ภาษาท่าทางที่สะเทือนใจคนทั้งโลก

20190504

ได้อ่านบทความชื่อ “ ซูดาน ”  แดนสงครามตายเกลื่อน เมื่อต้องคำสาปน้ำมัน ของวิวัฒน์ชัยอั ตถากร ในหน้า 4  นสพ.ไทยโพสต์ฉบับ  30 เม.ย. 62 ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูคลิพภาพเคลื่อนไหว และข่าวของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส  องค์พระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก  ทรงคุกเข่าก้มลงจูบเท้าของ ประธานาธิบดี ซัลวา กีอีร์ มายาดิต ผู้นำซูดานใต้ เคลื่อนไปจูบเท้า รีค มาชาร์ อดีตรองประธานาธิบดี  ผู้นำฝ่ายกบฏ และจูบเท้าของ นางรีเบคกา เอ็นยานเดง มาบิยอร์  รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม

20190504_134645.jpg

ภาพที่ปรากฏ เป็นภาษาท่าทางที่สะเทือนใจผู้คนทั่วทั้งโลก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นภาพที่เหนือความคาดหมายของคนทั่วไป  ที่บุคคลที่มีสถานะสูงและทรงพลังที่สุดแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก จะทรงกระทำ

ก่อนซูดานใต้แยกตัวเป็นอิสระจากสาธารณรัฐซูดาน (อยู่ทางเหนือ)  ในปี 2554 มีสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์ยืดเยื้อยาวนานถึง 30 ปี  คนซูดานเสียชีวิตไปกว่า 2 ล้านคน ภัยสงคราม ความยากจน ความขาดแคลนสาธารณูปโภคทั้งๆที่มีบ่อน้ำมันมูลค่ามหาศาล  ทำให้ซูดานจมปลักอยู่กับความรุนแรงตลอด

คู่ขัดแย้ง คือ ประธานาธิบดี กีอีร์ และอดีตรองประธานาธิบดี มาชาร์ ผู้ซึ่งกีอีร์ กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ก่อรัฐประหารทำให้เกิดสงครามกลางเมืองตลอดมา ตั้งแต่ปี 2556  มีผู้เสียชีวิตกว่า 4 แสนคน มีคนอพยพหนีภัยมากว่า 2 ล้านคน

ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และมาชาร์ ผู้นำฝ่ายกบฏ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีกีอีร์ ปล่อยนักโทษการเมือง 11 คน แต่กีอีร์ไม่ฟัง และระดมกำลังเข้ายึดพื้นที่คืนจากฝ่ายกบฏ

ปี 2561 กีอีร์และมาชาร์ ลงนามข้อตกลงสันติภาพที่ เอธิโอเปีย และพยายามจะตั้งรัฐบาลร่วมกันในเดือนพฤษภาคมปีนี้ แต่ดูท่าจะยังไม่สำเร็จ ต้องเลื่อนเวลาไปอีกราว 6 เดือน ส่งผลให้ชาวซูดานใต้ 12 ล้านคน ยังเผชิญภาวะสงครามกลางเมืองต่อไป

สงครามกลางเมืองยังคุกรุ่น ความรุนแรงไม่มีทีท่าจะลดลง มีสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เหลือกำลังที่ทุกฝ่ายจะช่วยกันได้  ศาสนาจารย์จัสติน เวลบี อาร์คบิชอบ แห่งแคนเทอร์เบอรี่ ประมุขแห่ง   คริสจักรอังกฤษ จึงเสนอให้ผู้นำซูดานทั้งสองฝ่ายเข้าเงียบ อาศัยศาสนาเป็นเครื่องสงบจิตสงบใจ ด้วยการเข้าพัก ในบ้านพักของสำนักวาติกัน

ในห้องประชุมรูปวงกลมที่ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน  เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ณ สำนักวาติกัน พระสันตะปาปาฟรานซิส ตรัสให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงสงบศึก ที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเอกภาพในเดือนหน้า

“ ข้าพเจ้าวอนขอพวกท่านด้วยหัวใจ ให้พวกท่านคงไว้ซึ่งสันติภาพ ให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า ถึงแม้จะมีปัญหาต่างๆมากมาย แต่มันก็ไม่อาจเอาชนะเราได้ จงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของพวกท่านเถิด……..

ก็อาจมีการฟาดฟันและข้อขัดแย้งในหมู่พวกท่านบ้าง แต่ก็ขอให้เก็บมันไว้กับตัวท่าน เก็บไว้ในที่ทำงาน แต่ต่อหน้าผู้คนแล้ว ก็ขอให้จับมือกันไว้ ดังนั้นในฐานะคนธรรมดา ท่านจะกลายเป็นบรรพบุรุษของชาติ ”

หลังจากตรัสแล้ว ทุกคนตกตะลึงต่อการกระทำของสมเด็จพระสันตะปาปา

ทั้งๆที่มีอาการเจ็บหัวเข่าเรื้อรัง ในวัย 82 ปี พระองค์ก้าวเดินช้าๆด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใส โดยมีผู้ช่วยจับแขนประคองอยู่ด้านขวา  พระองค์ก้าวไปยืนตรงหน้าประธานาธิบดีกีอีร์ คุกเข่าขวาลงกับพื้น คุกเข่าซ้ายตาม แล้วก้มลงจูบเท้าบุคคลที่อยู่ตรงหน้า แล้วถูกพยุงให้ยืนขึ้น เดินไปที่มาชาร์ ผู้นำกลุ่มกบฏ แล้วคุกเข่าลงกระทำแบบเดียวกันทรงจูบแม้ที่เท้าของรัฐมนตรีหญิงคือนางรีเบคกา มาบิยอร์

ความจริง หากไม่ทรงกระทำเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครตำหนิพระองค์ได้เลย แต่พระองค์ตั้งใจจูบไปตรงที่ ที่ต่ำที่สุด คือหลังเท้าของผู้นำซูดาน เพื่อจะบอกว่าแม้แต่สิ่งที่ต่ำที่สุดของมนุษย์ พระองค์ยังจูบได้ นับประสาอะไรกับการให้เกียรติให้อภัยผู้อื่นจะทำไม่ได้เชียวหรือ

อันที่จริงก่อนหน้านั้น พระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ทรงจัดพิธีล้างเท้าให้กับตัวแทนผู้ลี้ภัย 11 คน ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาคริสต์ ทรงล้างเท้าและจูบลงเท้าผู้อพยพต่างศาสนาและต่างผิวพรรณ โดยทรงกล่าวว่า       “ เราเป็นบุตรจากพระเจ้าองค์เดียวกัน เราล้วนมีวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกัน แต่เราทั้งหมดเป็นพี่น้องกันและต้องการใช้ชีวิตอย่างสันติสุข ”

นี่นับเป็นการแสดงออกถึง สัญญะละลายความเกลียดชัง ต่อผู้อพยพลี้ภัยและบุคคลต่างศาสนาซึ่งเป็นผู้ด้อยสถานะยิ่งกว่า

เมื่อไปค้นดูคำสอนของพระเยซูเจ้า ก็ได้พบว่า ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะจากโลกนี้ไป เพื่อไป  “เฝ้าพระบิดา ” ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด พระองค์กลับสุภาพถ่อมตนอย่างที่สุด

พระองค์ทรงล้างเท้าให้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์ ที่พระองค์ทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะ “ทรงรักพวกเขาจนถึงที่สุด ” (ยน  13: 1)

ป็นความรักที่ทำให้สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เป็นความรักที่ทำให้สิ่งที่คิดว่ายากกลายเป็นสิ่งที่ง่าย เป็นความรักที่ทำให้พระองค์กระทำสิ่งนี้ได้

ใช่หรือไม่ว่า การคุกเข่าลงจูบเท้าผู้นำซูดานของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เป็นภาษาท่าทางที่สะท้อนถึงความรักถึงที่สุด เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ที่ได้แสดงไปแล้ว

เป็นการสื่อสารที่ไปไกลเกินกว่าวาทะกรรม หรือการเจรจาสันติภาพทั่วๆไป แต่ได้ใช้ภาษาท่าทาง ที่มีพลังแรงใจใหญ่หลวง การสื่อสารนี้จะมีผลดลใจต่อหัวใจของผู้นำซูดานหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากจะหยั่งได้  แต่เชื่อเถอะว่าเป็นการสื่อสารภาษาท่าทางที่ส่งพลังแรงต่อผู้คนทั่วโลกให้เป็นสักขีพยาน และเป็นพลังร่วมในความปรารถนาสันติภาพ ณ ดินแดนซูดานแห่งนั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s