การเมืองเรื่องของสัตว์ ANIMAL FARM

                นับเป็นเรื่องดี เมื่อ 29 พค. 62  พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวแล้วแถมท้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแนะนำให้อ่านหนังสือ Animal Farm ฉบับภาษาไทย ที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตได้ดี

Animal Farm ของ George Orwell  เป็นนวนิยายที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Times ให้เป็นหนึ่งในนิยายภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด 100 เรื่องในระหว่างปี 2466 – 2548  และอยู่ในอันดับ 31 ของรายชื่อนิยายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของสำนักพิมพ์มอเดิร์นไลบรารี่

ในเมืองไทยเอง มีการแปลเป็นภาษาไทยมาแล้ว 10 ครั้ง  พิมพ์ครั้งแรกในปี 2502 ใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า ฟาร์มเดรัจฉาน (พ.ศ. 2502)  ผู้แปลคือ ม.ล. นิภา ภานุมาศ  ครั้งล่าสุดใช้ชื่อว่า การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ (พ.ศ. 2561) ผู้แปลคือ สรวงอัปสร กสิกรานันท์

จอร์จ ออร์เวลล์  เขียนนวนิยายเรื่องนี้ในระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2486  ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2487  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ เดือนสิงหาคม 2488  ซึ่งขณะนั้นอังกฤษเป็นพันธมิตรกับรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง  ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ต่างยกย่องสตาลิน ที่เป็นผู้นำรัสเซียในตอนนั้น

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องล้อเลียนเสียดสี สะท้อนเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียและการครองอำนาจของสตาลิน

จอร์จ ออร์เวลล์ เป็นคนอังกฤษเกิดในอินเดีย เมื่อปี 2446  เคยไปทำงานที่พม่า ไปช่วยฝ่ายซ้ายในสงครามกลางเมืองสเปน สุดท้ายกลับไปทำงานให้ BBC ที่อังกฤษ

เขาเห็นความไม่เป็นธรรมในการล่าอาณานิคมของอังกฤษ เขาปฏิเสธการแบ่งแยกชนชั้นในสังคมอังกฤษยุคนั้น เขาเห็นการเอาเปรียบของฝ่ายขวา เห็นความไม่เอาไหนของฝ่ายซ้าย และเห็นความน่ารังเกียจของการโฆษณาชวนเชื่อ

เรื่องย่อมีว่า บรรดาสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์แห่งหนึ่งเห็นว่า นายโจนส์  ซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม เป็นคนโหดร้าย ขี้เหล้า และไร้ความรับผิดชอบ ทำให้ชีวิตของสัตว์ในฟาร์มย่ำแย่ ในค่ำคืนหนึ่ง หมูเฒ่า ชื่อเมเจอร์ จึงชวนสัตว์ทั้งหมดลุกขึ้นปฏิวัติและได้รับชัยชนะ อีกสองวันต่อมา เฒ่าเมเจอร์ตาย หมูหนุ่มสองตัวคือ หมูสโนว์บอล และหมูนโปเลียน ได้ยึดอำนาจ และเปลี่ยนชื่อฟาร์มเดิมจาก แมเนอร์ฟาร์ม เป็น แอนนิมอลฟาร์ม

หมูสโนว์บอล สอนให้บรรดาสัตว์ได้อ่านเขียน ส่วนหมูนโปเลียนสอนลูกสุนัขให้รู้จักทฤษฎีของสัตว์ แม้ว่าในฟาร์มจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่อาหารที่ดีเลิศถูกเก็บไว้ให้ หมูที่ตั้งตัวเป็นผู้นำของฟาร์ม

นายโจนส์  เจ้าของฟาร์มพยายามทวงคืนฟาร์มของตนเอง แต่ก็ล้มเหลว หมูสโนว์บอลจะเปลี่ยนฟาร์มให้ทันสมัยด้วยการสร้างกังหันลม แต่แล้วหมูนโปเลียนได้ใช้สุนัขไล่หมูสโนว์บอลออกไป แล้วประกาศตนเป็นผู้นำ

ในฐานะผู้นำ หมูนโปเลียนได้เปลี่ยนโครงสร้างการปกครองโดยให้มีคณะกรรมการหมู และบอกว่า การสร้างกังหันลมเป็นความคิดของ หมูสควีลเลอร์ สัตว์ในฟาร์มทุกตัว ทำงานหนัก เพราะหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นหลังจากมีกังหันลมแล้ว  วันหนึ่งพายุพัด กังหันลมพังทลายลง แต่หมูสควีลเลอร์กับหมูนโปเลียนบอกว่า หมูสโนว์บอลสมคบคิดกับนายโจนส์ ทำลายกังหันลม หมูนโปเลียนยังทวงบุญคุณว่าเขาเป็นวีรบุรุษสู้กับนายโจนส์ ตอนที่นายโจนส์มาทวงฟาร์มคืน ทั้งๆที่ตอนนั้น หมูนโปเลียนไปหลบมุมอยู่ โดยปล่อยให้สัตว์อื่นๆ สู้กับนายโจนส์

หลายปีผ่านไป มีการสร้างกังหันลมขึ้นใหม่ แต่ไม่มีการติดไฟฟ้า ไม่ติดเครื่องทำความร้อน หมูนโปเลียนยืนยันว่าสัตว์ที่มีความสุข ต้องเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อใดๆ สัตว์หลายตัวที่เป็นกลุ่มนำล้มตายลง นายโจนส์ก็ตายไป เหล่าหมูผู้นำเริ่มทำตัวเหมือนมนุษย์ ทั้งเดินด้วย 2 ขา ใส่เสื้อผ้า ดื่มเหล้า ถือแส้ นอนเตียง  เริ่มฆ่าสัตว์อื่น และบัญญัติ 7 ประการที่วางไว้ถูกเปลี่ยนเป็น “ สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางชนิดมีความเท่าเทียมมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ” ( All animals are equal but some animals are more equal than others )

หมูนโปเลียนหันไปคบค้ากับคนจากฟาร์มอื่น ฉากของเรื่องจบลงตรงที่ กลุ่มคนนั่งมองหมูและมนุษย์เล่นไพ่กัน โดยแยกไม่ออกว่าคนหรือหมูต่างกันอย่างไร

เมื่อหมูทำตัวเหมือน”คน” พวกมันก็พบว่า ตัวเองไม่ต่างไปจาก “คน” ที่มันยึดอำนาจมา นั่นเอง

นี่คือบทเรียนเรื่องการใช้อำนาจ

  1. แม้ว่าเจตจำนงในการปฏิบัติ ต้องการให้เกิดความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน แต่เมื่อมีอำนาจจริง หมู      

นโปเลียนก็ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ตามอำเภอใจตนเอง โดยไม่ฟังสัตว์อื่น การหลงอำนาจค่อยๆเกิดขึ้น มีการประท้วงต่อต้านในฟาร์มถึงการตายอย่างมีเงื่อนงำและการฆ่า “ อย่างมีเหตุผล ” มากมาย ( กฎข้อ 6 ถูกแก้ไขใหม่ว่าการฆ่าทำได้หากมีเหตุผล )

                บรรดาสัตว์ในฟาร์มไม่กล้ายืนยันสิ่งที่ถูกต้องเพราะเกรงกลัวต่ออำนาจ กลายเป็นกลุ่มสัตว์ที่หมอบราบคาบแก้ว ไม่ว่าหัวหน้านโปเลียนจะพูดและทำอย่างไรก็เอออวยไปด้วยทั้งหมด แม้พวกเขาจะอยู่อย่างไร้เสรีภาพและไม่มีความสุขก็ตาม

“ อำนาจทำให้ฉ้อฉล อำนาจเด็ดขาดทำให้ฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ ” ( Power tends to corrupt , absolute power corrupts absolutely )  Lord Acton

                หมูนโปเลียน คิดและทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจสั่งการตามอำเภอใจ สั่งให้สัตว์ทำงานในฤดูหนาว ท่ามกลางความเย็นโดยไม่สนใจให้อาหารและให้เวลาพักผ่อน ไม่สนใจความเดือดร้อนทั้งปวงของสัตว์อื่นๆ

                นิทานเรื่อง การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ นี้ให้บทเรียนสำคัญที่สุดในเรื่องอำนาจและการใช้อำนาจ เมื่อแรกที่ไร้อำนาจนั้น  จะพูดจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด แต่เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือเมื่อไร ความฉ้อฉลจะตามติดตัว หากไม่มีระบบตรวจสอบและการคานอำนาจ

                สังคมไทย 87 ปีมานี้ นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475  มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 28 ครั้ง  มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งสลับกับรัฐบาลจากการรัฐประหารมาแล้วหลายชุด อำนาจมีการสืบต่อและผ่องถ่ายกันมาตลอดเกือบเก้าทศวรรษ

                ความจริง คนมีจิตใจและสมองที่สูงส่งกว่าสัตว์  แต่จอร์จ ออร์เวล ชี้ให้เห็นว่าเมื่ออำนาจอยู่ในมือเสียแล้ว สัตว์และคนก็เข้ามาอยู่ในระดับเดียวกัน /

ทุกคนต้องการให้คนอื่นยอมรับว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น

20190521_acceptance

พนักงานหญิงคนหนึ่งในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ หลังจากเลิกงานที่ประจำอยู่กับเครื่องจักร เธอได้

เข้าไปในห้องแช่แข็งเนื้อสัตว์ของโรงงาน เพื่อตรวจสอบงานบางอย่าง ปรากฏว่าประตูห้องนั้นมีระบบล็อคอัตโนมัติ กล่าวคือพอหลังเลิกงานแล้ว ประตูห้องจะปิดตาย ทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องเปิดประตูจากด้านนอกห้อง

เธอพยายามเคาะประตู พยายามตะโกนเรียกคนนอกห้องให้ช่วยเหลืออย่างสุดเสียง แต่เนื่องจากเป็นห้องเก็บเสียง เสียงจึงไม่ดังออกมาสู่ภายนอก เธอใช้พละกำลังทั้งหมดเท่าที่มีพยายามจะเปิดประตูให้ได้ แต่ก็ไร้ผล

เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง พนักงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เธอจะทำอย่างไรดี โทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้ เอาติดตัวเข้าไป รู้สึกหนาวเย็นสุดๆ หากต้องอยู่ในห้องนี้ทั้งคืน เธอคงถูกแช่แข็งแน่ๆ  เธอได้แต่นั่งร้องไห้อย่างสิ้นหวัง

เวลาผ่านไปราว 4  ชั่วโมง  ประตูห้องนั้นถูกเปิดออกด้วยฝีมือของยามรักษาความปลอดภัยของโรงงาน  พนักงานหญิงคนนั้นสุดแสนจะดีใจที่ชีวิตรอดปลอดภัย เหมือนตายแล้วเกิดใหม่

“ คุณรู้ได้อย่างไร  ว่าฉันอยู่ในห้องนี้ ”

ยามรักษาความปลอดภัยตอบว่า

“ ผมทำงานที่นี่มา 35 ปีแล้ว คุณเป็นเพียงหนึ่งใน 2-3 คน จากจำนวนพนักงานที่เข้าออกทุกเช้าเย็นกว่า 800 คน  ที่ทักทายสวัสดี (Good Morning) ผมในตอนเช้า และเอ่ยปากร่ำลาผม ( Bye, see you) ในตอนเลิกงานก่อนจะออกจากประตูโรงงาน  ในขณะที่พนักงานคนอื่นๆ เขาทำเสมือนหนึ่งว่าไม่มีผมอยู่ที่ประตูทางเข้า ”

            พนักงานหญิงยิ้มทั้งน้ำตา  เขาพูดต่อว่า

“ วันนี้คุณทักทายผมเมื่อเช้าตามปกติ เย็นวันนี้ ผมคาดว่าคุณจะเอ่ยปากร่ำลาผมเหมือนทุกวัน เพราะมันทำให้ผมระลึกรู้ว่าผมยังมีตัวตนของผมอยู่ แต่ผมไม่เห็นคุณเลย ผมเดินหาคุณทั่วบริเวณโรงงาน ผมจึงเข้ามาพบคุณที่ห้องนี้ ”

            พนักงานหญิงจับมือและโอบกอดยามคนนั้น เธอละล่ำละลักเอ่ยคำขอบคุณอย่างหนักแน่น

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

บทเรียนสำคัญยิ่งคืออะไร

แต่ละวันที่ผ่านไป  เราพบผู้คนบนเส้นทางหลายคน  เราพบคนขายตั๋วที่สถานีรถไฟฟ้า พบกระเป๋ารถเมล์และคนขับรถโดยสาร พบคนขับที่นำพาเราไปสู่ที่หมายอย่างปลอดภัย พบยามรักษาความปลอดภัยที่

 

หน้าบริษัท พบแม่ค้าขายข้าวแกง พบตำรวจจราจรบนถนน พบคนขายกาแฟในร้าน พบคนขายก๋วยเตี๋ยว  แม้กระทั่งพบพ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยา บุตรหลาน ที่บ้าน ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการให้คนอื่นยอมรับความมีตัวตนของเขาในที่นั้น ณ เวลานั้น  เราเอ่ยปากทักทาย  เรายิ้มอย่างมีไมตรีจิต เราน้อมใจพูดคุยอย่างสุภาพกับผู้คนที่พบเห็นในระหว่างวันหรือไม่

หรือว่าเราไยดีแต่สมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือเราเท่านั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

จีนย้อนอดีต ฟื้นสู่คุณค่าแห่งกตัญญุตาธรรม

20190521_china

ไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ โกลบอลไทม์ ( Global Times ) สื่อของทางการจีนรายงานข่าวว่า ทางการจีนออกกฎหมายบังคับให้ ลูกหลานและสมาชิกในครอบครัว

ต้องกลับไปเยี่ยมเยียนดูแลพ่อแม่หรือญาติที่เข้าสู่วัยชราของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ

เหตุที่เป็นเช่นนี้  เพราะจีนในอดีต ออกนโยบายให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้เพียงคนเดียว ทำให้  เกิดปัญหาพ่อแม่ขาดลูกหลานคอยดูแล และเนื่องจากจีนในวันนี้ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามแนวทาง

เสรีนิยม ในอัตราเร่งที่รวดเร็วมาก ทำให้ลูกหลานต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ทิ้งพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ให้อยู่กับบ้านอย่างว้าเหว่ สื่อจีนฉบับหนึ่งรายงานว่าเกษตรกรในมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน  เลี้ยงดูแม่ของตนเองอย่างทรมานในเล้าหมูที่เน่าเหม็น จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศ

บรรดาชาวเน็ตในจีน ต่างวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายฉบับดังกล่าวว่า “ เป็นการเอากฎหมายมาบีบบังคับ ในเรื่องของศีลธรรมที่บังคับกันไม่ได้ ” บางคนวิจารณ์ว่า “ ไม่ใช่ว่าลูกๆไม่อยากกลับไปหาพ่อแม่ แต่เพราะเขามีเวลาจำกัด  และต้องทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ต่างเมือง ต่างหาก ”

ข้อน่าสังเกตก็คือ กฎหมายฉบับนี้ยังให้สิทธิ์ ให้อำนาจกับพ่อแม่ในการฟ้องร้องต่อศาล หากลูกๆไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

นี่คือตัวอย่างหนึ่ง

คลิพการพิจารณาคดีในศาลจีนแพร่กระจายอยู่ในเวลานี้ สะท้อนให้เห็นภาพของแม่กับลูกชาย 3 คน ในศาลแห่งหนึ่ง แม่เป็นฝ่ายโจทก์ ขณะที่ลูกชายทั้งสาม ที่ทอดทิ้งแม่ให้อยู่อย่างเดียวดาย  นั่งอยู่ตรงพื้นที่จำเลยต่อหน้าผู้พิพากษา

แม่ให้การต่อศาล ด้วยใบหน้านองน้ำตา

“ ข้าแต่ศาลที่เคารพ  ฉันต้องการให้ลูกชายของฉันทั้งสามคน จ่ายค่าเช่าบ้านให้ฉัน ”

ลูกชายคนหนึ่งออกอาการงุนงง พูดขึ้นมาว่า

      “ จะเอาค่าเช่าบ้านจากพวกเรา ”

ผู้เป็นแม่สวนคำทันทีว่า

      “ ใช่ !  ฉันต้องการค่าเช่า คนละ 9 เดือน ”

ทนายจำเลยสอดแทรกขึ้นมาว่า

      “ ที่โจทก์พูด หมายถึงค่าเช่าบ้านอะไร เท่าที่ผมรู้มา  ลูกความของผมทั้งสามคนมีบ้านอยู่เป็นหลักเป็นฐานมั่นคง แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยไปเช่าบ้านใครอยู่ตามที่โจทก์ร้อง ”

ผู้เป็นแม่ ชี้นิ้วลงไปที่ท้องของตนเองแล้วพูดอย่างหนักแน่น ประกายตาเอาจริงเอาจังว่า

      “ นี่ไง อยู่ที่นี่แหละ พวกเขาทั้งสามคนล้วนอาศัยอยู่ในนี้ เป็นเวลา 9 เดือนเต็มๆ เก้าเดือนเชียวนะ ที่เขาอยู่ที่นี่ ก่อนที่จะคลอดออกมา ”  เธอชี้นิ้วลงไปที่ท้องซ้ำอีกหน

ลูกชายทั้งสามคนก้มหน้า  ขณะที่ชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่ในศาลบางคนร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ ทุกคนรวมศูนย์สายตาไปที่ผู้เป็นแม่

แม่เอ่ยปากถามลูกชายทีละคน

      “ ยอมรับหรือไม่ยอมรับ ”       

ลูกชายเอ่ยปากพูดทีละคนด้วยสีหน้าเศร้าหมองว่า

      “ ยอมรับ ”

แม่ยังพูดต่อว่า

      “ สิ่งที่ฉันต้องการ คือค่าเช่าบ้านทั้ง 9 เดือน เขาจะให้เป็นเงินเท่าไร ก็แล้วแต่เขา ฉันเลี้ยงพวกเขาจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่  คิดอยู่อย่างเดียว คือหวังว่า พวกเขาไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่พบภัยพิบัติ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ฉันคิดอยู่เพียงเท่านี้จริงๆ ”

คลิพดังกล่าวตัดจบเพียงเท่านี้ จึงไม่รู้ผลว่าศาลตัดสินอย่างไร  

อันที่จริง  ผู้เป็นแม่ไม่ต้องการเงินค่าเช่าอะไร แต่ต้องการเตือนสติลูกทั้งสามให้ระลึกรู้บุญคุณของผู้ให้กำเนิด ในฐานะที่ใช้ท้องแม่ปกป้องคุ้มภัยแทนบ้าน มาคนละ 9 เดือนเต็มๆ

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่ไหลบ่าท่วมท้นแผ่นดินจีน ทำให้ความสำนึกบุญคุณของพ่อแม่เสื่อมถอยไป ในใจของลูกหลานจีนจำนวนมหาศาล จนรัฐบาลจีนต้องออกกฎหมายทางศีลธรรมออกมาบังคับพลเมืองพร้อมๆกับการรณรงค์เยาวชนจีนให้ย้อนกลับไปปฏิบัติกตัญญุตาธรรม กันทั่วประเทศจีน เราจึงเห็นภาพข่าวเด็กนักเรียนนั่งกับพื้นน้อมกายแสดงความคารวะบรรดาครูที่นั่งบนเก้าอี้

ไม่นานมานี้  สำนักงานกิจการผู้สูงอายุแห่งชาติจีน และสหพันธ์สตรีแห่งชาติจีน ได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติ  “ ความกตัญญูต่อพ่อแม่ 24 ประการ ”  ฉบับใหม่ขึ้นมา แล้วรณรงค์ให้เป็นการปฏิบัติอย่างกว้างขวางทั่วทั้งแผ่นดินจีน  โดยกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมว่าต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น

  • พาคู่รักและลูกกลับไปเยี่ยมพ่อแม่บ่อยๆ
  • โทรศัพท์ไปคุยกับพ่อแม่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ให้เงินแก่พ่อแม่สำหรับการใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอย่างเพียงพอ
  • บอกรักต่อพ่อแม่
  • สอนพ่อแม่ให้เล่นอินเตอร์เนทได้
  • ทำอาหารให้พ่อแม่ด้วยมือตนเอง

ฯลฯ

ไม่ว่าปราชญ์จีนคนไหนทั้งขงจื่อ เม่งจื่อ เล่าจื่อ  ทุกคนล้วนให้คุณค่าต่อกตัญญุตาธรรม จนมีคำพูดจีนที่ถือกันมาแต่โบราณว่า  “ ได้ดื่มน้ำแล้วอย่าลืมต้นธาร ” บางสำนวนเขียนว่า “ ได้ดื่มน้ำแล้วอย่าลืมคนขุดบ่อ ”

ประเทศจีนยุคสีเจิ้นผิงที่ก้าวกระโดดใหญ่สู่ความทันสมัย จนทัดเทียมประเทศตะวันตกได้ในวันนี้ กำลังหวนหาและพลิกฟื้นคุณค่าแห่งกตัญญูกตเวทิตาธรรมในอดีต  แต่คนรุ่นใหม่บางพวกของประเทศไทย กำลังตั้งข้อรังเกียจ โดยกล่าวหาว่าเป็นปราการทางชนชั้น เป็นความไม่เสมอภาคของมนุษย์ที่จะต้องกำจัดให้สิ้นไป


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

รับขวัญพันธมิตร คืนสู่อิสรภาพ

20190510_pantamit

พรฎ. กฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562  เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  เป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชทานแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งปวงทั้งผู้ที่ได้รับการลดโทษและได้รับการปล่อยตัว

ในที่นี้ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย  พลตรีจำลอง ศรีเมือง   นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา ที่ได้รับการปล่อยตัว ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล  ยังติดค้างคดีอื่นอยู่จึงเป็นบุคคลที่จะยังไม่ถูกปล่อยตัว  เป็นคดีที่ศาลฎีกาสั่งจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญาในคดีบุกรุกสถานที่ราชการ และทำลายทรัพย์สินราชการเสียหาย ในปี 2551

แกนนำพันธมิตรทั้ง 6 คน ( รวมทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วย ) น้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างไม่มีเงื่อนไข ถึงแม้จะคาดหวัง การลงโทษและการรอลงอาญา แต่เมื่อศาลตัดสินเช่นนั้น      ทั้ง 6 คน ต้อนรับด้วยดุษณีภาพ เดินเข้าประตูเรือนจำอย่างสง่าผ่าเผย ไม่หนีคดี ไม่บิดพลิ้ว ไม่โวยวาย ไม่กล่าวโทษใครอื่น ไม่ทำแบบนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน ที่ปราศจากความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อคนอื่นและต่อบ้านเมือง

เมื่อหันไปทบทวนเหตุการณ์ การชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ ที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นโทรคมนาคมอันเป็นกิจการความมั่นคงของชาติ  ทำให้กลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์มูลค่า 73,000 ล้านบาท เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ฉกรรจ์กว่าเรื่องการไม่เสียภาษี ผนวกกับความฉ้อฉลในอีกหลายกรณี ทำให้เกิดการชุมนุมจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างทำเนียบรัฐบาลนั่นเอง

ในเวลานั้น ข่าวและภาพปรากฏชัดว่ารัฐบาลตัวแทนของระบอบทักษิณ คือรัฐบาล สมัครสุนทรเวช ต่อเนื่องมาเป็นรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์  ได้เกิดการยิงระเบิดและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ที่ชุมนุม แทบไม่เว้นแต่ละวันโดยเจ้าหน้าที่ของทางการกระทำอะไรไม่ได้

เพื่อรักษาชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน ให้ปลอดภัยจากระเบิดและแก๊สน้ำตา จึงมีการเคลื่อนย้ายเวทีชุมนุมเข้าไปในบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยหันหน้าเวทีเข้าตึกไทยคู่ฟ้า  และหันหลังเวทีให้คลองผดุงกรุงเกษม ความคาดหวังคือ คิดว่าทำเนียบรัฐบาลมีรั้วรอบขอบชิด มีคลองกั้นไว้ด้านหนึ่ง มีอาคารในทำเนียบที่เป็นปราการป้องกันแก๊สน้ำตาและระเบิดได้ การย้ายเวทีจึงเป็นการจัดการเพื่อความปลอดภัยของประชาชนสถานเดียว

นึกภาพดูว่าหากไม่มีการย้ายเวที ผู้คนที่มาชุมนุมอาจบาดเจ็บล้มตายมากกว่านั้นก็เป็นได้

อนึ่ง ในคดีที่เกี่ยวโยงกัน คือ คดีปิดล้อมรัฐสภา ที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล  และแกนนำพันธมิตรฯ รวม 21 คน โจทก์ฟ้องจำเลยว่าใช้กำลังขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

เมื่อ 4  มีนาคม 2562  นี้เอง ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 21 คน โดยความตอนหนึ่ง ศาลระบุว่า  “ ศาลพิเคราะห์  พยานหลักฐานที่นำสืบของคู่ความทั้งสองแล้ว เห็นว่าการที่แกนนำปราศรัยให้ประชาชนมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) เป็นการปราศรัยให้ความรู้ต่อประชาชน ในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลและกรณีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค รวมถึงคดีที่ทำให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียน

เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก อีกทั้งการชุมนุมของจำเลยทั้ง 21  เป็นการชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ มีการปราศรัยที่สมเหตุผล ห้ามปรามไม่ให้ก่อความรุนแรง ถือเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550  มาตรา 63 ได้รองรับไว้ และแม้จะมีการกีดขวางกระทบการจราจรไปบ้าง แต่ก็เป็นปกติของการชุมนุมแสดงออกตามสิทธิ การชุมนุมตั้งแต่ วันที่ 5-7 ต.ค. ไม่ปรากฏว่ามีความรุนแรงหรือมีผู้ใดฝ่าฝืนทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

ส่วนกรณีความวุ่นวายในการชุมนุมช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2551 ศาลระบุว่า เริ่มจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเปิดทางให้นายสมชาย เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยพลันด่วน ทำให้ผู้ชุมนุมซึ่งไม่ทันตั้งตัวและได้รับบาดเจ็บความเสียหายไม่สามารถระงับอารมณ์ ขว้างปาขวดน้ำสิ่งของโต้ตอบ กรณีเป็นความวุ่นวายที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ ไม่ใช่ว่าการชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่มจำเลยก่อนหน้านั้นจะไม่สงบ

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่า อีกทั้งเหตุการณ์อื่นตามฟ้องของอัยการก็ไม่ปรากฏว่า มีแกนนำไปอยู่บริเวณที่เกิดเหตุที่จะเกี่ยวข้อง และเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ผู้ชุมนุมถูกสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. การกระทำของจำเลยทั้ง 21 จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญพิพากษายกฟ้อง ”

คดีพันธมิตรฯ ทั้งสองคดีนี้ทำให้นึกถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานให้แก่  เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 33 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2554   ซึ่งมีข้อความ

สำคัญว่า

“ กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรมไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแต่ขอบเขตของกฎหมาย  หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย……”

จึงขอต้อนรับและรับขวัญแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คน ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ด้วยความยินดียิ่ง  

ความหาญกล้าทางจริยธรรมของแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ตนเองเลย แต่เป็นการกระทำเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยจากระบอบทักษิณอันฉ้อฉลโดยแท้


ขอบคุณภาพจาก Manager Online

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เมื่อสองอัจฉริยบุรุษมาพบกัน

20190507_twogeniuses2

บุรุษหนึ่งนุ่งกางเกงขายาวตัวใหญ่ ใส่เสื้อตัวเล็ก สรวมรองเท้าคู่ใหญ่เกินขนาด สรวมหมวกใบจิ๋ว ติดหนวดแปรงสีฟันเหนือริมฝีปาก มีไม้เท้าติดมือแกว่งไปมา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการแสดงตลกหนังเงียบที่ดังที่สุดในโลก ในศตวรรษที่ 20

ใครได้ดูหนังเรื่อง คนจรจัด ( The Little Tramp ) จะรู้จัก ชาลี แชปลิน ( Charlie Chaplin )   ได้ดี เขาเป็นนักแสดงที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง สามารถเป็นทั้งผู้แสดง เป็นผู้เขียนบทเป็น  ผู้ทำดนตรีประกอบ เป็นผู้อำนวยการสร้างในตัวเองคนเดียวได้ เป็นนักแสดงที่ไม่ต้องเปล่งเสียง แต่บอกให้โลกรู้ได้ว่าเขามีความคิดทางการเมืองที่ต่อต้านระบบทุนนิยม ผ่านหนังเรื่อง  Modern Times  ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งในเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เขามีมุมคิดต่อต้านเผด็จการผ่านหนัง เรื่อง  The Great Dictator อันลือลั่น ถึงขนาดที่เขาถูกสั่งห้ามเข้าสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

อีกหนึ่งบุรุษนั้น เป็นชาวยิว เกิดในเยอรมัน เป็นเด็กที่เรียนรู้ช้า  สอบเข้าวิทยาลัยโพลิเทคนิคไม่ได้ เป็นเด็กนักเรียนนอกกรอบเกณฑ์การสอนของครู เขาต่อต้านการบังคับและการใช้อำนาจทุกรูปแบบจนถูกครูหาว่าเป็นนักเรียนขบถ

แต่ผลงานประจักษ์โลกของเขา คือการคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ   E = mc2  หรือ

พลังงาน = มวลสารและความเร็วแสงในสูญญากาศ  อธิบายว่ามวลสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และพลังงานก็เปลี่ยนกลับเป็นอนุภาคได้ มวลสารเล็กนิดเดียวสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานที่มีอานุภาพมหาศาล ผลจากสมการนี้พลิกโฉมหน้าของโลกแบบก้าวกระโดด ก่อเกิดสิ่งที่ตามมา คือ เทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย  ทั้งเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องมือแพทย์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม รวมถึงการคิดค้นปรมาณูและพลังงานนิวเคลียร์

นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาในคนๆเดียวกัน เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เป็นอัจฉริยะของโลกอีกคน ซึ่งยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนเทียบได้  เป็นเจ้าของคำคมอันลือลั่นที่ว่า “ จินตนาการมีความสำคัญยิ่งใหญ่กว่าความรู้ ” ( Imagination is more important than knowledge. )

บทสนทนาที่บอกถึงชั้นเชิงความเฉลียวฉลาดและอารมณ์ขันที่ต้องจดจำกันไปทั่วโลกเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1931  ณ โรงภาพยนตร์ที่ ลอส แองเจลิส สหรัฐอเมริกา ในวันฉายหนังรอบปฐมทัศน์ของ Charlie Chaplin ชื่อ “ City Lights ”

เป็นครั้งแรกที่นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ชื่อ Albert Einstein  ได้พบกับ Charlie Chaplin ทั้งสองคนแต่งกายเต็มชุดทันสมัย มาถึงโรงภาพยนตร์เกือบจะพร้อมกัน

พอบุคคลทั้งสองเดินเข้าสู่โรงภาพยนตร์ ผู้คนพากันปรบมือให้เกียรติกันกึกก้อง แล้วไอน์สไตน์ ก็เอ่ยชื่นชมชาลีกันซึ่งๆหน้า

Einstein  : “ What I admire most about your art , is its universality. You do not say a word , and yet the world understands you. ”

“ ผมชื่นชมการแสดงของคุณจริงๆ สิ่งที่คุณทำมันเป็นสากลอย่างยิ่ง คุณไม่เห็นต้องพูดอะไรสักคำ แต่คนทั้งโลกก็เข้าใจคุณได้ ว่าคุณสื่ออะไร ”

Chaplin  : “ It ,s true. But Your Fame is even greater : the world admires you , when nobody understands you. ”

“ จริงอยู่ครับ  แต่คุณน่ะ เยี่ยมกว่าผมเสียอีก  คนทั้งโลกพากันชื่นชมคุณ ทั้งๆที่ไม่มีใครเข้าใจคุณเลย ”

เมื่ออัจฉริยบุรุษหนึ่ง พบกับอีกหนึ่งอัจฉริยบุรุษ จึงกลายเป็นอัจฉริยภาพยกกำลัง ที่สะท้อนถึงปัญญาอันเฉียบคมเหนือชั้น และอารมณ์ขันอันรื่นรมย์ของกันและกัน เขาทั้งสองเป็นปิยมิตรกันและกัน ในเวลาต่อมา

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ภาษาท่าทางที่สะเทือนใจคนทั้งโลก

20190504

ได้อ่านบทความชื่อ “ ซูดาน ”  แดนสงครามตายเกลื่อน เมื่อต้องคำสาปน้ำมัน ของวิวัฒน์ชัยอั ตถากร ในหน้า 4  นสพ.ไทยโพสต์ฉบับ  30 เม.ย. 62 ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูคลิพภาพเคลื่อนไหว และข่าวของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส  องค์พระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก  ทรงคุกเข่าก้มลงจูบเท้าของ ประธานาธิบดี ซัลวา กีอีร์ มายาดิต ผู้นำซูดานใต้ เคลื่อนไปจูบเท้า รีค มาชาร์ อดีตรองประธานาธิบดี  ผู้นำฝ่ายกบฏ และจูบเท้าของ นางรีเบคกา เอ็นยานเดง มาบิยอร์  รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม

20190504_134645.jpg

ภาพที่ปรากฏ เป็นภาษาท่าทางที่สะเทือนใจผู้คนทั่วทั้งโลก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นภาพที่เหนือความคาดหมายของคนทั่วไป  ที่บุคคลที่มีสถานะสูงและทรงพลังที่สุดแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก จะทรงกระทำ

ก่อนซูดานใต้แยกตัวเป็นอิสระจากสาธารณรัฐซูดาน (อยู่ทางเหนือ)  ในปี 2554 มีสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์ยืดเยื้อยาวนานถึง 30 ปี  คนซูดานเสียชีวิตไปกว่า 2 ล้านคน ภัยสงคราม ความยากจน ความขาดแคลนสาธารณูปโภคทั้งๆที่มีบ่อน้ำมันมูลค่ามหาศาล  ทำให้ซูดานจมปลักอยู่กับความรุนแรงตลอด

คู่ขัดแย้ง คือ ประธานาธิบดี กีอีร์ และอดีตรองประธานาธิบดี มาชาร์ ผู้ซึ่งกีอีร์ กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ก่อรัฐประหารทำให้เกิดสงครามกลางเมืองตลอดมา ตั้งแต่ปี 2556  มีผู้เสียชีวิตกว่า 4 แสนคน มีคนอพยพหนีภัยมากว่า 2 ล้านคน

ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และมาชาร์ ผู้นำฝ่ายกบฏ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีกีอีร์ ปล่อยนักโทษการเมือง 11 คน แต่กีอีร์ไม่ฟัง และระดมกำลังเข้ายึดพื้นที่คืนจากฝ่ายกบฏ

ปี 2561 กีอีร์และมาชาร์ ลงนามข้อตกลงสันติภาพที่ เอธิโอเปีย และพยายามจะตั้งรัฐบาลร่วมกันในเดือนพฤษภาคมปีนี้ แต่ดูท่าจะยังไม่สำเร็จ ต้องเลื่อนเวลาไปอีกราว 6 เดือน ส่งผลให้ชาวซูดานใต้ 12 ล้านคน ยังเผชิญภาวะสงครามกลางเมืองต่อไป

สงครามกลางเมืองยังคุกรุ่น ความรุนแรงไม่มีทีท่าจะลดลง มีสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เหลือกำลังที่ทุกฝ่ายจะช่วยกันได้  ศาสนาจารย์จัสติน เวลบี อาร์คบิชอบ แห่งแคนเทอร์เบอรี่ ประมุขแห่ง   คริสจักรอังกฤษ จึงเสนอให้ผู้นำซูดานทั้งสองฝ่ายเข้าเงียบ อาศัยศาสนาเป็นเครื่องสงบจิตสงบใจ ด้วยการเข้าพัก ในบ้านพักของสำนักวาติกัน

ในห้องประชุมรูปวงกลมที่ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน  เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ณ สำนักวาติกัน พระสันตะปาปาฟรานซิส ตรัสให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงสงบศึก ที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเอกภาพในเดือนหน้า

“ ข้าพเจ้าวอนขอพวกท่านด้วยหัวใจ ให้พวกท่านคงไว้ซึ่งสันติภาพ ให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า ถึงแม้จะมีปัญหาต่างๆมากมาย แต่มันก็ไม่อาจเอาชนะเราได้ จงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของพวกท่านเถิด……..

ก็อาจมีการฟาดฟันและข้อขัดแย้งในหมู่พวกท่านบ้าง แต่ก็ขอให้เก็บมันไว้กับตัวท่าน เก็บไว้ในที่ทำงาน แต่ต่อหน้าผู้คนแล้ว ก็ขอให้จับมือกันไว้ ดังนั้นในฐานะคนธรรมดา ท่านจะกลายเป็นบรรพบุรุษของชาติ ”

หลังจากตรัสแล้ว ทุกคนตกตะลึงต่อการกระทำของสมเด็จพระสันตะปาปา

ทั้งๆที่มีอาการเจ็บหัวเข่าเรื้อรัง ในวัย 82 ปี พระองค์ก้าวเดินช้าๆด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใส โดยมีผู้ช่วยจับแขนประคองอยู่ด้านขวา  พระองค์ก้าวไปยืนตรงหน้าประธานาธิบดีกีอีร์ คุกเข่าขวาลงกับพื้น คุกเข่าซ้ายตาม แล้วก้มลงจูบเท้าบุคคลที่อยู่ตรงหน้า แล้วถูกพยุงให้ยืนขึ้น เดินไปที่มาชาร์ ผู้นำกลุ่มกบฏ แล้วคุกเข่าลงกระทำแบบเดียวกันทรงจูบแม้ที่เท้าของรัฐมนตรีหญิงคือนางรีเบคกา มาบิยอร์

ความจริง หากไม่ทรงกระทำเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครตำหนิพระองค์ได้เลย แต่พระองค์ตั้งใจจูบไปตรงที่ ที่ต่ำที่สุด คือหลังเท้าของผู้นำซูดาน เพื่อจะบอกว่าแม้แต่สิ่งที่ต่ำที่สุดของมนุษย์ พระองค์ยังจูบได้ นับประสาอะไรกับการให้เกียรติให้อภัยผู้อื่นจะทำไม่ได้เชียวหรือ

อันที่จริงก่อนหน้านั้น พระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ทรงจัดพิธีล้างเท้าให้กับตัวแทนผู้ลี้ภัย 11 คน ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาคริสต์ ทรงล้างเท้าและจูบลงเท้าผู้อพยพต่างศาสนาและต่างผิวพรรณ โดยทรงกล่าวว่า       “ เราเป็นบุตรจากพระเจ้าองค์เดียวกัน เราล้วนมีวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกัน แต่เราทั้งหมดเป็นพี่น้องกันและต้องการใช้ชีวิตอย่างสันติสุข ”

นี่นับเป็นการแสดงออกถึง สัญญะละลายความเกลียดชัง ต่อผู้อพยพลี้ภัยและบุคคลต่างศาสนาซึ่งเป็นผู้ด้อยสถานะยิ่งกว่า

เมื่อไปค้นดูคำสอนของพระเยซูเจ้า ก็ได้พบว่า ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะจากโลกนี้ไป เพื่อไป  “เฝ้าพระบิดา ” ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด พระองค์กลับสุภาพถ่อมตนอย่างที่สุด

พระองค์ทรงล้างเท้าให้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์ ที่พระองค์ทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะ “ทรงรักพวกเขาจนถึงที่สุด ” (ยน  13: 1)

ป็นความรักที่ทำให้สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เป็นความรักที่ทำให้สิ่งที่คิดว่ายากกลายเป็นสิ่งที่ง่าย เป็นความรักที่ทำให้พระองค์กระทำสิ่งนี้ได้

ใช่หรือไม่ว่า การคุกเข่าลงจูบเท้าผู้นำซูดานของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เป็นภาษาท่าทางที่สะท้อนถึงความรักถึงที่สุด เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ที่ได้แสดงไปแล้ว

เป็นการสื่อสารที่ไปไกลเกินกว่าวาทะกรรม หรือการเจรจาสันติภาพทั่วๆไป แต่ได้ใช้ภาษาท่าทาง ที่มีพลังแรงใจใหญ่หลวง การสื่อสารนี้จะมีผลดลใจต่อหัวใจของผู้นำซูดานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากจะหยั่งได้  แต่เชื่อเถอะว่าเป็นการสื่อสารภาษาท่าทางที่ส่งพลังแรงต่อผู้คนทั่วโลกให้เป็นสักขีพยาน และเป็นพลังร่วมในความปรารถนาสันติภาพ ณ ดินแดนซูดานแห่งนั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ในรั้วสิงห์ดำ เมื่อ 50 ปีก่อน

20190503

จำได้ว่าตอนสอบเข้ารัฐศาสตร์จุฬาฯ ปี 2510 นั้น ผมเตรียมหนักมาก ไม่เคยอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบจนยันตีหนึ่งตีสองหลับคาเก้าอี้นั่งก็ทำมาแล้วในช่วงนั้น

เด็กเรียนจบ ม.ศ. 5 อย่างกระท่อนกระแท่นจากแผนกศิลป์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยยามนั้นจะมีอะไรวิเศษไปกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ยิ่งได้ติดตราพระเกี้ยวก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิ

ผมเข้ารัฐศาสตร์ เพราะรู้ว่าได้เรียนการเมืองการปกครอง รู้เลาๆ ว่ามีแผนกต่างประเทศและการทูตด้วย ก็รู้เพียงเท่านั้น    

ในปี 2510 ยังเป็นยุคเผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีที่สืบอำนาจต่อมาจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และแน่นอนมรดกสำคัญของการรัฐประหาร คือ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ซึ่งห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน ทางการถือว่าถ้าประชาชนจับกลุ่มกัน 5 คนขึ้นไปเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยเรียกว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง ตำรวจจับขังได้

คนเรียนรัฐศาสตร์จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยทางการเมืองได้อย่างไร ผมติดนิสัยการแสดงออกมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาแล้ว เป็นทั้งนักร้องวงดนตรีแจ๊สของโรงเรียน ทำกิจกรรมชมรมยุวพุทธ ขอคุยว่าโรงเรียนสวนกุหลาบนั้น นอกจากการเรียนการสอนไม่แพ้ใครแล้วครูอาจารย์ทุกคนยังส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมจนกลายเป็นนิสัยติดตัวนักเรียนไปตลอด

ความจริงผมยอมรับได้กับคำขวัญ “อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ” แต่ที่ขัดใจหรือข้อจำกัดบางอย่าง เช่น น้องใหม่ห้ามขึ้นบันไดตึกหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า เกรงว่าจะเดินชนอาจารย์หรือรุ่นพี่เพราะเป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่รู้จักมักจี่คนที่อยู่มาก่อน ผมคิดในใจว่าเวลาเดินไปตรงไหน น้องใหม่หลับตาเดินหรือไง จึงไปเดินชนคนอื่น แล้วถ้าเดินชนจริง มันมีตึกสอง ตึกสาม รวมทั้งทางเดินอีกหลายเส้นนั่นจะไม่เดินชนละหรือ

ขัดใจอีกอย่างคือห้ามน้องใหม่นั่งโต๊ะซีเนียร์ในโรงอาหาร รุ่นพี่อธิบายว่าเพื่อฝึกน้องให้รู้ว่าไปรับราชการงานเมืองที่ไหน ต้องรู้จักว่าใครเป็นนายอำเภอ ใครเป็นข้าหลวง อย่าเผลอไปนั่งโต๊ะนาย ผมเก็บมาคิดในใจว่า ถึงอย่างไรสามัญสำนึกมันบอกเราอยู่แล้ว มารยาทสังคมทำให้เรารู้ว่า โต๊ะคนอื่นจะไปนั่งทำไม ถ้าเขาไม่เชิญนั่ง

อีกหนึ่งขัดใจ คือ ระบบว๊ากในที่ประชุมเชียร์ตอนเที่ยง ผนวกกับการทำโทษน้องใหม่ที่ไปไม่ทันประชุมเชียร์ ต้องวิ่งรอบตึกกิจกรรมหรือต้องทำอะไรอื่น ยิ่งซอฟโฟมอร์ส่งเสียงรอบทิศทาง “ ใหญ่มาจากไหนไม่สำคัญ” “ไม่ได้ยินหรือไง” “อยากโดนทำโทษใช่ไหม” “น้องใหม่สิทธิเท่ากับศูนย์”ฯลฯ  เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผมไม่สบอารมณ์นัก ผมจึงมีอาการแข็งขืนที่รุ่นพี่สังเกตเห็นได้

ผมกลายเป็นคนที่ถูกหมายตัวเป็นลำดับ 1 ว่าจะโดนเล่นงานหนักในวันรับน้องใหม่ ครั้นพอวันนั้นมาถึงจริงก็ไม่เห็นจะทำอะไรหนักหน่วงตามคำขู่ อย่างมากก็ลอดซุ้มเตี้ยๆ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ก็แค่นั้นเอง

ผมไม่เห็นประโยชน์ว่าจะไปวางตัวต่อต้านขัดแย้งอย่างรุนแรงอะไร ในอีกด้านหนึ่งนั้น ซอฟโฟมอร์ ที่ว๊ากเรา ก็พาเราไปกินไปเลี้ยงที่สามย่านตอนเย็นอยู่บ่อยๆ รุ่นพี่หลายคนให้ยืมหนังสือช่วยติววิชาเพื่อเตรียมสอบ นี้เป็นน้ำใจที่มีให้ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

ความไม่สบอารมณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางบวก ก็ต่อเมื่อ ผมได้ไปร่วมค่ายอาสาสมัครรัฐศาสตร์จุฬาฯ ค่ายแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2510 ราว 60 ชีวิตทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องปีหนึ่งถึงปีสี่ ไปใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายที่บ้านหัน ต.โนนหัน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น มีพี่ภักดี ริมมากุลทรัพย์ (รัตนผล) เป็นผู้อำนวยการค่าย ที่นั่นเราไปเจาะบ่อบาดาล และขุดสระน้ำ

การแบ่งงานกันทำเป็นแผนกโครงงาน  แผนกสวัสดิการ แผนกอาหาร แผนกบันเทิง ทำให้พี่น้องในค่ายได้ออกเหงื่อออกแรงและเอื้ออาทรต่อกันอย่างมีไมตรีจิต

ผมชอบไปเล่นเกมร้องเพลงกับเด็กเล็ก พี่หนู ระจิตตา ณ พัทลุง และพี่ต้อย สุชาดา สุขวิบูลย์ ก็ไปร่วมสนุกกัน หีบเพลงประจำตัวที่ผมหิ้วไปด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศรื่นเริงได้พอสมควร

สระน้ำที่ช่วยกันขุด ผมลงจอบขุดดินเจาะลึกลงไปอีกหน่อย พี่อู๊ด ปรีชา วุฒิการณ์ เรียกหลุมตรงนั้นจนคนอื่นเรียกตามว่า “สะดือประสาร”

กลับจากค่ายคืนสู่คณะ ชาวค่ายยังแสดงออกถึงความรักใคร่ผูกพันกันเหนียวแน่นจนคนที่ไม่ได้ไปค่ายประหลาดใจว่าเพียงเวลาครึ่งเดือน ทำไมชาวค่ายถึงผูกพันกันปานนั้น

ค่ายที่สองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2511 มีพี่แจ๊ด จักรินทร์ วงศ์บูรณาวาทย์ เป็นผู้อำนวยการ พากันไปตั้งค่ายที่บ้านคำเตย อ.เมือง  จ.นครพนม

งานค่ายอาสาพัฒนา เป็นงานสร้างสรรค์ที่ไม่เป็นอริกับใคร คนมีสีสันทางการเมืองอย่างผม พินัย อนันตพงษ์ และ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล จึงถือเป็นกิจกรรมหลีกการเมืองที่ถูกอัธยาศัย

ผ่านมา 50 ปี นับถึงวันนี้ ชาวค่ายรัฐศาสตร์ยังมีการพบปะกินข้าวเฮฮากันเป็นครั้งคราว

กิจกรรมกีฬา กิจกรรมเชียร์ กิจกรรมวิชาการ กิจกรรมของชมรม และกิจกรรมอื่นๆมากมายในคณะช่วยโยงใยให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกัน รู้จักใกล้ชิดทั้งรุ่นพี่ที่เหนือขึ้นไป 3 รุ่น และรุ่นน้องลงไปอีก 3 รุ่น รู้จักกันหมด กลายเป็นรู้จักกันทั้งคณะในช่วงเวลาเรียน 4 ปี จะสัมพันธ์กันถึง 7 รุ่น

แล้วยังมีประเภทพี่จีบน้อง น้องจีบพี่ เพื่อนจีบเพื่อน สำเร็จก็หลายคู่ ตกม้าหรืออกหักก็หลายราย

ยังมีรุ่นพี่บางคนที่จบไปแล้วมีสปิริตแรงกล้าแวะเวียนมาพบปะรุ่นน้องบ่อยๆ  เช่น พี่ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา (รุ่น 1) พี่ศิวะ แสงมณี (รุ่น 16) ทำให้สังคมรัฐศาสตร์ทั้งคณะเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สัมพันธ์ฉันน้องพี่เช่นนี้ยืนยาวไปจนตลอดชีวิตก็ว่าได้

เพราะเป็นนักกิจกรรม ผมจึงใฝ่หาว่ามีอะไรนอกคณะที่เรามีใจจะทำ ผมไปที่ตึกจักรพงษ์ฯ พบว่า ที่นั่น คือสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆทั้งกีฬา วิชาการ บันเทิง ที่นั่นมีชมรมดนตรีไทย ที่ทำการอยู่ชั้นบนด้านหลัง มีชมรมบริจาคโลหิต และที่ทำการสโมสรนิสิตอยู่ชั้นล่าง ผมเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกชมรมศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณี ส.จ.ม. เพราะตอนเรียนสวนกุหลาบฯ ผมเป็นประธานชมรมยุวพุทธมาแล้ว เมื่อปี 2509

ที่ชมรมนี้ คนที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดค่ายชาวเขา คือ คุณเทอดไท วัฒนธรรม เป็นรุ่นก่อนเรา 1 ปี  จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่นี่เองเพื่อนเรา ที่ชื่อ พลากร สุวรรณรัฐ ซึ่งเป็นนักรักบี้ของคณะและของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ได้ร่วมส่วนสร้างค่ายชาวเขาของชมรมฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ค่ายชาวเขา จำนวนนิสิตที่ไปจะน้อยกว่าค่ายรัฐศาสตร์ คือมีจำนวนราว 30 คน ค่ายแรก ปี 2511 เราพากันไปที่บ้านป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน ที่นั่นเป็นศูนย์อพยพชาวเขาที่อพยพล่าถอยมาจากทุ่งช้าง อันเนื่องมาจากการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ มีชาวเขาทั้งม้ง และเย้า หลายร้อยครอบครัว เราไปสร้างโรงเรียนเด็ก โดยใช้ไม่ไผ่ตีเป็นฝ้าผนังเพดาน โต๊ะเรียน หลังคามุงจาก

ค่ายที่สอง ไปที่บ้านแม่ริดน้อย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่นั่นเป็นปะกากะญอ (กระเหรี่ยง) ทั้งหมด จำได้ว่า แอ๊ว ศิริพรรณ ตระกูลลี้ ไปร่วมค่ายด้วย ต่างคณะมี แอ๋ว สุพัตรา มาศดิตถ์ (คุณหญิง)

ผมจำได้ดีว่า พลากร สุวรรณรัฐ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ไปจัดหาพันธุ์ข้าวโพดหวานมาจาก พี่ทองทิพ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งเป็นข้าวโพดฝักใหญ่ เนื้อแน่น และหวานอร่อยลิ้นแบบไม่เคยกินมาก่อน

คุณพลากร เอาพันธุ์ข้าวโพดนั้นมาระดมเพื่อนปลูกแล้วบอกขายในแวดวงคนที่สามารถจะช่วยได้ เพื่อหาเงินเข้าโครงการค่ายชาวเขา ถ้าจำไม่ผิด คุณพลากร พาผมและเพื่อนๆต่างคณะกลายเป็นชาวไร่ไปลงเม็ดข้าวโพดกันแถวพื้นที่ของกรมชลประทาน ตรงข้ามวัดชลประทานรังสฤษฏ์ พอข้าวโพดออกฝักก็เอามาบอกขายกันในหมู่เพื่อนบ้าง อาจารย์บ้าง พอบอกว่าข้าวโพดหวาน เอาเงินไปทำค่ายชาวเขา ใครรู้ก็แย่งกันซื้อ เพราะได้ทั้งรสสุดอร่อยและได้ทำบุญด้วย ดูเหมือนจะหาเงินจากข้าวโพดนี่ได้นับหมื่น นับเป็นวิธีการระดมทุนที่แปลกต่างแบบไม่มีชมรมไหนๆ ทำกันเลย

มีเรื่องหนึ่งที่ผมลืมไปแล้ว แต่คุณพลากรนั้นเองที่มาฟื้นความทรงจำผมเมื่อไม่นานมานี้

เป็นที่รู้กันว่า ในจุฬาฯ นั้น ชื่อ พลากร สุวรรณรัฐ ดังกระฉ่อนจุฬาฯ เรียนจบวชิราวุธ มีสกุลรุนชาติ เป็นบุตรของปลัดกระทรวง รูปร่างสูง สมาร์ท หน้าตารูปร่างและฐานะต้องใจสาวทั้งรุ่นพี่รุ่นเดียวกันและรุ่นน้องทั้งในรัฐศาสตร์และต่างคณะ เรียนดี วางตัวดี หากจะมีการเลือกตั้งอะไร ถ้าสมัครเลือกตั้งน่าเชื่อว่าจะได้คะแนนล้นหลาม

“สาร  จำได้ไหมว่าเคยชวนผมทำอะไร”

เขาถามผมในวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

“ทำอะไรหรือ ผมจำไม่ได้” ผมตอบ

“ตอนที่จะเลือกตั้งนายก ส.จ.ม.   สารมาถามผมว่า สนใจสมัครนายก ส.จ.ม. ไหม สารบอกว่า ถ้าผมสมัคร สารก็จะไม่สมัคร”

“แล้วไงต่อ” ผมถามทวนความจำ

“ผมบอกว่า ผมไม่สนใจ ผมจะเล่นรักบี้  สารก็เลยบอกว่า ถ้างั้นสารจะสมัคร ผมบอกว่าเชิญเลย”

“อย่างนั้นหรือ” ผมถาม

“ผมยังช่วยสารหาเสียงด้วยนะ”

นี่เป็นคำพูด ที่ผมไม่เคยจำเลย แต่เพื่อนเรามารื้อฟื้นความทรงจำให้ได้รับรู้ว่าก่อนจะมี นายฉันท์แก่น ก่อนจะมีนายก ส.จ.ม. ชื่อ ประสาร มฤคพิทักษ์ มีคำสนทนานี้เกิดขึ้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

กึ่งศตวรรษ กฟผ.

เดินทางมาถึง กึ่งศตวรรษ

เป็นมาตรวัดสำคัญสุดเป็นหมุดหมาย

จากไต้ เทียน จากตะเกียงเปล่งประกาย

เป็นไฟฟ้าโชนฉายผืนดินไทย

 

สามหน่วยงานรวมเป็นหนึ่ง กฟผ.

การเกิดก่อเล็กเล็กแต่ยิ่งใหญ่

สร้างเขื่อนภูมิพลกลางพงไพร

ช้างลากปูนคนฝ่าไปประจำการ

 

ทีละหยดเหงื่อแรงที่ไหลหลั่ง

ทีละถังปูนเทลงเป็นฐาน

ทีละก้อนดินถมในดินดาน

เป็นผลงานเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ

 

ต้องฝ่าฟันขวากหนามตามรายทาง

ดึงอ้อยจากปากช้างเกือบระส่ำ

หยุดแปรรูปตามการเมืองชี้นำ

ความชอบธรรมคือสมบัติประชาชน

 

พลังงานทางเลือกในวันนี้

โอกาสที่ กฟผ. ต้องดั้นด้น

เทคโนโลยีแปรปรวน ทั่วสากล

ต้องเปลี่ยนตัวปรับตน ให้ทันกาล

 

จากน้อยสู่มากเล็กสู่ใหญ่

อ่อนสู่แข็งแกร่งไกรไปทุกด้าน

ห้าสิบปี กฟผ. ขอจดจาร

สร้างตำนานความสุขเต็มแผ่นดิน

 

 

ประสาร มฤคพิทักษ์

30  เมษายน  2562

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา

20190430

“ อั๊วไปคนแรก ”

นี่คือคำประกาศอาสากล้าตายที่เฉียบขาดต่อหน้าคณะเสรีไทย ในอังกฤษของ นายเข้ม เย็นยิ่ง

หรือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เมื่อปี 2485

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ 8 ธันวาคม 2485  จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับคำขาดจากญี่ปุ่นให้ไทยยอมจำนนและเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เพื่อต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร คนไทยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาถูกเรียกตัวกลับหมด ใครไม่กลับรัฐบาลขู่ว่าจะถูกถอนสัญชาติไทย  ในเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคนไทยรักชาติได้ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษและพากันสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษถึง 36 คน

คุณทศ พันธุมเสน  เสรีไทยคนหนึ่งเล่าว่า  ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ประกาศเป็นอาสากล้าตายคนแรก ต่อที่ประชุมอย่างกล้าหาญ ในการประชุมคณะเสรีไทยในอังกฤษเพื่อส่งคนเข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในบทความชื่อ “ ทหารชั่วคราว ”  ดร.ป๋วย อธิบายว่าที่อาสาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะทราบดีว่า นายปรีดี พนมยงค์ ( รู้ธ ) เป็นหัวหน้าคณะเสรีไทย ในฐานะที่จบและเคยทำงานที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์  เรียนจบปริญญาเอก และได้รับโทรเลขต้อนรับจาก นายปรีดี ว่าเขาเป็นคนที่ “ ควรได้     รับความสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและไม่ต้องสอบสวนยืดยาว ”

การลักลอบเข้าประเทศไทยโดยลงเรือดำน้ำจากศรีลังกาเข้ามากบดานแถวชายทะเลประจวบคีรีขันธ์ ประสบความล้มเหลว เพราะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้

นายเข้ม เย็นยิ่ง พร้อมเสรีไทยอีกสองคนคือ นายประทาน เปรมกมล  และ นายสำราญ วรรณพฤกษ์  จึงเข้ามาอีกครั้งทางเครื่องบินจากอินเดีย โดยกระโดดร่มมาลงที่ จ.ชัยนาท  เมื่อ  6  มีนาคม  2487

ชาวบ้านนั่งเกวียนย่ำทุ่งลัดแนวป่ามาทางหนองหมอ บริเวณบ้านวังน้ำขาว  เมื่อพบว่ามีทหารกระโดดร่มชูชีพมาหลบอยู่ในป่าชายทุ่งจึงแจ้งเจ้าหน้าที่

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ร้องให้ชาวบ้านจับตัวทหารคนนั้น โดยบอกว่า เขาเป็นสายลับข้าศึกเป็นจารชน

ดร.ป๋วย เล่าว่า “ คิดถึงคู่รักของข้าพเจ้าที่ลอนดอน คิดถึงคำสุดท้ายของ คุณมณี สาณะเสน    ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้าเมื่อก่อนเราเดินทางออกจากอังกฤษ คิดถึงเพื่อนข้าพเจ้าที่ยังอยู่ในอินเดีย  คิดถึงเพื่อนสองคนที่อยู่ในพุ่มไม้ใกล้เคียง  คิดถึงญาติมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ  คิดถึงสาส์นจากกองบัญชาการถึง “รู้ธ” ที่ยังอยู่ในกระเป๋าของข้าพเจ้า  และคิดถึงยาพิษ ยังอยู่ในกระเป๋าหน้าอกของข้าพเจ้า หรือจะยอมให้จับเป็น ให้เขาจับตายเถิด เพราะความลับที่ข้าพเจ้านำมานั้นมีมากเหลือเกิน….. แต่เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นไม่มีอยู่ในหมู่คนที่จะมาจับข้าพเจ้า อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือ ก็ยอมสู้ตายเลย ให้เขาจับเป็นดีกว่า อย่าเพิ่งตายเลย  ”  ( สารคดี ฉบับ   202 / 2544 )

ระดม สรรพพันธุ์  เขียนบันทึกเรื่อง  “ พบลุงบุญธรรม ปานแก้ว ผู้ช่วยชีวิต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ”  ว่า “ ทหารคนนั้น ( ดร.ป๋วย )  โบกมือให้กับพวกเรา (ชาวบ้าน) พร้อมกับร้องเรียกว่า เข้ามาเถอะครับ ผมไม่สู้หรอก กับคนไทย  แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ผมสู้ครับ

ชาวบ้านกรูกันเข้าไปจับตัวทหารคนนั้นไว้ แล้วซ้อม ชก ต่อย แล้วเตะอย่างไม่ปรานีปราศรัย  แม้ทหารคนนั้นจะร้องขอและบอกว่าเขาเป็นใคร สังกัดไหน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากชาวบ้านแต่อย่างใด เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านก็ผลักเข้าไปในกกไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง แล้วขึ้นนกเตรียมลั่นไกยิงทหารคนนั้น

ทันใดนั้นผม ( ลุงบุญธรรม ) วิ่งปรู๊ดเข้าไปขวางไว้  แล้วผลักกระบอกปืนออกไปพร้อมกับบอกว่า ช้าก่อนครับ……. เวลานี้บ้านเมืองเรากำลังคับขัน  เราจับข้าศึกได้แล้ว เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะดีจะชั่วอย่างไร ก็ต้องจับตัวส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปไต่สวนกันก่อน ท่านจะจัดการเสียเองโดยลำพัง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ทหารคนนั้นบอก ฆ่าผมเถอะครับ ผมมานี่กู้ชาติ เวลานี้บ้านเมืองเราเป็นขี้ข้าเขาหมดแล้ว ผมตายช่างมัน ยิงผมเถอะ  แหม……. รักน้ำใจจังเลย ”

นายอำเภอขี่ม้านำชาวบ้านหลายร้อยคน เป็นขบวนใหญ่ ไล่ชาวบ้านทุกคนให้ห่างจารชนใจโหดเหี้ยม ซึ่งถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งบนเกวียนจากป่าเข้าเมือง เป็นนักโทษที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

ดร.ป๋วย ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกโซ่ล่ามข้อเท้าไว้กับเสากลาง ศาลาวัดวังน้ำขาว

ตอนบ่ายวันนั้น  เจ้าหน้าที่คุมตัวบางคนม่อยหลับไป ชาวบ้านจึงกระเถิบเข้ามาใกล้ ดร.ป๋วย เขียนในข้อเขียน “ ทหารชั่วคราว ” ว่า “ ในหมู่ชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้มีหญิงผู้หนึ่งอายุค่อนข้างมาก  ข้าพเจ้าสังเกตว่าแกนั่งใกล้ข้าพเจ้าอยู่นานถึงสองชั่วโมงไม่ไปไหน และนั่งเอามือกอดเข่า เมื่อคนที่มาดูข้าพเจ้าค่อยบางตาไปบ้างแล้ว ผู้หญิงผู้นั้นก็พูดกับข้าพเจ้าเสียงแปร่งๆว่า “ พุทโธ่ ! หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า ” ข้าพเจ้าถามว่า ลูกป้าอยู่ที่ไหน ได้รับคำตอบว่า ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

 เสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันและรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น ”

ชาวบ้านหลายหมู่บ้านพากันมาดูหน้าจารชนหรือคนรักชาติที่ศาลาแห่งนั้น  บางคนอยากให้เขาอยู่ บางคนอยากให้เขาตาย คล้ายกับมีเทพและปีศาจอยู่ในร่างเดียวกัน

คนหนึ่งแอบส่งว่านให้  แล้วกระซิบว่า

“ อมๆไว้  ดูหน้าผากแล้ว  ไม่ตาย ”

ดร.ป๋วย  ถูกล่ามโซ่ข้อเท้า เคลื่อนจากบ้านวังน้ำขาวรอนแรมไปถูกขังที่ สภ.อ. วัดสิงห์ แล้วย้ายไปขังที่ สภ.อ.ชัยนาท  ไปถูกขังต่อที่เรือนจำ จ.ชัยนาท แล้วถูกนำลงเรือยนต์ไปขึ้นที่ท่าช้าง นำตัวไปขังที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลร่วมกับเสรีไทยคนอื่นๆ

ระหว่างนี้เอง  ร.ต.อ. โพยม จันทะรัคคะ ธ.บ. ได้เสี่ยงตายลอบพา ดร.ป๋วย ไปพบกับ อาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ ม.ธ.ก. ในเวลานั้น เชื่อมโยงไปสู่การพบปะกันระหว่าง ดร.ป๋วย กับ ดร.ปรีดี พนมยงค์(รู้ธ) ที่บ้านบางเขนของ อ.วิจิตร เพื่อเสนอสาส์นจาก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ภารกิจสื่อสารบรรลุผล ดร.ป๋วย ส่งสัญญาณวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติการในแผ่นดินไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อใกล้สิ้นสุดสงครามโลก “ รู้ธ ” ได้ส่ง “ นายเข้ม เย็นยิ่ง ”  (ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ )  กลับไปอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเจรจากับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทยว่าเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศผู้แพ้สงคราม และยังเป็นผู้เจรจาขอให้อังกฤษยอมปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้

อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญมาก ดร.ป๋วย  ได้รับคำสั่งจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทย ให้เป็นผู้ติดต่อกับกองทัพอากาศอังกฤษ  ขอร้องไม่ให้ทิ้งระเบิดใส่บริเวณพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบริเวณวังอื่นๆด้วย

รัฐสภาอังกฤษ  ปรับไทยที่ประกาศสงครามเข้าข้างญี่ปุ่นโดยให้ปรับเป็นข้าว 1.5 ล้านตัน นายเข้ม   เย็นยิ่ง  แต่งชุดนายพันทหารอังกฤษร่วมเจรจาต่อรองไม่ให้ปรับเป็นข้าวแต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยน

ข้าวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค และยังขอให้อังกฤษช่วยจ่ายค่าข้าวบ้าง

หากไม่มีบุคคลอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ที่มีความรักชาติ  ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ โดยปราศจากเงื่อนไข หากไม่มีรัฐบุรุษอย่าง ดร.ปรีดี พนมยงค์  แผ่นดินไทยจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไรกัน

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เราคุมไลน์อย่าให้ไลน์คุมเรา

20190428_line

ในไลน์ที่เล่นกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ คนที่ส่งไลน์มีสารพัดประเภท  ส่งดอกไม้สวัสดีตอนเช้าตามวัน

ทั้งเจ็ดก็มี ส่งรูปพระมาให้กราบไหว้ก็มี  ส่งภาพเมนูอาหารยั่วน้ำลายก็มาก ส่งสินค้ามาขายก็เต็มไปหมด ส่งรูปภาพตนเองที่คิดว่าสวย ว่าหล่อก็พบเห็นบ่อย  ส่งภาพวิวสวยประกอบคำคมก็เห็นประจำ ในวันหนึ่งๆ มีภาพมีถ้อยคำให้เราได้เห็นเป็นร้อยเป็นพัน คนเสพติดไลน์จึงต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไฟฟ้าวันละ 4-5 ชั่วโมง

ถ้าคนเล่นไลน์ไม่สันทัดการคัดทิ้ง และถนัดในการเลือกสรร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องจ่อมจมอยู่กับหน้าจอจนไม่เป็นอันทำอะไรอื่น

สำหรับผู้เขียนแล้ว เพื่อใช้เวลากับไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้เขียนมีวิธีการเฉพาะตัวดังนี้

1. เลิกสังฆกรรมกับกลุ่มไลน์ไร้สาระทั้งปวง เช่น ส่งมาสวัสดีรายวันพร้อมภาพสีตามโฉลกของวันนั้นๆ  กลุ่มไลน์ที่ไม่มีอะไรอื่นนอกจากส่งภาพ และคำ  HAPPY BIRTHDAY ให้แก่กันและกัน กลุ่มส่งภาพถ่ายสารพัดกิจกรรมส่วนตัว กลุ่มที่เอาแต่เสนอขายของ  กลุ่มที่ส่งภาพทำบุญมาชวนอนุโมทนาบุญด้วย พวกนี้ใช้พื้นที่มาก และใช้เวลาของเรามาก หากไม่ตัดออกไป แล้วไปตอบสนองด้วยคำด้วยภาพด้วย แต่ละวันก็ไม่ต้องทำอะไรอื่น

2. กลุ่มไลน์แกงโฮะหรือไลน์จับฉ่าย มีสารพัดสารพันภาพและเรื่องราว พวกนี้จะไม่มีคนบริหารจัดการ (Admin) สุดแต่ใครจะส่งอะไรก็ได้ กลุ่มนี้ก็กินพื้นที่ไม่น้อยเลย  แม้ว่าบางทีจะมีอะไรดีๆส่งมาบ้างนานๆครั้งก็ตาม กลุ่มพวกนี้ ผู้เขียนก็ขอถอนตัวออกมา ไม่ไปเสียเวลาด้วย

3. กลุ่มไลน์โรงเรียนเก่าหรือสถาบันการศึกษาเก่า กลุ่มนี้ขอรักษาไว้ เพราะเพื่อนเก่านั้นมีค่ามาก

ยิ่งเข้าใกล้วันเวลาของไม้ใกล้ฝั่ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเพื่อนเก่ามีค่ายิ่งนัก เพื่อนหลายคนแม้ว่าจะวนเวียนอยู่กับอะไรที่เสียเวลาเราก็เขี่ยผ่านไปเร็วๆ

4. เลือกเข้ากลุ่มไลน์ที่ตรงความสนใจของเรา ทันทีที่เปิดหน้าจอ เรารู้ได้ว่าจะเขี่ยไปที่กลุ่มไหน

กลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรา กลุ่มที่อ่านทีไรก็ประเทืองปัญญาเมื่อนั้น กลุ่มนี้มีค่าที่สุด เพราะเรารู้สึกได้เองว่าสมองและจิตใจของเรา ได้รับการยกระดับ ไลน์กลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มที่มีผู้บริหารกลุ่ม (Admin) อย่างตั้งอกตั้งใจ ใครที่แหลมส่งอะไรเข้ามาที่แปลกแยกออกไปจากแนวทางของกลุ่ม ก็มักจะต้องถอยออกไป เพราะเพื่อนไม่ต้อนรับ กลุ่มไลน์แบบนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีการคัดสรรภาพและถ้อยคำด้วยตัวของกลุ่มเอง อยากรู้อะไร ผู้เขียนก็มักจะได้จากกลุ่มนี้

5. เลือกสื่อสารตรงกับตัวบุคคลที่เราต้องการสื่อสารด้วยแบบตัวต่อตัว เขามักมีอะไรที่น่าสนใจ

สำหรับเรา เขาให้ในสิ่งที่เราต้องการ และเขาก็พร้อมจะตอบสนอง  ในทางกลับกัน เราก็ต้องตอบสนองสิ่งทีเขาต้องการได้ด้วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  แลกเปลี่ยนความสนใจที่เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย บางจังหวะที่ห่างหายกันไประยะหนึ่งก็ต้องเอ่ยปากส่งรูปทักทาย  รักษาระยะที่ไม่ให้ไกลกันจนลืม

6.  ผู้เขียนจะไม่รีรอที่จะเสนอสิ่งที่ควรทำในการส่งภาพและคำผ่านกลุ่มไลน์ เช่น ไลน์กลุ่มที่มุ่งไปสู่เนื้องานเฉพาะ แต่มีคนส่งรูปภาพส่วนตัวที่ไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้มาคราวละ 50 รูปต่อเนื่องกัน เช่น คนที่เอาแต่บรรยายความตามไท้กิจกรรมรายวันของตนเอง คนที่ขอส่งภาพหรือคลิพที่ตนเองสนใจอยู่คนเดียวมาให้คราวละมากๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจเหลือประมาณ ผู้เขียนมักใช้สิทธิในการส่งคำเสนอตักเตือนไปว่า ถ้ารักจะให้คนไม่เบื่อกลุ่ม ก็อย่ายัดเยียดอะไรโดยการทำเช่นนั้น มันกินพื้นที่ของคนอื่นไปมากมาย  ในความเป็นจริง จะมีผลในการไล่เพื่อนให้ทยอยถอยตัวออกจากกลุ่มนั่นเอง

ด้วยวิธีเช่นนี้ ทำให้เวลาของผู้เขียนมีมากขึ้นที่จะใช้ไปกับงานอื่นที่สำคัญมากกว่า


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES