ไขแสง สุกใส : วันคืนก่อนถือแคนเข้ามอบตัว

เมื่อแรกรู้จัก คุณไขแสง สุกใส ในเย็นวันหนึ่งของปี 2509

“ พี่ไม่มีอาชีพ ทุกวันนี้เป็นเด็กวัด กินนอนอยู่กับท่านพระพิมลธรรมที่กุฏิวัดมหาธาตุ ”

“ การศึกษาของพี่น่ะ เขาเรียกปริญญา BKLY แปลว่า บางขวางลาดยาว ”

เมื่อแนะนำตัวกันอย่างนี้ ทำให้น่าสนใจว่า บุรุษคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำอะไรมา ผู้เขียนจึงได้เรียนรู้ชีวิตของนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่โชกโชน ได้ฟังเรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนอิสานต่อต้านญี่ปุ่น สมัยเข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทยตอนสงครามมหาเอเซียบูรพา  เรื่องของนักสู้อย่าง นายเตียง ศิริขันธ์   ครูครอง      จันดาวงศ์  สี่อดีตรัฐมนตรีที่ถูกยิงทิ้ง จิตร ภูมิศักดิ์   เปลื้อง วรรณศรี   กุหลาบ สายประดิษฐ์

บทกวีประชาชนชื่อ “ เปิบข้าวทุกคราวคำฯ ”  “ ใครคนประชาชนที่ ทระนงในนามไทยฯ ” “ พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ยฯ ”  “ เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจึงมุ่งมาศึกษา ” “ เมืองสยามใหญ่กว้างสุด สายตาฯ ”  เป็นบทกวีที่พรั่งพรูจากความทรงจำของคุณไขแสง ให้ผู้เขียนได้จดและจำใส่ใจอย่างกระหายรู้

ผู้เขียนจึงไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนสนทนา ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณไขแสงมีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกทางการเมืองในเวลานั้น ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

6  ตุลาคม  2516  วันที่เพื่อนๆ ในกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 11 คน จาก 28 คน ถูกตำรวจจับ อันเนื่องมาจากการแจกเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่สนามหลวง บางลำพู ประตูน้ำ ในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นับเป็นข้อหาฉกรรจ์ที่คนอย่างผู้เขียนออกจะหวาดผวาเอามาก ๆ

ผู้เขียนเป็นหนึ่งในจำนวน 17 คน ที่บังเอิญรอดพ้นจากการถูกจับ จึงโทรศัพท์ไปหา ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้ลงชื่อเรียกร้องหมายเลข 4  เป็นเจ้าของบ้านสะพานควาย ซึ่งเป็นที่จัดประชุมร่างคำแถลงของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้านั้น

“ ประสารไปหาอาจารย์คึกฤทธิ์ (ปราโมช) สิ ใครๆ ก็เกรงใจอาจารย์ ท่านน่าจะหาหนทางช่วยอะไรได้ ”

คำแนะนำนี้ทำให้ผมตรงดิ่งไปบ้านเลขที่ 19 ซอยสวนพลูทันที อาศัยว่าเคยไปมาหาสู่หลายครั้ง จนนับเป็นศิษย์คนหนึ่ง ประกอบกับแม้ว่า อาจารย์คึกฤทธิ์จะไม่ได้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วย แต่ก็ให้สัมภาษณ์กับ ปรีดี บุญซื่อ ลงในวารสารกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แจกในวันจับกุม พูดถึงทฤษฎีสองวงกลม คือ วงกลมนอกหมายถึงประชาชน และวงกลมในหมายถึงข้าราชการ ที่อยู่ด้วยกันแต่เหมือนแยกออกจากกัน

“ อาจารย์ครับ พวกเราเดินแจกรัฐธรรมนูญวันนี้ ถูกจับกันไปแล้ว 11 คน ที่ประตูน้ำ ”

ยังไม่ทันพูดจบ ด้วยท่าทีไม่พอใจ เจ้าของบ้านส่งเสียงเข้มดุผู้เขียน

“ คุณจะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จะใส่ชื่อใครก็ใส่ไป คุณไปเอานายเลียง (ไชยกาล)  นายไขแสง (สุกใส)  ตำรวจเขาก็จับเอาสิ ”

ยามนั้นจะมีอะไรดีกว่าการไม่โต้ตอบ แต่ก็เอ่ยปากขอคำแนะนำ

“ จะทำอย่างไรดีครับ เมื่อถูกจับกันไปแล้วอย่างนี้ ”

“ คุณไปหาคุณนพพร (บุญยฤทธิ์ – บ.ก.สยามรัฐ)  เขาสนิทกับคุณประจวบ สุนทรางกูร (รองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้น)  ให้เขาคุยดูซิ  จะประกันตัวอะไรกันได้ไหม ”

ในเวลานั้นจะคิดอะไรมากไม่ได้ ผู้เขียนตรงดิ่งไปที่ นสพ.สยามรัฐ  ถนนราชดำเนิน ทันที เมื่อแจ้งความประสงค์แล้ว คุณนพพร บุญยฤทธิ์  พากเพียรโทรศัพท์ต่อหาคุณประจวบ สุนทรางกูร แต่ก็ไม่เป็นผล

ค่ำแล้ว กะเวลาว่าคุณไขแสง สุกใส คงจะกลับถึงบ้านเช่าที่นนทบุรีแล้ว ผู้เขียนรีบบึ่งไปบ้านหลังนั้น มีผู้เขียนกับคุณไขแสงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ราวสามทุ่มเศษ

ด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง ภายใต้อาการหวาดผวา ผู้เขียนเอ่ยปากหารือ

“ เราแจกใบปลิวกันธรรมดา ทำไมต้องถูกจับด้วย ”

ด้วยความไร้เดียงสาทางการเมือง ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามซื่อ ๆเช่นนี้

“ จำไว้นะประสาร ต่อสู้กับเผด็จการก็เป็นอย่างนี้ เป็นสัจธรรม ”

“ อาวุธไม่มี เข็มสักเล่มก็ไม่มี ”

“ เขาถึงเรียกว่าเผด็จการ คือถืออำนาจเป็นใหญ่ กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นอย่างนี้ ”

“ แล้วเราต้องยอมจำนนเขาหรือ ”

“ พี่เชื่อว่า น้อง ๆ ต้องถูกปล่อยออกมา ” คุณไขแสงแสดงความมั่นอกมั่นใจ

“ ผมนึกไม่ออกเลยว่า ข้อหาฉกรรจ์แบบนี้ เพื่อนเราจะหลุดออกมาได้ยังไง ”

“ พี่จะหาทางแก้ปัญหาตามวิธีของพี่ เพื่อช่วยน้อง ๆ ที่ถูกจับ ”

“ รัฐบาลเขาจะเล่นงานพี่มั้ย พี่เป็นเจ้าของสำนักงานธรรมรังสี ที่เป็นศูนย์ทำงานของเราอย่างนี้ ”

“ พี่โดนแน่ ๆ แต่อย่าห่วง พี่มีบทเรียนมาแล้ว พี่เป็นพี่เลี้ยงพวกเราในคุกได้อย่างดี ”

“ แปลว่าพี่จะถูกจับด้วย ยังงั้นหรือ ”

“ ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูเหตุการณ์อีกซักวันสองวัน แต่ประสารอย่าท้อนะ นี่เป็นบทเรียนที่หนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก ”

“ ผมควรจะทำอย่างไรต่อไป ” ผู้เขียนหารือ

“ลองนึกดูว่ามีใครเป็นเพื่อนเป็นมิตรที่จะช่วยเราได้ ไปหาเขา ขอความเห็นเขาเพื่อช่วยเพื่อนเราออกจากคุก”

ผู้เขียนร่ำลาจากคุณไขแสงด้วยอาการงงๆ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปพบคุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่หอพัก ม.เกษตรศาสตร์ แล้วชวนกันไปหาคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ ศนท. ที่บ้านแถวถนนบรรทัดทอง มีการประชุม ศนท. วันนั้น แล้วออกแถลงการณ์

คัดค้านการจับกุม

8 ต.ค.  หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวตัวไม้ว่า “ ออกหมายจับไขแสง สุกใส  ทั่วประเทศ ”

9 ต.ค.  เวลา 10.00 น. คุณไขแสง สุกใส ถือแคนอีสานและหิ้วกระเป๋าแพนแอม บรรจุเสื้อผ้าเข้ามอบตัวที่ กองบังคับการตำรวจสันติบาล หนังสือพิมพ์พาดหัวอีกว่า ทางการจะใช้มาตรา 17 ควบคุมตัว นายไขแสง สุกใส

ระหว่างนั่งรอการสอบสวน คุณไขแสง ยังเป่าแคนเพลงอิสาน ไม่มีสะทกสะท้านใจอะไร แถมให้สัมภาษณ์ว่า “ ไม่ได้หวั่นวิตกอะไร ผมจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ ที่ถูกจับกุม ”

การมอบตัวครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงคำพูดของคุณไขแสงเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 6 ตุลาฯ ที่ว่าจะหาทางช่วยพวกเรา จะไปเป็นพี่เลี้ยงของพวกเราในคุก

ภาพของคุณไขแสง สุกใส ถือแคนเข้ามอบตัว เป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ในเวลานั้น มีแต่คาดคิดกันไปว่า เพื่อนเราที่ถูกจับต้องเผชิญชะตาร้ายสถานเดียว อาจถูกประหารชีวิต หรือไม่ก็สิ้นอิสรภาพอย่างยาวนาน คุณไขแสงมีทางเลือกที่จะหนี หรือสู้ หากจะหนีสามารถทำได้โดยง่าย แต่กลับเลือกที่จะสู้  สู้ในที่นี้คือการมอบตัว ด้วยการเผชิญกับความจริง เตรียมตัวพร้อมที่จะถูกสอบสวน ทั้งยังพร้อมที่จะถูกยิงทิ้งเพราะมีประวัติถูกแขวนป้ายคอมมิวนิสต์มาแล้ว

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้ว่าจะมีการชุมนุมนักศึกษาที่ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ แต่ก็เป็นคนจำนวนยังน้อยนิด ยังไม่แน่ว่าจะมีพลังขึ้นมาหรือเปล่า

คนที่ยอมเอาเสรีภาพ  กระทั่งชีวิตของตนเองเข้าสู้กับอำนาจอธรรม

คนที่คิดถึงน้องๆ  และเพื่อนๆ  ในฐานะนักโทษการเมืองรุ่นพี่  จึงขอเข้าไปเป็นกำลังใจให้นักโทษรุ่นน้อง

คนที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวรอดปลอดภัยก็ย่อมได้ แต่กลับเลือกทำตรงกันข้าม

คนที่มองเห็นอนาคตการต่อสู้ของประชาชนที่มีความหมายยิ่งใหญ่ต่อประชาธิปไตยของไทย

ถ้าไม่ใช่จิตใจแห่งการต่อสู้ที่เสียสละสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองเลย จะไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้เลย

และแล้ววันที่  14  ตุลาคม  2516  เราก็ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของประชาชนเรือนแสน เรือนล้าน ที่หลอมใจเป็นดวงเดียวกันเคลื่อนขบวนสู้รบกับเผด็จการ โดยไม่มีใครเลยที่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน

ดุจเดียวกับจิตใจสู้รบของคุณไขแสง สุกใส ที่ได้ตัดสินใจเข้ามอบตัว 5 วัน ก่อนหน้านั้น เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว  ก็ควรค่าแก่การก้มกราบจิตวิญญาณอันสูงส่งของคุณไขแสง สุกใส ไปอย่างไม่อาจลืมเลือนได้ตราบนานเท่านาน

ปฐมเหตุ 14 ตุลาคม 2516

“ ประเทศไทยเป็นของชาวไทยทุกคน  หมายความว่า บรรดาทรัพยากรทั้งมวลตลอดจนอำนาจในการคุ้มครอง การจรรโลงจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ การจัดระเบียบทางสังคมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบรรดาประชาชน หรืออำนาจอธิปไตยที่กำหนดกลไกทางการเมืองการปกครองเป็นของประชาชนชาวไทยทุกคนโดยเท่าเทียมกัน

หลักการเช่นว่านี้ ก่อให้เกิดสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชน  เพื่อรวมกันกำหนดความเป็นไปของชาติ และการสร้างสรรค์ความสมบูรณ์สันติสุขให้เกิดขึ้นในชุมชนชาวไทย

แต่ปรากฏว่าในสภาพการณ์ปัจจุบัน  หลักการเช่นว่าถูกทำลายโดยการรัฐประหาร เมื่อ 17 พฤศจิกายน  2514  ซึ่งทำให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ  ยุบรัฐสภา  และยกเลิกพรรคการเมืองทำให้การปกครองประเทศขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน  มีผู้ปกครองที่ไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากประชาชน  สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดลิดรอน ยังผลให้การบริหารบ้านเมืองเป็นไปตามใจของบุคคลไม่กี่คน  สภาพเลวร้ายทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมขมวดปมแห่งความยุ่งยากขึ้น  ความยุติธรรมในสังคมลดน้อยลงทุกที สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลร้ายต่อความอยู่รอดของชาติในระยะยาวต่อไป

การแก้ไขปัญหาดังกล่าว  จำเป็นที่จะต้องระดมกำลังความคิดของประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของประเทศชาติและของตัวเอง  ส่งเสริมให้ประชาชนมีสำนึกร่วมในการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์ประเทศชาติ นั่นคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตและสร้างอนาคต ดังนั้น จะต้องมีกติกาทางการเมืองหรือรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดการเข้ารับภาระหน้าที่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน  ทั้งทางด้านนิติบัญญัติ  บริหารและตุลาการ เพื่อให้ผู้เข้าปฏิบัติหน้าที่ต้องกระทำการโดยยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ณ บัดนี้ เราขอประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วยความเชื่อที่ว่า  ประชาชนชาวไทย  เป็นผู้มีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรี  ตลอดจนมีความตื่นตัวพียงพอพร้อมที่จะปกครองตนเองได้  และปรารถนาอย่างจริงใจในการปฏิบัติหน้าที่แก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ตลอดจนจะจรรโลงรักษาประเทศชาติ ให้วัฒนาถาวรสืบไปยังอนุชนรุ่นหลังเราผู้มีรายชื่อข้างท้ายนี้ ในนามของ “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ขอสนับสนุนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษาและขอต่อสู้ด้วยวิธีการสันติจนกว่าจะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ”

นี่คือคำประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  ซึ่งใช้เป็นสื่อในการเชิญชวนบุคคลวงการอาชีพต่าง ๆ ให้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญร่วมกัน

ก่อนหน้านั้นเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เช่น

การใช้เฮลิคอปเตอร์ทางราชการไปล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่  จนกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่

การต่ออายุราชการ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็น ผบ.สูงสุด และการต่ออายุ พลเอกประภาส  จารุเสถียร          เป็น ผบ.ทบ.

การปลดชื่อนักศึกษารามคำแหง 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย เพราะคนทั้งเก้าทำวารสารที่ไปขัดใจอธิการบดี

  • การแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของรองเลขาธิการ กตป. ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไป
  • การทำรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะ ผบ.สูงสุด ยึดอำนาจจากตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีแล้ว บอกว่าจะใช้เวลา 3 ปี ในการร่างรัฐธรรมนูญ
  • ปัญหาข้าวยากหมากแพง และความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

และปัญหาอื่น ๆ อีกหลายอย่างทำให้นิสิตนักศึกษาประชาชนต้องขบคิดและหาทางออกให้แก่บ้านเมือง การประกาศการยกเลิกการชุมนุมของธีรยุทธ บุญมี  ในกรณีคัดค้านการลบชื่อนักศึกษารามคำแหงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ  22  มิถุนายน  2516  ว่า “ จะเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญต่อไป ”  นั่นเป็นการชักธงรบกับกลุ่มเผด็จการ ถนอม ประภาส ครั้งสำคัญ

และแล้วการหารือกันเพื่อการจัดตั้งกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น มีการคุยกันในระหว่างแกนนำของกลุ่มหลายครั้งหลายหน  เพื่อดำเนินกิจกรรมเรียกร้องรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีที่ไร่พี่คำสิงห์ ศรีนอก ปากช่อง ที่สำนักงานกฎหมายและบัญชีธรรมรังสี วิสุทธิ์กษัตริย์ ที่คอฟฟี่ช็อป โรงแรมพาเลียเมนท์   ที่บ้านคุณประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร  ที่หอพักจารุทวี  บางขุนพรหม  ที่บ้าน ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช  ที่โรงแรมไทยโฮเต็ล  ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การหารือกันมีข้อยุติสำคัญตรงที่จะรวบรวมบุคคลทุกวงการอาชีพที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันให้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  โดยจะนำรายชื่อทั้งหมดพร้อมคำประกาศส่งถึงนายกรัฐนตรี  ประธานศาลฎีกา ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ  และประธานสภานิติบัญญัติ  ในเวลานั้น

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า  ร่างคำประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญนั้น เป็นที่ถกเถียงและปรับปรุงแก้ไขกันอย่างเอางานเอาการ  ที่บ้าน ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช สะพานควาย  วันนั้นมีด๊อกเตอร์ไปกันเต็มบ้าน  เช่น ดร.ชาญวิทย์  เกษตรศิริ  ดร.วีรพงษ์  รามางกูร  ผู้ที่ขอปรับปรุงมากที่สุดคือ ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน  และ ดร.ศักดา สายบัว  คนที่ทำร่างแรกสุดคือ คุณลุงฟัก ณ สงขลา  ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว

ในขณะที่รวบรวมรายชื่อ  ก็มีการเปิดคอลัมน์  “ ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ”  ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย โดยความเอื้อเฟื้อของ คุณดวงประทีป เจริญชาติ  ซึ่งเป็นบรรณาธิการบทความในเวลานั้น เพื่อน ๆ ต่างระดมนักประชาธิปไตยมาช่วยกันเขียนบทความในคอลัมน์อย่างเป็นการประจำ

มีโครงการออกนิตยสารชื่อ “ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ” ให้เป็นรายประจำของกลุ่ม นอกจากนั้น ยังเตรียมเปิดโรงเรียนการเมืองเพื่ออบรมผู้สนใจ ด้วยการเปิดหลักสูตร รัฐธรรมนูญประชาชน  ที่สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ตรงข้ามวชิรพยาบาล ทั้งยังเตรียมจัดบรรยายและอภิปรายเป็นครั้งคราว

จำได้ว่าเราได้เช่าตู้ ป.ณ.  2/175  เปิดให้ประชาชนเขียนจดหมายลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้  โดยกลุ่มจะเป็นผู้รวบรวมเพื่อเสนอผู้มีอำนาจต่อไป

เอกสารขอลายเซ็นเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  เป็นโรเนียว  5 – 6  แผ่น มีคำประกาศ 2 หน้า และมีที่ว่างไว้สำหรับลงชื่ออีก 4 หน้า  เราทั้งหลายต่างแยกย้ายขอรายชื่อตามสายที่แต่ละคนรู้จักเท่าที่จำได้ เช่น ชัยวัฒน์ สุรวิชัย      วิสา คัญทัพ   แล ดิลกวิทยรัตน์   ดร.อภิชัย พันธเสน   อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   อ.ทวี หมื่นนิกร  ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร   ธีรยุทธ บุญมี   ไขแสง สุกใส   นพพร สุวรรณพานิช   ปรีดี บุญซื่อ   นิวัติ กองเพียร   พิภพ ธงไชย  และอีกหลายๆคน

ผู้เขียนเองนั้นรับผิดชอบไปขอลายเซ็นสายอาจารย์และเพื่อนๆ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพราะเป็นสำนักเก่าของผู้เขียน  บุคคลแรกที่ไปหาคือ ดร.เขียน ธีระวิทย์ ซึ่งให้กำลังใจอย่างสำคัญ นอกจาก อ.เขียน รับเขียนบทความลงในวารสารกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญชื่อว่า “จะให้หรือไม่ให้รัฐธรรมนูญ” ให้แล้ว ยังได้ขอเอกสารขอลายเซ็นจากผู้เขียนไปหนึ่งชุดพร้อมกับพูดว่า “ ผมจะช่วยไปขอลายเซ็นคนอื่นให้ ”  อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา  ผู้เขียนได้ลายเซ็นจากสาย อ.เขียน หลายคน เช่น ดร.เสริน ปุณณหิตานนท์   รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร   ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

ไปหาคุณพิชัย รัตตกุล  ที่บริษัท เยาวราช จำกัด  คลองตัน  ไปพบ ดร.ดำรง ลัทธพิพัฒน์ และ ดร.เจริญ        คันธวงศ์  ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  กล้วยน้ำไท  ได้รายชื่อมาทั้งสามคน  ผู้เขียนยังได้ชื่อ  ประยูร    พูนบำเพ็ญ   ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์   พินัย อนันตพงษ์   อรรณพ พงษ์วาท  มาด้วย

ค่ำวันหนึ่งเราอยู่ด้วยกัน 3 คน  มีธีรยุทธ บุญมี  ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร และผู้เขียน  พี่ประพันธ์ศักดิ์เอ่ยปากชวนกันไปขอลายเซ็น สุเทพ วงศ์กำแหง  ในฐานะศิลปิน เราไปนั่งรอที่ภัตตาคารวีไอพี ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ขณะที่สุเทพ วงศ์กำแหง กำลังร้องเพลงกล่อมแขกอยู่บนเวที พอเดินลงมาที่โต๊ะ ผู้เขียนเพียงแค่แจ้งความประสงค์ว่า จะขอลายเซ็นเรียกร้องรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องอ่านคำประกาศพี่สุเทพขอปากกาจากผู้เขียนเซ็นชื่อลงไปทันที

คนสำคัญที่ไปได้ลายเซ็นของนักการเมืองหลายคนมา เช่น คุณเทพ โชตินุชิต  คุณเลียง ไชยกาล คือ คุณไขแสง สุกใส  ผู้อาสาขอลายเซ็นสายนักการเมือง

พล.ต.ท. สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจในบทบาทของ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร  ตอนนั้นผู้เขียนกับคุณธีรยุทธไปหา พล.ต.ท.สง่า ถึงที่บ้านถนนเพชรเกษม  และได้ลายเซ็นมาด้วยความเต็มอกเต็มใจ

ผมจำได้ว่านอกจากคนหนุ่มๆ อย่าง ธีรยุทธ บุญมี   ปรีดี บุญซื่อ   ธัญญา  ชุณชฎาธาร   จรัล  ดิษฐาอภิชัย  แล้วผู้อาวุโสที่แข็งขันอย่างยิ่งคือ อ.ทวี หมื่นนิกร  อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   และ อภิชัย  พันธเสน   เราหารือกันแทบทุกวัน เพื่อวางโครงการต่าง ๆ ที่จะทำ

ราวบ่าย 4 โมง ของวันศุกร์ที่ 5 ต.ค. 2516  กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  เปิดแถลงข่าวสื่อมวลชน อย่างเป็นทางการ ที่สนามหญ้าหน้าอนุสาวรีย์ทหารอาสา  ธีรยุทธ บุญมี   ผู้เขียน   ธัญญา ชุณชฎาธาร   รวมทั้ง  สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์  ซึ่งเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในเวลานั้น มานั่งร่วมวงด้วย จำได้ดีว่า วีระ มุสิกพงศ์  ได้มาทำข่าวในฐานะเป็นนักข่าวของ น.ส.พ.สยามรัฐในตอนนั้น เราแจกคำแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญแสดงความมุ่งหมายเชิญชวนประชาชนทุกอาชีพร่วมกันเรียกร้องและแจ้งว่า ในวันรุ่งขึ้นจะเดินแจกใบปลิวที่สนามหลวงและย่านชุมชนต่าง ๆ สังเกตโดยรอบ  รู้ได้ว่าตำรวจสันติบาลไม่น้อยกว่า 20 คน มาทำหน้าที่ของเขาในบริเวณนั้น

6 ตค.16

วันแจก คือ วันถูกจับ

และแล้ววันแจกเอกสารเสาร์ที่  6  ตุลาคม  2516 ก็มาถึง  ก่อนหน้านั้นมีรายงานข่าวเข้ามาเป็นระยะว่า

พลเอกประภาส จารุเสถียร  ในฐานะ รมว.มหาดไทย จะจับกุมหากมีการชุมนุม แต่ดูทีจะไม่มีใครให้น้ำหนักข่าวเท่าไรนัก

คืนวันศุกร์ที่ 5 ต.ค. 2516  เป็นคืนเตรียมการเขียนโปสเตอร์ติดไม้เพื่อถือเดิน  20  กว่าแผ่น  สำนักงานธรรมรังสีที่วิสุทธิ์กษัตริย์นั่นเองเป็นที่เตรียมการ บุญส่ง ชเลธร และศรีชาย เอี่ยมจัน ช่วยนัดเพื่อนนักศึกษารามคำแหงจำนวนหนึ่งเพื่อเตรียมแจกใบปลิววันรุ่งขึ้นด้วย

เช้าเสาร์ที่  6  ตุลาคม  ที่อนุสาวรีย์ทหารอาสาหน้าโรงละครแห่งชาติเป็นจุดนัดหมาย จำนวนคนที่มาช่วยแจกใบปลิวนับได้ 28 คน มีราวครึ่งหนึ่งที่เป็นนักศึกษารามคำแหงและยังมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี มาร่วมเดินแจกใบปลิวด้วย

ด้วยหัวใจคึกคักมีชีวิตชีวา บางคนเดินถือป้าย บางคนถือเอกสารแจก เมื่อมาพร้อมกัน  เราออกเดินข้ามถนนไปยังฝั่งตลาดนัดสนามหลวงด้านที่ขนานกับหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ แจกผู้คนที่มาจ่ายตลาดทุกคนที่เดินผ่าน แจกกระทั่งพ่อค้าแม่ขาย คนที่เดินตามเรา นอกจากนักข่าวแล้วยังมีสันติบาลอีกไม่รู้กี่สิบคน

เอกสารที่แจกคือ วารสาร “ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ”  ฝีมือจัดทำของ ปรีดี บุญซื่อ  ในเล่มมีบทความของ ดร.เขียน ธีระวิทย์   ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร   บทความของผู้เขียน  บทกวีของวิสา คัญทัพ และยังมีบทสัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ด้วย โดยฝีมือสัมภาษณ์ของ ปรีดี บูญซื่อ นั้นเอง และมีแบบฟอร์มเล็ก ๆ ให้กรอกว่าใครต้องการร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญให้ลงชื่อบอกอาชีพ ที่อยู่ แล้วส่งมาที่ ตู้ ป.ณ. 2 / 175

ประชาชนคนเดินถนนสนใจกันพอสมควร  ทุกคนต่างรับเอกสารนั้นไว้ตลอดทางเดินวนรอบสนามหลวงนั้น เมื่อเดินครบรอบเราจึงเดินข้ามสะพานผ่านฟ้า ผ่านหลังกรมประชาสัมพันธ์ เข้าถนนพระ       สุเมรุ  เพื่อมุ่งหน้าไปแจกต่อที่บางลำพูอันเป็นแหล่งชุมชนสำคัญแหล่งหนึ่ง

“ เรียกร้องรัฐธรรมนูญครับ บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนครับเรามาลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญร่วมกัน ”  นี่คือสุ้มเสียงของบุญส่ง ชเลธร ผู้ซึ่งส่งเสียงดังไปตลอดทางที่แจกเอกสาร พอผ่านหน้าโรงพักชนะสงคราม บุญส่งไม่รีรอเอาเอกสารไปแจกตำรวจบนโรงพัก แจกกระทั่งผู้ต้องขังบนโรงพักด้วย  อย่างสนุกสนาน

ถึงสี่แยกบางลำพูขบวนเราเลี้ยวขวาเข้าถนนพระสุเมรุ  เพื่อไปวนขวากลับมาที่สี่แยกอีกที พอถึงป้ายรถเมล์สาย 17  พี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี  ซึ่งแจกเอกสารด้วยกันมาตลอดทางได้บอกกับผู้เขียนว่า

“ ประสาร เดี๋ยวพี่มีประชุมสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ขอโทษด้วยต้องขอตัวไปก่อน ”

ผู้เขียนพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกและคำ “ ขอบคุณ ”

เวียนมาที่สี่แยกบางลำพูอีกครั้ง เอกสารหมดแล้ว ใครในกลุ่มคนหนึ่งแจ้งว่า ขณะนั้น  นพพร  สุวรรณพานิช เจ้าของเปอโยต์สีขาวกำลังไปเอาเอกสารเพิ่มเติมที่โรงพิมพ์บพิธเพื่อเอามาแจกต่อ จึงหารือกันว่าให้คนทั้งหมดไปต่อที่ประตูน้ำ อันเป็นแหล่งชุมชนอีกแห่ง

จากนั้นจึงจะไปสยามสแควร์เป็นจุดสุดท้ายโดยนั่งแท็กซี่กันไป อย่างน้อยก็ถือป้ายเดินไปเดินมาที่ประตูน้ำให้คนเห็นป้ายโปสเตอร์

ผู้เขียนรับอาสาดักรอนพพร สุวรรณพานิช  อยู่ตรงหน้าธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาบางลำพู นั่นเอง ก่อนแยกไปพี่ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร ยังเอ่ยกับผู้เขียนว่า “ ประสารรีบตามไปนะ พวกเราจะไปกันก่อน ”  ผู้เขียนรออยู่จนบ่ายสองโมงกว่าพี่นพพรยังไม่มา จึงเดาเอาเองว่าพี่นพพรคงตรงดิ่งไปที่ประตูน้ำแล้ว

ผู้เขียนจึงไปดักที่หน้าโรงหนังสยาม ที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นจุดนัดหมายต่อจากประตูน้ำ ได้พบน้อย                 (น.ศ.รามคำแหง) และเพื่อน ๆ หน้าตาตื่นมาบอกข่าวว่า พวกเราถูกตำรวจจับไปแล้ว 11 คน หลบหนีกันมาได้จำนวนหนึ่ง ผู้เขียนโทรไปเช็กที่ น.ส.พ.บางกอกเวิร์ลด์ว่าใครถูกจับบ้าง

แล้วรีบกลับไปที่หอพักจารุทวี  อันเป็นถิ่นพำนักของผู้เขียนกับธีรยุทธ บุญมี ห้อง 23 ชั้น 2  ตั้งใจว่า จะรีบขนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่หลงเหลือไปซ่อนไว้ที่อื่น แต่กลับมาอีกทีก็ช้าไปเสียแล้ว  เพราะตำรวจกำลังพาตัวธีรยุทธไปค้นห้องดังกล่าว

ผู้เขียนคิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก เย็นวันนั้นจึงโทรศัพท์ไปหา ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช  หารือว่าทำอย่างไรดี

“ ประสารรีบไปหาอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปบอกข่าวและหารือ อาจารย์น่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ”

ผู้เขียนดิ่งไปซอยสวนพลูคนเดียวตามคำแนะนำ  อาจารย์คึกฤทธิ์ รู้ข่าวอยู่แล้ว เห็นหน้าผู้เขียนก็ตำหนิทันทีว่า

“ ทำไมคุณไม่เอาชื่อเฉพาะพวกคุณ ไปเอาชื่อพวกนักการเมืองมาใส่ทำไม อย่าง นายเลียง  นายเทพ นายไขแสง  เขาก็จับเอาซิ ”

“ พวกเราต้องการให้มีบุคคลทุกกลุ่มอาชีพครับ ”  ผู้เขียนให้เหตุผล

“ นั่นแหละเป็นเหตุให้เขาจับละ  คุณไปหาคุณนพพร บุณยฤทธิ์ ที่สยามรัฐซิ เขาสนิทกับ 

คุณประจวบ สุนทรางกูร (รองอธิบดีกรมตำรวจ) ให้คุณประจวบช่วย อาจประกันตัวได้ ”

ผู้เขียนรับคำแล้วรีบไปที่สยามรัฐ ถนนราชดำเนิน คุณนพพร บุณยฤทธิ์ พยายามโทรศัพท์หาคุณประจวบ แต่ก็ติดต่อไม่ได้

คืนนั้นผู้เขียนหาที่หลบซึ่งปลอดภัย  โทรศัพท์ปรึกษาผู้ใหญ่บางคน  รุ่งเช้า 7  ต.ค. 2516  จึงตรงดิ่งไปที่หอพัก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พบคุณสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์  เลขาฯศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในตอนนั้น  ผู้เขียนกับคุณสมบัติรีบขึ้นรถเมล์สองต่อไปบ้านของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล  นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ  ในฐานะกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่ถนนบรรทัดทอง เที่ยงวันนั้นเอง ศนท.ออกคำแถลงผ่านสื่อมวลชนคัดค้านการจับกุมนิสิตนักศึกษาประชาชน 11 คนทันที

ตำรวจไปค้นสำนักงานธรรมรังสี  พบหนังสือคาร์ลมาร์กซ์   สมบัติของห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งธัญญา ชุณชฎาธาร  ยืมมาอ่าน  ตำรวจจึงระบายสีให้ทันทีว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญฝักใฝ่คอมมิวนิสต์        มีประกาศจับไขแสง สุกใส ว่าเป็นคนปลุกปั่นยุยง  ตำรวจไปจับตัวก้องเกียรติ คงคา ที่หอพักหน้า มร. ผู้เขียนเองนั้นเที่ยวหลบอยู่ตามบ้านเพื่อน  โดยติดต่อขอมอบตัวพร้อมกันไปด้วย พยายามติดต่อกับ พล.ต.ต.สิริ สุจริตกุล  ผบก.สันติบาล  แต่ไม่อาจติดต่อได้จึงถือโอกาสหลบเสียเลย

วันที่  8  ต.ค.  ไขแสง สุกใส ถือแคนอันใหญ่เข้ามอบตัวที่กรมตำรวจ  โดยบอกกับสื่อมวลชนว่า

“ จะช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ เพราะเคยติดคุกมาก่อน ” รัฐบาลประกาศจะใช้มาตรา 17  กับไขแสง สุกใส  เพียงคนเดียว

เย็นวันที่ 8 ต.ค. นั่นเอง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาศัยลานโพธิ์เป็นที่ชุมนุมกัน และแล้วเสกสรรค์ ประเสริฐกุล  เสาวนีย์ ลิมมานนท์  จิระนันท์ พิตรปรีชา ก็ปรากฏกายขึ้นเป็นศูนย์รวมแห่งการต่อสู้  ให้ปล่อย 13 กบฏ  เรียกร้องรัฐธรรมนูญ  การต่อสู้ดำเนินไปจนถึงเหตุการณ์วันที่ 14 -15  ตุลาคม  2516

ค่ำวันที่ 14 ตุลาคม  ผู้เขียนกับเพื่อนยังไปร่วมชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า  ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของนักศึกษาประชาชนนับแสนคนในวันนั้น

เหตุการณ์ 14  ตุลาคม  2516  ที่นิสิตนักศึกษาประชาชน ประมาณ 500,000 คน  ได้ลุกขึ้นสู้ทวงสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยคืนสู่ประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมืองไทย เป็นการต่อสู้อันบริสุทธิ์โดยไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ เป็นการตอบแทนเลย กลายเป็นแบบอย่างการต่อสู้  ที่ทั่วโลกต้องศึกษา

ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่มา 46 ปีแล้ว มีการประเมินคุณค่า 14 ตุลา กันไปหลายทาง บ้างว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง บ้างบอกว่าประเทศไทย ยังถูกเผด็จการครอบงำอยู่อย่างเหนียวแน่น  จำได้ว่า ม.ร.ว.    คึกฤทธิ์ ปราโมช  นั้นเองที่เอ่ยวาทะสำคัญไว้ว่า “ อย่าว่าแต่ประชาธิปไตยเลยที่ล้มลุกคลุกคลาน  เผด็จการ       ก็ล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้กัน ”

บ้านเมืองไทยจะเดินไปทางไหน ยังเป็นปัญหาต้องขบคิดและร่วมกันหาทางออก  เพราะประเทศประชาธิปไตยเต็มใบอย่างสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหา คนอเมริกันเลือกผู้นำได้ โดนัลด์ ทรัมป์  ที่กำลังถูกก่นด่าไปทั่วโลกว่าเป็นผู้นำนักเลงโตที่โกหกและไม่ฟังใคร  ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ได้

สีจิ้นผิง เป็นผู้นำจีนที่ดูจะมีราศีส่องใสมากกว่าทรัมป์ ด้วยซ้ำไป

สิ่งที่น่าสนใจ คือการที่คนไทยในทุกภูมิภาคในเวลานี้ได้แสดงออกถึงความเป็นพลเมืองที่เอาการเอางาน (Active Citizen) และได้ออกเหงื่อออกแรง เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) สร้างชุมชนของตนให้เข้มแข็งด้วยกำลังแรงของตนเองผ่านองค์กรชุมชนรูปแบบต่างๆหลายรูปแบบ ผสานกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 และมีผลสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ที่มีความยั่งยืนมากยิ่งกว่าประชานิยมใด ๆ

เพราะคนอื่นเป็นคนจ่าย

เพราะคนอื่นเป็นคนจ่าย
 
เราได้เห็นภาพ และข่าวปลาพะยูน  ปลาโลมา  ตัวแล้วตัวเล่าเกยตื้นตายที่ชายหาดในหลายจังหวัดทางภาคใต้ แล้วได้พบว่าในท้องปลามีพลาสติกอัดแน่นอยู่ เพราะไม่สามารถย่อยได้  เราจึงเข้าใจได้ว่าขยะพลาสติกทั้งหลายจำนวนมหาศาลถูกทิ้งลงทะเลอย่างไม่รับผิดชอบของใครก็ไม่รู้ ที่ไม่อินังขังขอบกับพิษภัยที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำ
 
เราได้รับรู้ว่า นักวิชาการ  เอ็นจีโอ  รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะแบนสารเคมีเป็นพิษ 3 ตัว แต่เราก็รับรู้อีกด้านว่าเกิดแรงต้านมากมาย จากฝ่าย    ที่มีผลประโยชน์จากการนำเข้าสารเคมีดังกล่าว
 
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการขับขี่มอเตอร์ไซด์บนทางเท้าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิคนเดินเท้าที่เขามีสิทธิจะใช้สัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัย  แต่คนขับขี่มอเตอร์ไซด์จำนวนไม่น้อย กลับฝ่าฝืนทำความรำคาญและสร้างความเสี่ยงอันตรายให้กับบุคคลอื่นอย่างน่ารังเกียจ
 
3 ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นความ “สะดวกได้สบายดี” หรือพูดอีกอย่างว่าเป็นความ “ มักง่าย ” ของคนทำ คนที่ทิ้งขยะลงในทะเล  ในแม่น้ำลำคลอง  เพราะมันง่ายดี  เอาขยะให้พ้นไปจากบ้านตนเอง ส่วนขยะพลาสติกจะไปโผล่อยู่ที่ไหนก็ช่างหัวมัน
 
เกษตรกรที่คุ้นชินกับสารเคมีพิษที่เป็นข่าว  พบว่าสารเคมีทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่มีผลทำให้คนรับสารพิษเข้าไปในร่างกาย เป็นการสะสมสารแบบตายผ่อนส่ง แต่เนื่องจากเป็นความคุ้นชิน หาซื้อง่าย  ทำให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งยืนหยัดที่อยากจะใช้สาร 3 ตัวนี้ต่อไป  โดยบริษัทนำเข้าสารเคมีก็ไม่ไยดีกับผลพิษที่จะเกิดกับคน ดิน หญ้า น้ำและพืชผักทั้งปวง ใครจะเป็นจะตายด้วยสารพิษ  คนนั้นก็รับไปเอง
 
ส่วนมอเตอร์ไซด์จะสร้างความหนวกหูรำคาญและก่ออันตรายให้ใครบนทางเท้า ก็เป็นเคราะห์กรรมของคนอื่น คนขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เกี่ยว
 
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่คนอื่นเดือดร้อน ตัวคนทำไม่เดือดร้อนอะไร คนต้องจ่ายคือเทศบาล  คือสาธารณะ  คือภาษีประชาชน  คือคนเดินถนน  คือคนเก็บขยะ ที่รับภาระ
 
เพราะไม่ต้องจ่ายเอง ก็เลยใช้ความมักง่ายเป็นวิธีปฏิบัติ
 
พูดอีกนัยหนึ่ง เป็นความเห็นแก่ตัวของคนทำที่ไม่ต้องลงทุนหรือใช้ทุนตัวเองต่ำ  แต่
สาธารณะต้องจ่ายแทน  ต้องรับภาระ หรือต้องเดือดร้อนให้กับความสะดวกได้สบายดีของเขานั้นเอง /

ทำไมต้องตะโกนใส่กัน

ทำไมต้องตะโกนใส่กัน
 
บทสนทนานี้ ใครเรียบเรียงไว้นะ ช่างดีเหลือเกิน 
ในห้องเรียน  อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า
“ ทำไมเวลาคนโกรธกันแล้ว ต้องตะคอกใส่กันด้วย ”
 
ห้องเรียนเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่นักเรียนคนหนึ่งจะตอบว่า
“ เพราะเราโมโห เราก็เลยเสียงดังครับ ”
 
“ แต่ทำไมต้องเสียงดังด้วยล่ะ ในเมื่ออีกคนก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ คุยด้วยน้ำเสียงธรรมดาก็ได้ยินแล้วนี่ทำไมเราต้องขึ้นเสียงกันด้วย ”  อาจารย์ตั้งคำถาม
 
นักเรียนผลัดกันตอบคำถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่อาจารย์พอใจ  อาจารย์จึงเฉลยว่า
“ เวลาคนสองคนโกรธกัน หัวใจสองดวงก็จะห่างกันมากขึ้น เขาเลยต้องตะโกนเพื่อไปให้ถึงหัวใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ”
 
ห้องเรียนเงียบสงัด ทุกคนรอฟังต่อ ก่อนที่อาจารย์จะเสริมว่า
“ เวลาคนสองคนรักกัน สังเกตซิว่าเขาจะไม่ตะโกนใส่กัน แต่จะคุยกันด้วยเสียงอ่อนโยน  เพราะอะไร ก็เพราะ หัวใจของทั้งสองคนอยู่ใกล้กันไง ”
 
อาจารย์หยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดต่อ
“ แล้วพอสองคนรักกันมากยิ่งขึ้น เสียงพูดกลับยิ่งจะแผ่วเบาจนกลายเป็นเสียงกระซิบ และสุดท้ายเขาไม่จำเป็นต้องกระซิบด้วยซ้ำ แค่มองตาก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ”
 
อาจารย์ให้ข้อคิดปิดท้ายว่า
“ ดังนั้น คราวหน้าถ้าเธอตะคอกใส่คนที่เธอรัก  จงจำไว้ว่าเธอได้สร้างระยะห่างให้หัวใจของเธอกับหัวใจของเขาแล้ว ”
 
ใช่หรือไม่ว่า เนื้อหาของคำพูดนั้น จะหวานหูอย่างไร หากเปล่งเสียงแบบตะคอกหรือตะโกนพูด จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกได้ทันที  ผู้พูดจะมีเจตนาดีอย่างไรก็แล้วแต่  แต่ผู้ฟังจะเข้าใจไปได้ว่าเป็นถ้อยคำมีโทสะปนเปื้อน
 
ใช่หรือไม่ว่า หัวใจจะใกล้กัน หรือห่างไกลกัน มีเรื่องระดับความดังของเสียงประกอบท่าทีของคนพูดเป็นมาตรวัดที่สำคัญ /

ราคาของงานบ้าน


ราคารของงานบ้าน  
ณ  พื้นที่ซักผ้าในบ้านใกล้กับห้องน้ำ ขณะที่ เอเลน ผู้เป็นภรรยากำลังซักผ้ากองพะเนินอยู่นั้น เธอต้องการ จะดูใจสามีซึ่งไม่เคยช่วยงานบ้านของเธอเลย เธอจึงหันไปหา เจมส์ สามีที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์
 
ผ้าที่ซักยังอยู่ในมือของเธอ เอเลนเอ่ยปากว่า
“ คุณจะช่วยฉันซักผ้านี้บ้างได้ไหม ”
 
เจมส์เงยหน้าขึ้นแล้วตอบ
“ นั่นมันงานของคุณนี่นะ ”
 
“ ฉันเพียงแต่ขอแรงคุณช่วยบิดน้ำจากผ้าเปียกนี้ ”
เอเลนขอร้อง
 
“ ฉันเหนื่อยมาจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาบ้าน ฉันต้องการพักผ่อน ”  เจมส์ชี้แจง
 
“ โอเค  แต่เวลาของฉันก็มีค่านะ”  เอเลนพูด
 
“ จริงหรือ เวลาของคุณน่ะ คุณทำเงินได้เท่าไร บอกมาซิ คุณทำเงินได้เท่าไร คุณรู้มั้ย ฉันทำเงินได้ชั่วโมงละ 25 เหรียญ ”  เจมส์พูดเสียงดังแล้วย้ำว่า
 
“ คุณเพียงแต่ทำงานบ้าน ฉันไม่ได้ขอให้คุณทำงานของฉัน ดังนั้นอย่ามาขอร้องให้ฉันทำงานของคุณ เข้าใจไหม ”
 
เอเลนทบทวนอย่างช้าๆว่า
“ คุณพูดว่า เวลาของฉันไร้ค่า มันไม่มีมูลค่าเท่าของคุณ ”
 
เจมส์ตอบกลับอย่างหนักแน่น
“ เมื่อคุณเริ่มพูดถึง ค่าของเวลาที่เป็นเงินเป็นทอง เราถึงจะมาคุยกัน เข้าใจไหม ”
แล้วเจมส์ลุกขึ้นเดินแยกออกไป ผู้เป็นภรรยาหันไปมอง สามีของเธอด้วยสายตาหม่นเศร้า เอเลน  ก้มหน้าซักผ้าต่อไป
 
ที่ร้านเบียร์ตอนค่ำของวันรุ่งขึ้น
เจมส์ยกขวดเบียร์ของตนชนกับขวดเบียร์ของเดวิดผู้เป็นเพื่อน
 
“ คุณสบายดีใช่ไหม ”   เดวิดทักทาย
 
“ เมียทำให้ฉันไม่สบายใจ ที่ฉันไม่ช่วยเธอทำงานบ้าน ฉันทำงานได้เงินชั่วโมงละ 25 เหรียญ แล้วเธอล่ะ    ทำอะไร ไม่ได้มีค่าเป็นเงินซักแดงเดียว ”   เจมส์อธิบาย
 
เดวิดหันมามองตาเจมส์แล้วพูดว่า
“ ความจริงแล้ว ภรรยาของคุณอาจทำเงินได้มากกว่าที่คุณหาได้ ”
 
“ คุณหมายความว่าอะไร ”   เจมส์ถาม
 
“ คุณทำงานได้วันละ 200 เหรียญ ใช่ไหม  ฟังนะ ”   เดวิดพูด
 
เจมส์หันหน้ามาฟังอย่างคนอยากรู้     เดวิดพูดต่อไปว่า
“ ฉันคาดว่าภรรยา ทำอาหารให้คุณ ถ้าคุณจ้างเชฟ เขาจะคิดค่าทำอาหาร โดยเฉลี่ยมื้อละ  22  เหรียญ           วันละ 3 มื้อก็เป็นเงิน  66  เหรียญ
 
ถ้าคุณจ้างคนทำความสะอาดบ้าน คุณต้องจ่าย ชั่วโมงละ 18 เหรียญ ถ้าทำ 2 ชั่วโมงจะเป็นเงิน 36 เหรียญ
ยังไม่พูดถึงค่าไปจ่ายตลาด   10     เหรียญ
ค่าซักรีดเสื้อผ้า                     30     เหรียญ
ค่าพี่เลี้ยงเด็ก                         50     เหรียญ
ค่าสอนพิเศษ และช่วยทำการบ้านให้ลูก        20   เหรียญ
เพียงเท่านี้เธอคนเดียวทำงานเป็นมูลค่ารวม  212  เหรียญ
ยังมีค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ  ถ้าหากคุณต้องจ้างคนอื่นมาทำ
ขอโทษด้วยนะ  คุณเห็นมั้ย เธอทำเงินได้มากกว่าที่คุณทำได้ ”  เดวิดพูดทิ้งท้ายไว้ด้วยความปรารถนาดี
 
“ โอ !  ยังไม่เคยมีใครแจกแจงให้ฉันเห็นภาพแบบนี้มาก่อนเลย  มันมีเหตุผลมากทีเดียว  ขอบคุณจริงๆ ”   เจมส์แสดงท่าทียอมรับ
 
ที่บ้าน ขณะที่เจมส์กำลังซักผ้าอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้น  เอเลนเข้ามาทักทายอย่างประหลาดใจ
“ คุณซักผ้าเหรอเนี่ย  สายแล้วนะ  คุณไม่มีงานต้องไปทำหรือ ”
 
“ ฉันขอโทษด้วย  เมื่อวานนี้ ฉันทำให้คุณเสียใจ ฉันได้คุยกับเดวิด และฉันตระหนักแล้วว่า  งานบ้านของคุณเป็นสิ่งมีค่ามาก มากกว่างานของฉันที่สำนักงานเสียอีก  และเวลาของคุณก็ช่างเป็นเวลาที่มีคุณค่า ยกโทษ  ให้ฉันนะ ”  เจมส์สำนึกผิดและโผเข้ากอดเอเลน
 
นี่เป็นคำแปลทั้งหมดจากภาษาอังกฤษของผู้เขียน จากคลิปวิดิโอสั้นเรื่องหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า งานบ้านซึ่งดูเป็นสิ่งไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะเอเลนไม่เคยตีค่าเหงื่อแรงของตนเป็นมูลค่าทางการเงินเลย  ครั้นเมื่อแจกแจงออกมาเป็นมูลค่างานแต่ละอย่าง ก็เห็นได้ว่า หยาดเหงื่อของแม่บ้านนั้น มีค่าเพียงใด ที่สำคัญ นอกจากการตีค่าให้เห็นเป็น “ มูลค่า ” แล้ว ยังไม่อาจตี “ คุณค่า ” มหาศาลที่คนเป็นภรรยาใช้หัวใจของเธอใส่เอาไว้ในแต่ละเนื้องานด้วย /

หนึ่งเป็นสาม

หนึ่งเป็นสาม  
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนไปงานสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อครั้งเรียนร่วมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2505  เพื่อนร่วมห้องนั่งติดกันแถมเป็นคนที่มีเลขประจำตัวนักเรียนเป็นลำดับถัดไปจากผู้เขียนชื่อ อุดม ได้ทบทวนความทรงจำครั้งนั้นว่า
 
สารจำได้ไหม วันหนึ่งครูเพียรผจง ครูประจำชั้นของเราต่อว่าเพื่อนๆ โดยหยิบยกเอาสารมาเปรียบเทียบ ”
 
“ ผมจำไม่ได้เลย ”  ผู้เขียนตอบ
 
“ ครูบอกว่า  นักเรียนที่มีบ้านอยู่กรุงเทพฯ หลายคนอยู่ใกล้ๆโรงเรียนนี่แหละ แต่มาโรงเรียนสายเป็นประจำ เธอรู้ไหม ประสารเพื่อนของเธอ บ้านอยู่ถึงนครปฐม แต่เขามาถึงโรงเรียนเช้าก่อนพวกเธอ ”
 
เพื่อนอีกคนที่นั่งร่วมวงอยู่ด้วยพยักหน้า แสดงอาการยอมรับว่าได้ยินคำพูดนั้นของครู ในขณะที่ผู้เขียน ได้แต่บอกว่า
 
“ ยังงั้นหรือ ”
 
จากเรื่องที่ได้ยินนี้ ผู้เขียนได้แง่คิดว่า
 
1.      ความจริงแล้ว การไปถึงโรงเรียนแต่เช้า เป็นสภาพบังคับด้วยเวลาเดินของรถไฟ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนเป็นเด็กขยันเป็นพิเศษอะไรเลย เพราะต้องขึ้นรถไฟจากบ้านให้ทันเวลา 6.30 น. ที่รถไฟมาถึงสถานีรถไฟวัด งิ้วราย  ซึ่งอยู่ที่ อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  ถ้าขึ้นไม่ทัน ก็จะตกรถ แล้วไปลงสถานีรถไฟปลายทางที่บางกอกน้อย ต่อรถเมล์สีเขียวสาย 19 บางกอกน้อย – เทเวศร์  ไปลงรถที่ปากคลองตลาด ตีนสะพานพุทธฯ ฝั่งพระนคร แล้วเดินเข้าโรงเรียน จะไปถึงราว 8.00 น.
นั่นหมายถึงว่า ถ้าไม่ถูกบังคับด้วยกำหนดเวลาของรถไฟ ผู้เขียนก็จะยืดเวลานอนและบิดขี้เกียจบนที่นอนได้ราวหนึ่งชั่วโมงก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน
 
2.      ทุกคนต่างมีเรื่องที่จะจดจำเฉพาะตัวแตกต่างกันไป  สำหรับผู้เขียนแล้ว คำพูดของครูเพียรผจง 2-3 ประโยคนั้น ไม่อยู่ในสมองเลย ผู้เขียนแน่ใจว่าอุดมไม่ได้มีความสามารถในการจำเหนือกว่าผู้เขียน แต่ทำไมเขาจำได้ดีกว่า
คำตอบ อยู่ที่เนื้อหาที่ครูพูดกระทบใจอุดมมากกว่าผู้เขียน อุดมจึงจำ ขณะที่ผู้เขียนไม่ใส่ใจ การเลือกที่จะจำ ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จึงบันทึกอยู่ในสมองได้ดีกว่า
 
3.      ครูเพียรผจง เป็นคนใส่ใจในรายละเอียดของนักเรียน ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน รับรู้ไปถึงการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กแต่ละคน ถึงขั้นสามารถนำมาเป็นคำเตือนสตินักเรียนได้
นี่เป็นความภาคภูมิใจของนักเรียนสวนกุหลาบที่รักเคารพผูกพันกับครูส่วนใหญ่ที่มีเมตตาและมีความเป็นครูมากกว่าครูทั่วๆ ไป  ที่เอาแต่สอนแล้วไป โดยไม่สนใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียน
     
ที่จั่วหัวข้อเขียนว่า “ หนึ่งเป็นสาม ”  ก็เพราะเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวนั้น  ไม่ใช่ให้แง่คิดเพียงมุมเดียว  แต่เราสามารถถอดบทเรียนได้อย่างน้อย 3 มิติด้วยกัน /

ความรักที่ถูกมองข้าม

ความรักที่ถูกมองข้าม
          ผู้ใช้นามว่า “ ขจรศักดิ์ เป็นใครก็ไม่ทราบ  แต่ได้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในสื่อออนไลน์ ทั้งในไลน์และ เฟสบุ๊ค ว่าเป็นคนช่างสรรหา และแปลถ้อยคำๆ เรื่องดีๆ มาเผยแพร่เป็นประจำ อย่างมีคุณูปการทางใจยิ่งนักต่อผู้คนในยุคเสพสื่ออิเลคทรอนิคในปัจจุบัน
 
เรื่อง “ ความรักที่ถูกมองข้าม ”  เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จับใจมากๆ
 
            ตอนจะเข้านอนก็ร่วมๆ 5 ทุ่ม ข้างนอกหิมะกำลังโปรยปรายลงมา ฉันซุกตัวเข้าไปในผ้านวมหนาๆ หยิบเอานาฬิกาปลุกขึ้นมาตั้งเวลา  แบตเตอรี่หมด ที่บ้านก็ไม่มีสำรอง จึงโทรศัพท์ทางไกลไปหาแม่
 
            “ แม่จ๋า นาฬิกาปลุกของหนูหยุดเดิน พรุ่งนี้ต้องไปประชุมแต่เช้าที่บริษัท วานแม่โทรศัพท์ปลุกหนูตอนหกโมงเช้านะ ”
 
            เสียงแม่แหบเล็กน้อย คงหลับไปแล้ว ตอบสั้นๆว่า
 
“ ได้จ้า ”
 
            กำลังฝันดีตอนโทรศัพท์ดัง ฟ้ายังมืดมิด เสียงแม่ดังมาในสาย
 
“ ตื่นได้แล้ว ”
 
ฉันเงยหน้ามองนาฬิกา นี่มันแค่ 05.40 น. รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย 
 
“ บอกแม่ให้ปลุกตอนหกโมงไม่ใช่เหรอ ขอหนูนอนอีกหน่อยก็ไม่ได้ แต่ช่างเหอะ ” 
 
ฉันพูดเชิงต่อว่านิดๆ แม่ไม่ได้พูดอะไร ฉันวางสาย
            ออกจากบ้าน วันนี้หนาวจริงๆ หิมะยังตกไม่หยุด ขาวโพลนไปหมด ยืนรอรถเมล์ด้วยความหนาวสั่น ฉันได้แต่ยืนซอยเท้าช่วยไล่ความหนาว ข้างๆ มีสามีภรรยาสูงวัยหัวขาวโพลนกำลังยืนอยู่เช่นกัน ได้ยินสามีพูดกับภรรยาว่า
 
“ ดูสิ เธอเล่นนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน รีบปลุกฉันให้ตื่นตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้ว ต้องมายืนรอนานโดยใช่เหตุ ”
           
รถเมล์เที่ยวแรกเคลื่อนเข้ามาจอดที่ป้าย ฉันก้าวขึ้นรถไป โชเฟอร์คนนี้เป็นคนหนุ่มที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พอฉันขึ้นรถ ประตูปิดแล้ว เขาเตรียมออกรถ ฉันรีบตะโกนบอกเขาว่า
 
“ นี่คุณ ยังมีคนแก่อีกสองคนยืนรอรถอยู่ข้างล่าง อากาศหนาวซะขนาดนี้ คนเขายืนรอมาตั้งนาน ทำไมไม่ให้เขาขึ้นรถก่อน ”
           
โชเฟอร์หนุ่มตอบด้วยสีหน้าแจ่มใสว่า
 
“ ไม่เป็นไรครับ นั่นเป็นพ่อแม่ผมเอง วันนี้ผมมาทำหน้าที่ขับรถวันแรก ท่านมายืนให้กำลังใจผมครับ ”
           
ฉันหันไปมองคนแก่คู่นั้น เขากำลังโบกมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กับลูกชายอย่างชื่นชม ฉันพลอยรู้สึกยินดีกับชายหนุ่มที่มีพ่อแม่น่ารักแบบนี้
           
พอได้ที่นั่งเรียบร้อย ฉันได้รับเอสเอ็มเอสจากพ่อ
 
“ ลูกรัก แม่โทษตัวเองใหญ่เลยที่ปลุกลูกตื่นเร็วไป แท้จริงแม่แทบไม่กล้าหลับ กระสับกระส่ายทั้งคืน จนปลุกลูกเร็วไปหน่อย กลัวลูกจะไปประชุมไม่ทัน ”
           
 รู้สึกจุกแน่นหน้าอกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ฉันเพิ่งจะรู้สึกยินดีกับพ่อหนุ่มโชเฟอร์ที่มีพ่อแม่น่ารักมาก แต่กลับไม่รู้สึกยินดีกับตัวเองที่มีพ่อแม่เอาใจใส่ฉันถึงขนาดนี้ ซ้ำยังทำร้ายความรู้สึก แม่โดยไม่ได้ตั้งใจ วินาทีนั้นเริ่มรู้สึกได้เลยว่า ความรักของพ่อแม่เราเองที่ให้กับเราอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา แต่มักถูกมองข้าม
 เหมือนมันเป็นสิ่งที่เราสมควรจะต้องได้รับอยู่แล้ว วินาทีนั้น มีแต่คำว่าละอายใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ  ขอโทษ ขอโทษจริงๆ………..
           
ความรักที่ถูกมองข้าม เกิดกับคนเป็นลูกที่มองไม่เห็น หรือบางทีก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอย่างน่าเสียดาย ยิ่งนัก
           
ภาษิตชาวยิวบทหนึ่งกล่าวว่า
 
“ เวลาพ่อแม่ให้อะไรแก่ลูก ….ลูกหัวเราะ
เวลาลูกให้อะไรแก่พ่อแม่…..พ่อแม่แอบร้องไห้ ” /
 

ขอเปลี่ยนคำสาบาน

ใครๆ ก็รู้ว่าบุหรี่ ทำให้ร่างกายมนุษย์เป็นรังของสารพัดโรคที่ยากต่อการเยียวยารักษา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ โรคถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด

เท่าที่รู้ขณะนี้มีเพื่อนสองคนเป็นมะเร็งปอดระยะที่สามทั้งคู่  จะเยียวยารักษาอย่างไร ก็ดูเป็นเรื่องที่ญาติรู้สึกกังวลใจเป็นกำลัง

น่าประหลาดว่า  ทั้งๆ ที่หน้าซองบุหรี่ จะมีทั้งภาพและคำเตือนที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นมหันตอันตราย  แต่ผู้คนทั้งหลายที่สูบบุหรี่ก็ยังปลื้มเปรมกับบุหรี่ที่เป็นมัจจุราชผ่อนส่งความตายให้กับตัวผู้สูบบุหรี่เอง

การรณรงค์ของ ส.ส.ส. และองค์กรต้านบุหรี่ของ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ นั้น ได้ผลพอสมควร เพราะสามารถลดจำนวนผู้สูบลงได้อย่างมีนัยยะ  แต่ก็พบว่ามีเยาวชนคนสูบบุหรี่หน้าใหม่กลายมาเป็นผู้ติดบุหรี่เพิ่มเติม หักลบกลบกันแล้ว จำนวนผู้สูบบุหรี่จึงยังทรงๆ อยู่  ลดลงไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น

เมื่อสองปีก่อน ผู้เขียนได้ไปเป็นวิทยากรอบรมให้กับบุคคลและองค์กรที่ทำงานเพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่จำนวนราว  30 คน  ภายใต้ชื่อโครงการ “ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ” เป็นงานของ ส.ส.ส.  สำนักที่หนึ่ง ภายใต้การดูแลของ นพ.บัณฑิต ศรไพศาล

ผู้เขียนใช้ปรัชญาและเทคนิค AIC  โดยใช้ความปรารถนาดีและความคิดเชิงบวกเป็นหลักในการอบรมและดำเนินกิจกรรมตามโจทย์

ในชั้นเรียน นพ. วิวัฒน์  โรจนพิทยากร บุคคลที่ได้รับรางวัลอัมรินทร์และรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลอันมีเกียรติยิ่งในฐานะบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ควบคุมการระบาดของโรคเอดส์เมื่อกว่าสามสิบปี ล่วงมาแล้ว

นพ.วิวัฒน์  เล่าให้ฟังถึงเรื่อง “ ขอเปลี่ยนคำสาบาน ” ว่า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด วันละ 2 ซองเป็นอย่างน้อย  จึงเป็นทั้งโรคถุงลมโป่งพอง และโรคมะเร็ง ร่างกายทรุดโทรมผิดหูผิดตาจนน่าตกใจ หมอมีลูกสาวที่เรียนจบปริญญาตรีและสอบได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ

เมื่อใกล้วันเดินทาง ลูกสาวคนเดียวของหมอเผยความในใจกับพ่อว่า

“ พ่อจ๋า หนูตัดสินใจสละสิทธิ์ทุนต่างประเทศ หนูจะไม่ไปแล้ว ”

“ ทำไมล่ะ โอกาสอย่างนี้หายากนะ ไปเถอะลูก อย่าทิ้งทุนเลย กว่าจะสอบได้มา ไม่ใช่ง่าย ติดขัดอะไร ก็บอกพ่อ ”  หมอผู้เป็นพ่อทักท้วง

“ พ่ออยากรู้ไหม ว่าทำไมหนูถึงไม่อยากไป ”   ลูกสาวตั้งคำถาม

“ อยากรู้ซี ”

“ หนูเกรงว่า ไปเรียนต่างประเทศถึง 2 ปีแล้ว หนูกลับมาจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อ ” ลูกสาวตอบอย่างหนักแน่น ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในสุขภาพของพ่อที่มีโรครุมเร้าจากการติดบุหรี่แต่พ่อไม่ยอมเลิก จนน่าห่วงว่าพ่อจะมีลมหายใจอยู่ได้อีกไม่นาน

พ่อนั่งนึกตรึกตรองชั่วขณะ ด้วยความเข้าใจในความห่วงใยสุขภาพที่ลูกมีต่อพ่อ พ่อชวนลูกสาวไปที่ห้องพระในบ้าน ชวนลูกกราบพระแล้ว บอกให้ลูกรู้ว่า ในห้องนี้มีพระหลวงพ่อที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่พ่อเคารพนับถือ นาน ๆทีจะบนบานศาลกล่าวขอหลวงพ่อให้ช่วยและเมื่อใดที่ขอหลวงพ่อในสิ่งที่ชอบแล้ว หลวงพ่อมักจะดลบันดาลให้เสมอ

พ่อบอกกับลูกว่า

“ เอาอย่างงี้  ลูก ! พ่อจะพนมมือสาบานกับหลวงพ่อว่า วันไหนที่ลูกเดินทางไปวันนั้นพ่อจะหักดิบ เลิกบุหรี่โดยเด็ดขาดอย่างไม่มีเงื่อนไข หากพ่อผิดคำพูด กลับมาสูบบุหรี่อีก ขอให้หลวงพ่อและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงดลบันดาลให้พ่อมีอันเป็นไป ให้ประสบเคราะห์กรรมจนไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ และอย่าได้ผุดอย่าได้เกิดอีกต่อไป อย่างนี้ดีไหมลูก ”

ลูกสาวฉุกคิดนิดหนึ่ง แล้วตอบว่า

“ ดีแล้วพ่อ แต่หนูขอร้องพ่อได้ไหม ขอให้พ่อเปลี่ยนคำสาบาน ”

“ เปลี่ยนอย่างไงลูก ”

“ ขอให้พ่อสาบานกับหลวงพ่อว่า  หากลูกสาวของพ่อเดินทางไปต่างประเทศแล้ว พ่อจะเลิกบุหรี่เด็ดขาด หากพ่อผิดคำสาบาน ขอให้ลูกสาวคนเดียวของพ่อคนนี้ จงมีอันเป็นไป ให้ประสบเคราะห์กรรมจนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ และให้ลูกสาวคนนี้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิดอีกต่อไป พ่อจะพูดอย่างนี้ได้ไหม ”

คำขอของลูกสาว สะเทือนใจอย่างแรง น้ำตาของพ่อไหลอาบแก้ม พ่อดึงตัวลูกสาวเข้าไปกอดอยู่ครู่หนึ่ง

หลังจากนั้น ลูกสาวก็เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศตามสิทธิ์ของทุนนั้น และพ่อที่เป็นหมอก็เลิกสูบบุหรี่เด็ดขาดและสามารถฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างน่าดีใจ

เราจะสรุปได้หรือไม่ว่า ผู้เป็นพ่อ ไม่รักตนเองเลย ทำลายสุขภาพตนเองได้ตลอดเวลา แต่พ่อรักลูกสุดประมาณ

พลังแรงแห่งรักที่มีต่อลูกแล้วเห็นภาพอนาคตตามคำสาบานว่า ลูกสาวพร้อมพลีชีวิตขอตายแทนพ่ออย่างนี้ พ่อได้เรียนรู้จากลูกว่า ลูกรักพ่อเป็นที่สุด พ่อก็รักลูกไม่แพ้กัน แต่พ่อกลับไม่รักตนเอง แล้วพ่อจะดันทุรังสูบบุหรี่ทำร้ายตัวเองต่อไปได้
อย่างไร

ใครที่มีประสบการณ์ใกล้คียงกับเรื่องทำนองนี้จะเอาวิธีการนี้ไปใช้ก็ได้

การเปลี่ยนแปลงนั้น วิธีปกติที่พื้น ๆ ทั่วไปอาจไม่ได้ผล แต่ถ้าสามารถพูดพุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางของหัวใจ เป็นการกระชากอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรง จึงเป็นวิธีที่มีอานุภาพ / 
  &

ส่งคนอื่นไปตายแทน

20190611_die

กรณีกลุ่มพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นคู่แข่งนายกรัฐมนตรี ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้

ขอแสดงความเห็นว่า

ทั้งๆที่นายธนาธร อยู่ในระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าศาลจะวินิจฉัยกรณีนายธนาธรถือหุ้นสื่อ

ทั้งๆที่นายธนาธรถูกร้องเรียนอีกหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีให้เงินกู้ 110ล้านบาทที่เจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นคนเดียวกัน มีความสุ่มเสี่ยงถึงขั้นที่นายธนาธรอาจมีโทษทางอาญาถึงติดคุกและยุบพรรค

แต่รู้ทั้งรู้อย่างนี้ฟากฝั่งเพื่อไทยยังเดินหน้าเสนอนายธนาธร โดยที่พรรคเพื่อไทยเองก็มีสามรายชื่อที่นำเสนอในนามพรรคไปแล้วเพื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี

แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยเห็นว่าคนทั้งสามของพรรคหมดน้ำยาที่จะไปแข่งขันกับเขา และรู้ดีว่าถึงส่งไปก็แพ้ อย่ากระนั้นเลย ส่งคนอื่นไปตายแทนดีกว่า

หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นประชดประชันทางการเมือง เป็นปฏิบัติการกวนน้ำให้ขุ่นตามวิถีทางที่ว่า”เมื่อกูอยู่ไม่เป็นสุข ใครก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่สุข”เท่านั้นเอง/

พรรคเพื่อไทย: สำคัญยิ่งกว่าการเลือกหัวหน้าพรรค คือการเลือกทางเดินของพรรค

20190611_way

พรรคเพื่อไทยกำลังจะจัดให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่เป็น ส.ส.แทนหัวหน้าพรรคคนเก่าที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

นี่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องดำเนินไปตามกติกาที่รัฐธรรมนูญวางไว้
แต่ปัญหายาวไกลและสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยคือปัญหาความเป็นอิสระของพรรคจาก

ระบอบทักษิณที่เป็นมะเร็งร้ายเกาะกินพรรคตลอดมา
นักโทษคนหนึ่ง ถูกศาลพิพากษาซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ามีความผิดในคดีทุจริต ถึงขั้นติดคุก 3 คดีและยังถูกยึดทรัพย์ กลายเป็นคนหนีอาญาแผ่นดิน แต่กลับสามารถเป็นเงาทมิฬทาบทับพรรคการเมืองใหญ่มายาวนานถึง 18 ปีแล้ว โดยที่คนในพรรคเพื่อไทยเองก็ก้มหน้าน้อมรับโดยดุษณี และไม่ตระหนักเลยว่า นี่คือตราบาปติดตรึงพรรคเพื่อไทยตลอดมา

จะเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็เลือกไปเถิด แต่พรรคเพื่อไทยควรตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ด้วยว่าจะสร้างพรรคที่มีศักดิ์ศรี เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง หรือยังจะเป็นพรรค”ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”ต่อไป/

8 มิ.ย.62


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES