงของพรรคต่างๆแกว่งไกว พรรคไหนจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้บอบช้ำน้อยสุด พรรคนั้นย่อมได้เปรียบ จึงขอประเมินว่าผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นคราวนี้ จะพลิกความคาดหมายแบบคาดไม่ถึง

ฝ่ายประชาธิปไตยคือฝ่ายไหน

20181022_democracy

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่หลบหนีอาญาแผ่นดินไปอยู่ต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ “ ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้คะแนนเกิน 300 เสียง ” ซึ่งนายภูมิธรรม  เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยได้ออกมาพูดในทำนองเดียวกัน

ปัญหาคือ ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายประชาธิปไตยตามทัศนะของผู้พูด ผู้พูดเข้าใจคำว่าฝ่ายประชาธิปไตยคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้

1. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่จัดให้มีการโกงการเลือกตั้ง แล้วศาลรัฐธรรมนูญสั่ง

ให้ยุบพรรคการเมืองถึง 2 ครั้ง คือพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2550  ในคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งจนมีสมาชิก111 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี  

อีกครั้งหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อ 2  ธันวาคม 2551 ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ  เป็นผลให้สมาชิกพรรคการเมือง 3 พรรค จำนวน 109 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

2. หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่กรรมการและสมาชิกพรรค ตกอยู่ในสถานะหญิงชาย

ผู้เงียบงัน อันอาจเรียกได้ว่าเป็นคณะบุคคลที่เรียกได้ใช้ฟัง สุดแต่นายใหญ่จะชี้นิ้วไปทางไหน จะสั่งให้น้องเขยเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ จะสั่งให้น้องสาวที่ไม่ประสาทางการเมืองเอาเสียเลย มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ จะให้ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ เป็นคนไหนก็ได้ แม้กระทั่งแนวทางนโยบายพรรคยังต้องขึ้นต่อบุคคลคนเดียว ดังคำขวัญอันลือลั่นที่ว่า “ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ”

3. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือ ฝ่ายเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมากที่ฉ้อฉล

ลักหลับตอนตีสี่กว่า ลงมติผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ที่รวมเอาคนทุจริต คนก่อความรุนแรงให้พ้นจากโทษทัณฑ์  เป็นจารึกรอยด่างทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่คนไทยหลายล้านคนออกมาเดินถนนต่อต้านมากที่สุด อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

4. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่ออกนโยบายทำสงครามยาเสพติดด้วยการสั่งฆ่าตัด

ตอน มีผู้คน 2,600 คน เสียชีวิต  จากการตรวจสอบพบว่า มีจำนวนเกินกว่าครึ่งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดใดๆ  นับเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติครั้งประวัติศาสตร์อีกยุคหนึ่ง ในช่วงปี 2545 -2546

5. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่มีหลักฐานชี้ชัดว่าทุจริตในการจำนำข้าว ตามโครงการ

จำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ 15,000 บาท  ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐมากกว่า 500,000 ล้านบาท ศาลอาญาคดีทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุกอดีตรัฐมนตรี 2 คน และจำคุกข้าราชการระดับสูง

ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หลบหนีออกจากประเทศโดยช่องทางธรรมชาติ

6. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่นำกองกำลังของตนเองไปปิดล้อมการประชุมอาเซียน

ซัมมิท ที่โรงแรมรอยัลคลิพบีชพัทยา เมื่อเดือนเมษายน 2552 มีการบุกรุก ทุบกระจกโรงแรม มีการคุกคามจนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน กับคู่เจรจาต้องล้มเลิก ผู้นำประเทศต่างๆ ต้องหลบหนีกันจ้าละหวั่น เป็นการประจานประเทศไทย ให้อัปยศไปทั่วทั้งโลก

7. ใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายประชาธิปไตย คือฝ่ายที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

แถมยังเผลอแกล้งทำถุงขนมมูลค่า 2 ล้านบาทตกบริเวณศาล จนศาลสั่งจำคุกคนทำผิดไปแล้ว  หากศาลตัดสินในทางเป็นคุณต่อตนเองก็แล้วไป แต่หากศาลตัดสินที่เป็นโทษต่อตนเองก็ไม่ยอมรับ ออกอาการว่าถูกกลั่นแกล้งรังแก เท่ากับว่าฝ่ายตนสามารถทำอะไรตามอำเภอใจ  แม้ทำผิดก็ไม่ควรต้องรับโทษ แม้ถูกพิพากษาลงโทษก็หนีอาญาแผ่นดินได้ กลายเป็นฝ่ายที่อยู่เหนือผิดเหนือถูกในบ้านเมือง

ผู้ที่พูดถึงฝ่ายประชาธิปไตย ควรตอบคำถามทั้ง 7 ข้อนี้ให้กระจ่าง เพื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้แยกผิดแยกถูกได้เพื่อจะได้ใช้สิทธิเลือก ส.ส. อย่างมีวิจารณญาณ

 

แอปเปิ้ล 2 ผล

20180919_twoapples

เด็กหญิง 7 ขวบตัวน้อย  มีลูกแอปเปิ้ลอยู่กับตัว 2 ผล แม่ของเธอเดินเข้ามาแล้วบอกว่า

“ แบ่งให้แม่ซักใบหนึ่งได้ไหม ”

“ ได้ซิคะ ”  เด็กหญิงตอบ

แล้วเธอก็หยิบแอปเปิ้ลผลหนึ่ง มากัดไปคำหนึ่ง  จากนั้น เธอหยิบแอปเปิ้ลอีกผลหนึ่งแล้วกัดกินไปอีกคำหนึ่ง

คนเป็นแม่เห็นเช่นนั้น ก็ทำสีหน้าไม่พอใจ

“ ทำไมลูกทำอย่างนั้นเล่า ”  แม่ถาม

เด็กหญิงยื่นแอปเปิ้ลผลหนึ่งให้แม่ แล้วพูดว่า

“ แม่จ๋า แม่ ลูกนี้หวานกว่า แม่เอาลูกนี้ไปนะ ”

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แวบแรกที่ เห็นเด็กน้อยกัดกินแอปเปิ้ลทั้งสองผล คือความไม่พอใจใช่หรือไม่  ครั้นพอรู้เหตุผลที่แท้จริง จึงเปลี่ยนจากอารมณ์ไม่พอใจ เป็นความชื่นชม ใช่หรือไม่

เราจึงได้ยินคำว่า “ อย่าด่วนสรุป ”   ( Don’t jump to the conclusion ) เป็นวลี บทเรียนที่พึงระวัง ไว้เสมอ /

คุณยายรอลูก

20180919_grandma

อ่านเรื่องนี้แล้ว  รู้สึกสะเทือนใจอย่างแรง  เพราะไม่อยากสะเทือนใจอยู่เพียงลำพัง จึงต้องเก็บเกี่ยวมาเล่าสู่กันฟัง

หนุ่มคนหนึ่งเขียนเล่าว่า

ขับรถผ่านเส้นทาง จ.ตาก – วังเจ้า สายใน เห็นคุณยายแก่ๆ นั่งรถเข็นเก่าๆ อยู่ข้างทาง ตั้งแต่ช่วงเย็นจนมืดอยู่บ่อยครั้ง จึงตัดสินใจจอดรถแล้วลงไปคุย

หนุ่ม  : “ ยายมานั่งทำอะไรอยู่นี่ จะข้ามถนนหรือครับ ”

ยาย    : “ มานั่งรอลูกจ้า ”

หนุ่ม  : “ ลูกยายจะมากี่โมง ”

ยาย    : “ ไม่รู้ เผื่อลูกยายจะผ่านมาทางนี้  เผื่อเค้าจะจำยายได้ ”

หนุ่ม  : “ แล้วลูกยายไปไหน ”

ยาย    : “ ทุกคนมีครอบครัวไปหมดแล้ว อยู่ไหนไม่รู้ ตอนนี้ยายพิการขา เดินไม่ได้ เพราะถูกรถชน มาอาศัยอยู่แถวนี้ อยู่กับหมา 4 ตัว  ยายเห็นหนูก็นึกว่าหนูเป็นลูกยาย ”

หนุ่ม  : “ แล้วยายอยู่กินยังไง ”

ยาย    : “ มีคนเอาข้าวมาให้หมา 4 ตัว ที่มันวนเวียนเป็นเพื่อนอยู่แถวนี้ เขาจะแบ่งข้าวให้ยาย กับไข่ต้มหนึ่งใบ ถ้าเค้ามา ”

หนุ่ม  : “ แล้วถ้าเขาไม่มาล่ะ ”

ยาย    : “ ยายก็อด ”

คำตอบซื่อๆ ของยาย  ทำให้หนุ่มคนนี้รู้สึกจุกอก จึงหยิบเงินใบละร้อยบาทห้าใบส่งให้ยาย

หนุ่ม  : “ ยายจะเอาเงินนี้ซื้ออะไรได้ใช่ไหม ”

ยาย    : “ ถ้ามีรถขายของผ่านมา ก็ซื้อได้ ”

หนุ่มผู้ใจดีจากยายมาด้วยหัวใจห่อเหี่ยว และเขียนบันทึกว่า จะซื้อของกินของใช้เอาไปให้ยายอีกในสัปดาห์ต่อไป

ปรากฏการณ์ ยายรอลูกเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับคนชราคนหนึ่ง เป็นการรอคอยท่ามกลางความอดๆ อยากๆ ที่มีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะเจอลูก

ทั้งๆ ที่มีหวังเพียงเล็กน้อย แต่ยายก็สมัครใจที่จะรอ ในขณะที่ลูกของยายได้เลือกแล้วที่จะไปจากยาย  เป็นการจากไปของลูกที่ไม่ต้องการให้แม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกอยู่ที่ไหนอย่างไร แถมไม่ไยดีด้วยว่าคนเป็นแม่ของลูกจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

ธรรมดาการรอคอยใดๆ ล้วนควบคู่ไปด้วยกันกับความหวังถึงอนาคตที่จะตามมา

หนุ่มรอคอยสาวที่นัดหมายไว้

ผู้โดยสารรอรถไฟฟ้ามาถึงสถานีที่ตนเองรออยู่

แท็กซี่ขับรถรอคอยว่าระหว่างทางจะมีผู้โดยสารเรียก

เด็กนักเรียนที่สอบเอ็นทรานซ์รอผลสอบที่จะประกาศในไม่กี่วันข้างหน้านี้

ชาวสวนรอคอยทุเรียนสุกในสวน จะได้เก็บขาย

คนซื้อหวย รอวันหวยออก

ทุกการรอคอย ล้วนแล้วแต่มีความหวังรออยู่ เบื้องหน้าว่า จะผลิดอกออกผลในทางที่เป็นไปดังใจตนเองคาดหมาย

แต่ทำไมคุณยาย จึงรอคอยผลที่ดูเหมือนยากจะเกิดขึ้นได้ ในเมื่อลูกก็หนีไป และไม่อยากเจอแม่   อีกแล้ว

ความหวังที่จะให้ลูกกลับมาเลี้ยงดูยามแก่ชรา อาจเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก เพราะคุณยายมีชีวิตอยู่ได้อย่างอัตคัตอยู่แล้ว

เหตุผลสำคัญ คือด้วยแรงแห่งรักของแม่ที่มีต่อลูก แม้ว่าลูกอาจลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีแม่ที่รอคอยพบหน้าลูกอยู่

พลังแรงแห่งรักนั้น ยิ่งใหญ่ ใหญ่เสียจนคนเป็นแม่สามารถที่จะทนอดทนหิว ทนร้อนทนหนาว ทนทรมานตนเองเพียงเพื่อที่จะได้พบหน้าสายเลือดของตน ทั้งๆที่มีความหวังอันริบหรี่

เจ็ดสิบปีแล้วในวันนี้

20180914_70

เจ็ดสิบปีแล้วในวันนี้
เป็นหมุดที่บอกหมายไม้ใกล้ฝั่ง
อายุขัยใครจักขืนให้หยุดยั้ง
เป็นสัจจังเตือนสติพิจารณา

ใครเลือกเกิดได้ดังหมายมั่น
ใครกันเลือกพงศ์เผ่าวงศา
แต่หลังการเกิดกายย่อมหมายตา

ไขว่คว้าสิ่งดีให้ชีวิต

ชีวิตมีบวกลบมีพบพราก
มีสบายลำบากมีถูกผิด
มีหมองเศร้าร่าเริงอยู่เป็นนิตย์
มีพิชิตแพ้พ่ายอยู่เนืองเนือง

ประกอบส่วนสิบสี่ตุลาสมัย
เดินทางไกลเข้าป่าเป็นราวเรื่อง
ทิ้งเป้แล้วถอดปืนคืนสู่เมือง
ร่วมประเทืองประเทศไทยดังใจตน

เข้าทำงานการเมืองวุฒิสภา
เดินหน้าท้าอธรรมในแห่งหน
เป็น ส.ป.ช.ด้วยหนึ่งคน
ทำหน้าที่จวบจนพ้นวาระ

อยู่ตรงไหนยังอาสาทำหน้าที่
ใช้ปากกาใช้วาทีใช้ศิลปะ
เป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายธรรมะ
มุ่งหมายจะสร้างสมสังคมธรรม

เจ็ดสิบปีแล้วในวันนี้
เหงื่อแรงยังพอมีให้เท้าย่ำ
หน้าที่ของมนุษย์คือกระทำ
ส่วนผลสำเร็จนั้นอนิจจัง

ถ้าขอพรพระได้ใคร่จะขอ
มีสติเพียงพอเป็นมนต์ขลัง
“ตถตา”สรรพสิ่งไม่จีรัง
ประจักษ์แจ้งจริงจัง “เช่นนั้นเอง”

—–
ประสาร มฤคพิทักษ์
14 กันยายน 2561