ที่พูดนั้นไม่ใช่ ที่ใช่คือที่ทำ

20180413_notwhatyousay

มีใครบ้างที่เชื่อว่า คุณทักษิณ ชินวัตร  ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่แทรกแซง ไม่มีอิทธิพลเหนือพรรคเพื่อไทยตามที่เจ้าตัวประกาศ

มีใครบ้างที่เชื่อว่า นาฬิกาหรู 25 เรือนนั้น เจ้าตัว “ ยืมเพื่อน ” มาใส่

มีใครบ้างที่เชื่อว่า เจ้าสัวบริษัทก่อสร้างใหญ่เข้าไปที่ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกเพื่อไปทัศนศึกษาไม่ใช่ไปล่าสัตว์

มีใครบ้างที่เชื่อว่า อดีต ผบ.ตร. ยืมเงินเจ้าของ วิคตอเรีย ซีเครท โดยไม่รู้ว่าผู้ให้ยืมได้เงินมาจากไหน

มีใครบ้างที่เชื่อว่า ตำแหน่งสำคัญของวงการตำรวจ เช่นตำแหน่งผู้กำกับ  ตำแหน่งผู้บังคับการจังหวัด คนที่ครองตำแหน่งล้วนแล้วแต่ได้รับตำแหน่งมาด้วยคุณธรรม ความสามารถ ไม่ใช่ได้มาด้วยการวิ่งเต้นจ่ายเงินมากน้อยตามลำดับความสำคัญของตำแหน่ง

มีข้อคิดว่า “ สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง  สิ่งที่พูดนั้น ไม่ใช่ ”

ผู้คนรับรู้ว่า บรรดาอดีต ส.ส.  อดีตกรรมการพรรคเพื่อไทยบินไปหา นักโทษหนีอาญาแผ่นดินกันขวักไขว่ ทั้งที่ดูไบ ที่ฮ่องกง ที่สิงคโปร์  ที่จีน พวกเขาไปทำอะไรกัน ไปเพื่อเสนอนายให้รู้ว่า “ ผมยังอยู่กับนายนะ ”  ไปเพื่อบอกกล่าวว่า “ อย่าทิ้งผมนะ ”  ไปเพื่อจะสอบถามว่า “ ตกลงท่านจะให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคกันแน่ ”  ไปเพื่อให้คนเป็นนายรับรู้ว่า “ ผมไม่ได้หนีไปไหน ”  ไปเพื่อขอฟังการชี้แนะว่า “ พรรคเราจะเดินหน้าต่อไปยังไงดี ”  ไปเพื่อที่จะประเมินว่าท่อน้ำเลี้ยงยังมีอยู่   และน้ำจะไหลลื่นหรือไหลกะปริด- กะปรอย จะมีใครสักคนไหมที่ไปเพื่อบอกว่า “ ท่านครับ  ป๋าเหนาะฝันว่าท่านจะได้กลับประเทศไทย ดังนั้นทำความฝันของป๋าเหนาะ ให้เป็นจริงเสียทีเถอะ คือกลับเมืองไทยไปรับอาญาแผ่นดินตามคำพิพากษาของศาล ”

ผู้คนรับรู้ว่า คนระดับรองนายกรัฐมนตรีสวมใส่นาฬิกาหรู 25 เรือน แต่ไม่เชื่อว่ายืมเพื่อนมาใส่ เพราะคนระดับนี้จะอับจนถึงขนาดต้องยืมนาฬิกาเพื่อนเชียวหรือ  ยืมเพื่อนสักเรือนสองเรือนยังพออนุโลม แต่ยืมถึง 25 เรือนนี่สุดจะรับได้ แถมบอกว่าเพื่อนที่ให้ยืมตายไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้ข้ออ้างเรื่องการยืมเพื่อนกลายเป็นเรื่องเชื่อไม่ได้

ผู้คนรับรู้ว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไปจับได้คาหนังคาเขา ทั้งซากเสือดำ ซากไก่ฟ้า อาวุธ กระสุน และเครื่องครัวเพื่อปรุงอาหาร ต่อให้เจ้าตัวอมพระทั้งวัดมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่า “ เข้าป่าเพื่อไปทัศนศึกษา ”

แม้เรื่องตำแหน่งสำคัญในวงการตำรวจที่ซื้อขายกันโจ๋งครึ่มตำแหน่งละ 20-50 ล้านบาท แถมยังต้องจ่ายเป็นรายเดือนอีกมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อันเป็นแหล่งโลกีย์ทั้งหลาย  เช่น บางรัก ห้วยขวาง สุทธิสาร พัทยา เป็นต้น

ความจริงกับวาทกรรม จึงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

คนที่ทำผิดพลาดนั้น ขณะที่ทำเขาคิดว่าคนอื่นไม่รู้ จึงกล้าทำ  ครั้นพอมีคนจับได้ไล่ทัน เขาจะปฏิเสธ ด้วยการเฉไฉไปทางอื่น หากพยานแวดล้อมยืนยัน เขาก็จะรับบางส่วน เพื่อไม่ต้องรับโทษเต็มๆ  ถ้ามีกำลังทางการเงินเพียงพอ เขาอาจปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แล้วเอาตัวเองไปไกลให้พ้นเงื้อมมือของกฎหมาย

โชคดีที่เมืองไทยวันนี้  มีการสื่อสารผ่านมือถือ ที่สามารถเอกซเรย์พฤติกรรมบุคคลได้ด้วยการถ่ายรูป  บันทึกเสียง เผยแพร่ได้ฉับพลัน ทำให้วาทกรรมแก้ตัวทั้งหลาย ไม่มีคนเชื่อ

มีบทเรียนมากต่อมาก ที่ชี้ให้เห็นว่า “ มาตรฐานแต่เพียงประการเดียวที่จะวัดความเป็นจริงได้ คือการปฏิบัติไม่ใช่การพูด

ถึงกระนั้นก็ยังมีวาทกรรมโกหกหลอกลวงปลิ้นปล้อนปรากฏให้เห็นมากมายจนกลายเป็นความคุ้นชินอย่างหนึ่งของสังคมไทย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

บทเรียนแรงๆ

20180411_lessons

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับโรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  เป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานสูงมากในการให้บริการ ได้รับรางวัลระดับโลกหลายครั้งหลายหนในการบริการยอดเยี่ยม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป      

นอกจากบริการที่สะดวก สะอาด สุภาพ  สบายและรวดเร็วแล้ว อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการบริการลูกค้าจะต้องไม่มีตำหนิใดๆเลย

ครั้งหนึ่งผู้จัดการใหญ่ของโรงแรม  เห็นพนักงานบริการเอาจานที่มีรอยบิ่นขอบจานมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า  จึงเรียกผู้จัดการแผนกเอฟแอนด์บีมาหา แล้วถามว่า

ทำไมเอาจานบิ่นมาเสิร์ฟลูกค้า

มันยังใช้ได้อยู่ ”      ผู้จัดการแผนกตอบ

งั้นคุณไปในครัวดูว่ามีจานชามบิ่นกี่ใบ  ขนมาให้หมด ”   ผู้จัดการใหญ่สั่งการทันที

เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่  ลูกน้องขนจานชามบิ่น 10 กว่าใบมาวางตรงหน้า

โดยไม่มีใครคาดคิด  ผู้จัดการใหญ่ยกจานชามบิ่นทั้งหมดนั้นทิ้งลงไปกับพื้นปูน เสียงดังสนั่น จานชามแตกกระจายไปทั่ว    แล้วบอกว่า

นี่ไง  มันใช้ไม่ได้แล้ว

นี่คือการให้บทเรียนแรงๆกับลูกน้อง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ไม่มีพนักงานบริการคนใดเอาจานชามบิ่นไปเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าอีกเลย

เรื่องที่เกิดขึ้น  กลายเป็นเรื่องเล่าที่เอามาเล่ากันต่อ จนรับรู้กันไปทั่วทั้งโรงแรม ( Talk of the Hotel )

ความจริงผู้จัดการใหญ่  อาจเพียงแต่สั่งการลงไปว่า ต่อไปนี้ ห้ามนำจานชามบิ่นมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าเป็นอันขาด  มันก็คงมีผลพอสมควร เพราะคนสั่งเป็นเบอร์หนึ่งของโรงแรม แต่ผู้จัดการใหญ่ ใช้วิธีแรงๆ อย่างนี้เพื่อเตือนสติพนักงานทุกคนให้ตระหนักในความรับผิดชอบว่าอย่าทำเช่นนั้นอีก มันเป็นการตอกย้ำที่กระทบใจแบบไม่รู้ลืม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

จะเรียกร้องอะไรนักหนา

20180410_askingfor

เมื่อปี 2556  ต่อ 2557 นั้น  ผู้เขียนขึ้นเวทีปราศรัยของมวลมหาประชาชนตั้งแต่วันแรก  31 ตุลาคม2556 ที่เปิดเวที ณ ซอกมุมแห่งหนึ่งตรงสถานีรถไฟสามเสน แล้วย้ายเวทีไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อเนื่องไปถึงการแตกเป็น 7 เวที ที่ใช้คำว่า SHUT DOWN  BANGKOK

การปราศรัยในประเด็น “ นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ” ขยายตัวกลายเป็นการปฏิเสธรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยพฤติกรรมหลายอย่างที่สังคมรับไม่ได้ เช่น โครงการจำนำข้าว  โครงการกู้เงิน 3 ล้านล้านบาท ทำรถไฟความเร็วสูง โครงการเมกะน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ฯลฯ

เหตุการณ์ไปไกลจนถึงผู้คนเข้าร่วมเดินขบวนขับไล่รัฐบาลจำนวนหลายล้านคน  ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 เป็นครั้งแรก วันที่ 9 ธันวาคม 2556 เป็นครั้งที่สอง และในวันที่ 29 มีนาคม  2557 เป็นครั้งที่สาม ประมาณว่าผู้คนเข้าร่วมเดินขบวนแต่ละครั้งมีไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน

ถึงขนาดนั้นแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังทู่ซี้อยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างไม่เป็นธรรม มีผลให้ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  พ้นจากตำหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 7 พฤษภาคม 2557  แต่รัฐบาลนั้นก็ยังเกาะเก้าอี้แน่นไม่ยอมไปพ้นจากตำแหน่ง ในขณะที่ประชาชนผู้ชุมนุมโดยสงบถูกปืน ระเบิด  แก๊สน้ำตา จนตายไป 22 คน บาดเจ็บนับพันคน

ในช่วงนั้น  ผู้เขียนได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค ทั้งภาพและถ้อยคำออกมาเป็นระยะๆ  เพื่อรายงานเหตุการณ์ และความเห็นต่อสาธารณะ ปรากฏว่าเพื่อนเฟสบุ๊คล้วนให้กำลังใจ และชื่นชมในการยืนหยัดสู้กับรัฐบาลอธรรมอย่างไม่ระย่อ

แต่มีอาจารย์อาวุโสคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น มีปฏิกิริยาด้วยการตั้งคำถามแชทตรงกับผู้เขียนหลายหนด้วยคำว่า “ แล้วไงต่อไป  แล้วไงต่อไป

ผู้เขียนต้องอธิบายตอบกลับไปว่า  เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดเกมทั้งหมด เรามีสถานะเป็นพลังกดดันทางการเมืองโดยสะท้อนเจตจำนงของประชาชนให้ปรากฏอย่างมีพลัง  อะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ยังเป็นเรื่องของรัฐบาลและบริวารทั้งหลายของรัฐบาล ที่เราไม่สามารถไปควบคุมได้

ทั้งๆที่อธิบายไปอย่างนั้นแล้ว อาจารย์ก็ยังเรียกร้องให้ผมตอบว่า “ แล้วไงต่อไป ” เป็นคำถามที่เหมือนจะขอให้ผู้เขียนตอบแบบฟันธงว่าจะเผด็จศึกยังไง จนผู้เขียนรู้สึกหงุดหงิดและหยุดการสื่อสารไปเลย

ย้อนหลังกลับไปอีก ช่วงก่อนหน้านั้น การต่อสู้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในเวทีรัฐสภา ในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็เข้มข้นดุเดือดพอสมควร  ผู้เขียนเดินทางไปพักผ่อนที่เชียงใหม่กับเพื่อนรัฐศาสตร์จุฬาฯ ด้วยกัน จำนวน 40 กว่าคน ได้ไปเดินที่กิ่วแม่ปานบนดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นนิรมิตอันงดงามของธรรมชาติระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าแบบสวาน่า แล้วผู้เขียนได้บรรยายความงามทางธรรมชาติเป็นกาพย์ยานี 11 ประกอบภาพถ่าย 21 ภาพของกิ่วแม่ปาน โดยนำลงเฟสบุ๊คด้วย

ปรากฏว่า มีเพื่อนจุฬาฯ ร่วมรุ่นที่จบจากคณะนิเทศศาสตร์ (ชื่อเดิมคือ แผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์) เธอโพสต์แชทผ่านเฟสบุ๊คด้วยอาการไม่พอใจว่า

บ้านเมืองมีปัญหาวิกฤต แต่ประสารยังชมนกชมไม้ ชมธรรมชาติ ราวกับไม่มีอะไรจะทำ

เห็นอย่างนี้  ผู้เขียนหงุดหงิดขึ้นมาทันที  นึกในใจว่า ใจคอเธอจะกำหนดให้ผู้เขียนใช้ทุกลมหายใจเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างรวมศูนย์  โดยไม่ต้องไปทำอะไรอื่นให้เสียเวลา

สองตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นนี้ เป็นข้อเรียกร้องจากเพื่อนมิตรที่ ทำให้ผู้เขียนมานึกในใจว่า จะมาเรียกร้องอะไรกันนักหนาจากผู้เขียน  ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้มีอำนาจบารมีที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ อย่างเก่งก็แค่ส่งเสียงร้องร่วมกับคนอื่นๆ ในประเด็นที่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกัน

แต่เมื่อมาคิดดูอีกที ก็พบว่า ทั้งอาจารย์และเพื่อนที่มีความเห็นเช่นนั้น

  1. เขาเปิดเผยและตรงไปตรงมายิ่งนักกับผู้เขียน ไม่ต้องไปพูดผ่านใคร แต่ใช้วิธีโพสต์ความเห็นตรงเข้ามาเลย โดยไม่เกรงว่าผู้เขียนจะโกรธ  นี่นับเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของความเป็นกัลยาณมิตร ที่กล้าเอ่ยคำขวางหู
  2. เขาทั้งสองคนให้คุณค่ากับผู้เขียนมาก  เขาเห็นว่าผู้เขียนมีบทบาทสำคัญอยู่ในขั้นที่สามารถกำหนดความเป็นไปของเหตุการณ์ได้  ที่เขากล้าพูดกับผู้เขียนไม่ไปเรียกร้องกับคนอื่น ก็เพราะเขาให้ราคากับผู้เขียนนั่นเอง

คิดได้อย่างนี้ ความหงุดหงิดก็คลายไป กลายเป็นความเข้าใจในเจตนาทางบวกของอาจารย์อาวุโสและเพื่อนจุฬาฯ คนนี้


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES