ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา

20190430

“ อั๊วไปคนแรก ”

นี่คือคำประกาศอาสากล้าตายที่เฉียบขาดต่อหน้าคณะเสรีไทย ในอังกฤษของ นายเข้ม เย็นยิ่ง

หรือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เมื่อปี 2485

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ 8 ธันวาคม 2485  จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้รับคำขาดจากญี่ปุ่นให้ไทยยอมจำนนและเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เพื่อต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร คนไทยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาถูกเรียกตัวกลับหมด ใครไม่กลับรัฐบาลขู่ว่าจะถูกถอนสัญชาติไทย  ในเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคนไทยรักชาติได้ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษและพากันสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษถึง 36 คน

คุณทศ พันธุมเสน  เสรีไทยคนหนึ่งเล่าว่า  ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ประกาศเป็นอาสากล้าตายคนแรก ต่อที่ประชุมอย่างกล้าหาญ ในการประชุมคณะเสรีไทยในอังกฤษเพื่อส่งคนเข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในบทความชื่อ “ ทหารชั่วคราว ”  ดร.ป๋วย อธิบายว่าที่อาสาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะทราบดีว่า นายปรีดี พนมยงค์ ( รู้ธ ) เป็นหัวหน้าคณะเสรีไทย ในฐานะที่จบและเคยทำงานที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์  เรียนจบปริญญาเอก และได้รับโทรเลขต้อนรับจาก นายปรีดี ว่าเขาเป็นคนที่ “ ควรได้     รับความสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและไม่ต้องสอบสวนยืดยาว ”

การลักลอบเข้าประเทศไทยโดยลงเรือดำน้ำจากศรีลังกาเข้ามากบดานแถวชายทะเลประจวบคีรีขันธ์ ประสบความล้มเหลว เพราะติดต่อสื่อสารกันไม่ได้

นายเข้ม เย็นยิ่ง พร้อมเสรีไทยอีกสองคนคือ นายประทาน เปรมกมล  และ นายสำราญ วรรณพฤกษ์  จึงเข้ามาอีกครั้งทางเครื่องบินจากอินเดีย โดยกระโดดร่มมาลงที่ จ.ชัยนาท  เมื่อ  6  มีนาคม  2487

ชาวบ้านนั่งเกวียนย่ำทุ่งลัดแนวป่ามาทางหนองหมอ บริเวณบ้านวังน้ำขาว  เมื่อพบว่ามีทหารกระโดดร่มชูชีพมาหลบอยู่ในป่าชายทุ่งจึงแจ้งเจ้าหน้าที่

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ร้องให้ชาวบ้านจับตัวทหารคนนั้น โดยบอกว่า เขาเป็นสายลับข้าศึกเป็นจารชน

ดร.ป๋วย เล่าว่า “ คิดถึงคู่รักของข้าพเจ้าที่ลอนดอน คิดถึงคำสุดท้ายของ คุณมณี สาณะเสน    ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้าเมื่อก่อนเราเดินทางออกจากอังกฤษ คิดถึงเพื่อนข้าพเจ้าที่ยังอยู่ในอินเดีย  คิดถึงเพื่อนสองคนที่อยู่ในพุ่มไม้ใกล้เคียง  คิดถึงญาติมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ  คิดถึงสาส์นจากกองบัญชาการถึง “รู้ธ” ที่ยังอยู่ในกระเป๋าของข้าพเจ้า  และคิดถึงยาพิษ ยังอยู่ในกระเป๋าหน้าอกของข้าพเจ้า หรือจะยอมให้จับเป็น ให้เขาจับตายเถิด เพราะความลับที่ข้าพเจ้านำมานั้นมีมากเหลือเกิน….. แต่เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นไม่มีอยู่ในหมู่คนที่จะมาจับข้าพเจ้า อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือ ก็ยอมสู้ตายเลย ให้เขาจับเป็นดีกว่า อย่าเพิ่งตายเลย  ”  ( สารคดี ฉบับ   202 / 2544 )

ระดม สรรพพันธุ์  เขียนบันทึกเรื่อง  “ พบลุงบุญธรรม ปานแก้ว ผู้ช่วยชีวิต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ”  ว่า “ ทหารคนนั้น ( ดร.ป๋วย )  โบกมือให้กับพวกเรา (ชาวบ้าน) พร้อมกับร้องเรียกว่า เข้ามาเถอะครับ ผมไม่สู้หรอก กับคนไทย  แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ผมสู้ครับ

ชาวบ้านกรูกันเข้าไปจับตัวทหารคนนั้นไว้ แล้วซ้อม ชก ต่อย แล้วเตะอย่างไม่ปรานีปราศรัย  แม้ทหารคนนั้นจะร้องขอและบอกว่าเขาเป็นใคร สังกัดไหน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากชาวบ้านแต่อย่างใด เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านก็ผลักเข้าไปในกกไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง แล้วขึ้นนกเตรียมลั่นไกยิงทหารคนนั้น

ทันใดนั้นผม ( ลุงบุญธรรม ) วิ่งปรู๊ดเข้าไปขวางไว้  แล้วผลักกระบอกปืนออกไปพร้อมกับบอกว่า ช้าก่อนครับ……. เวลานี้บ้านเมืองเรากำลังคับขัน  เราจับข้าศึกได้แล้ว เขาจะเป็นใครมาจากไหน จะดีจะชั่วอย่างไร ก็ต้องจับตัวส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปไต่สวนกันก่อน ท่านจะจัดการเสียเองโดยลำพัง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ทหารคนนั้นบอก ฆ่าผมเถอะครับ ผมมานี่กู้ชาติ เวลานี้บ้านเมืองเราเป็นขี้ข้าเขาหมดแล้ว ผมตายช่างมัน ยิงผมเถอะ  แหม……. รักน้ำใจจังเลย ”

นายอำเภอขี่ม้านำชาวบ้านหลายร้อยคน เป็นขบวนใหญ่ ไล่ชาวบ้านทุกคนให้ห่างจารชนใจโหดเหี้ยม ซึ่งถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งบนเกวียนจากป่าเข้าเมือง เป็นนักโทษที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

ดร.ป๋วย ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกโซ่ล่ามข้อเท้าไว้กับเสากลาง ศาลาวัดวังน้ำขาว

ตอนบ่ายวันนั้น  เจ้าหน้าที่คุมตัวบางคนม่อยหลับไป ชาวบ้านจึงกระเถิบเข้ามาใกล้ ดร.ป๋วย เขียนในข้อเขียน “ ทหารชั่วคราว ” ว่า “ ในหมู่ชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้มีหญิงผู้หนึ่งอายุค่อนข้างมาก  ข้าพเจ้าสังเกตว่าแกนั่งใกล้ข้าพเจ้าอยู่นานถึงสองชั่วโมงไม่ไปไหน และนั่งเอามือกอดเข่า เมื่อคนที่มาดูข้าพเจ้าค่อยบางตาไปบ้างแล้ว ผู้หญิงผู้นั้นก็พูดกับข้าพเจ้าเสียงแปร่งๆว่า “ พุทโธ่ ! หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า ” ข้าพเจ้าถามว่า ลูกป้าอยู่ที่ไหน ได้รับคำตอบว่า ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

 เสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตันและรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น ”

ชาวบ้านหลายหมู่บ้านพากันมาดูหน้าจารชนหรือคนรักชาติที่ศาลาแห่งนั้น  บางคนอยากให้เขาอยู่ บางคนอยากให้เขาตาย คล้ายกับมีเทพและปีศาจอยู่ในร่างเดียวกัน

คนหนึ่งแอบส่งว่านให้  แล้วกระซิบว่า

“ อมๆไว้  ดูหน้าผากแล้ว  ไม่ตาย ”

ดร.ป๋วย  ถูกล่ามโซ่ข้อเท้า เคลื่อนจากบ้านวังน้ำขาวรอนแรมไปถูกขังที่ สภ.อ. วัดสิงห์ แล้วย้ายไปขังที่ สภ.อ.ชัยนาท  ไปถูกขังต่อที่เรือนจำ จ.ชัยนาท แล้วถูกนำลงเรือยนต์ไปขึ้นที่ท่าช้าง นำตัวไปขังที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลร่วมกับเสรีไทยคนอื่นๆ

ระหว่างนี้เอง  ร.ต.อ. โพยม จันทะรัคคะ ธ.บ. ได้เสี่ยงตายลอบพา ดร.ป๋วย ไปพบกับ อาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ ม.ธ.ก. ในเวลานั้น เชื่อมโยงไปสู่การพบปะกันระหว่าง ดร.ป๋วย กับ ดร.ปรีดี พนมยงค์(รู้ธ) ที่บ้านบางเขนของ อ.วิจิตร เพื่อเสนอสาส์นจาก ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ภารกิจสื่อสารบรรลุผล ดร.ป๋วย ส่งสัญญาณวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติการในแผ่นดินไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อใกล้สิ้นสุดสงครามโลก “ รู้ธ ” ได้ส่ง “ นายเข้ม เย็นยิ่ง ”  (ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ )  กลับไปอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเจรจากับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทยว่าเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศผู้แพ้สงคราม และยังเป็นผู้เจรจาขอให้อังกฤษยอมปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้

อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญมาก ดร.ป๋วย  ได้รับคำสั่งจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทย ให้เป็นผู้ติดต่อกับกองทัพอากาศอังกฤษ  ขอร้องไม่ให้ทิ้งระเบิดใส่บริเวณพระบรมมหาราชวัง รวมถึงบริเวณวังอื่นๆด้วย

รัฐสภาอังกฤษ  ปรับไทยที่ประกาศสงครามเข้าข้างญี่ปุ่นโดยให้ปรับเป็นข้าว 1.5 ล้านตัน นายเข้ม   เย็นยิ่ง  แต่งชุดนายพันทหารอังกฤษร่วมเจรจาต่อรองไม่ให้ปรับเป็นข้าวแต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยน

ข้าวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค และยังขอให้อังกฤษช่วยจ่ายค่าข้าวบ้าง

หากไม่มีบุคคลอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ที่มีความรักชาติ  ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ โดยปราศจากเงื่อนไข หากไม่มีรัฐบุรุษอย่าง ดร.ปรีดี พนมยงค์  แผ่นดินไทยจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไรกัน

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK PAGE  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เราคุมไลน์อย่าให้ไลน์คุมเรา

20190428_line

ในไลน์ที่เล่นกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ คนที่ส่งไลน์มีสารพัดประเภท  ส่งดอกไม้สวัสดีตอนเช้าตามวัน

ทั้งเจ็ดก็มี ส่งรูปพระมาให้กราบไหว้ก็มี  ส่งภาพเมนูอาหารยั่วน้ำลายก็มาก ส่งสินค้ามาขายก็เต็มไปหมด ส่งรูปภาพตนเองที่คิดว่าสวย ว่าหล่อก็พบเห็นบ่อย  ส่งภาพวิวสวยประกอบคำคมก็เห็นประจำ ในวันหนึ่งๆ มีภาพมีถ้อยคำให้เราได้เห็นเป็นร้อยเป็นพัน คนเสพติดไลน์จึงต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไฟฟ้าวันละ 4-5 ชั่วโมง

ถ้าคนเล่นไลน์ไม่สันทัดการคัดทิ้ง และถนัดในการเลือกสรร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องจ่อมจมอยู่กับหน้าจอจนไม่เป็นอันทำอะไรอื่น

สำหรับผู้เขียนแล้ว เพื่อใช้เวลากับไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้เขียนมีวิธีการเฉพาะตัวดังนี้

1. เลิกสังฆกรรมกับกลุ่มไลน์ไร้สาระทั้งปวง เช่น ส่งมาสวัสดีรายวันพร้อมภาพสีตามโฉลกของวันนั้นๆ  กลุ่มไลน์ที่ไม่มีอะไรอื่นนอกจากส่งภาพ และคำ  HAPPY BIRTHDAY ให้แก่กันและกัน กลุ่มส่งภาพถ่ายสารพัดกิจกรรมส่วนตัว กลุ่มที่เอาแต่เสนอขายของ  กลุ่มที่ส่งภาพทำบุญมาชวนอนุโมทนาบุญด้วย พวกนี้ใช้พื้นที่มาก และใช้เวลาของเรามาก หากไม่ตัดออกไป แล้วไปตอบสนองด้วยคำด้วยภาพด้วย แต่ละวันก็ไม่ต้องทำอะไรอื่น

2. กลุ่มไลน์แกงโฮะหรือไลน์จับฉ่าย มีสารพัดสารพันภาพและเรื่องราว พวกนี้จะไม่มีคนบริหารจัดการ (Admin) สุดแต่ใครจะส่งอะไรก็ได้ กลุ่มนี้ก็กินพื้นที่ไม่น้อยเลย  แม้ว่าบางทีจะมีอะไรดีๆส่งมาบ้างนานๆครั้งก็ตาม กลุ่มพวกนี้ ผู้เขียนก็ขอถอนตัวออกมา ไม่ไปเสียเวลาด้วย

3. กลุ่มไลน์โรงเรียนเก่าหรือสถาบันการศึกษาเก่า กลุ่มนี้ขอรักษาไว้ เพราะเพื่อนเก่านั้นมีค่ามาก

ยิ่งเข้าใกล้วันเวลาของไม้ใกล้ฝั่ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเพื่อนเก่ามีค่ายิ่งนัก เพื่อนหลายคนแม้ว่าจะวนเวียนอยู่กับอะไรที่เสียเวลาเราก็เขี่ยผ่านไปเร็วๆ

4. เลือกเข้ากลุ่มไลน์ที่ตรงความสนใจของเรา ทันทีที่เปิดหน้าจอ เรารู้ได้ว่าจะเขี่ยไปที่กลุ่มไหน

กลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรา กลุ่มที่อ่านทีไรก็ประเทืองปัญญาเมื่อนั้น กลุ่มนี้มีค่าที่สุด เพราะเรารู้สึกได้เองว่าสมองและจิตใจของเรา ได้รับการยกระดับ ไลน์กลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มที่มีผู้บริหารกลุ่ม (Admin) อย่างตั้งอกตั้งใจ ใครที่แหลมส่งอะไรเข้ามาที่แปลกแยกออกไปจากแนวทางของกลุ่ม ก็มักจะต้องถอยออกไป เพราะเพื่อนไม่ต้อนรับ กลุ่มไลน์แบบนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีการคัดสรรภาพและถ้อยคำด้วยตัวของกลุ่มเอง อยากรู้อะไร ผู้เขียนก็มักจะได้จากกลุ่มนี้

5. เลือกสื่อสารตรงกับตัวบุคคลที่เราต้องการสื่อสารด้วยแบบตัวต่อตัว เขามักมีอะไรที่น่าสนใจ

สำหรับเรา เขาให้ในสิ่งที่เราต้องการ และเขาก็พร้อมจะตอบสนอง  ในทางกลับกัน เราก็ต้องตอบสนองสิ่งทีเขาต้องการได้ด้วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  แลกเปลี่ยนความสนใจที่เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย บางจังหวะที่ห่างหายกันไประยะหนึ่งก็ต้องเอ่ยปากส่งรูปทักทาย  รักษาระยะที่ไม่ให้ไกลกันจนลืม

6.  ผู้เขียนจะไม่รีรอที่จะเสนอสิ่งที่ควรทำในการส่งภาพและคำผ่านกลุ่มไลน์ เช่น ไลน์กลุ่มที่มุ่งไปสู่เนื้องานเฉพาะ แต่มีคนส่งรูปภาพส่วนตัวที่ไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้มาคราวละ 50 รูปต่อเนื่องกัน เช่น คนที่เอาแต่บรรยายความตามไท้กิจกรรมรายวันของตนเอง คนที่ขอส่งภาพหรือคลิพที่ตนเองสนใจอยู่คนเดียวมาให้คราวละมากๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจเหลือประมาณ ผู้เขียนมักใช้สิทธิในการส่งคำเสนอตักเตือนไปว่า ถ้ารักจะให้คนไม่เบื่อกลุ่ม ก็อย่ายัดเยียดอะไรโดยการทำเช่นนั้น มันกินพื้นที่ของคนอื่นไปมากมาย  ในความเป็นจริง จะมีผลในการไล่เพื่อนให้ทยอยถอยตัวออกจากกลุ่มนั่นเอง

ด้วยวิธีเช่นนี้ ทำให้เวลาของผู้เขียนมีมากขึ้นที่จะใช้ไปกับงานอื่นที่สำคัญมากกว่า


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

สง่างาม  ท่ามกลางเงื้อมมือของกฎหมาย  

20190422_dignified

เหตุการณ์ # SaveDecha   ไม่ใช่ข่าวคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนข่าวสารอื่นๆ  แต่เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์แห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ของวงการกัญชาในประเทศไทย

เป็นปรากฏการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพลังทางศีลธรรมกับพลังทางกฎหมายของบ้านเมืองอย่างแหลมคม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่เรียกความสนใจจากสังคมไทยทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562  ตำรวจชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จ.สุพรรณบุรี ทหาร และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 7  เข้าตรวจค้นมูลนิธิข้าวขวัญ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จับกุมนายพรชัย    ชูเลิศ  เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ  พร้อมของกลางเป็นกัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้ง และเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง  และออกหมายเรียก อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อแจ้งข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต คือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ในเวลานี้ เหตุการณ์คลี่คลายไปแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งต่อบุคคลที่ถูกจับกุม และต่อวงการผลิตสารสกัดจากกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์  นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิข้าวขวัญ และการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชาต่อวงการสาธารณสุข อย่างเป็นจริงเป็นจัง

“ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ และอยู่เหนือกฎระเบียบใดๆ ”  นี่คือคำประกาศของ อ.เดชา ศิริภัทร ที่องอาจและสวยงามยิ่ง

อ.เดชา ผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษา โดยรู้ทั้งรู้ว่าการผลิตดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็ทำ เนื่องจาก

“ เรื่องแบบนี้รอให้ถูกกฎหมายค่อยทำ มันไม่ทันหรอก ทำไปแล้วให้มันถูกกฎหมายง่ายกว่า มันได้ผลจริงนะครับ  ได้ผลอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย ….. แล้วถ้าไม่ทำอะไรเลย กฎหมายจะเปลี่ยนไหม พวกเรานี่แหละต้องเรียกร้องให้กฎหมายเปลี่ยน คนส่วนน้อยเขียนกฎหมาย  ประโยชน์ก็อยู่กับคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่อยากได้ประโยชน์ก็ต้องเรียกร้อง หากต้องการเปลี่ยนกฎหมาย มันต้องเกิดจากคนข้างล่าง…. เราต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทันที เราต้องออกนอกกรอบบ้าง แต่มีเป้าหมายชัดเจน เอาคุณค่าเป็นของจริง อย่าเอามูลค่ามาตัดสินกัญชา ”   

แรงบันดาลใจของ อ.เดชา ศิริภัทร นี้เอง ผนวกกับจิตสัมผัสของ อ.เดชา ที่รับเอาพลังของแม่โพสพ เทพธิดาแห่งข้าวที่ อ.เดชา น้อมเคารพมาตลอดชีวิต ที่ทำให้เขามีความหาญกล้าทางจริยธรรมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงคุกตารางอันหมายถึงอิสรภาพของตัวเขาเอง

การจับกุมครั้งนี้มีผลด้านบวกเป็นอเนกประการ

1. มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา นำไปสู่ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงหลังสงกรานต์นี้ 11 หน่วยงานทั้งภาคราชการ เช่น คณะเภสัชศาสตร์ของ 3 มหาวิทยาลัย  องค์การเภสัชกรรม มูลนิธิข้าวขวัญ ป.ป.ส. ฯลฯ จะร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาของไทย ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และอวยประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ และมีการแบ่งงานกันทำตามความสันทัดของแต่ละหน่วยงาน

นี่ยังเป็นการให้บทเรียนหน่วยราชการที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจควบคุม จับกุม โดยมองว่ากัญชาเป็นสารเสพติดนั้น ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่การร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนายาจากสารสกัดกัญชา เพื่อประโยชน์ของประชาชน เป็นการขับเคลื่อนเชิงรุก โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมาย

2. ปรากฏการณ์ # SaveDecha  ผ่านพลังสื่อสังคม ( Social  Media ) ทั้งขององค์กรภาคประชาชน  องค์กรภาควิชาการ และปัจเจกชน จำนวนมากมายมหาศาล นับเป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนครั้งสำคัญ  เป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทะลุทะลวงอุปสรรคต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

3.สังคมไทยได้เรียนรู้ร่วมกันว่าสารสกัดจากกัญชามีสรรพคุณนานาประการต่อระบบสุขภาพทั้งหมด ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบการย่อยอาหาร ระบบการหายใจ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ การมีฤทธิ์ต่อการรักษามะเร็ง และอื่นๆ  ยังไม่เคยมีสถาบันใดให้การศึกษาคุณประโยชน์ของน้ำมันกัญชาได้ดีเท่าปรากฏการณ์ครั้งนี้

4. สังคมไทยยังได้เรียนรู้ว่ามูลนิธิข้าวขวัญ เป็นองค์กรเอกชน หรือ NGO ที่สร้างผลงานอันเป็นคุณต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยจากโรคมะเร็งได้จำนวนมากมาย ในระยะ 5-6 ปีมานี้ ด้วยน้ำมันกัญชาที่พิสูจน์ให้ประจักษ์จริงว่าสารสกัดจากกัญชามีผลออกฤทธิ์ตรงต่อผู้ป่วย

อ.เดชา ศิริภัทร เล่าว่าการได้พบกับญาติใกล้ชิดผู้ป่วยมะเร็งคนแรก ซึ่งได้ทดลองใช้ยาน้ำมันสกัดจากกัญชา เขายังจำวันนั้นได้ดี ที่เขาเล่าถึงผู้ป่วยว่า “ เขาหมดหวังแล้ว หมอใช้ตั้งแต่คีโม ฉายแสง ผ่าตัดทุกอย่าง หมอหมดปัญญาแล้ว คุณมีเวลาเหลือไม่เกิน 2 เดือน คุณกลับไปได้เลย จัดการมรดกให้เสร็จเรียบร้อย ”  ปรากฏว่าผู้ป่วยคนนั้น อยู่ต่อมาได้อีก 3 ปี

อ.เดชา ยังมีประสบการณ์ตรงของตนเองว่า “ ตอนนั้นอายุ 65  ตื่นมาแป๊บเดียวลืม อาการแรกของอัลไซเมอร์  ฝันก็จำได้ อะไรก็ไม่ลืม มือเริ่มสั่นนิดๆ เป็นอาการแรกเริ่มของพาร์กินสัน แต่ตอนนี้มือผมนิ่งสนิทแล้ว ”  อ.เดชา บอกว่าเขาใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคต้อเนื้อในตาได้ผลด้วย

อ.เดชา จึงประกาศว่า “ ผมได้ประโยชน์จากกัญชาแบบไหน ประชาชนควรจะได้รับแบบนั้นด้วย อันนี้เป็นตัวตั้ง เพราะผมทดสอบตัวเองก่อน มันควรจะไปถึงทุกคน ทำไมต้องอยู่ที่ผมคนเดียว ”

การจับกุมมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดของพลังร่วมทางบวกของสังคมต่อสารสกัดจากกัญชาครั้งนี้ ไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นเพราะการดำเนินการผลิตน้ำมันกัญชาของ อ.เดชา ศิริภัทร แห่งมูลนิธิข้าวขวัญมุ่งสู่ผลประโยชน์ทางสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ  จนแม้แต่บุคคลระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ คือ ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร กล้าประกาศขอติดคุกแทนโดยเอาตนเองเป็นตัวประกัน เพื่อปกป้องความเสียสละของ อ.เดชา ศิริภัทร ควรกล่าวได้ว่าไม่มีใครสงสัยในเจตนาอันบริสุทธิ์ของ อ.เดชา ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์นั้นเป็นความถูกต้องดีงาม เป็นพลังเมตตาธรรม เป็นพลังแห่งศีลธรรมที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ แม้จะมีปราการแห่งกฎหมายขวางกั้นก็ตาม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ที่ว่าคนดีนั้นเป็นฉันใด

20190422_goodperson

จริงหรือไม่ว่าใครที่รู้ตัวว่าทำผิดแล้วสำนึกผิด เราอาจเรียกได้ว่าเขาเป็นคนดี

ต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าให้พิจารณา เป็นเรื่องที่คนดีกับคนดีเวียนมาพบกันระหว่างผมคนซื้อกับลุง

คนขาย

“ วันนั้นผมไปซื้อบุหรี่ 70 บาท  ผมยื่นแบงค์ร้อยไป ลุงเขาทอนมา 40 บาท

พอผมออกจากร้านไปได้ไม่ไกล ลุงตะโกนเรียกผม ไอ้หนุ่ม เอ็งลืมบุหรี่ เพราะเห็นว่าลุงเป็นคนดี   ที่เตือนให้ไปรับบุหรี่ ผมจึงคืนเงินแกไป 10 บาทที่ลุงทอนเกินมา

ลุงเห็นว่าผมนิสัยดีที่คืนเงิน 10 บาทให้ จึงขอบุหรี่ในมือผมคืนไป หยิบบุหรี่มาอีกซอง แล้วบอกว่า ซองนี้เป็นบุหรี่แท้ ซองที่เองเอาไปนั่นน่ะ มันบุหรี่ปลอม

ผมซาบซึ้งในความดีของลุงมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงบอกกับลุงว่า  แบงค์ร้อยที่ผมเอาให้ลุงน่ะเป็นแบงค์ปลอม พร้อมกับหยิบแบงค์ร้อยจริงขอแลกคืน

ลุงน้ำตาไหลด้วยความปิติที่เห็นผมไม่โกงลุง จึงบอกว่า  ไอ้หนุ่มเอ๊ย เอ็งเป็นคนดีมาก แต่คราวหน้าคราวหลังระวังกระเป๋าตังค์ให้ดีล่ะ เดี๋ยวใครจะล้วงเอาไป ว่าแล้วลุงก็คืนกระเป๋าตังค์ให้ผม

ผมซาบซึ้งน้ำใจลุงยิ่งขึ้นไปอีก จึงส่งคืนสร้อยข้อมือทองให้ลุงแล้วบอกว่า ลุงก็เหมือนกันเดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะมาก ลุงต้องระวังของมีค่าให้ดี ไม่งั้นมันจะสูญหายได้ง่าย นี่โชคดีนะลุงที่เราสองคนต่างก็เป็นคนดีเหมือนกัน ”

จบเรื่องเล่า คนดีสองคน ที่ต่างเปิดเผยตัวตนให้เห็น ว่าแต่พฤติกรรมเช่นนี้จะเรียกว่าเป็นพฤติกรรมของคนดีได้หรือไม่ เพราะทั้งสองคนต่างก็ฉ้อฉลต่อกันและกัน นี่คือปัญหาที่น่าวินิจฉัย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ลงมือทำแทนการวางเฉยหรือก่นด่า

20190419_postit

วันนี้มีคลิพอันหนึ่งที่เพื่อนส่งมาเข้ากลุ่มไลน์ เป็นคลิพที่สะท้อนให้เห็นถึงการลงมือทำแทนการวางเฉยหรือพร่ำบ่นที่ได้ผลมาก

กล้องจับภาพไปที่ชายสองคนถือแผ่นกระดาษประเภทแปะติด ( POST IT ) เดินตรงไปที่รถเก๋งคันงามที่จอดอยู่ข้างทางเท้า ซึ่งตรงนั้น มีเครื่องหมายรูปคนนั่งรถเข็นอยู่บนพื้นถนนที่รถคันนั้นจอดทับไว้ นั่นแปลว่า รถคันนั้นมาแย่งที่จอดรถคนพิการนั่นเอง

ชายสองคนเอากระดาษแปะติดสีฟ้า ขนาด 3×3 นิ้ว เอาไปแปะติดที่บริเวณกระโปรงหน้า กระโปรงหลัง กระจกหน้า กระจกข้าง กระจกหลัง ดุมล้อทั้งสี่ และแล้วผู้คนหลายคน บริเวณนั้นทั้งชายหญิงก็พากันผสมโรงด้วยการเอากระดาษแปะติดแบบเดียวกันมาแปะติดบริเวณพื้นที่พื้นที่ด้านนอกของตัวรถคันนั้นทั้งหมด จนรอบคันมีแต่กระดาษแปะติด และมีรูปสัญลักษณ์เส้นสีขาวเป็นเครื่องหมายที่จอดรถคนพิการอยู่ที่ด้านข้างและบนกระโปรงรถด้านหน้าด้วย กล้องจับภาพชายพิการขาที่โขยกไม้ค้ำคนหนึ่งกำลังกดปุ่มถ่ายภาพนั้นจากโทรศัพท์มือถือของเขาเองพร้อมด้วยรอยยิ้ม ตำรวจจราจรสองคนผ่านมาพอดี จึงจอดรถสังเกตดูเหตุการณ์นั้น

ชายเจ้าของรถกลับมาถึงที่รถของตนเอง ก็ออกอาการโมโห แล้วเข้าไปดึงกระดาษแปะติดออกที่บริเวณกระจกหน้า และกระจกข้าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสมน้ำหน้าจากคนที่อยู่บริเวณนั้น ตำรวจจราจรเข้าไปออกปากเตือนว่า “ มาแย่งที่จอดรถของคนพิการ ” ชายคนนั้นสตาร์ทรถ แล้วขับออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

ชายเจ้าของรถจะสำนึกผิดหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของเขา แต่หนังเรื่องนี้ให้บทเรียนอย่างสำคัญว่า

ทุกคนมีสิทธิในพื้นที่ของตนเอง เมื่อมีการละเมิดสิทธิ เจ้าของสิทธิย่อมทักท้วงและแสดงสิทธิของตนเองได้ พลเมืองดีก็สามารถช่วยรักษาสิทธิให้คนอื่นได้ เป็นการใช้สิทธิทางตรง เป็นความเคารพต่อกฎหมาย เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนของใครเป็นการเฉพาะ

โดยทั่วไป เมื่อเกิดปรากฏการณ์ละเมิดสิทธิ ผู้คนส่วนใหญ่จะพากันวางเฉยเพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของตน อาจจะก่นด่าเจ้าของรถ อาจจะบ่นว่าทำไมตำรวจไม่มาจัดการ อาจจะถ่ายรูปไปโพสต์ในสื่อออนไลน์ แต่ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น เลือกที่จะประท้วงด้วยการร่วมด้วยช่วยกันใช้วิธีดังกล่าว

ผลที่เกิดขึ้นนั้น เจ้าของรถน่าจะขยาดไปตลอดชีวิต ที่ไปละเมิดสิทธิคนพิการ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า พลังของสังคมที่รู้ร้อนรู้หนาวกับการละเมิดสิทธินั้น สามารถจะปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิดได้ด้วยการ ลงมือทำทันที แทนที่จะวางเฉยหรือเพียงแต่ก่นด่าเท่านั้น


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES