หนึ่งเป็นสาม

หนึ่งเป็นสาม  
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนไปงานสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อครั้งเรียนร่วมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2505  เพื่อนร่วมห้องนั่งติดกันแถมเป็นคนที่มีเลขประจำตัวนักเรียนเป็นลำดับถัดไปจากผู้เขียนชื่อ อุดม ได้ทบทวนความทรงจำครั้งนั้นว่า
 
สารจำได้ไหม วันหนึ่งครูเพียรผจง ครูประจำชั้นของเราต่อว่าเพื่อนๆ โดยหยิบยกเอาสารมาเปรียบเทียบ ”
 
“ ผมจำไม่ได้เลย ”  ผู้เขียนตอบ
 
“ ครูบอกว่า  นักเรียนที่มีบ้านอยู่กรุงเทพฯ หลายคนอยู่ใกล้ๆโรงเรียนนี่แหละ แต่มาโรงเรียนสายเป็นประจำ เธอรู้ไหม ประสารเพื่อนของเธอ บ้านอยู่ถึงนครปฐม แต่เขามาถึงโรงเรียนเช้าก่อนพวกเธอ ”
 
เพื่อนอีกคนที่นั่งร่วมวงอยู่ด้วยพยักหน้า แสดงอาการยอมรับว่าได้ยินคำพูดนั้นของครู ในขณะที่ผู้เขียน ได้แต่บอกว่า
 
“ ยังงั้นหรือ ”
 
จากเรื่องที่ได้ยินนี้ ผู้เขียนได้แง่คิดว่า
 
1.      ความจริงแล้ว การไปถึงโรงเรียนแต่เช้า เป็นสภาพบังคับด้วยเวลาเดินของรถไฟ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนเป็นเด็กขยันเป็นพิเศษอะไรเลย เพราะต้องขึ้นรถไฟจากบ้านให้ทันเวลา 6.30 น. ที่รถไฟมาถึงสถานีรถไฟวัด งิ้วราย  ซึ่งอยู่ที่ อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  ถ้าขึ้นไม่ทัน ก็จะตกรถ แล้วไปลงสถานีรถไฟปลายทางที่บางกอกน้อย ต่อรถเมล์สีเขียวสาย 19 บางกอกน้อย – เทเวศร์  ไปลงรถที่ปากคลองตลาด ตีนสะพานพุทธฯ ฝั่งพระนคร แล้วเดินเข้าโรงเรียน จะไปถึงราว 8.00 น.
นั่นหมายถึงว่า ถ้าไม่ถูกบังคับด้วยกำหนดเวลาของรถไฟ ผู้เขียนก็จะยืดเวลานอนและบิดขี้เกียจบนที่นอนได้ราวหนึ่งชั่วโมงก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน
 
2.      ทุกคนต่างมีเรื่องที่จะจดจำเฉพาะตัวแตกต่างกันไป  สำหรับผู้เขียนแล้ว คำพูดของครูเพียรผจง 2-3 ประโยคนั้น ไม่อยู่ในสมองเลย ผู้เขียนแน่ใจว่าอุดมไม่ได้มีความสามารถในการจำเหนือกว่าผู้เขียน แต่ทำไมเขาจำได้ดีกว่า
คำตอบ อยู่ที่เนื้อหาที่ครูพูดกระทบใจอุดมมากกว่าผู้เขียน อุดมจึงจำ ขณะที่ผู้เขียนไม่ใส่ใจ การเลือกที่จะจำ ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จึงบันทึกอยู่ในสมองได้ดีกว่า
 
3.      ครูเพียรผจง เป็นคนใส่ใจในรายละเอียดของนักเรียน ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน รับรู้ไปถึงการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กแต่ละคน ถึงขั้นสามารถนำมาเป็นคำเตือนสตินักเรียนได้
นี่เป็นความภาคภูมิใจของนักเรียนสวนกุหลาบที่รักเคารพผูกพันกับครูส่วนใหญ่ที่มีเมตตาและมีความเป็นครูมากกว่าครูทั่วๆ ไป  ที่เอาแต่สอนแล้วไป โดยไม่สนใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียน
     
ที่จั่วหัวข้อเขียนว่า “ หนึ่งเป็นสาม ”  ก็เพราะเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวนั้น  ไม่ใช่ให้แง่คิดเพียงมุมเดียว  แต่เราสามารถถอดบทเรียนได้อย่างน้อย 3 มิติด้วยกัน /

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s