ตำรวจไทยกับแพทย์แคนาดา

 

20180318_canadiandoctors

ในขณะที่ตำรวจไทย โดยกรรมการปฏิรูปตำรวจ เสนอว่า เพื่อให้ตำรวจมีรายได้พอกินพอใช้ ไม่ไปรีดไถเรียกส่วย จึงเตรียมเสนอรัฐบาลให้ปรับเงินเดือนตำรวจขึ้น โดยตำรวจชั้นประทวน ควรได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท ส่วนตำรวจระดับสัญญาบัตร ควรได้รับเงินเดือน 33,000 บาท

ความจริงรายได้ตำรวจนี้ยังไม่ใช่รายได้สุทธิ เพราะยังมีเงินค่าตำแหน่งอีกกว่า 3,000 บาท และมีเงินค่าปรับสำหรับสายงานปราบปราม สืบสวน จราจร และรางวัลนำจับ

เฉลี่ยแล้วรายได้ตำรวจชั้นประทวนจะอยู่ที่เดือนละ 25,000 บาท  รายได้ตำรวจสัญญาบัตรจะได้เดือนละ 46,000 บาท

ได้มากหรือได้น้อย พอใช้หรือไม่พอใช้โปรดพิจารณากันดู

การเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจของประชาชนทั่วประเทศนั้น ไม่ได้มีการเสนอให้ปรับเงินเดือนตำรวจ แต่เน้นว่าการสอบสวนผู้กระทำความผิดควรเป็นหน่วยงานอิสระจากตำรวจ และตำรวจที่มีหน้าที่ตามภารกิจต่างๆ ต้องย้ายไปอยู่สังกัดที่ มีหน้าที่โดยตรง เช่น ตำรวจรถไฟไปอยู่กับการรถไฟแห่งประเทศไทย  ตำรวจป่าไม้ไปสังกัดกรมป่าไม้ ตำรวจน้ำไปสังกัดกรมเจ้าท่า แต่แล้ว 2 ประเด็นควรปฏิรูปนี้กลับไม่ได้รับความไยดีใดๆ เลย

การปฏิรูปตำรวจถกเถียงกันมาเข้าปีที่ 4 แล้ว แต่ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งๆที่เป็นประเด็นใจกลางของปัญหาที่ประชาชนเรียกร้องมากที่สุดให้มีการปฏิรูปตำรวจเป็นลำดับแรกก่อนด้านอื่นใด

ขอตัดภาพมาที่ข่าวสารเรื่องแพทย์แคนาดารวมตัวกันประท้วงในเรื่องที่ผู้คนแปลกใจกันไปทั่วทั้งโลก

อ้างอิงเว็บประชาไท  เมื่อวันที่ 10 มีนาคม  2561 รายงานว่ากลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและบุคลากรที่เกี่ยวข้องมากกว่า 700 คน ลงนามเป็นบัญชีหางว่าว คัดค้านการขึ้นเงินเดือนตัวเอง และเรียกร้องให้นำเงินเหล่านั้นไปช่วยอาชีพสาธารณสุขที่ได้รับน้อยกว่า เช่น พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆรวมถึงคนไข้ที่มีความจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา

ในจดหมายเปิดผนึก พวกเขาระบุว่าในฐานะแพทย์แห่งรัฐเคอเบค พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับเงินเดือนที่สหพันธ์แพทย์เป็นผู้เจรจาในครั้งล่าสุดและได้มาเมื่อเร็วๆนี้

พวกเขาคัดค้าน โดยชี้ว่า “ แทนที่จะขึ้นเงินเดือนในตำแหน่งระดับพวกเขา ควรจะเอาทรัพยากรไปกระจายให้กับคนดูแลงานบริการและเอาเงินให้กับระบบสาธารณสุขที่เหมาะสมกับชีวิตชาวเคอเบค”

พวกเขา ชี้การขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ว่า “ สูงเกินไป และไม่เหมาะสม ”

ใช่หรือไม่ว่า บรรดาการเรียกร้องและประท้วงทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าอาชีพไหน ล้วนแล้วแต่มีจุดตั้งต้นที่ “ รายได้ไม่พอจ่าย ” ของตนเอง  สหภาพแรงงานทั่วทั้งโลกเป็นเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอะไร เพราะสหภาพมีหน้าที่โดยตรงในการต่อรองค่าจ้างเงินเดือนให้กับพนักงาน

แต่การประท้วงของแพทย์แคนาดาครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาจริยธรรมเท่านั้น แต่เป็นการมองการณ์ไกลไปถึงระบบบริการของบุคลากรทางสาธารณสุขทั่วทั้งหมด ที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม เข้าถึงและเสมอภาค

ตำรวจไทยจะเคยได้อ่านข่าวสารเรื่องนี้บ้างหรือไม่ ถ้าได้อ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร

ทำไมผู้คนทางการแพทย์กว่า 700 คน ถึงมีจิตหนึ่งใจเดียวกันไม่ต้องการให้ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ถ้าไม่ใช่สายตาที่ยาวไกลของแพทย์เหล่านั้น ที่ไปพ้นจากความเห็นแก่ตัว มองไปสู่ระบบสาธารณสุขที่ควรอวยประโยชน์ได้ดียิ่งกว่านี้

นานๆ จะมีการประท้วงที่เป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจอันสวยงามยิ่งนัก


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ยกระดับวาทกรรม  ให้เป็นการกระทำ

20180304_words

โลกใบนี้ฟุ้งเฟ้อไปด้วยวาทกรรมนานา ยิ่งคนแต่ละคนเป็นผู้ครอบครองเครื่องมือสื่อสารด้วยตนเอง คือหน้าจอไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟน ก็ยิ่งสะดวกได้  สบายดี  ในการสื่อสารผ่านจอด้วยวาทกรรมที่แล้วแต่จะเสกสรรขึ้น

ในหน่วยงานราชการ เราอาจได้ยินเสียงก่นด่าผู้บริหารที่กินสินบาทคาดสินบน กินไม่รู้จักพอ โกงไม่รู้จักอิ่ม

ในวงการกาแฟ เราอาจได้ฟังคนสบถคำด่านักการเมือง หรือผู้ปกครองประเทศอย่างเมามันในอารมณ์ว่าปลิ้นปล้อนหลอกลวง หรือทุจริตมโหฬาร

ในหน้าจอไฟฟ้า เราได้เห็นถ้อยคำและข้อความในเฟสบุ๊ค ในไลน์ หรือในอินสตาแกรมที่เอ่ยประนามความสามานย์ของใครต่อใครเต็มไปหมด

แต่แล้วคำพูด หรือวาทกรรมต่างๆ ที่เห็นผ่านตา ได้ยินผ่านหู แล้วลอยหายไปในอากาศโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เห็นก็มีแต่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้ปลดปล่อย ผู้อ่านหรือผู้ฟังได้ผสมโรงหรือได้ความสะใจ

สังคมส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ คือดีแต่กล้าพูดไม่ค่อยมีคนกล้าทำ ด้วยเหตุนี้หรือมิใช่ที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งวาทกรรมที่กระจายฟุ้งไปทั่ว

เมื่อเด็กสาวเล็กๆสองคนเห็นความฉ้อฉลอยู่ตำตา เธอไม่หยุดอยู่แค่วาทกรรม แต่ได้ยกระดับจาก วาทกรรมเป็นการกระทำ จึงกลายเป็นจารึกประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนราชการไทยทั้งระบบ

ในฐานะนิสิตนักศึกษาฝึกงาน จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม น้องแบม หรือ น.ส. ปณิดา ยศปัญญา  อายุ 23 ปี และ น.ส. ณัฐกานต์  หมื่นพล ขณะไปฝึกงานโดยไม่มีเงินเดือน ที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่จังหวัดขอนแก่นในหน้าที่พัฒนาชุมชน เธอทั้งสองถูกสั่งให้ปลอมแปลงเอกสารข้อมูลสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยเอกสารผู้ติดเชื้อ โดยให้คัดลอกและลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินมากกว่า 2,000 ชุด รวมเป็นจำนวนเงินมากกว่า 6.9 ล้านบาท

หากเด็กสาวทั้งสองจะคล้อยตามคำสั่ง เธอก็อาจจะทำพอให้ผ่านพ้นไป แล้วเรื่องก็จะเงียบหายไปกับสายลมเหมือนที่เคยทำกันมา หากเธอทั้งสองจะบ่นจะนินทานายลับหลัง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งๆที่เป็นเด็กฝึกงาน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีฐานะใดๆ ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีใครหนุนหลัง แต่ด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อเงินของแผ่นดิน ต่อชะตากรรมคนยากคนจนที่ไร้ที่พึ่ง เธอทั้งสองเลือกเอาการลงมือทำเป็นแนวทางของเธอ

เพื่อความถูกต้อง และเป็นความรอบคอบของเธอเอง เธอปรึกษาพ่อแม่ ญาติพี่น้องก่อนที่จะทำเรื่องร้องเรียนต่อ คสช. และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงข้อมูลและพฤติกรรมฉ้อฉลของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น

จุดตั้งต้นเล็กๆ ตรงนี้ ขยายผลไปสู่การตรวจสอบศูนย์ไร้ที่พึ่งกว่า 30 จังหวัด ได้พบพฤติกรรม   ทำนองเดียวกัน และมีผลถึงขนาดรัฐบาลมีคำสั่งโยกย้ายปลัดและรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.)   ปรากฏเป็นข่าวสั่นสะเทือนราชการทั้งกระทรวง

“ ตอนที่ตัดสินใจว่าต้องร้องเรียน คือคิดถึงอนาคตของตัวเอง คิดถึงประชาชน 2,000 คนที่เรากรอกเอกสารเป็นลายมือเรา เรารู้สึกผิดถ้าเราเมินเฉย สิ่งที่คุณทำเพื่อประชาชนมันก็เสียเปล่า แล้วประชาชนจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ จริงอยู่ที่ระบบมีปัญหา แต่มันอยุ่ที่ตัวเราเองมากกว่าที่จะเลือกทำในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ”        

                                                                               ( สัมภาษณ์  ปณิดา  ยศปัญญา / The Standard )

นี่คือความกล้าหาญทางจริยธรรมของเด็กเล็กๆเพียงหนึ่งหรือสองคนที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว แทนการพูด การบ่น การก่นด่า คือการลงมือทำ ด้วยการเปิดเผยและร้องเรียน ในที่สุดสังคม ต่างขานรับในทางบวกทั่วทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน เป็นการประจานระบบราชการไทยที่เปิดช่องให้แก่การทำมาหากินจากเงินภาษีของประชาชน และเบียดบังเงินพึงได้ของคนจนอย่างไร้ยางอาย

ในที่นี้ยังมีแง่คิดน่าสนใจอีกว่า “ ระบบมีปัญหา แต่อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่าที่จะเลือกทำ ”

แปลว่า ระบบมันมีของมันอย่างนั้น จะดีจะชั่วมันก็คงมีอยู่ แล้วทำไมคนเราจะต้องไปจำนนต่อระบบ ถ้าเด็กสองคน ยอมแพ้ต่อระบบด้วยการวางเฉย เรื่องราวจะขยายผลถึงวันนี้ได้อย่างไร

คุณวิเชียร  ชิณวงษ์  เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ไม่นิ่งเฉยต่อพฤติกรรมล่าสัตว์ของพรานบรรดาศักดิ์ หากแต่ได้นำกำลังเข้าไปตักเตือนนายพรานให้ออกจากพื้นที่หวงห้าม แต่เมื่อแข็งขืน จึงลงมือจับกุม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ทำให้ตื่นตัวกันทั้งประเทศในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่า

คุณอาทิวราห์  คงมาลัย  หรือตูน บอดี้สแลม ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพียงบอกว่า “ ก้าวคนละก้าว จากเบตงถึงแม่สาย ช่วย 11 โรงพยาบาล ” แล้วออกเหงื่อออกแรงด้วยกำลังขากำลังแขนและกำลังแรงทั้งหมดของตนเองกลายเป็นวีรกรรมที่จับจิตจับใจผู้คนทั้งประเทศ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าใครๆ ที่ส่งเสียง วิพากย์วิจารณ์ในทางลบ

ใช่หรือไม่ว่า สังคมไทยวันนี้ เป็นทะเลแห่งวาทกรรมที่ว่างเปล่า เป็นลมฟ้าอากาศที่เต็มไปด้วย    คำประนาม พร่ำบ่น เต็มไปหมด

ถ้าไม่มีการตัดสินใจของเด็กสาวทั้งสองคนที่ลงมือทำเรื่องร้องเรียน ถ้าไม่มีการตัดสินใจของคุณวิเชียร ชิณวงษ์ ที่พาคณะเข้าไปจับกุมพรานล่าเสือดำ ถ้าไม่มีการตัดสินใจของตูน บอดี้สแลม ที่จะลงวิ่งบนถนนตามโครงการก้าวคนละก้าว ไฉนจะได้เห็นผลพวงแห่งความกล้าหาญทางจริยธรรมอันยิ่งใหญ่

สิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างแท้จริงไม่ใช่วาทกรรม แต่คือการลงมือกระทำด้วยเหงื่อแรงอย่างแท้จริง

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ผู้เขียนบทความนี้ก็นับเนื่องเป็นหนึ่งอยู่ในบรรดาผู้ผลิตวาทกรรมนั้นด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คิดอีกครั้ง

20180302_thinkagain

เหตุเกิดเมื่อคืนนี้  

เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์เย็นวันอบรมหลักสูตรผู้บริหารของสถาบันแห่งหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะพบและร่วมเรียนกัน 4 บ่าย (สี่สัปดาห์)  ได้เวลาที่จะสรรหาประธานรุ่น เพื่อเป็นตัวแทนทำหน้าที่ ดำเนินกิจกรรมของรุ่นต่อไป

สุธี  เพื่อนที่เอางานเอาการของรุ่นมาขอร้องผู้เขียนในฐานะผู้อาวุโสและคงคิดว่าน่าจะพูดจาเป็นหลักเป็นฐานได้กับกลุ่มเพื่อนๆ โดยเขาชี้แจงว่า “ ตอนนี้พวกเราคุยกันหมดแล้ว ตกลงว่าจะให้พี่สุทัศน์ (นามสมมุติ) เป็นประธานรุ่น ไม่มีใครขัดข้อง โดยจะมีพี่สุธาและพี่สุนทร( นามสมมุติ) เป็นรองประธานรุ่น อาจารย์ช่วยพูดชี้แจงผ่านไมโครโฟน แล้วเชิญพี่สมทบและพี่สมพร ผู้อาวุโสทั้งสองคนขึ้นไปประกาศว่าพวกเราทั้งหมดเห็นชอบให้พี่สุทัศน์ เป็นประธานรุ่น แล้วพวกเราทั้งหมดจะตบมือรับรองตามนี้

ผู้เขียนเป็นคนใจง่ายจึงรับปากด้วยดี แต่พอมีจังหวะก็หันไปหารือกับเพื่อนอีกคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันว่า “ ทำเช่นนี้จะเหมาะไหม ” เพื่อนคนนี้บอกว่า

ตอนนี้มีเพื่อนกลับบ้านไปบ้างแล้ว เหลือเพื่อนอยู่ไม่ถึงครึ่ง คนที่กลับไปก่อนจะคิดหรือเปล่าว่าเรามารวบหัวรวบหางกันโดย คนที่ไม่อยู่เขาไม่รับรู้ด้วย เดี๋ยวจะผิดใจกันมั้ย ไม่จำเป็นต้องรีบเลือก เอาไว้ขอเวลาเลือกกันในห้องอบรมจะดีกว่ามั้ง

จะทำอย่างไรดีในเมื่อด้านหนึ่งก็รับปากกับสุธีไว้แล้ว ว่าจะทำหน้าที่เกริ่นนำให้ อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงทักท้วงว่าคงไม่เหมาะ เพราะเป็นคนจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่

พอถึงเวลาขึ้นเวที ผู้เขียนจับไมโครโฟนแล้วพูดว่า

การเลือกหรือรับรองประธานรุ่นที่ผมได้รับมอบจากเพื่อนให้มาทำหน้าที่เกริ่นนำนี้ มีสองความเห็น

ความเห็นหนึ่ง บอกว่าไหนๆเพื่อนๆก็มากันพอสมควรแล้ว เรามาเลือกหรือรับรองประธานรุ่นกันตอนนี้เลย จะได้เริ่มทำงานกันได้

อีกความเห็นหนึ่ง บอกว่า ตอนนี้เหลือเพื่อนๆอยู่กันที่นี่ไม่ถึงครึ่ง  เรารอไว้ไปเลือกกันในห้องเรียนจะดีกว่า

ถ้าเช่นนั้น ผมขอให้ยกมือเลือกว่า จะเลือกเดี๋ยวนี้หรือไปเลือกในห้องเรียน

ปรากฏว่าคะแนนเสียงก้ำกึ่งกัน  ผู้เขียนจึงสรุปว่า

เพื่อให้ผู้เป็นประธานรุ่นได้รับความเห็นชอบจากเพื่อนด้วยจำนวนที่มากกว่านี้ คนได้รับเลือกก็จะมีความภาคภูมิใจด้วย  ที่มีความชอบธรรมมากกว่าในการทำหน้าที่ประธานรุ่น เพื่อนๆที่ไม่อยู่ในที่นี้จะได้มีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนของเขาด้วย ดังนั้นผมขอให้การเลือกประธานรุ่น ไปจัดทำกันในห้องอบรมในการเรียนครั้งต่อไป จะดีไหม

ปรากฏว่าทุกคนปรบมือต้อนรับบทสรุปของผู้เขียนด้วยรอยยิ้มกันทั่วหน้า

นี่คือแนวทางการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า

หลังจากนั้น หลายคนบอกกับผู้เขียนว่า “ ถ้าขืนเลือกกันวันนี้ เกิดรอยร้าวในรุ่นแน่ๆ” บ้างก็บอกว่า “ จำนวนกว่าครึ่งห้องที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ไม่จำเป็นต้องเลือกกันวันนี้” บ้างก็พูดว่า “ เป็นการหาทางออกที่ดี ผมคิดอยู่เหมือนกันว่า มันไม่เหมาะ ตอนที่มีคนมาล็อบบี้ผมให้เลือกกันวันนี้

เหตุการณ์จบลงด้วยดี โดยมีแง่คิดว่า

  1. สถานการณ์เฉพาะหน้า ที่เป็นความเห็นรวมๆจากการเห็นชอบไปแบบหยวนๆ เราไม่จำเป็นต้องไปเออออด้วย
  2. ลองคิดอีกครั้งว่า วิธีไหนจะดีกว่า ที่ไม่ขัดข้องใจใคร และเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า
  3. ไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง เพราะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ได้เลือกกันในเวลานั้น
  4. มีบรรยากาศสามัคคีธรรมดีกว่า เมื่อได้ทำเช่นนี้

นี่เป็นอีกบทเรียนหนึ่งว่า การ “ คิดอีกครั้ง ” ช่วยให้เรามีสติและทำอะไรลงไปในทิศทางที่ดูดีมากกว่า