คนเล็กๆที่กล้าต่อกร

20181121_smallpeople

หนึ่งในบรรดาคนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว คือ ลุงเฉลียว ยันสาด แห่งอำเภอหันคา จ. ชัยนาท   อันที่จริงรางวัลไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิต มันเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง หลังจากที่

เนื้องานปรากฏเป็นมรรคผลเชิงประจักษ์ต่อสาธารณะแล้ว

สามสิบกว่าปีก่อน ทหารชั้นประทวนยศสิบตรี ที่กลับมาเยี่ยมบ้านทีไร ก็พบความสะเทือนใจว่า บึงน้ำจืดที่สาธารณะ ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งหาอยู่หากินมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตาทวด เป็นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่ถูกบุกรุกจับจองไปนับพันไร่  ทุกคนพากันเอามือซุกหีบ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นกับบึงสาธารณะแห่งนี้

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิด กระตุ้นเตือนใจลุงเฉลียวว่า “ ผมเห็นความไม่ยุติธรรม เห็นคนมาบุกรุกจับจองที่สาธารณะประโยชน์ ก็รู้สึกว่า ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่งั้นลูกหลานลำบากแน่ ”

ลุงเฉลียวใช้ความพยายามส่วนตนไปตรวจพบเอกสารสำคัญว่า ที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณะมาตั้งแต่ ปี 2477  แล้วกรมที่ดินไปออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างยิ่ง ถูกบุกรุกได้โดยง่ายก็เพราะผู้บุกรุกคิดว่าเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า (Wasteland) ลุงเฉลียวเป็นทหารในศูนย์ยิงปืน มีความรู้เรื่องวิถีกระสุนอย่างดี เมื่อตรวจสอบรายละเอียด ประกอบกับการศึกษาแผนที่ทหารบริเวณนั้น จึงแน่ใจว่า พื้นที่แห่งนี้มีการออกเอกสารสิทธิ โดยผิดกฎหมาย

ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนกฎหมายใดๆ  ลุงเฉลียวร่างเอกสารคำฟ้องศาลปกครองด้วยตนเองในยามค่ำคืน โดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียง เพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในยุคนั้น ร่างเสร็จก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ข้อหาออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิดังกล่าว

การฟ้องครั้งนี้ ล่วงรู้ไปถึงคนที่เสียประโยชน์ จึงมีคำข่มขู่ผ่านมาถึงหูลุงเฉลียว

“ มึงไปบอกเพื่อนมึงเลยนะ ระวังตัวให้ดี เขาไปจ้างมือปืนมาแล้ว ”

เถ้าแก่คนหนึ่ง บอกให้ลุงเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสัญญาว่าจะให้เงินหนึ่งล้านบาท

นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง ปรามาสว่า “ ลุงแก่ๆคนนี้น่ะหรือจะมาทำเรื่องแบบนี้สำเร็จ ”

วันหนึ่งตำรวจสันติบาลมาหา  ถามลุงเฉลียวว่า “ ไปรับเงินใครมาเคลื่อนไหว ”

ท่ามกลางความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น ลุงเฉลียวตัดสินใจเดินหน้าต่อสู้อย่างไม่พรั่นพรึง

ฝ่ายหนึ่งผู้เสียผลประโยชน์ คือ ทุนผนวกกับอำนาจของราชการ อีกฝ่าย คือลุงคนเล็กๆที่มีลูกเมียและชาวบ้านที่รักความเป็นธรรมยืนเคียงข้าง  สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลปกครอง  ทางกรมที่ดินอ้างต่อศาลว่า ลุงเฉลียวไม่มีสิทธิฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ลุงเฉลียวยืนยันต่อศาลว่า พื้นที่ชุ่มน้ำพันกว่าไร่บริเวณนี้เขาเห็นมาตั้งแต่เล็ก เกิดมาก็ได้อาศัย น้ำอาบ น้ำกิน น้ำใช้ ได้จับปลาและสัตว์น้ำจากพื้นที่แห่งนี้ ที่ถูกจับจองเป็นสมบัติส่วนตัวไปหมดแล้ว

สิบกว่าปีผ่านมา การต่อสู้ในศาลปกครองสิ้นสุดลง ลุงเฉลียวยืนหยัดให้การต่อศาล โดยไม่ต้องอาศัยทนายเลย ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมที่ดินยกเลิกการออกโฉนดในพื้นที่สาธารณะทั้งหมด

พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นของชาวบ้านมาแต่เดิมจำนวนพันกว่าไร่ คืนกลับมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้งท่ามกลางความปิติของประชาชนในย่านนั้น ในวันนี้พื้นที่นี้ กลายเป็นป่าใหญ่ห้อมล้อมบึงสาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนในอดีต

จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสมบัติสาธารณะ บวกกับการตัดสินใจ และใช้ความกล้าหาญ และความพยายามส่วนตนไปทำหน้าที่ ที่ควรทำโดยไม่ยำเกรงต่ออันตรายที่อาจมาถึงตัว ทำให้เกิดผลอันควรภาคภูมิใจ แล้วกลับไปทำงานเป็นกรรมกรรับจ้าง อย่างเงียบๆ โดยไม่คิดถึงผลตอบแทนส่วนตัวใดๆ

มีคนไปถามลุงเฉลียวว่า

“ ทำไมลุงเสี่ยงชีวิตมาทำเรื่องแบบนี้ ”

ลุงตอบซื่อๆว่า

“ ทำก่อนตาย ตายแล้วไม่ได้ทำ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s