ไมตรีวิพากย์: 2561 ปีแห่งการท้าทายของ คสช.

20180106_friendlycritic

รัฐบาล คสช. มีอายุเข้าขวบปีที่ 4 แล้ว ท่ามกลางปัญหารุมเร้ารอบด้าน

  1. ปัญหาจะเปลี่ยนผ่านอำนาจการเมืองอย่างไร หนึ่งปีหรือปีเศษที่เหลือ เป็นช่วงแห่งการส่งไม้ผลัดจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง ตามธรรมเนียมประชาธิปไตยนิยมแบบตะวันตก ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นโรดแมบไว้แล้วว่าจะให้มีการเลือกตั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2561

ปัญหาอยู่ที่รัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้ส่งผ่านอำนาจแบบที่ตนเองหลุดไปจากวงจรอำนาจอย่างสิ้นเชิง แต่ได้มีการออกแบบรัฐธรรมนูญและสร้างสภาพเอื้ออวยให้ คสช. ยังคงมีอำนาจทางการเมืองต่อเนื่องไปอีก      แถมนายกเพิ่งประกาศว่า “ ผมไม่ใช่ทหาร…….เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ” ก็ยิ่งเปิดตัวแจ่มชัดว่า พร้อมรบสู่สนามการเมือง  โดยที่กลไกต่างๆ มีความลักลั่นที่จะก่อเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น สมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่มาจากกระบวนการของ คสช. และจากการคัดเลือกกันเองเป็นบางส่วนนั้น แม้จะเป็นมือไม้ที่เป็นนั่งร้านให้แก่นายกคนนอก ตอนลงมติในก๊อกสอง แต่เมื่อกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน หรือกฎหมายอื่นๆ รวมทั้งญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ล้วนต้องอาศัยเสียงจากสภาผู้แทนราษฎรเพียงลำพัง  ส.ว.ไม่มีสิทธิที่จะไปยกมือค้ำจุนนายกรัฐมนตรีได้

ปัญหานี้เรื่องเดียว รัฐบาลก๊อกสองที่มีนายกมาจากคนนอกก็แบกหนักเหลือกำลังแล้ว

จากนี้ไป คสช. ยังจะต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายการเมืองแรงขึ้น อันเนื่องมาจากคำสั่ง ตามมาตรา 44 ให้ปลดล็อคพรรคการเมืองเพียงเสี้ยวเดียว โดยเฉพาะที่ให้สมาชิกพรรคยืนยันและจ่ายเงินค่าสมาชิกภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคการเมืองเก่า บอกว่าปฏิบัติตามได้ยาก จะมีผล “ เหมือนเป็นการเซทซีโร่พรรคการเมือง ” และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ อาจมีปัญหาที่ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนเวลาออกไป คสช.กับพรรคการเมืองจะต้องประดาบกันต่อไป ยิ่งนายกรัฐมนตรีมีภาพถ่ายหลุดออกมาเหมือนมีไมตรีกับนักการเมืองที่เคยเป็นเป้าไม่พึงปรารถนาของ คสช. ยิ่งทำให้ฝ่ายการเมืองหวาดระแวงกันเองมากขึ้น

  1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจภาคของจริง มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยจากสารพันโครงการที่ประกาศออกมานั้น มีผลอยู่บ้าง แต่เป็นผลพวงที่ไล่ไม่ทันกันกับปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่หนักหน่วง ปัญหาการหาอยู่หากินฝืดเคือง อย่าว่าแต่คนระดับรากหญ้าเลย แม้คนชั้นกลางก็ยังหลังแอ่น รัฐบาลจะประกาศว่าจีดีพีโตกี่เปอร์เซ็นก็ตาม สภาพความเป็นจริงไม่ได้โตตามประกาศ ดังคำพูดของ ม.จ. สิทธิพร  กฤดากร ที่พูดไว้ว่า “ เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง

บรรดามาตรการช่วยเหลือต่างๆ เช่นร้านธงฟ้า บัตรสวัสดิการ และอื่นๆ อาจเยียวยาผู้คนบางส่วน ได้บ้าง แต่ความจริงคือคนระดับล่างล้วนเป็นกลุ่มคนที่รับเศษเสี้ยวของระบบเศรษฐกิจน้ำใต้ศอก ( Trickle Down Policy ) ที่คนมั่งมีตักตวงโภคทรัพย์สำคัญเอาไว้ก่อน คนจนคอยรอรับเศษน้ำที่ล้นแก้ว

ผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนี้เรื่อยมาและยังเป็นอยู่ต่อไป

  1. ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ เป็นความรุนแรงซ่อนเร้นที่ดำรงอยู่และขยายตัวต่อไป

มหาเศรษฐีไทย คนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เพียงคนเดียว 630,000 ไร่ ขณะที่มหาเศรษฐีไทยอีกคนครอบครองที่ดิน 200,000 ไร่

ตามตัวเลขของ The Momentum ระบุว่า

  • เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีคนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง
  • 5 ปีที่ผ่านมา มีคนเพียง 1 % เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนไทยทั้งประเทศรวมกัน
  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีความรุนแรงเป็นอันดับ 11  ของโลกในปี 2558  และ

เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นลำดับ 3 ของโลกในปี 2559 รองจากรัสเซียและอินเดีย

ในด้านการค้าส่งและค้าปลีก เราล้วนประจักษ์ว่าธุรกิจของทุนใหญ่ ผูกขาด ทำให้โชว์ห่วยและร้านค้าย่อยบรรลัยวายป่วงไปมากมาย แถมทุนผูกขาดยังแย่งชิงเอาเทคนิคการผลิตและใส่ยี่ห้อของตนเองแทนที่ เบียดขับผู้ผลิตและผู้ค้ารายย่อยให้ล่มสลายไปอย่างเลือดเย็น รวมทั้งเกษตรพันธะสัญญา ( Farming Contract ) ที่ทำให้ชาวบ้านสิ้นเนื้อประดาตัว  แต่ทำให้เจ้าของทุนกอบโกยได้มากยิ่งขึ้น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าจะสามารถกำหราบอำนาจเหนือตลาดของทุนผูกขาดได้อย่างไร

ยังไม่นับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การเข้าถึงระบบการศึกษาและสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน แม้ว่าจะมีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติแล้วก็ตาม

  1. ปัญหาการตรวจสอบป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นหอกข้างแคร่ คสช. โดยเฉพาะในประเด็นที่ค้างใจสังคม

กรณี “ แหวนมารดา  นาฬิกายืมเพื่อน ” จะมีใครบ้างที่เชื่อว่าคนระดับเบอร์สองของรัฐบาลขัดสนถึงขนาดต้องยืมนาฬิกาเพื่อนถึง 16 เรือนมาใส่ แถมชี้แจงว่า เพื่อนที่ให้ยืมนาฬิกานั้น “ ตายไปแล้ว ”  ก็ยิ่งชวนให้สงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เพื่อนเหล่านั้นไม่มีเครือญาติที่จะต้องรับคืนของจากผู้ยืมหรืออย่างไร หรือว่าเป็นการยืมแบบไม่ต้องคืนของ

ในอดีตมีนายพลที่เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ถูก ป.ป.ช. ตรวจพบว่าแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ รัฐมนตรีผู้นั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ต้องรับโทษด้วยการ เว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี    ไปแล้ว

ในวันนี้ ผู้คนกำลังติดตามด้วยใจระทึกว่า ป.ป.ช. จะมีซุปเปอร์อภินิหารอะไรมาทำให้สังคมเชื่อว่า แหวนเป็นของมารดา นาฬิกาเพื่อนให้ยืม

อย่าลืมว่าเรื่องเรือเหาะที่ใช้การไม่ได้  เรื่อง GT 200 หรือไม้ล้างป่าช้าที่สูญเปล่า  เรื่องอุทยานราชภักดิ์ที่ผู้คนยังข้องใจ หรือเรื่องเรือดำน้ำจีนมูลค่า 13,500 ล้านบาท ที่มีเหตุผลไม่พอในการจัดซื้อ แถมไม่เหมาะกับฝั่งทะเลไทยที่ความลึกไม่พอ  และมีเค้าลางว่าจะกลายเป็นความสูญเปล่าซ้ำซากเป็นชนักติดหลัง

แม้กระทั่ง เรื่องรถไฟความเร็วสูง มูลค่า 179,000 ล้านบาท จากกรุงเทพฯไปนครราชสีมา ได้ระยะ ทางเพียง 252 กม. ยังเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ต้องแบกภาระขาดทุนเฉลี่ยปีละ 5,135 ล้านบาท

ไปอีกหลายปี  เมื่อเทียบกับงบประมาณขนาดนี้ สามารถสร้างรถไฟทางคู่ได้ เป็นระยะทาง 1,500 กม. ซึ่งจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทยมากกว่า

มาตรการเข้มต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และตามกฎหมาย ป.ป.ช.  จะสามารถบังคับใช้ให้เกิดผลที่เป็นจริงได้อย่างไร ภายใต้ร่มเงาของระบบอุปถัมภ์ที่อาศัยการต่างตอบแทนเป็นโยงใยแก่กันและกัน

แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ ที่ส่งไม้ผลัดต่อกันมา 3 ทอด ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 น่าจะมีผลในระดับที่แน่นอนหนึ่ง แต่เป็นผลในระดับปะผุ เคาะ พ่นสี ไม่ใช่ผลที่เป็นการยกเครื่องใหม่

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำงานหนักมากในระยะ 3 ปีเศษมานี้ เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ที่ต้องบริหารงานภายใต้ระบบราชการเก่าและบุคลากรเดิมที่เป็นอุปสรรคการปฏิรูปในตัวของมันเอง จึง มีสภาพ “ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ” ที่ขาดพลังแรงในการทะลุทะลวงไปสู่ประเทศไทยที่มีคุณภาพใหม่

ยิ่งมีคำเตือนอันคมคายจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ว่า “ ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว ” ก็ยิ่ง ต้องมองเห็นคุณค่าและอาศัยประชาชนเป็นกองกำลังหนุนเนื่องที่สำคัญ ในที่นี้จะมีอะไรวิเศษไปกว่าดึงเอาพลังพลเมืองที่เอาการเอางานเข้ามาประกอบส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศชาติร่วมกัน

ดังนั้นแทนที่รัฐบาลจะใช้วิธีการบริหารจากข้างบนลงล่าง (Top Down Policy) ที่มักจะคุ้นชินกับระบบสั่งการ ลองเปลี่ยนกลับไปเป็นการบริหารงานแบบประชาธิปไตยทางตรง  ( Direct Democracy ) โดยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับอย่างเป็นจริง (Bottom Up Policy) ในทุกโครงการสาธารณะ  เอาชาวบ้านเป็นกำลัง ดึงประชาชนเป็นหลังพิง ก็จะเป็นคานงัด (Leverage) ที่พลิกโฉมประเทศไทยได้

หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในนสพ.ไทยโพสต์ หน้า 4 ฉบับ 8 มค.61


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s