ไทยนิยมยั่งยืน  :  ก่อนอื่นต้องปรับแนวคิดของทางการ

20180210_sustainablethai

การลงพื้นที่ปฏิบัติการของทางการ ตามแนวทาง คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นแกนหลัก จะเป็นการปูพรมลงในทุกตำบลทุกหมู่บ้าน รวม 7,463 ตำบล 81,084 หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561  ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยมีข้าราชการสายมหาดไทย สายความมั่นคง และอื่นๆมารวมกัน เพื่อรับฟังแนวทางจากรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

โครงการปูพรมเต็มแผ่นดินนี้ จะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องดูกันต่อไป

แต่ตามเอกสารเผยแพร่ที่ออกมา รัฐบาลมุ่งเน้นที่จะอาศัยกลไกมหาดไทยไป “ ถ่ายทอด ” แนวทาง  9 ประการ ตามภารกิจที่วางไว้  เช่น สอนให้ชาวบ้านรู้การผูกใจไทย ให้รู้สิทธิหน้าที่ ให้รู้จักประชาธิปไตย ให้รู้เทคโนโลยี  ให้รู้การแก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ  โดยจะมีการเลือกสรรวิทยากร จังหวัดละ 6 คน ไปเป็นคนขับเคลื่อน เพื่อถ่ายทอด “ งานขับเคลื่อนการพัฒนาตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนในระดับพื้นที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อ 16  มค. 2561

เมื่อสำรวจดูแนวคิดและวิธีการของโครงการนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเพลง ผู้ใหญ่ลี ที่มีเนื้อหา

“ พ.ศ. 2504  ผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม  มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี…………………. ทางการเขาสั่งมาว่า  ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร …………………………..”

นั่นเป็นปรากฏการณ์ เมื่อ 57  ปีล่วงมาแล้ว ตามเอกสารของโครงการนี้ ใช้คำว่า “ การถ่ายทอด ” และใช้คำว่า “ การปรับแนวคิด (Mindset) ” สะท้อนให้เห็นว่า ทางการเป็นผู้รู้มากกว่า เป็นผู้ฉลาดกว่า ชาวบ้านจึงอยู่ในฐานะที่ต้องเรียนรู้และเชื่อฟังทางการ

มีกรณีศึกษาที่ น่าสนใจครั้งหนึ่งว่า ไม่กี่ปีมานี้  กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไปประชุมบุคลากรสาธารณสุขที่ อ.อุ้มผาง  จ.ตาก  เป็นพื้นที่ซึ่งมีชนเผ่าหรือชาวเขาปะกากะยอ และ เผ่าอื่นๆ อยู่อาศัยกว่า 80 %   แล้วไปกำหนดให้โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขที่นั่น ดำเนินการตามเป้าหมายว่า ทั่วทั้งอำเภอจะต้องดำเนินการ “ ลดเด็กอ้วน ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 10 % ”

ชาวบ้านพากันงุนงงว่าจะทำอย่างไร เพราะที่ อ.อุ้มผาง  มีแต่เด็กผอม เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ซึ่งเด็กๆขาดสารอาหาร

นี่คือตัวอย่างความเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ของทางการ

ในความเป็นจริง เป็นหลักที่เข้าใจได้โดยง่ายว่าคนที่อยู่กับประสบการณ์ตรงนั่นเอง เป็นคนรู้ดีที่สุด ในตำบลในหมู่บ้าน คนนอกจะรู้กว่าชาวบ้านได้อย่างไรว่า ยาเสพติดแพร่ระบาดจากบ้านหลังไหน ใครในหมู่บ้าน หรือมาจากนอกหมู่บ้านที่มารุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  ใครเป็นเจ้าของบ่อนการพนัน ใครทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ปลาในทะเล  โรงงานไหนปล่อยมลพิษทางน้ำลงในลำรางสาธารณะ ฯลฯ  

ดังนั้น แทนที่ทางการจะเป็นผู้ไปปรับแนวคิดชาวบ้าน ทางการนั่นเองต้องปรับแนวคิดตัวเองก่อนว่าโครงการนี้นั้น

  1. แทนการ “วางตัวเหนือชาวบ้าน” ด้วยการ “ เคารพชาวบ้าน” ในฐานะเขาเป็นเจ้าของปัญหาที่แท้จริง เพราะเขาอยู่กับการทำมาหากิน อยู่กับดิน น้ำ ป่า อยู่กับมลพิษ น้ำเสีย อากาศเสีย อยู่กับพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำ  อยู่กับสารเคมีในพืชและสัตว์เลี้ยง เขาอยู่กับความเป็นจริงมาชั่วนาตาปี    
  2. จากเหตุผลในข้อ 1 คนของทางการ หรือฝ่ายปกครอง  รวมทั้งวิทยากรทั้งปวง จึงควรต้องเปลี่ยนจาก “ผู้รู้ดี” ไปเป็น “นักเรียนน้อย” แปลว่าต้องลงไปศึกษา ไปรับฟังความเป็นจริงจากชาวบ้านว่า อะไรคือ ปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของชุมชนในตำบลนั้น  ไม่ใช่ไปบอกชาวบ้านว่า “ทางการให้พี่น้องละเลิกยาเสพติด” หรือ “ให้พี่น้องเลิกปลูกมันสำปะหลัง”    
  3. อย่าทำแบบบะหมี่สำเร็จรูป ทางการอย่าไปจัดสำรับ คำตอบหรือทางออก ให้ชาวบ้าน แต่ให้ชาวบ้านเป็นคนคิดและหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีพลัง

ขอเสนอให้เห็นรูปธรรมว่า ทุกพื้นที่ ทุกตำบล  หมู่บ้าน ล้วนแล้วแต่มีปัญหาแตกต่างกันไป ในแต่ละพื้นที่ โมเดลแบบบะหมี่สำเร็จรูป ใช้ไม่ได้กับทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย

วิทยากรของโครงการควรทำหน้าที่ เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ชาวบ้านได้คิดเอง หาทางออกเอง

เช่น เมื่อคัดเลือกหรือหาบุคคลในตำบลที่มีลักษณะเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ เพศ วัย ศาสนา ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสมแล้ว  สมมุติว่ามีตัวแทนได้ 50 คน

การประชุม 50 คนนี้  วิทยากรตั้งประเด็นคำถามว่า

  1. อะไรเป็นปัญหาเดือดร้อนที่สำคัญที่สุด  3 ลำดับแรก (What)
  2. เลือกเพียง 3 ลำดับ ที่สำคัญที่สุดนั้น แล้วให้ที่ประชุมร่วมกันหาสาเหตุว่า “ทำไม” (Why)
  3. แล้วให้ชาวบ้านนั่นเอง ช่วยกันหาคำตอบที่เป็นทางออกของแต่ละปัญหาว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร (How)
  4. ชาวบ้านร่วมกันคิดต่อว่าใคร (Who) จะเป็นคนทำ และทำหรือทำให้สำเร็จเมื่อไร (When)

ส่วนจะแบ่งกลุ่มย่อย หรือจะใช้กระบวนการอย่างไรนั้นไปว่ากันในรายละเอียดได้ ข้อสำคัญต้อง

กลับข้างวิธีการจากบนลงล่าง (Top Down)  เป็นจากล่างขึ้นบน (Bottom Up)

วิธีบนลงล่างนั้น ล้มเหลวมาตั้งแต่ 60 ปี ที่แล้วเป็นต้นมา ระบบ “ประชานิยมล้นเกิน” ของฝ่ายการเมืองยิ่งไปซ้ำเติมให้ชาวบ้าน ถูกปลูกฝังให้ “เป็นผู้รับ” ไม่ได้ “เป็นเจ้าของเนื้องาน

อันที่จริงโครงการนี้เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะ “ สร้างการมีส่วนร่วมการปฏิรูปเชิงพื้นที่ (Area Base Reform ประเทศเต็มแผ่นดิน ” หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวคิด ท่าที และกระบวนการ ดังกล่าว

ทำได้เช่นนี้ เราจะได้ปัญหาและทางออก ของทุกตำบลทั่วประเทศอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง และจะเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนการปฏิรูปที่ทรงคุณค่ายิ่ง นักการเมืองคนไหนที่จะขึ้นมาเป็นตัวแทนในพื้นที่หรือขึ้นไปอยู่ในอำนาจในรัฐบาลก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ในเมื่อข้อยุติของชาวบ้าน 3 ประเด็นปัญหา ในทุกตำบล  เป็นฉันทานุมัติที่มาจากตัวจริงเสียงจริง

ด้วยความปรารถนาดี ขอเสนอแนะว่า บุคคลที่มีศักยภาพยิ่งที่จะช่วยโครงการนี้ได้อย่างมีความหมาย คือ ดร. ลีลาภรณ์  บัวสาย   อ. ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์   ดร.ถวิลวดี บุรีกุล   คุณประชา  เตรัตน์          ดร.สุริชัย  หวันแก้ว   นพ. พลเดช  ปิ่นประทีป   นพ.อำพล จินดาวัฒนะ  บุคคลเหล่านี้มีความจัดเจนในการนำกระบวนการ การมีส่วนร่วมอย่างเป็นจริงและมีประวัติผลงานเป็นผลมาแล้ว

ผลได้อันไพศาล คือการที่ประชาชนทั้งประเทศจะรู้สึกว่าตนเอง คือ ผู้เป็นเจ้าของการปฏิรูป เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียง ผู้ถูกสั่งให้ทำตามทางการ

ถ้าทำได้ตามแนวนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปเชิงพื้นที่ (Area-based Reform) เต็มแผ่นดิน

แต่ถ้ารัฐบาลต้องการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็สุดแต่อัธยาศัย


ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ 9 กพ.61 หน้า 4

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s