ยกระดับวาทกรรม  ให้เป็นการกระทำ

20180304_words

โลกใบนี้ฟุ้งเฟ้อไปด้วยวาทกรรมนานา ยิ่งคนแต่ละคนเป็นผู้ครอบครองเครื่องมือสื่อสารด้วยตนเอง คือหน้าจอไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟน ก็ยิ่งสะดวกได้  สบายดี  ในการสื่อสารผ่านจอด้วยวาทกรรมที่แล้วแต่จะเสกสรรขึ้น

ในหน่วยงานราชการ เราอาจได้ยินเสียงก่นด่าผู้บริหารที่กินสินบาทคาดสินบน กินไม่รู้จักพอ โกงไม่รู้จักอิ่ม

ในวงการกาแฟ เราอาจได้ฟังคนสบถคำด่านักการเมือง หรือผู้ปกครองประเทศอย่างเมามันในอารมณ์ว่าปลิ้นปล้อนหลอกลวง หรือทุจริตมโหฬาร

ในหน้าจอไฟฟ้า เราได้เห็นถ้อยคำและข้อความในเฟสบุ๊ค ในไลน์ หรือในอินสตาแกรมที่เอ่ยประนามความสามานย์ของใครต่อใครเต็มไปหมด

แต่แล้วคำพูด หรือวาทกรรมต่างๆ ที่เห็นผ่านตา ได้ยินผ่านหู แล้วลอยหายไปในอากาศโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เห็นก็มีแต่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้ปลดปล่อย ผู้อ่านหรือผู้ฟังได้ผสมโรงหรือได้ความสะใจ

สังคมส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ คือดีแต่กล้าพูดไม่ค่อยมีคนกล้าทำ ด้วยเหตุนี้หรือมิใช่ที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งวาทกรรมที่กระจายฟุ้งไปทั่ว

เมื่อเด็กสาวเล็กๆสองคนเห็นความฉ้อฉลอยู่ตำตา เธอไม่หยุดอยู่แค่วาทกรรม แต่ได้ยกระดับจาก วาทกรรมเป็นการกระทำ จึงกลายเป็นจารึกประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนราชการไทยทั้งระบบ

ในฐานะนิสิตนักศึกษาฝึกงาน จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม น้องแบม หรือ น.ส. ปณิดา ยศปัญญา  อายุ 23 ปี และ น.ส. ณัฐกานต์  หมื่นพล ขณะไปฝึกงานโดยไม่มีเงินเดือน ที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่จังหวัดขอนแก่นในหน้าที่พัฒนาชุมชน เธอทั้งสองถูกสั่งให้ปลอมแปลงเอกสารข้อมูลสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยเอกสารผู้ติดเชื้อ โดยให้คัดลอกและลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินมากกว่า 2,000 ชุด รวมเป็นจำนวนเงินมากกว่า 6.9 ล้านบาท

หากเด็กสาวทั้งสองจะคล้อยตามคำสั่ง เธอก็อาจจะทำพอให้ผ่านพ้นไป แล้วเรื่องก็จะเงียบหายไปกับสายลมเหมือนที่เคยทำกันมา หากเธอทั้งสองจะบ่นจะนินทานายลับหลัง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งๆที่เป็นเด็กฝึกงาน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีฐานะใดๆ ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีใครหนุนหลัง แต่ด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อเงินของแผ่นดิน ต่อชะตากรรมคนยากคนจนที่ไร้ที่พึ่ง เธอทั้งสองเลือกเอาการลงมือทำเป็นแนวทางของเธอ

เพื่อความถูกต้อง และเป็นความรอบคอบของเธอเอง เธอปรึกษาพ่อแม่ ญาติพี่น้องก่อนที่จะทำเรื่องร้องเรียนต่อ คสช. และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงข้อมูลและพฤติกรรมฉ้อฉลของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น

จุดตั้งต้นเล็กๆ ตรงนี้ ขยายผลไปสู่การตรวจสอบศูนย์ไร้ที่พึ่งกว่า 30 จังหวัด ได้พบพฤติกรรม   ทำนองเดียวกัน และมีผลถึงขนาดรัฐบาลมีคำสั่งโยกย้ายปลัดและรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.)   ปรากฏเป็นข่าวสั่นสะเทือนราชการทั้งกระทรวง

“ ตอนที่ตัดสินใจว่าต้องร้องเรียน คือคิดถึงอนาคตของตัวเอง คิดถึงประชาชน 2,000 คนที่เรากรอกเอกสารเป็นลายมือเรา เรารู้สึกผิดถ้าเราเมินเฉย สิ่งที่คุณทำเพื่อประชาชนมันก็เสียเปล่า แล้วประชาชนจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ จริงอยู่ที่ระบบมีปัญหา แต่มันอยุ่ที่ตัวเราเองมากกว่าที่จะเลือกทำในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ”        

                                                                               ( สัมภาษณ์  ปณิดา  ยศปัญญา / The Standard )

นี่คือความกล้าหาญทางจริยธรรมของเด็กเล็กๆเพียงหนึ่งหรือสองคนที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว แทนการพูด การบ่น การก่นด่า คือการลงมือทำ ด้วยการเปิดเผยและร้องเรียน ในที่สุดสังคม ต่างขานรับในทางบวกทั่วทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน เป็นการประจานระบบราชการไทยที่เปิดช่องให้แก่การทำมาหากินจากเงินภาษีของประชาชน และเบียดบังเงินพึงได้ของคนจนอย่างไร้ยางอาย

ในที่นี้ยังมีแง่คิดน่าสนใจอีกว่า “ ระบบมีปัญหา แต่อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่าที่จะเลือกทำ ”

แปลว่า ระบบมันมีของมันอย่างนั้น จะดีจะชั่วมันก็คงมีอยู่ แล้วทำไมคนเราจะต้องไปจำนนต่อระบบ ถ้าเด็กสองคน ยอมแพ้ต่อระบบด้วยการวางเฉย เรื่องราวจะขยายผลถึงวันนี้ได้อย่างไร

คุณวิเชียร  ชิณวงษ์  เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ไม่นิ่งเฉยต่อพฤติกรรมล่าสัตว์ของพรานบรรดาศักดิ์ หากแต่ได้นำกำลังเข้าไปตักเตือนนายพรานให้ออกจากพื้นที่หวงห้าม แต่เมื่อแข็งขืน จึงลงมือจับกุม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ทำให้ตื่นตัวกันทั้งประเทศในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า

คุณอาทิวราห์  คงมาลัย  หรือตูน บอดี้สแลม ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพียงบอกว่า “ ก้าวคนละก้าว จากเบตงถึงแม่สาย ช่วย 11 โรงพยาบาล ” แล้วออกเหงื่อออกแรงด้วยกำลังขากำลังแขนและกำลังแรงทั้งหมดของตนเองกลายเป็นวีรกรรมที่จับจิตจับใจผู้คนทั้งประเทศ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าใครๆ ที่ส่งเสียง วิพากย์วิจารณ์ในทางลบ

ใช่หรือไม่ว่า สังคมไทยวันนี้ เป็นทะเลแห่งวาทกรรมที่ว่างเปล่า เป็นลมฟ้าอากาศที่เต็มไปด้วย    คำประนาม พร่ำบ่น เต็มไปหมด

ถ้าไม่มีการตัดสินใจของเด็กสาวทั้งสองคนที่ลงมือทำเรื่องร้องเรียน ถ้าไม่มีการตัดสินใจของคุณวิเชียร ชิณวงษ์ ที่พาคณะเข้าไปจับกุมพรานล่าเสือดำ ถ้าไม่มีการตัดสินใจของตูน บอดี้สแลม ที่จะลงวิ่งบนถนนตามโครงการก้าวคนละก้าว ไฉนจะได้เห็นผลพวงแห่งความกล้าหาญทางจริยธรรมอันยิ่งใหญ่

สิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างแท้จริงไม่ใช่วาทกรรม แต่คือการลงมือกระทำด้วยเหงื่อแรงอย่างแท้จริง

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ผู้เขียนบทความนี้ก็นับเนื่องเป็นหนึ่งอยู่ในบรรดาผู้ผลิตวาทกรรมนั้นด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s