ในรั้วสิงห์ดำ เมื่อ 50 ปีก่อน

20190503

จำได้ว่าตอนสอบเข้ารัฐศาสตร์จุฬาฯ ปี 2510 นั้น ผมเตรียมหนักมาก ไม่เคยอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบจนยันตีหนึ่งตีสองหลับคาเก้าอี้นั่งก็ทำมาแล้วในช่วงนั้น

เด็กเรียนจบ ม.ศ. 5 อย่างกระท่อนกระแท่นจากแผนกศิลป์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยยามนั้นจะมีอะไรวิเศษไปกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ยิ่งได้ติดตราพระเกี้ยวก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิ

ผมเข้ารัฐศาสตร์ เพราะรู้ว่าได้เรียนการเมืองการปกครอง รู้เลาๆ ว่ามีแผนกต่างประเทศและการทูตด้วย ก็รู้เพียงเท่านั้น    

ในปี 2510 ยังเป็นยุคเผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีที่สืบอำนาจต่อมาจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และแน่นอนมรดกสำคัญของการรัฐประหาร คือ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ซึ่งห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน ทางการถือว่าถ้าประชาชนจับกลุ่มกัน 5 คนขึ้นไปเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยเรียกว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง ตำรวจจับขังได้

คนเรียนรัฐศาสตร์จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยทางการเมืองได้อย่างไร ผมติดนิสัยการแสดงออกมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาแล้ว เป็นทั้งนักร้องวงดนตรีแจ๊สของโรงเรียน ทำกิจกรรมชมรมยุวพุทธ ขอคุยว่าโรงเรียนสวนกุหลาบนั้น นอกจากการเรียนการสอนไม่แพ้ใครแล้วครูอาจารย์ทุกคนยังส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมจนกลายเป็นนิสัยติดตัวนักเรียนไปตลอด

ความจริงผมยอมรับได้กับคำขวัญ “อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ” แต่ที่ขัดใจหรือข้อจำกัดบางอย่าง เช่น น้องใหม่ห้ามขึ้นบันไดตึกหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า เกรงว่าจะเดินชนอาจารย์หรือรุ่นพี่เพราะเป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่รู้จักมักจี่คนที่อยู่มาก่อน ผมคิดในใจว่าเวลาเดินไปตรงไหน น้องใหม่หลับตาเดินหรือไง จึงไปเดินชนคนอื่น แล้วถ้าเดินชนจริง มันมีตึกสอง ตึกสาม รวมทั้งทางเดินอีกหลายเส้นนั่นจะไม่เดินชนละหรือ

ขัดใจอีกอย่างคือห้ามน้องใหม่นั่งโต๊ะซีเนียร์ในโรงอาหาร รุ่นพี่อธิบายว่าเพื่อฝึกน้องให้รู้ว่าไปรับราชการงานเมืองที่ไหน ต้องรู้จักว่าใครเป็นนายอำเภอ ใครเป็นข้าหลวง อย่าเผลอไปนั่งโต๊ะนาย ผมเก็บมาคิดในใจว่า ถึงอย่างไรสามัญสำนึกมันบอกเราอยู่แล้ว มารยาทสังคมทำให้เรารู้ว่า โต๊ะคนอื่นจะไปนั่งทำไม ถ้าเขาไม่เชิญนั่ง

อีกหนึ่งขัดใจ คือ ระบบว๊ากในที่ประชุมเชียร์ตอนเที่ยง ผนวกกับการทำโทษน้องใหม่ที่ไปไม่ทันประชุมเชียร์ ต้องวิ่งรอบตึกกิจกรรมหรือต้องทำอะไรอื่น ยิ่งซอฟโฟมอร์ส่งเสียงรอบทิศทาง “ ใหญ่มาจากไหนไม่สำคัญ” “ไม่ได้ยินหรือไง” “อยากโดนทำโทษใช่ไหม” “น้องใหม่สิทธิเท่ากับศูนย์”ฯลฯ  เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผมไม่สบอารมณ์นัก ผมจึงมีอาการแข็งขืนที่รุ่นพี่สังเกตเห็นได้

ผมกลายเป็นคนที่ถูกหมายตัวเป็นลำดับ 1 ว่าจะโดนเล่นงานหนักในวันรับน้องใหม่ ครั้นพอวันนั้นมาถึงจริงก็ไม่เห็นจะทำอะไรหนักหน่วงตามคำขู่ อย่างมากก็ลอดซุ้มเตี้ยๆ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ก็แค่นั้นเอง

ผมไม่เห็นประโยชน์ว่าจะไปวางตัวต่อต้านขัดแย้งอย่างรุนแรงอะไร ในอีกด้านหนึ่งนั้น ซอฟโฟมอร์ ที่ว๊ากเรา ก็พาเราไปกินไปเลี้ยงที่สามย่านตอนเย็นอยู่บ่อยๆ รุ่นพี่หลายคนให้ยืมหนังสือช่วยติววิชาเพื่อเตรียมสอบ นี้เป็นน้ำใจที่มีให้ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

ความไม่สบอารมณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางบวก ก็ต่อเมื่อ ผมได้ไปร่วมค่ายอาสาสมัครรัฐศาสตร์จุฬาฯ ค่ายแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2510 ราว 60 ชีวิตทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องปีหนึ่งถึงปีสี่ ไปใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายที่บ้านหัน ต.โนนหัน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น มีพี่ภักดี ริมมากุลทรัพย์ (รัตนผล) เป็นผู้อำนวยการค่าย ที่นั่นเราไปเจาะบ่อบาดาล และขุดสระน้ำ

การแบ่งงานกันทำเป็นแผนกโครงงาน  แผนกสวัสดิการ แผนกอาหาร แผนกบันเทิง ทำให้พี่น้องในค่ายได้ออกเหงื่อออกแรงและเอื้ออาทรต่อกันอย่างมีไมตรีจิต

ผมชอบไปเล่นเกมร้องเพลงกับเด็กเล็ก พี่หนู ระจิตตา ณ พัทลุง และพี่ต้อย สุชาดา สุขวิบูลย์ ก็ไปร่วมสนุกกัน หีบเพลงประจำตัวที่ผมหิ้วไปด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศรื่นเริงได้พอสมควร

สระน้ำที่ช่วยกันขุด ผมลงจอบขุดดินเจาะลึกลงไปอีกหน่อย พี่อู๊ด ปรีชา วุฒิการณ์ เรียกหลุมตรงนั้นจนคนอื่นเรียกตามว่า “สะดือประสาร”

กลับจากค่ายคืนสู่คณะ ชาวค่ายยังแสดงออกถึงความรักใคร่ผูกพันกันเหนียวแน่นจนคนที่ไม่ได้ไปค่ายประหลาดใจว่าเพียงเวลาครึ่งเดือน ทำไมชาวค่ายถึงผูกพันกันปานนั้น

ค่ายที่สองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2511 มีพี่แจ๊ด จักรินทร์ วงศ์บูรณาวาทย์ เป็นผู้อำนวยการ พากันไปตั้งค่ายที่บ้านคำเตย อ.เมือง  จ.นครพนม

งานค่ายอาสาพัฒนา เป็นงานสร้างสรรค์ที่ไม่เป็นอริกับใคร คนมีสีสันทางการเมืองอย่างผม พินัย อนันตพงษ์ และ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล จึงถือเป็นกิจกรรมหลีกการเมืองที่ถูกอัธยาศัย

ผ่านมา 50 ปี นับถึงวันนี้ ชาวค่ายรัฐศาสตร์ยังมีการพบปะกินข้าวเฮฮากันเป็นครั้งคราว

กิจกรรมกีฬา กิจกรรมเชียร์ กิจกรรมวิชาการ กิจกรรมของชมรม และกิจกรรมอื่นๆมากมายในคณะช่วยโยงใยให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกัน รู้จักใกล้ชิดทั้งรุ่นพี่ที่เหนือขึ้นไป 3 รุ่น และรุ่นน้องลงไปอีก 3 รุ่น รู้จักกันหมด กลายเป็นรู้จักกันทั้งคณะในช่วงเวลาเรียน 4 ปี จะสัมพันธ์กันถึง 7 รุ่น

แล้วยังมีประเภทพี่จีบน้อง น้องจีบพี่ เพื่อนจีบเพื่อน สำเร็จก็หลายคู่ ตกม้าหรืออกหักก็หลายราย

ยังมีรุ่นพี่บางคนที่จบไปแล้วมีสปิริตแรงกล้าแวะเวียนมาพบปะรุ่นน้องบ่อยๆ  เช่น พี่ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา (รุ่น 1) พี่ศิวะ แสงมณี (รุ่น 16) ทำให้สังคมรัฐศาสตร์ทั้งคณะเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สัมพันธ์ฉันน้องพี่เช่นนี้ยืนยาวไปจนตลอดชีวิตก็ว่าได้

เพราะเป็นนักกิจกรรม ผมจึงใฝ่หาว่ามีอะไรนอกคณะที่เรามีใจจะทำ ผมไปที่ตึกจักรพงษ์ฯ พบว่า ที่นั่น คือสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆทั้งกีฬา วิชาการ บันเทิง ที่นั่นมีชมรมดนตรีไทย ที่ทำการอยู่ชั้นบนด้านหลัง มีชมรมบริจาคโลหิต และที่ทำการสโมสรนิสิตอยู่ชั้นล่าง ผมเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกชมรมศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณี ส.จ.ม. เพราะตอนเรียนสวนกุหลาบฯ ผมเป็นประธานชมรมยุวพุทธมาแล้ว เมื่อปี 2509

ที่ชมรมนี้ คนที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดค่ายชาวเขา คือ คุณเทอดไท วัฒนธรรม เป็นรุ่นก่อนเรา 1 ปี  จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่นี่เองเพื่อนเรา ที่ชื่อ พลากร สุวรรณรัฐ ซึ่งเป็นนักรักบี้ของคณะและของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ได้ร่วมส่วนสร้างค่ายชาวเขาของชมรมฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ค่ายชาวเขา จำนวนนิสิตที่ไปจะน้อยกว่าค่ายรัฐศาสตร์ คือมีจำนวนราว 30 คน ค่ายแรก ปี 2511 เราพากันไปที่บ้านป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน ที่นั่นเป็นศูนย์อพยพชาวเขาที่อพยพล่าถอยมาจากทุ่งช้าง อันเนื่องมาจากการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ มีชาวเขาทั้งม้ง และเย้า หลายร้อยครอบครัว เราไปสร้างโรงเรียนเด็ก โดยใช้ไม่ไผ่ตีเป็นฝ้าผนังเพดาน โต๊ะเรียน หลังคามุงจาก

ค่ายที่สอง ไปที่บ้านแม่ริดน้อย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่นั่นเป็นปะกากะญอ (กระเหรี่ยง) ทั้งหมด จำได้ว่า แอ๊ว ศิริพรรณ ตระกูลลี้ ไปร่วมค่ายด้วย ต่างคณะมี แอ๋ว สุพัตรา มาศดิตถ์ (คุณหญิง)

ผมจำได้ดีว่า พลากร สุวรรณรัฐ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ไปจัดหาพันธุ์ข้าวโพดหวานมาจาก พี่ทองทิพ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งเป็นข้าวโพดฝักใหญ่ เนื้อแน่น และหวานอร่อยลิ้นแบบไม่เคยกินมาก่อน

คุณพลากร เอาพันธุ์ข้าวโพดนั้นมาระดมเพื่อนปลูกแล้วบอกขายในแวดวงคนที่สามารถจะช่วยได้ เพื่อหาเงินเข้าโครงการค่ายชาวเขา ถ้าจำไม่ผิด คุณพลากร พาผมและเพื่อนๆต่างคณะกลายเป็นชาวไร่ไปลงเม็ดข้าวโพดกันแถวพื้นที่ของกรมชลประทาน ตรงข้ามวัดชลประทานรังสฤษฏ์ พอข้าวโพดออกฝักก็เอามาบอกขายกันในหมู่เพื่อนบ้าง อาจารย์บ้าง พอบอกว่าข้าวโพดหวาน เอาเงินไปทำค่ายชาวเขา ใครรู้ก็แย่งกันซื้อ เพราะได้ทั้งรสสุดอร่อยและได้ทำบุญด้วย ดูเหมือนจะหาเงินจากข้าวโพดนี่ได้นับหมื่น นับเป็นวิธีการระดมทุนที่แปลกต่างแบบไม่มีชมรมไหนๆ ทำกันเลย

มีเรื่องหนึ่งที่ผมลืมไปแล้ว แต่คุณพลากรนั้นเองที่มาฟื้นความทรงจำผมเมื่อไม่นานมานี้

เป็นที่รู้กันว่า ในจุฬาฯ นั้น ชื่อ พลากร สุวรรณรัฐ ดังกระฉ่อนจุฬาฯ เรียนจบวชิราวุธ มีสกุลรุนชาติ เป็นบุตรของปลัดกระทรวง รูปร่างสูง สมาร์ท หน้าตารูปร่างและฐานะต้องใจสาวทั้งรุ่นพี่รุ่นเดียวกันและรุ่นน้องทั้งในรัฐศาสตร์และต่างคณะ เรียนดี วางตัวดี หากจะมีการเลือกตั้งอะไร ถ้าสมัครเลือกตั้งน่าเชื่อว่าจะได้คะแนนล้นหลาม

“สาร  จำได้ไหมว่าเคยชวนผมทำอะไร”

เขาถามผมในวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

“ทำอะไรหรือ ผมจำไม่ได้” ผมตอบ

“ตอนที่จะเลือกตั้งนายก ส.จ.ม.   สารมาถามผมว่า สนใจสมัครนายก ส.จ.ม. ไหม สารบอกว่า ถ้าผมสมัคร สารก็จะไม่สมัคร”

“แล้วไงต่อ” ผมถามทวนความจำ

“ผมบอกว่า ผมไม่สนใจ ผมจะเล่นรักบี้  สารก็เลยบอกว่า ถ้างั้นสารจะสมัคร ผมบอกว่าเชิญเลย”

“อย่างนั้นหรือ” ผมถาม

“ผมยังช่วยสารหาเสียงด้วยนะ”

นี่เป็นคำพูด ที่ผมไม่เคยจำเลย แต่เพื่อนเรามารื้อฟื้นความทรงจำให้ได้รับรู้ว่าก่อนจะมี นายฉันท์แก่น ก่อนจะมีนายก ส.จ.ม. ชื่อ ประสาร มฤคพิทักษ์ มีคำสนทนานี้เกิดขึ้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s