ไขแสง สุกใส : วันคืนก่อนถือแคนเข้ามอบตัว

เมื่อแรกรู้จัก คุณไขแสง สุกใส ในเย็นวันหนึ่งของปี 2509

“ พี่ไม่มีอาชีพ ทุกวันนี้เป็นเด็กวัด กินนอนอยู่กับท่านพระพิมลธรรมที่กุฏิวัดมหาธาตุ ”

“ การศึกษาของพี่น่ะ เขาเรียกปริญญา BKLY แปลว่า บางขวางลาดยาว ”

เมื่อแนะนำตัวกันอย่างนี้ ทำให้น่าสนใจว่า บุรุษคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำอะไรมา ผู้เขียนจึงได้เรียนรู้ชีวิตของนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่โชกโชน ได้ฟังเรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนอิสานต่อต้านญี่ปุ่น สมัยเข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทยตอนสงครามมหาเอเซียบูรพา  เรื่องของนักสู้อย่าง นายเตียง ศิริขันธ์   ครูครอง      จันดาวงศ์  สี่อดีตรัฐมนตรีที่ถูกยิงทิ้ง จิตร ภูมิศักดิ์   เปลื้อง วรรณศรี   กุหลาบ สายประดิษฐ์

บทกวีประชาชนชื่อ “ เปิบข้าวทุกคราวคำฯ ”  “ ใครคนประชาชนที่ ทระนงในนามไทยฯ ” “ พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ยฯ ”  “ เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจึงมุ่งมาศึกษา ” “ เมืองสยามใหญ่กว้างสุด สายตาฯ ”  เป็นบทกวีที่พรั่งพรูจากความทรงจำของคุณไขแสง ให้ผู้เขียนได้จดและจำใส่ใจอย่างกระหายรู้

ผู้เขียนจึงไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนสนทนา ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณไขแสงมีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกทางการเมืองในเวลานั้น ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

6  ตุลาคม  2516  วันที่เพื่อนๆ ในกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 11 คน จาก 28 คน ถูกตำรวจจับ อันเนื่องมาจากการแจกเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่สนามหลวง บางลำพู ประตูน้ำ ในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นับเป็นข้อหาฉกรรจ์ที่คนอย่างผู้เขียนออกจะหวาดผวาเอามาก ๆ

ผู้เขียนเป็นหนึ่งในจำนวน 17 คน ที่บังเอิญรอดพ้นจากการถูกจับ จึงโทรศัพท์ไปหา ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้ลงชื่อเรียกร้องหมายเลข 4  เป็นเจ้าของบ้านสะพานควาย ซึ่งเป็นที่จัดประชุมร่างคำแถลงของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้านั้น

“ ประสารไปหาอาจารย์คึกฤทธิ์ (ปราโมช) สิ ใครๆ ก็เกรงใจอาจารย์ ท่านน่าจะหาหนทางช่วยอะไรได้ ”

คำแนะนำนี้ทำให้ผมตรงดิ่งไปบ้านเลขที่ 19 ซอยสวนพลูทันที อาศัยว่าเคยไปมาหาสู่หลายครั้ง จนนับเป็นศิษย์คนหนึ่ง ประกอบกับแม้ว่า อาจารย์คึกฤทธิ์จะไม่ได้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วย แต่ก็ให้สัมภาษณ์กับ ปรีดี บุญซื่อ ลงในวารสารกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แจกในวันจับกุม พูดถึงทฤษฎีสองวงกลม คือ วงกลมนอกหมายถึงประชาชน และวงกลมในหมายถึงข้าราชการ ที่อยู่ด้วยกันแต่เหมือนแยกออกจากกัน

“ อาจารย์ครับ พวกเราเดินแจกรัฐธรรมนูญวันนี้ ถูกจับกันไปแล้ว 11 คน ที่ประตูน้ำ ”

ยังไม่ทันพูดจบ ด้วยท่าทีไม่พอใจ เจ้าของบ้านส่งเสียงเข้มดุผู้เขียน

“ คุณจะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จะใส่ชื่อใครก็ใส่ไป คุณไปเอานายเลียง (ไชยกาล)  นายไขแสง (สุกใส)  ตำรวจเขาก็จับเอาสิ ”

ยามนั้นจะมีอะไรดีกว่าการไม่โต้ตอบ แต่ก็เอ่ยปากขอคำแนะนำ

“ จะทำอย่างไรดีครับ เมื่อถูกจับกันไปแล้วอย่างนี้ ”

“ คุณไปหาคุณนพพร (บุญยฤทธิ์ – บ.ก.สยามรัฐ)  เขาสนิทกับคุณประจวบ สุนทรางกูร (รองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้น)  ให้เขาคุยดูซิ  จะประกันตัวอะไรกันได้ไหม ”

ในเวลานั้นจะคิดอะไรมากไม่ได้ ผู้เขียนตรงดิ่งไปที่ นสพ.สยามรัฐ  ถนนราชดำเนิน ทันที เมื่อแจ้งความประสงค์แล้ว คุณนพพร บุญยฤทธิ์  พากเพียรโทรศัพท์ต่อหาคุณประจวบ สุนทรางกูร แต่ก็ไม่เป็นผล

ค่ำแล้ว กะเวลาว่าคุณไขแสง สุกใส คงจะกลับถึงบ้านเช่าที่นนทบุรีแล้ว ผู้เขียนรีบบึ่งไปบ้านหลังนั้น มีผู้เขียนกับคุณไขแสงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ราวสามทุ่มเศษ

ด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง ภายใต้อาการหวาดผวา ผู้เขียนเอ่ยปากหารือ

“ เราแจกใบปลิวกันธรรมดา ทำไมต้องถูกจับด้วย ”

ด้วยความไร้เดียงสาทางการเมือง ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามซื่อ ๆเช่นนี้

“ จำไว้นะประสาร ต่อสู้กับเผด็จการก็เป็นอย่างนี้ เป็นสัจธรรม ”

“ อาวุธไม่มี เข็มสักเล่มก็ไม่มี ”

“ เขาถึงเรียกว่าเผด็จการ คือถืออำนาจเป็นใหญ่ กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นอย่างนี้ ”

“ แล้วเราต้องยอมจำนนเขาหรือ ”

“ พี่เชื่อว่า น้อง ๆ ต้องถูกปล่อยออกมา ” คุณไขแสงแสดงความมั่นอกมั่นใจ

“ ผมนึกไม่ออกเลยว่า ข้อหาฉกรรจ์แบบนี้ เพื่อนเราจะหลุดออกมาได้ยังไง ”

“ พี่จะหาทางแก้ปัญหาตามวิธีของพี่ เพื่อช่วยน้อง ๆ ที่ถูกจับ ”

“ รัฐบาลเขาจะเล่นงานพี่มั้ย พี่เป็นเจ้าของสำนักงานธรรมรังสี ที่เป็นศูนย์ทำงานของเราอย่างนี้ ”

“ พี่โดนแน่ ๆ แต่อย่าห่วง พี่มีบทเรียนมาแล้ว พี่เป็นพี่เลี้ยงพวกเราในคุกได้อย่างดี ”

“ แปลว่าพี่จะถูกจับด้วย ยังงั้นหรือ ”

“ ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูเหตุการณ์อีกซักวันสองวัน แต่ประสารอย่าท้อนะ นี่เป็นบทเรียนที่หนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก ”

“ ผมควรจะทำอย่างไรต่อไป ” ผู้เขียนหารือ

“ลองนึกดูว่ามีใครเป็นเพื่อนเป็นมิตรที่จะช่วยเราได้ ไปหาเขา ขอความเห็นเขาเพื่อช่วยเพื่อนเราออกจากคุก”

ผู้เขียนร่ำลาจากคุณไขแสงด้วยอาการงงๆ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปพบคุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่หอพัก ม.เกษตรศาสตร์ แล้วชวนกันไปหาคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ ศนท. ที่บ้านแถวถนนบรรทัดทอง มีการประชุม ศนท. วันนั้น แล้วออกแถลงการณ์

คัดค้านการจับกุม

8 ต.ค.  หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวตัวไม้ว่า “ ออกหมายจับไขแสง สุกใส  ทั่วประเทศ ”

9 ต.ค.  เวลา 10.00 น. คุณไขแสง สุกใส ถือแคนอีสานและหิ้วกระเป๋าแพนแอม บรรจุเสื้อผ้าเข้ามอบตัวที่ กองบังคับการตำรวจสันติบาล หนังสือพิมพ์พาดหัวอีกว่า ทางการจะใช้มาตรา 17 ควบคุมตัว นายไขแสง สุกใส

ระหว่างนั่งรอการสอบสวน คุณไขแสง ยังเป่าแคนเพลงอิสาน ไม่มีสะทกสะท้านใจอะไร แถมให้สัมภาษณ์ว่า “ ไม่ได้หวั่นวิตกอะไร ผมจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ ที่ถูกจับกุม ”

การมอบตัวครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงคำพูดของคุณไขแสงเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 6 ตุลาฯ ที่ว่าจะหาทางช่วยพวกเรา จะไปเป็นพี่เลี้ยงของพวกเราในคุก

ภาพของคุณไขแสง สุกใส ถือแคนเข้ามอบตัว เป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ในเวลานั้น มีแต่คาดคิดกันไปว่า เพื่อนเราที่ถูกจับต้องเผชิญชะตาร้ายสถานเดียว อาจถูกประหารชีวิต หรือไม่ก็สิ้นอิสรภาพอย่างยาวนาน คุณไขแสงมีทางเลือกที่จะหนี หรือสู้ หากจะหนีสามารถทำได้โดยง่าย แต่กลับเลือกที่จะสู้  สู้ในที่นี้คือการมอบตัว ด้วยการเผชิญกับความจริง เตรียมตัวพร้อมที่จะถูกสอบสวน ทั้งยังพร้อมที่จะถูกยิงทิ้งเพราะมีประวัติถูกแขวนป้ายคอมมิวนิสต์มาแล้ว

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้ว่าจะมีการชุมนุมนักศึกษาที่ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ แต่ก็เป็นคนจำนวนยังน้อยนิด ยังไม่แน่ว่าจะมีพลังขึ้นมาหรือเปล่า

คนที่ยอมเอาเสรีภาพ  กระทั่งชีวิตของตนเองเข้าสู้กับอำนาจอธรรม

คนที่คิดถึงน้องๆ  และเพื่อนๆ  ในฐานะนักโทษการเมืองรุ่นพี่  จึงขอเข้าไปเป็นกำลังใจให้นักโทษรุ่นน้อง

คนที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวรอดปลอดภัยก็ย่อมได้ แต่กลับเลือกทำตรงกันข้าม

คนที่มองเห็นอนาคตการต่อสู้ของประชาชนที่มีความหมายยิ่งใหญ่ต่อประชาธิปไตยของไทย

ถ้าไม่ใช่จิตใจแห่งการต่อสู้ที่เสียสละสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองเลย จะไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้เลย

และแล้ววันที่  14  ตุลาคม  2516  เราก็ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของประชาชนเรือนแสน เรือนล้าน ที่หลอมใจเป็นดวงเดียวกันเคลื่อนขบวนสู้รบกับเผด็จการ โดยไม่มีใครเลยที่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน

ดุจเดียวกับจิตใจสู้รบของคุณไขแสง สุกใส ที่ได้ตัดสินใจเข้ามอบตัว 5 วัน ก่อนหน้านั้น เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว  ก็ควรค่าแก่การก้มกราบจิตวิญญาณอันสูงส่งของคุณไขแสง สุกใส ไปอย่างไม่อาจลืมเลือนได้ตราบนานเท่านาน

ปฐมเหตุ 14 ตุลาคม 2516

“ ประเทศไทยเป็นของชาวไทยทุกคน  หมายความว่า บรรดาทรัพยากรทั้งมวลตลอดจนอำนาจในการคุ้มครอง การจรรโลงจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ การจัดระเบียบทางสังคมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบรรดาประชาชน หรืออำนาจอธิปไตยที่กำหนดกลไกทางการเมืองการปกครองเป็นของประชาชนชาวไทยทุกคนโดยเท่าเทียมกัน

หลักการเช่นว่านี้ ก่อให้เกิดสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชน  เพื่อรวมกันกำหนดความเป็นไปของชาติ และการสร้างสรรค์ความสมบูรณ์สันติสุขให้เกิดขึ้นในชุมชนชาวไทย

แต่ปรากฏว่าในสภาพการณ์ปัจจุบัน  หลักการเช่นว่าถูกทำลายโดยการรัฐประหาร เมื่อ 17 พฤศจิกายน  2514  ซึ่งทำให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ  ยุบรัฐสภา  และยกเลิกพรรคการเมืองทำให้การปกครองประเทศขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน  มีผู้ปกครองที่ไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากประชาชน  สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดลิดรอน ยังผลให้การบริหารบ้านเมืองเป็นไปตามใจของบุคคลไม่กี่คน  สภาพเลวร้ายทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมขมวดปมแห่งความยุ่งยากขึ้น  ความยุติธรรมในสังคมลดน้อยลงทุกที สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลร้ายต่อความอยู่รอดของชาติในระยะยาวต่อไป

การแก้ไขปัญหาดังกล่าว  จำเป็นที่จะต้องระดมกำลังความคิดของประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของประเทศชาติและของตัวเอง  ส่งเสริมให้ประชาชนมีสำนึกร่วมในการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์ประเทศชาติ นั่นคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตและสร้างอนาคต ดังนั้น จะต้องมีกติกาทางการเมืองหรือรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดการเข้ารับภาระหน้าที่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน  ทั้งทางด้านนิติบัญญัติ  บริหารและตุลาการ เพื่อให้ผู้เข้าปฏิบัติหน้าที่ต้องกระทำการโดยยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ณ บัดนี้ เราขอประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วยความเชื่อที่ว่า  ประชาชนชาวไทย  เป็นผู้มีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรี  ตลอดจนมีความตื่นตัวพียงพอพร้อมที่จะปกครองตนเองได้  และปรารถนาอย่างจริงใจในการปฏิบัติหน้าที่แก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ตลอดจนจะจรรโลงรักษาประเทศชาติ ให้วัฒนาถาวรสืบไปยังอนุชนรุ่นหลังเราผู้มีรายชื่อข้างท้ายนี้ ในนามของ “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ขอสนับสนุนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษาและขอต่อสู้ด้วยวิธีการสันติจนกว่าจะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ”

นี่คือคำประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  ซึ่งใช้เป็นสื่อในการเชิญชวนบุคคลวงการอาชีพต่าง ๆ ให้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญร่วมกัน

ก่อนหน้านั้นเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เช่น

การใช้เฮลิคอปเตอร์ทางราชการไปล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่  จนกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่

การต่ออายุราชการ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็น ผบ.สูงสุด และการต่ออายุ พลเอกประภาส  จารุเสถียร          เป็น ผบ.ทบ.

การปลดชื่อนักศึกษารามคำแหง 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย เพราะคนทั้งเก้าทำวารสารที่ไปขัดใจอธิการบดี

  • การแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของรองเลขาธิการ กตป. ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไป
  • การทำรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะ ผบ.สูงสุด ยึดอำนาจจากตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีแล้ว บอกว่าจะใช้เวลา 3 ปี ในการร่างรัฐธรรมนูญ
  • ปัญหาข้าวยากหมากแพง และความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

และปัญหาอื่น ๆ อีกหลายอย่างทำให้นิสิตนักศึกษาประชาชนต้องขบคิดและหาทางออกให้แก่บ้านเมือง การประกาศการยกเลิกการชุมนุมของธีรยุทธ บุญมี  ในกรณีคัดค้านการลบชื่อนักศึกษารามคำแหงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ  22  มิถุนายน  2516  ว่า “ จะเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญต่อไป ”  นั่นเป็นการชักธงรบกับกลุ่มเผด็จการ ถนอม ประภาส ครั้งสำคัญ

และแล้วการหารือกันเพื่อการจัดตั้งกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น มีการคุยกันในระหว่างแกนนำของกลุ่มหลายครั้งหลายหน  เพื่อดำเนินกิจกรรมเรียกร้องรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีที่ไร่พี่คำสิงห์ ศรีนอก ปากช่อง ที่สำนักงานกฎหมายและบัญชีธรรมรังสี วิสุทธิ์กษัตริย์ ที่คอฟฟี่ช็อป โรงแรมพาเลียเมนท์   ที่บ้านคุณประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร  ที่หอพักจารุทวี  บางขุนพรหม  ที่บ้าน ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช  ที่โรงแรมไทยโฮเต็ล  ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การหารือกันมีข้อยุติสำคัญตรงที่จะรวบรวมบุคคลทุกวงการอาชีพที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันให้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  โดยจะนำรายชื่อทั้งหมดพร้อมคำประกาศส่งถึงนายกรัฐนตรี  ประธานศาลฎีกา ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ  และประธานสภานิติบัญญัติ  ในเวลานั้น

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า  ร่างคำประกาศเรียกร้องรัฐธรรมนูญนั้น เป็นที่ถกเถียงและปรับปรุงแก้ไขกันอย่างเอางานเอาการ  ที่บ้าน ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช สะพานควาย  วันนั้นมีด๊อกเตอร์ไปกันเต็มบ้าน  เช่น ดร.ชาญวิทย์  เกษตรศิริ  ดร.วีรพงษ์  รามางกูร  ผู้ที่ขอปรับปรุงมากที่สุดคือ ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน  และ ดร.ศักดา สายบัว  คนที่ทำร่างแรกสุดคือ คุณลุงฟัก ณ สงขลา  ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว

ในขณะที่รวบรวมรายชื่อ  ก็มีการเปิดคอลัมน์  “ ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ”  ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย โดยความเอื้อเฟื้อของ คุณดวงประทีป เจริญชาติ  ซึ่งเป็นบรรณาธิการบทความในเวลานั้น เพื่อน ๆ ต่างระดมนักประชาธิปไตยมาช่วยกันเขียนบทความในคอลัมน์อย่างเป็นการประจำ

มีโครงการออกนิตยสารชื่อ “ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ” ให้เป็นรายประจำของกลุ่ม นอกจากนั้น ยังเตรียมเปิดโรงเรียนการเมืองเพื่ออบรมผู้สนใจ ด้วยการเปิดหลักสูตร รัฐธรรมนูญประชาชน  ที่สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ตรงข้ามวชิรพยาบาล ทั้งยังเตรียมจัดบรรยายและอภิปรายเป็นครั้งคราว

จำได้ว่าเราได้เช่าตู้ ป.ณ.  2/175  เปิดให้ประชาชนเขียนจดหมายลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้  โดยกลุ่มจะเป็นผู้รวบรวมเพื่อเสนอผู้มีอำนาจต่อไป

เอกสารขอลายเซ็นเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  เป็นโรเนียว  5 – 6  แผ่น มีคำประกาศ 2 หน้า และมีที่ว่างไว้สำหรับลงชื่ออีก 4 หน้า  เราทั้งหลายต่างแยกย้ายขอรายชื่อตามสายที่แต่ละคนรู้จักเท่าที่จำได้ เช่น ชัยวัฒน์ สุรวิชัย      วิสา คัญทัพ   แล ดิลกวิทยรัตน์   ดร.อภิชัย พันธเสน   อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   อ.ทวี หมื่นนิกร  ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร   ธีรยุทธ บุญมี   ไขแสง สุกใส   นพพร สุวรรณพานิช   ปรีดี บุญซื่อ   นิวัติ กองเพียร   พิภพ ธงไชย  และอีกหลายๆคน

ผู้เขียนเองนั้นรับผิดชอบไปขอลายเซ็นสายอาจารย์และเพื่อนๆ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพราะเป็นสำนักเก่าของผู้เขียน  บุคคลแรกที่ไปหาคือ ดร.เขียน ธีระวิทย์ ซึ่งให้กำลังใจอย่างสำคัญ นอกจาก อ.เขียน รับเขียนบทความลงในวารสารกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญชื่อว่า “จะให้หรือไม่ให้รัฐธรรมนูญ” ให้แล้ว ยังได้ขอเอกสารขอลายเซ็นจากผู้เขียนไปหนึ่งชุดพร้อมกับพูดว่า “ ผมจะช่วยไปขอลายเซ็นคนอื่นให้ ”  อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา  ผู้เขียนได้ลายเซ็นจากสาย อ.เขียน หลายคน เช่น ดร.เสริน ปุณณหิตานนท์   รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร   ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

ไปหาคุณพิชัย รัตตกุล  ที่บริษัท เยาวราช จำกัด  คลองตัน  ไปพบ ดร.ดำรง ลัทธพิพัฒน์ และ ดร.เจริญ        คันธวงศ์  ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  กล้วยน้ำไท  ได้รายชื่อมาทั้งสามคน  ผู้เขียนยังได้ชื่อ  ประยูร    พูนบำเพ็ญ   ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์   พินัย อนันตพงษ์   อรรณพ พงษ์วาท  มาด้วย

ค่ำวันหนึ่งเราอยู่ด้วยกัน 3 คน  มีธีรยุทธ บุญมี  ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร และผู้เขียน  พี่ประพันธ์ศักดิ์เอ่ยปากชวนกันไปขอลายเซ็น สุเทพ วงศ์กำแหง  ในฐานะศิลปิน เราไปนั่งรอที่ภัตตาคารวีไอพี ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ขณะที่สุเทพ วงศ์กำแหง กำลังร้องเพลงกล่อมแขกอยู่บนเวที พอเดินลงมาที่โต๊ะ ผู้เขียนเพียงแค่แจ้งความประสงค์ว่า จะขอลายเซ็นเรียกร้องรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องอ่านคำประกาศพี่สุเทพขอปากกาจากผู้เขียนเซ็นชื่อลงไปทันที

คนสำคัญที่ไปได้ลายเซ็นของนักการเมืองหลายคนมา เช่น คุณเทพ โชตินุชิต  คุณเลียง ไชยกาล คือ คุณไขแสง สุกใส  ผู้อาสาขอลายเซ็นสายนักการเมือง

พล.ต.ท. สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจในบทบาทของ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร  ตอนนั้นผู้เขียนกับคุณธีรยุทธไปหา พล.ต.ท.สง่า ถึงที่บ้านถนนเพชรเกษม  และได้ลายเซ็นมาด้วยความเต็มอกเต็มใจ

ผมจำได้ว่านอกจากคนหนุ่มๆ อย่าง ธีรยุทธ บุญมี   ปรีดี บุญซื่อ   ธัญญา  ชุณชฎาธาร   จรัล  ดิษฐาอภิชัย  แล้วผู้อาวุโสที่แข็งขันอย่างยิ่งคือ อ.ทวี หมื่นนิกร  อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   และ อภิชัย  พันธเสน   เราหารือกันแทบทุกวัน เพื่อวางโครงการต่าง ๆ ที่จะทำ

ราวบ่าย 4 โมง ของวันศุกร์ที่ 5 ต.ค. 2516  กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  เปิดแถลงข่าวสื่อมวลชน อย่างเป็นทางการ ที่สนามหญ้าหน้าอนุสาวรีย์ทหารอาสา  ธีรยุทธ บุญมี   ผู้เขียน   ธัญญา ชุณชฎาธาร   รวมทั้ง  สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์  ซึ่งเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในเวลานั้น มานั่งร่วมวงด้วย จำได้ดีว่า วีระ มุสิกพงศ์  ได้มาทำข่าวในฐานะเป็นนักข่าวของ น.ส.พ.สยามรัฐในตอนนั้น เราแจกคำแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญแสดงความมุ่งหมายเชิญชวนประชาชนทุกอาชีพร่วมกันเรียกร้องและแจ้งว่า ในวันรุ่งขึ้นจะเดินแจกใบปลิวที่สนามหลวงและย่านชุมชนต่าง ๆ สังเกตโดยรอบ  รู้ได้ว่าตำรวจสันติบาลไม่น้อยกว่า 20 คน มาทำหน้าที่ของเขาในบริเวณนั้น

6 ตค.16

วันแจก คือ วันถูกจับ

และแล้ววันแจกเอกสารเสาร์ที่  6  ตุลาคม  2516 ก็มาถึง  ก่อนหน้านั้นมีรายงานข่าวเข้ามาเป็นระยะว่า

พลเอกประภาส จารุเสถียร  ในฐานะ รมว.มหาดไทย จะจับกุมหากมีการชุมนุม แต่ดูทีจะไม่มีใครให้น้ำหนักข่าวเท่าไรนัก

คืนวันศุกร์ที่ 5 ต.ค. 2516  เป็นคืนเตรียมการเขียนโปสเตอร์ติดไม้เพื่อถือเดิน  20  กว่าแผ่น  สำนักงานธรรมรังสีที่วิสุทธิ์กษัตริย์นั่นเองเป็นที่เตรียมการ บุญส่ง ชเลธร และศรีชาย เอี่ยมจัน ช่วยนัดเพื่อนนักศึกษารามคำแหงจำนวนหนึ่งเพื่อเตรียมแจกใบปลิววันรุ่งขึ้นด้วย

เช้าเสาร์ที่  6  ตุลาคม  ที่อนุสาวรีย์ทหารอาสาหน้าโรงละครแห่งชาติเป็นจุดนัดหมาย จำนวนคนที่มาช่วยแจกใบปลิวนับได้ 28 คน มีราวครึ่งหนึ่งที่เป็นนักศึกษารามคำแหงและยังมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี มาร่วมเดินแจกใบปลิวด้วย

ด้วยหัวใจคึกคักมีชีวิตชีวา บางคนเดินถือป้าย บางคนถือเอกสารแจก เมื่อมาพร้อมกัน  เราออกเดินข้ามถนนไปยังฝั่งตลาดนัดสนามหลวงด้านที่ขนานกับหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ แจกผู้คนที่มาจ่ายตลาดทุกคนที่เดินผ่าน แจกกระทั่งพ่อค้าแม่ขาย คนที่เดินตามเรา นอกจากนักข่าวแล้วยังมีสันติบาลอีกไม่รู้กี่สิบคน

เอกสารที่แจกคือ วารสาร “ กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ”  ฝีมือจัดทำของ ปรีดี บุญซื่อ  ในเล่มมีบทความของ ดร.เขียน ธีระวิทย์   ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร   บทความของผู้เขียน  บทกวีของวิสา คัญทัพ และยังมีบทสัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ด้วย โดยฝีมือสัมภาษณ์ของ ปรีดี บูญซื่อ นั้นเอง และมีแบบฟอร์มเล็ก ๆ ให้กรอกว่าใครต้องการร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญให้ลงชื่อบอกอาชีพ ที่อยู่ แล้วส่งมาที่ ตู้ ป.ณ. 2 / 175

ประชาชนคนเดินถนนสนใจกันพอสมควร  ทุกคนต่างรับเอกสารนั้นไว้ตลอดทางเดินวนรอบสนามหลวงนั้น เมื่อเดินครบรอบเราจึงเดินข้ามสะพานผ่านฟ้า ผ่านหลังกรมประชาสัมพันธ์ เข้าถนนพระ       สุเมรุ  เพื่อมุ่งหน้าไปแจกต่อที่บางลำพูอันเป็นแหล่งชุมชนสำคัญแหล่งหนึ่ง

“ เรียกร้องรัฐธรรมนูญครับ บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนครับเรามาลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญร่วมกัน ”  นี่คือสุ้มเสียงของบุญส่ง ชเลธร ผู้ซึ่งส่งเสียงดังไปตลอดทางที่แจกเอกสาร พอผ่านหน้าโรงพักชนะสงคราม บุญส่งไม่รีรอเอาเอกสารไปแจกตำรวจบนโรงพัก แจกกระทั่งผู้ต้องขังบนโรงพักด้วย  อย่างสนุกสนาน

ถึงสี่แยกบางลำพูขบวนเราเลี้ยวขวาเข้าถนนพระสุเมรุ  เพื่อไปวนขวากลับมาที่สี่แยกอีกที พอถึงป้ายรถเมล์สาย 17  พี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี  ซึ่งแจกเอกสารด้วยกันมาตลอดทางได้บอกกับผู้เขียนว่า

“ ประสาร เดี๋ยวพี่มีประชุมสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ขอโทษด้วยต้องขอตัวไปก่อน ”

ผู้เขียนพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกและคำ “ ขอบคุณ ”

เวียนมาที่สี่แยกบางลำพูอีกครั้ง เอกสารหมดแล้ว ใครในกลุ่มคนหนึ่งแจ้งว่า ขณะนั้น  นพพร  สุวรรณพานิช เจ้าของเปอโยต์สีขาวกำลังไปเอาเอกสารเพิ่มเติมที่โรงพิมพ์บพิธเพื่อเอามาแจกต่อ จึงหารือกันว่าให้คนทั้งหมดไปต่อที่ประตูน้ำ อันเป็นแหล่งชุมชนอีกแห่ง

จากนั้นจึงจะไปสยามสแควร์เป็นจุดสุดท้ายโดยนั่งแท็กซี่กันไป อย่างน้อยก็ถือป้ายเดินไปเดินมาที่ประตูน้ำให้คนเห็นป้ายโปสเตอร์

ผู้เขียนรับอาสาดักรอนพพร สุวรรณพานิช  อยู่ตรงหน้าธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาบางลำพู นั่นเอง ก่อนแยกไปพี่ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร ยังเอ่ยกับผู้เขียนว่า “ ประสารรีบตามไปนะ พวกเราจะไปกันก่อน ”  ผู้เขียนรออยู่จนบ่ายสองโมงกว่าพี่นพพรยังไม่มา จึงเดาเอาเองว่าพี่นพพรคงตรงดิ่งไปที่ประตูน้ำแล้ว

ผู้เขียนจึงไปดักที่หน้าโรงหนังสยาม ที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นจุดนัดหมายต่อจากประตูน้ำ ได้พบน้อย                 (น.ศ.รามคำแหง) และเพื่อน ๆ หน้าตาตื่นมาบอกข่าวว่า พวกเราถูกตำรวจจับไปแล้ว 11 คน หลบหนีกันมาได้จำนวนหนึ่ง ผู้เขียนโทรไปเช็กที่ น.ส.พ.บางกอกเวิร์ลด์ว่าใครถูกจับบ้าง

แล้วรีบกลับไปที่หอพักจารุทวี  อันเป็นถิ่นพำนักของผู้เขียนกับธีรยุทธ บุญมี ห้อง 23 ชั้น 2  ตั้งใจว่า จะรีบขนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่หลงเหลือไปซ่อนไว้ที่อื่น แต่กลับมาอีกทีก็ช้าไปเสียแล้ว  เพราะตำรวจกำลังพาตัวธีรยุทธไปค้นห้องดังกล่าว

ผู้เขียนคิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก เย็นวันนั้นจึงโทรศัพท์ไปหา ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช  หารือว่าทำอย่างไรดี

“ ประสารรีบไปหาอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปบอกข่าวและหารือ อาจารย์น่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ”

ผู้เขียนดิ่งไปซอยสวนพลูคนเดียวตามคำแนะนำ  อาจารย์คึกฤทธิ์ รู้ข่าวอยู่แล้ว เห็นหน้าผู้เขียนก็ตำหนิทันทีว่า

“ ทำไมคุณไม่เอาชื่อเฉพาะพวกคุณ ไปเอาชื่อพวกนักการเมืองมาใส่ทำไม อย่าง นายเลียง  นายเทพ นายไขแสง  เขาก็จับเอาซิ ”

“ พวกเราต้องการให้มีบุคคลทุกกลุ่มอาชีพครับ ”  ผู้เขียนให้เหตุผล

“ นั่นแหละเป็นเหตุให้เขาจับละ  คุณไปหาคุณนพพร บุณยฤทธิ์ ที่สยามรัฐซิ เขาสนิทกับ 

คุณประจวบ สุนทรางกูร (รองอธิบดีกรมตำรวจ) ให้คุณประจวบช่วย อาจประกันตัวได้ ”

ผู้เขียนรับคำแล้วรีบไปที่สยามรัฐ ถนนราชดำเนิน คุณนพพร บุณยฤทธิ์ พยายามโทรศัพท์หาคุณประจวบ แต่ก็ติดต่อไม่ได้

คืนนั้นผู้เขียนหาที่หลบซึ่งปลอดภัย  โทรศัพท์ปรึกษาผู้ใหญ่บางคน  รุ่งเช้า 7  ต.ค. 2516  จึงตรงดิ่งไปที่หอพัก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พบคุณสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์  เลขาฯศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในตอนนั้น  ผู้เขียนกับคุณสมบัติรีบขึ้นรถเมล์สองต่อไปบ้านของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล  นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ  ในฐานะกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่ถนนบรรทัดทอง เที่ยงวันนั้นเอง ศนท.ออกคำแถลงผ่านสื่อมวลชนคัดค้านการจับกุมนิสิตนักศึกษาประชาชน 11 คนทันที

ตำรวจไปค้นสำนักงานธรรมรังสี  พบหนังสือคาร์ลมาร์กซ์   สมบัติของห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งธัญญา ชุณชฎาธาร  ยืมมาอ่าน  ตำรวจจึงระบายสีให้ทันทีว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญฝักใฝ่คอมมิวนิสต์        มีประกาศจับไขแสง สุกใส ว่าเป็นคนปลุกปั่นยุยง  ตำรวจไปจับตัวก้องเกียรติ คงคา ที่หอพักหน้า มร. ผู้เขียนเองนั้นเที่ยวหลบอยู่ตามบ้านเพื่อน  โดยติดต่อขอมอบตัวพร้อมกันไปด้วย พยายามติดต่อกับ พล.ต.ต.สิริ สุจริตกุล  ผบก.สันติบาล  แต่ไม่อาจติดต่อได้จึงถือโอกาสหลบเสียเลย

วันที่  8  ต.ค.  ไขแสง สุกใส ถือแคนอันใหญ่เข้ามอบตัวที่กรมตำรวจ  โดยบอกกับสื่อมวลชนว่า

“ จะช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ เพราะเคยติดคุกมาก่อน ” รัฐบาลประกาศจะใช้มาตรา 17  กับไขแสง สุกใส  เพียงคนเดียว

เย็นวันที่ 8 ต.ค. นั่นเอง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาศัยลานโพธิ์เป็นที่ชุมนุมกัน และแล้วเสกสรรค์ ประเสริฐกุล  เสาวนีย์ ลิมมานนท์  จิระนันท์ พิตรปรีชา ก็ปรากฏกายขึ้นเป็นศูนย์รวมแห่งการต่อสู้  ให้ปล่อย 13 กบฏ  เรียกร้องรัฐธรรมนูญ  การต่อสู้ดำเนินไปจนถึงเหตุการณ์วันที่ 14 -15  ตุลาคม  2516

ค่ำวันที่ 14 ตุลาคม  ผู้เขียนกับเพื่อนยังไปร่วมชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า  ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของนักศึกษาประชาชนนับแสนคนในวันนั้น

เหตุการณ์ 14  ตุลาคม  2516  ที่นิสิตนักศึกษาประชาชน ประมาณ 500,000 คน  ได้ลุกขึ้นสู้ทวงสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยคืนสู่ประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมืองไทย เป็นการต่อสู้อันบริสุทธิ์โดยไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ เป็นการตอบแทนเลย กลายเป็นแบบอย่างการต่อสู้  ที่ทั่วโลกต้องศึกษา

ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่มา 46 ปีแล้ว มีการประเมินคุณค่า 14 ตุลา กันไปหลายทาง บ้างว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง บ้างบอกว่าประเทศไทย ยังถูกเผด็จการครอบงำอยู่อย่างเหนียวแน่น  จำได้ว่า ม.ร.ว.    คึกฤทธิ์ ปราโมช  นั้นเองที่เอ่ยวาทะสำคัญไว้ว่า “ อย่าว่าแต่ประชาธิปไตยเลยที่ล้มลุกคลุกคลาน  เผด็จการ       ก็ล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้กัน ”

บ้านเมืองไทยจะเดินไปทางไหน ยังเป็นปัญหาต้องขบคิดและร่วมกันหาทางออก  เพราะประเทศประชาธิปไตยเต็มใบอย่างสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหา คนอเมริกันเลือกผู้นำได้ โดนัลด์ ทรัมป์  ที่กำลังถูกก่นด่าไปทั่วโลกว่าเป็นผู้นำนักเลงโตที่โกหกและไม่ฟังใคร  ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ได้

สีจิ้นผิง เป็นผู้นำจีนที่ดูจะมีราศีส่องใสมากกว่าทรัมป์ ด้วยซ้ำไป

สิ่งที่น่าสนใจ คือการที่คนไทยในทุกภูมิภาคในเวลานี้ได้แสดงออกถึงความเป็นพลเมืองที่เอาการเอางาน (Active Citizen) และได้ออกเหงื่อออกแรง เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) สร้างชุมชนของตนให้เข้มแข็งด้วยกำลังแรงของตนเองผ่านองค์กรชุมชนรูปแบบต่างๆหลายรูปแบบ ผสานกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 และมีผลสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ที่มีความยั่งยืนมากยิ่งกว่าประชานิยมใด ๆ