เหมือนบังเอิญ แต่ไม่ใช่ความบังเอิญ

20180219_coincident

บังเอิญคนเป็นรองนายกรัฐมนตรีไปนั่งเข้าแถวถ่ายรูปหมู่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล แล้วยกแขนขึ้นบังแสงแดดที่ส่องตา  ทำให้สื่อมวลชนจับภาพนาฬิกาข้อมือยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ เลิศหรูราคาเรือนล้าน และแล้วนาฬิกาหรูอีก 24 เรือนถูกสื่อมวลชนขุดคุ้ยออกมา โดยพบว่า ไม่มีการแจ้งรายงานทรัพย์สินนี้กับ ป.ป.ช.  มีคำชี้แจงออกมาว่าเป็น “ นาฬิกายืมเพื่อน ”  กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวไปทั่วโลก    ว่าคนระดับรองนายกรัฐมนตรี มีความขัดสนถึงขนาดต้องยืมนาฬิกาเพื่อนใส่เชียวหรือ

บังเอิญคนที่เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปสัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ และเปิดเผยว่า “ อาชีพหลักคือเล่นหุ้น ส่วนงานตำรวจเป็นไซด์ไลน์ ” แถมเจ้าตัวก็สารภาพด้วยว่าได้ยืมเงินเสี่ยเจ้าของวิคตอเรีย ซีเครท เป็นเงินถึง 300 ล้านบาท  เสี่ยคนนั้นเพิ่งถูกหมายจับคดีค้ามนุษย์และค้าประเวณี ซึ่งขณะนี้ยังหาตัวไม่พบ

บังเอิญนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และพวกพร้อมพาหนะปืนและเครื่องกระสุนล่าสัตว์  เข้าไปกางเต้นท์อย่างมีเลศนัย ณ บริเวณ ผืนป่าตะวันตกของทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมีสัตว์ป่าชุกชุมและเป็นเขตหวงห้าม แม้เจ้าหน้าที่จะขอร้องให้ออกไป  พวกเขาไม่ยอมออก บังเอิญมีการจับกุมและค้นพบหนังและซากเสือดำแล่สดพร้อมกับซุปหางเสือดำ อาหารปรุงพิสดาร  บังเอิญเจ้าตัวให้การว่าเข้าไปศึกษาธรรมชาติ  โดยที่พยานวัตถุและพยานแวดล้อมยืนยันพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำให้การของเขา

ดูเหมือนเหตุการณ์ทั้งสามของสามบุคคล จะเป็นเหตุการณ์บังเอิญ บังเอิญยกแขนขึ้นบังแดด บังเอิญให้สัมภาษณ์สปริงนิวส์  บังเอิญเข้าไปในเขตหวงห้าม  บังเอิญมีการตรวจจับ  บังเอิญสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าว จึงกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่บุคคลทั้งสามตกที่นั่งจำเลยของสังคม

ใช่หรือเปล่าว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของความบังเอิญ

บังเอิญ หมายถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่มีโอกาสน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน  แต่มันก็เกิดขึ้น เป็นความประจวบเหมาะของบุคคล  เวลา สถานที่และสิ่งแวดล้อมที่มาบรรจบกันโดยปราศจากการนัดหมาย

นี่เป็นแง่มุมหนึ่ง ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งนั้น น่าคิดหรือไม่ว่า หากไม่เกิดเรื่องบังเอิญดังกล่าวแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ประสบชะตากรรมดังที่ปรากฏกระนั้นหรือ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แปลว่าผลแห่งกรรมจะไม่ตอบสนองผู้กระทำ หากไม่มีเรื่องบังเอิญ

หลักกฎหมายและหลักพุทธศาสนามีสาระสำคัญตรงกันประการหนึ่งว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”คือการกระทำนั่นเอง จะสะท้อนให้เห็นว่าผู้กระทำต้องการให้เกิดผลประการใด ใช่หรือไม่ว่า ต้องการจะล่าสัตว์ จึงมีเครื่องมือล่าสัตว์ และมีพฤติกรรมอดีตบ่งบอก  ใช่หรือไม่ว่า ต้องการจะปกปิดทรัพย์สิน จึงทำให้คนเข้าใจไปว่ายืมทรัพย์สินเพื่อนมาใช้ ใช่หรือไม่ว่า ไม่ต้องการประกาศให้รู้ว่ามีทรัพย์สินหมุนเวียนจำนวนมาก จึงบอกว่ายืมเพื่อนมา ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นวิจารณญาณของแต่ละคน

พุทธศาสนายังสอนอีกว่า “ ใครทำกรรมใด ย่อมต้องรับผลกรรมนั้นด้วยตนเอง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้ ”

จึงน่าจะคิดต่อเนื่องไปอีกว่า ความบังเอิญที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่แขกที่มาบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  แต่มันเป็นเรื่องของกระบวนกรรมที่ทำหน้าที่ของมันตามกฏเกณฑ์ธรรมชาติที่ใครทำกรรมใดก็รับผลกรรมนั้นเอง มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงของใครว่าจะกำหนดให้เกิดหรือไม่ให้เกิดได้ เมื่อกระบวนกรรมทำหน้าที่จึงทำให้เกิดความประจวบเหมาะของบุคคล  เวลา  สถานที่และสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกว่า  “ เหมือนบังเอิญ แต่ไม่ใช่ความบังเอิญ ”


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ระยะห่าง: ใครคิดว่าไม่สำคัญ

20180214_distance

ก่อนหน้านี้ปีเศษ  ลูกคนเล็กที่แต่งงานแล้วไปซื้อบ้านไว้ในซอยแถวสุขุมวิท 62

เนื่องจากพ่อแม่ มีบ้านอยู่ในโครงการเดียวกันกับครอบครัวของลูกชายคนโตแถวๆ ซอยอ่อนนุช 80 จึงชักชวนครอบครัวของลูกคนเล็กว่า “ขายบ้านเก่าที่สุขุมวิท 62 แล้วมาซื้อบ้านในโครงการเดียวกันกับที่พ่อแม่และครอบครัวของลูกชายคนโตอยู่เถอะ พ่อกับแม่จะได้ไปมาหาสู่แวะเวียนไปเยี่ยมเยือนลูกหลานได้โดยสะดวก”

ลูกชายคนเล็กปฏิบัติตามคำร้องขอด้วยดี ขณะนี้ผู้เขียน มี 3 ครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยมีระยะห่างเพียงขี่จักรยาน 3-5 นาทีถึง หรือเดินประมาณ 4-7 นาทีถึง

คนเป็นปู่ย่าจึงได้ไปอุ้มหลาน 3 คนที่บ้านลูกทั้งสองหลังได้เกือบทุกวัน

เล่าให้เพื่อนฟัง ก็มักได้รับคำอิจฉาจากเพื่อนๆ ที่ได้ใกล้ชิดหลานมากกว่า

อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าได้รับเชิญไปพูดหรือบรรยายที่ไหน ผู้เขียนจะสอบถามถึงขนาดของห้อง จำนวนผู้ฟังและเก้าอี้ที่เตรียมรองรับผู้ฟังว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ถ้าตั้งเก้าอี้ไว้ 200 ตัว แต่มีผู้ฟังเพียง 30 คน ผู้เขียนจะร้องขอทันทีว่า ขอใช้ห้องที่เล็กกว่า หรือให้วางเก้าอี้ เพียงพอดีกับจำนวนผู้ฟัง และอย่าวางเก้าอี้ให้ห่างกัน เพื่อให้ผู้ฟังนั่งอย่างกระชับพื้นที่

วิทยากรที่ไม่เข้าใจ จะไม่สนใจว่าระยะห่างของผู้ฟังมีผลต่อบรรยากาศการเรียนรู้มาก ถ้าห้องประชุมมีที่นั่งจุคนได้ 500 คน แต่มีคนมาฟังเพียง 50 คน เขาจะนั่งกันอย่างกระจัดกระจายเป็นกลุ่มๆละ 3 คน หรือ 5 คน  เป็นกลุ่มคนที่รู้จักกัน

กลุ่มที่อยู่ห่างออกไปจะหลุดไปจากปริมณฑลแห่งการเรียนรู้ ในขณะที่ผู้เขียนในฐานะผู้สอนมีหน้าที่ให้ทุกคนได้ร่วมกันเรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน และมีอารมณ์ร่วมตลอดช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ในชั่วโมงนั้นๆ

การนั่งใกล้กันในพื้นที่กระชับ ทำให้ทุกคนสามารถจะส่งต่อความรู้สึกระหว่างกันได้  เมื่อคนหนึ่งหัวเราะ เสียงหัวเราะจะไปกระเทือนคนนั่งใกล้ให้ร่วมหัวเราะด้วย การนั่งห่างกันของผู้ฟังทำให้อารมณ์ร่วมเกิดขึ้นได้ยากที่จะเฮฮาเมื่อสนุก หรือปรบมือเมื่อถูกใจ

ระยะห่างเป็นสิ่งที่ดูไม่สำคัญ แต่ความจริงสำคัญยิ่ง

หากผู้เขียนอยู่บ้านที่ห่างไกลกับบ้านลูกหลาน ประเภทขับรถ 2 ชั่วโมงถึง เพียงนึกภาพว่าจะต้องฝ่ารถติดก็ท้อเสียแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นปีหนึ่งคงเห็นหน้าหลานได้ไม่กี่ครั้ง เจอหน้ากันแต่ละครั้งหลานคงคิดในใจว่า “ ตาแก่คนนี้เป็นใคร ” เพราะจำไม่ได้แล้ว

ถ้าผู้เขียนไม่บริหารจัดการพื้นแห่งการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรมหรือผู้ฟังให้กระชับอยู่ในบริเวณเดียวกัน นั่นก็จะเป็นชั่วโมงแห่งการเรียนรู้ที่ล้มเหลว

ความสำคัญของการจัดพื้นที่ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมเป็นเครื่องหมายบ่งบอกอย่างหนึ่งของความสันทัดจัดเจน ในการดำเนินชีวิต


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไทยนิยมยั่งยืน  :  ก่อนอื่นต้องปรับแนวคิดของทางการ

20180210_sustainablethai

การลงพื้นที่ปฏิบัติการของทางการ ตามแนวทาง คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นแกนหลัก จะเป็นการปูพรมลงในทุกตำบลทุกหมู่บ้าน รวม 7,463 ตำบล 81,084 หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561  ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยมีข้าราชการสายมหาดไทย สายความมั่นคง และอื่นๆมารวมกัน เพื่อรับฟังแนวทางจากรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

โครงการปูพรมเต็มแผ่นดินนี้ จะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องดูกันต่อไป

แต่ตามเอกสารเผยแพร่ที่ออกมา รัฐบาลมุ่งเน้นที่จะอาศัยกลไกมหาดไทยไป “ ถ่ายทอด ” แนวทาง  9 ประการ ตามภารกิจที่วางไว้  เช่น สอนให้ชาวบ้านรู้การผูกใจไทย ให้รู้สิทธิหน้าที่ ให้รู้จักประชาธิปไตย ให้รู้เทคโนโลยี  ให้รู้การแก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ  โดยจะมีการเลือกสรรวิทยากร จังหวัดละ 6 คน ไปเป็นคนขับเคลื่อน เพื่อถ่ายทอด “ งานขับเคลื่อนการพัฒนาตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนในระดับพื้นที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อ 16  มค. 2561

เมื่อสำรวจดูแนวคิดและวิธีการของโครงการนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเพลง ผู้ใหญ่ลี ที่มีเนื้อหา

“ พ.ศ. 2504  ผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม  มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี…………………. ทางการเขาสั่งมาว่า  ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร …………………………..”

นั่นเป็นปรากฏการณ์ เมื่อ 57  ปีล่วงมาแล้ว ตามเอกสารของโครงการนี้ ใช้คำว่า “ การถ่ายทอด ” และใช้คำว่า “ การปรับแนวคิด (Mindset) ” สะท้อนให้เห็นว่า ทางการเป็นผู้รู้มากกว่า เป็นผู้ฉลาดกว่า ชาวบ้านจึงอยู่ในฐานะที่ต้องเรียนรู้และเชื่อฟังทางการ

มีกรณีศึกษาที่ น่าสนใจครั้งหนึ่งว่า ไม่กี่ปีมานี้  กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไปประชุมบุคลากรสาธารณสุขที่ อ.อุ้มผาง  จ.ตาก  เป็นพื้นที่ซึ่งมีชนเผ่าหรือชาวเขาปะกากะยอ และ เผ่าอื่นๆ อยู่อาศัยกว่า 80 %   แล้วไปกำหนดให้โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขที่นั่น ดำเนินการตามเป้าหมายว่า ทั่วทั้งอำเภอจะต้องดำเนินการ “ ลดเด็กอ้วน ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 10 % ”

ชาวบ้านพากันงุนงงว่าจะทำอย่างไร เพราะที่ อ.อุ้มผาง  มีแต่เด็กผอม เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ซึ่งเด็กๆขาดสารอาหาร

นี่คือตัวอย่างความเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ของทางการ

ในความเป็นจริง เป็นหลักที่เข้าใจได้โดยง่ายว่าคนที่อยู่กับประสบการณ์ตรงนั่นเอง เป็นคนรู้ดีที่สุด ในตำบลในหมู่บ้าน คนนอกจะรู้กว่าชาวบ้านได้อย่างไรว่า ยาเสพติดแพร่ระบาดจากบ้านหลังไหน ใครในหมู่บ้าน หรือมาจากนอกหมู่บ้านที่มารุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  ใครเป็นเจ้าของบ่อนการพนัน ใครทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ปลาในทะเล  โรงงานไหนปล่อยมลพิษทางน้ำลงในลำรางสาธารณะ ฯลฯ  

ดังนั้น แทนที่ทางการจะเป็นผู้ไปปรับแนวคิดชาวบ้าน ทางการนั่นเองต้องปรับแนวคิดตัวเองก่อนว่าโครงการนี้นั้น

  1. แทนการ “วางตัวเหนือชาวบ้าน” ด้วยการ “ เคารพชาวบ้าน” ในฐานะเขาเป็นเจ้าของปัญหาที่แท้จริง เพราะเขาอยู่กับการทำมาหากิน อยู่กับดิน น้ำ ป่า อยู่กับมลพิษ น้ำเสีย อากาศเสีย อยู่กับพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำ  อยู่กับสารเคมีในพืชและสัตว์เลี้ยง เขาอยู่กับความเป็นจริงมาชั่วนาตาปี    
  2. จากเหตุผลในข้อ 1 คนของทางการ หรือฝ่ายปกครอง  รวมทั้งวิทยากรทั้งปวง จึงควรต้องเปลี่ยนจาก “ผู้รู้ดี” ไปเป็น “นักเรียนน้อย” แปลว่าต้องลงไปศึกษา ไปรับฟังความเป็นจริงจากชาวบ้านว่า อะไรคือ ปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของชุมชนในตำบลนั้น  ไม่ใช่ไปบอกชาวบ้านว่า “ทางการให้พี่น้องละเลิกยาเสพติด” หรือ “ให้พี่น้องเลิกปลูกมันสำปะหลัง”    
  3. อย่าทำแบบบะหมี่สำเร็จรูป ทางการอย่าไปจัดสำรับ คำตอบหรือทางออก ให้ชาวบ้าน แต่ให้ชาวบ้านเป็นคนคิดและหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีพลัง

ขอเสนอให้เห็นรูปธรรมว่า ทุกพื้นที่ ทุกตำบล  หมู่บ้าน ล้วนแล้วแต่มีปัญหาแตกต่างกันไป ในแต่ละพื้นที่ โมเดลแบบบะหมี่สำเร็จรูป ใช้ไม่ได้กับทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย

วิทยากรของโครงการควรทำหน้าที่ เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ชาวบ้านได้คิดเอง หาทางออกเอง

เช่น เมื่อคัดเลือกหรือหาบุคคลในตำบลที่มีลักษณะเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ เพศ วัย ศาสนา ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสมแล้ว  สมมุติว่ามีตัวแทนได้ 50 คน

การประชุม 50 คนนี้  วิทยากรตั้งประเด็นคำถามว่า

  1. อะไรเป็นปัญหาเดือดร้อนที่สำคัญที่สุด  3 ลำดับแรก (What)
  2. เลือกเพียง 3 ลำดับ ที่สำคัญที่สุดนั้น แล้วให้ที่ประชุมร่วมกันหาสาเหตุว่า “ทำไม” (Why)
  3. แล้วให้ชาวบ้านนั่นเอง ช่วยกันหาคำตอบที่เป็นทางออกของแต่ละปัญหาว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร (How)
  4. ชาวบ้านร่วมกันคิดต่อว่าใคร (Who) จะเป็นคนทำ และทำหรือทำให้สำเร็จเมื่อไร (When)

ส่วนจะแบ่งกลุ่มย่อย หรือจะใช้กระบวนการอย่างไรนั้นไปว่ากันในรายละเอียดได้ ข้อสำคัญต้อง

กลับข้างวิธีการจากบนลงล่าง (Top Down)  เป็นจากล่างขึ้นบน (Bottom Up)

วิธีบนลงล่างนั้น ล้มเหลวมาตั้งแต่ 60 ปี ที่แล้วเป็นต้นมา ระบบ “ประชานิยมล้นเกิน” ของฝ่ายการเมืองยิ่งไปซ้ำเติมให้ชาวบ้าน ถูกปลูกฝังให้ “เป็นผู้รับ” ไม่ได้ “เป็นเจ้าของเนื้องาน

อันที่จริงโครงการนี้เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะ “ สร้างการมีส่วนร่วมการปฏิรูปเชิงพื้นที่ (Area Base Reform ประเทศเต็มแผ่นดิน ” หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวคิด ท่าที และกระบวนการ ดังกล่าว

ทำได้เช่นนี้ เราจะได้ปัญหาและทางออก ของทุกตำบลทั่วประเทศอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง และจะเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนการปฏิรูปที่ทรงคุณค่ายิ่ง นักการเมืองคนไหนที่จะขึ้นมาเป็นตัวแทนในพื้นที่หรือขึ้นไปอยู่ในอำนาจในรัฐบาลก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ในเมื่อข้อยุติของชาวบ้าน 3 ประเด็นปัญหา ในทุกตำบล  เป็นฉันทานุมัติที่มาจากตัวจริงเสียงจริง

ด้วยความปรารถนาดี ขอเสนอแนะว่า บุคคลที่มีศักยภาพยิ่งที่จะช่วยโครงการนี้ได้อย่างมีความหมาย คือ ดร. ลีลาภรณ์  บัวสาย   อ. ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์   ดร.ถวิลวดี บุรีกุล   คุณประชา  เตรัตน์          ดร.สุริชัย  หวันแก้ว   นพ. พลเดช  ปิ่นประทีป   นพ.อำพล จินดาวัฒนะ  บุคคลเหล่านี้มีความจัดเจนในการนำกระบวนการ การมีส่วนร่วมอย่างเป็นจริงและมีประวัติผลงานเป็นผลมาแล้ว

ผลได้อันไพศาล คือการที่ประชาชนทั้งประเทศจะรู้สึกว่าตนเอง คือ ผู้เป็นเจ้าของการปฏิรูป เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียง ผู้ถูกสั่งให้ทำตามทางการ

ถ้าทำได้ตามแนวนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปเชิงพื้นที่ (Area-based Reform) เต็มแผ่นดิน

แต่ถ้ารัฐบาลต้องการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็สุดแต่อัธยาศัย


ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ 9 กพ.61 หน้า 4