เดิน เดิน (ขบวน) เถิดรา นิสิตมหาจุฬาลงกรณ์

20171126_demonstration

ผมเป็นนิสิตรัฐศาสตร์รุ่นที่ 20 เข้าเรียนเมื่อปี 2510 เป็นรุ่นเดียวกับ คุณพลากร สุวรรณรัฐ

องคมนตรีในขณะนี้ คุณพงศ์โพยม วาศะภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย คุณปรีชา วัชราภัย อดีต

เลขาธิการ กพ. คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กระทรวงต่างประเทศ  คุณพิรุณ ฉัตรวนิชกุล อดีตรอง

เลขาธิการ กกต.  รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ อดีตกรรมการ กฟผ.  คุณเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ อดีต

ผวจ.นนทบุรี  คุณชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด  ผมจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2513 จากแผนก

รัฐประศาสนศาสตร์

เมื่อแรกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์นั้น ผมก็มีความตื่นเต้น ดีใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ด้วยนิสัย

ใจคอส่วนตัวของผม ผมไม่ค่อยมีความสุขนักกับระบบการประชุมเชียร์ การว้าก รวมไปถึงข้อกีดกันบาง

อย่างที่มีไว้สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 1 เช่น การขึ้นบันไดหน้าตึก 1 ห้ามนิสิตชั้นปีอื่นๆ นั่งโต๊ะซีเนียร์ใน

โรงอาหาร บางครั้งผมแสดงความไม่พอใจต่อระบบนี้อย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่ถึงกับวางตนเป็นปฏิปักษ์เสีย

ทีเดียว ผมทำตัวกลมกลืนไปกับเพื่อนๆ และมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมค่ายอาสาสมัคร

ในปี 2510 ที่ผมเข้าเป็นปีแรกนั้น มีค่ายรัฐศาสตร์ เป็นครั้งแรก พี่ภักดี รัตนผล (ริมมากุล

ทรัพย์) เป็นผู้อำนวยการค่าย เราได้ไปขุดบ่อน้ำ เจาะบ่อบาดาลกันที่บ้านหัน ต.โนนหัน อ.ชุมแพ

จ.ขอนแก่น จากการไปค่ายในครั้งนั้น ทำให้พวกเราได้สัมผัสชีวิตชาวบ้านและพบว่าเป็นประสบการณ์

ที่ดีมากของผม

สภาพการเมืองในยุคนั้นเป็นยุคของ จอมพลถนอม กิตติขจร เรืองอำนาจ การเคลื่อนไหวทาง

การเมืองไม่สามารถทำได้อย่างเปิดเผย นิสิตนักศึกษามีบทบาทไปในกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแข่งขัน

ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ การจัดงานรื่นเริงสังสรรค์ต่างๆ เช่น เฟรชชี่ไนท์ ซอฟฟอรมอร์ไนท์

หรืออื่นๆ ดังเช่นมีการบรรยายถึงสภาวการณ์ในยุคนั้นผ่านกลอนที่ชื่อว่า กูเป็นนิสิตนักศึกษา

ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่เขียนไว้ในนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เมื่อปี พ.ศ. 2511 ว่า

 “กูเป็นนิสิตนักศึกษา      วาสนาสูงส่งสโมสร

ย่ำค่ำกูจะย่ำไปงานบอล       เสพเสน่ห์เกสรสุมาลี

กูเป็นนิสิตนักศึกษา      พริ้งสง่างามผงาดเพียงราชสีห์

มันสมองของสยามธานี           ค่ำนี้กูจะนาบให้หนำใจ

กูเป็นนิสิตนักศึกษา         เจ้าขี้ข้ารู้จักกูหรือไหม

หัวเข็มขัดกลัดกระดุมปุ่มเนคไท         หลีกไปหลีกไปอย่ากีดทาง”

 

นี่คือบรรยากาศของนิสิตนักศึกษาในยุคนั้นภายใต้ยุคเผด็จการ ค่ายอาสาสมัครเป็นกิจกรรมที่

ไม่กระทบกระเทือนใคร ตลอด 4 ปี ผมไปออกค่ายอาสาสมัครรวม 7 ครั้งทั้งปิดเทอมกลางปีและปลายปี

มีทั้งค่ายของคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ทีมีขึ้นตอนปิดเทอมกลางปีของทุกปี และมีค่ายชาวเขาของชมรม

ศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนกลางของสโมสรนิสิตจุฬาฯ

การได้ออกค่ายอาสาสมัคร ทำให้ผมจับใจบทกวีอีกบทหนึ่งที่ วิทยากร เชียงกูล เขียนไว้ใน

นิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ว่า

“จะสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า       มาเป็นอาหารให้คนไร้สิ้น

                        ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น                                        เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเผื่อคนจน”

 

ในปี 2512 นั้น คุณธีระชัย เขมนะสิริ (รุ่นที่ 18) นายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน

สมัยนั้นเป็นคนสำคัญร่วมกับผู้นำมหาวิทยาลัยอื่นก่อตั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(ศนท.)

เป็นผลสำเร็จ  คุณโกศล โรจนพันธ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเลขาธิการ ทำให้มีองค์กรนิสิต

นักศึกษาเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก แต่กิจกรรมในยุคนั้นยังไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรม

ทางการเมือง

เพื่อนร่วมรุ่น เช่น คุณพิรุณ ฉัตรวณิชกุล   คุณรัตนวรรณ เลาหะพันธ์  คุณประทีป นครชัย

ได้อาศัยชมรมค่ายอาสาสมัคร ชมรมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี ชมรมปาฐกถาโต้วาที ชมรม

วิชาการของคณะบ้างจัดกิจกรรมในคณะและกิจกรรมของสโมสรของนิสิตจุฬาฯตามสภาพที่เป็นไปได้

ปี 2513 ผมรับเลือกเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปีนั้น ผมได้มีโอกาส

พบพูดคุยกับอดีตอาจารย์ท่านหนึ่งของจุฬาฯ อาจารย์คุยถึงเบื้องหลังการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้บริหารบางคนจากที่ดินของมหาวิทยาลัย ทั้งที่บริเวณสยามสแควร์ และโรงแรมสากล ล้วนแต่เป็นที่ดิน

ในกรรมสิทธิ์ของจุฬาฯ

ผมเกิดแรงบันดาลใจ จึงกลับมาเรียบเรียงเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีในสมัยนั้น คือ

ดร.แถบ  นีละนิธิ โดยใช้นามปากกาว่า “นายฉันท์แก่น” ที่ใช้นามปากกานี้ มาจากฉายาที่ได้รับเมื่อ

ตอนผมบวชเป็นพระเมื่อมีนาคม 2513 ว่า“ฉันทสาโร ภิกขุ”คำว่า ฉันทะ แปลว่า พอใจ สาโร

แปลว่า สาระ ผมจึงใช้นามปากกานี้

จดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีนี้ มีเนื้อหาในการตั้งข้อสงสัยเรื่องทุจริตในการแสวงหา

ผลประโยชน์จากที่ดินของจุฬาฯ ในจดหมายนั้น อ้างถึงพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6

ที่พระราชทานที่ดินให้    จุฬาฯ เพื่อการศึกษา แต่กลับมีการนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ทางมิชอบ

เมื่อผมเขียนเสร็จแล้ว ก็นำไปให้เพื่อนที่อยู่หอพักจุฬาฯ ด้วยกันอ่าน คือ พี่สุริชัย หวันแก้ว ซึ่งก็เห็น

ดีด้วย ผมจึงได้นำไปยื่นให้กับ พี่ปิยะพันธ์ จำปาสุต (รุ่นที่ 19) เป็นสาราณียกรวารสารจุฬาสาร ที่ทำ

ขายในมหาวิทยาลัย ราคาเล่มละหนึ่งบาท

พี่ปิยะพันธ์อ่านแล้วก็ทักท้วงว่า

“เฮ้ย วรรคท้ายนี่แรงไปหน่อยว่ะ แก้ให้เบากว่านี้หน่อยได้ไหม”

ผมยังไม่ทันจะตอบอะไร พี่ปิยะพันธ์ก็บอกว่า

“อย่าไปแก้เลยว่ะ ลงไปตามนี้แหละ”

เป็นอันว่าจดหมายเปิดผนึกทั้งฉบับลงตีพิมพ์โดยไม่มีการแก้ไข ในจุฬาสาร

หนังสือจุฬาสารวางขายประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2513 จึงเกิดการฮือฮาของอาจารย์และ

นิสิตขึ้นและกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดจากันในวงกว้าง ผมและเพื่อนๆ อีก 4-5 คนไปพบกับ ม.ร.ว.

คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่บ้านซอยสวนพลู โดยปกติผมไปคารวะ ขอความรู้พูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ

การเมืองหรือเรื่องสัพเพเหระอยู่เป็นประจำ ก่อนลากลับ ผมเปิดหนังสือจุฬาสารหน้าที่มีจดหมาย

เปิดผนึกของนายฉันท์แก่นตีพิมพ์ให้อ่าน

บอกอาจารย์ว่า

“อาจารย์ครับ มีข้อเขียนเรื่องการทุจริตในจุฬาฯ ลงในจุฬาสารฉบับนี้ อาจารย์ช่วยดูให้หน่อยนะครับ”

อาจารย์ตอบว่า

“ได้ซิ พ่อคุณ ผมขออ่านก่อนนะ”

ในอีกไม่กี่วันต่อมา ปรากฏว่า อาจารย์คึกฤทธิ์ เขียนลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ หน้า 5 โดย

เขียนบนพื้นฐานของจดหมายเปิดผนึกฉบับนั้น พร้อมทั้งได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

โดยเฉพาะอย่ายิ่งได้หยิบยก ข้อความในตอนต้นของจดหมายที่ว่า“มหาวิทยาลัยนี้ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย มีอาจารย์อย่างเดียวเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีผู้บริหารวิทยาลัยอย่างเดียว   เป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีแต่เจ้าหน้าที่พนักงานภารโรงก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ หรือมีแต่นิสิตก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ดี ก็เห็นจะต้องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ประกอบกับสถานที่และวัสดุอุปกรณ์รวมกันจึง       จะเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อผมสังกัดอยู่ในองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ผมก็รู้สึก     ตัวเองว่าเป็นเจ้าของ ย่อมจะต้องรักและอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย ”

            อาจารย์คึกฤทธิ์ เขียนย้ำว่า นี่เป็นข้อความเตือนสติผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหมดที่พึงตระหนักยิ่ง

อาจารย์เขียนยกย่องว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญเปิดโปงในเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลจนเกิดเป็น

เรื่องราวใหญ่โตตามมา

อาจารย์บุญสิริ ชวลิตธำรง ในฐานะบรรณเวกยก์ในสมัยนั้น ได้สั่งเก็บหนังสือจุฬาสารฉบับนั้น

เพราะไม่อยากให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในมหาวิทยาลัย ยิ่งเร้าความสนใจใคร่รู้ของชาวจุฬาฯ

มากยิ่งขึ้น

ไม่กี่วันต่อมา มีการทำโปสเตอร์อย่างง่ายๆประมาณ 20 แผ่นที่มีใจความว่า “ชุมนุมต่อต้าน

การทุจริตในจุฬาฯ  7 ก.ย.13 เวลา 16.40 น. ณ เสาธงจุฬาฯ” และนำไปติดตามต้นจามจุรีในจุฬาฯ

ซึ่งคนที่ติดโปสเตอร์คือ คุณสมมุติ วงษ์ราษฎร์ จากคณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ คุณภูวดล ทรงประเสริฐ

จากคณะอักษรศาสตร์

การชุมนุมเป็นเรื่องที่ยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่เสียแล้ว

7 ก.ย. 13 เย็น ตามนัดหมาย นิสิตจุฬาฯ ราว 400 – 500 คน มาชุมนุมกันวิพากษ์วิจารณ์

กรณีอื้อฉาวจากข้อเขียนของนายฉันท์แก่น ที่ชุมนุมมีมติให้เพื่อนๆ จำนวนหนึ่งไปหาข้อมูลเพิ่มเติม

และออกคำแถลง โดยนัดชุมนุมกันอีกในเย็นวันรุ่งขึ้น

8 ก.ย. 13 เย็น ณ เสาธงจุฬาฯ ที่เดิม มีการชุมนุมอีกครั้ง แล้วนัดหมายกันว่า วันรุ่งขึ้นจะเดิน

ขบวนไปพบนายกรัฐมนตรี

9 ก.ย. 13 ราว 9.00 น. ปรากฏการณ์ที่นานๆ จะเกิดขึ้นได้ในประวัติศาสตร์ของชาวจุฬาฯ

นิสิตจุฬาฯ  ราว 3,000 คน ชุมนุมกัน ณ เสาธงจุฬาฯ แล้วเคลื่อนขบวนออกจากจุฬาฯไปตามถนน

พญาไทอย่างสง่างาม มุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล ตรงดิ่งไปพบ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายก ส.จ.ม. เป็นคนอ่านข้อเขียนของ นายฉันท์แก่น จากจุฬาสาร

ให้นายกฯ ฟังต่อหน้านิสิตจุฬาฯ ที่เดินขบวนไปในวันนั้น

นายกรัฐมนตรีมีบัญชาการให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย 3 คน คือ  ศ.ศุภชัย วานิชวัฒนา

ศ.สุขุม ศรีธัญญรัตน์ และ ศ.ม.ร.ว. แหลมฉาน หัสดินทร ณ อยุธยา ไปชี้แจงต่อที่ชุมนุมของ

นิสิตจุฬาฯ ในเย็นวันที่ 9 ก.ย. ณ เสาธงจุฬาฯ

ผู้บริหารบางคนไม่ยอมไปชี้แจง มีผู้บริหารคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“ผมไม่ยอมรับที่จะให้ที่ชุมนุมนี้เป็นศาลมาตัดสินผม”

ทำให้คุณประทีป นครชัย ผู้นำในการชุมนุมคนหนึ่งพูดว่า

“แต่นี่เป็นที่ชุมนุมโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี”

ผู้บริหารคนหนึ่งเสียเส้นถึงขนาดพูดกับที่ชุมนุมว่า

“คุณถามคำถามไม่ตรงคำตอบของผม” ทั้งๆ ที่ผู้ตอบควรจะถามตัวเองว่าตนเองตอบได้ตรง

คำถามหรือเปล่ามากกว่า

การชี้แจงของผู้บริหารล้มเหลว กลับสร้างความไม่พอใจเพิ่มขึ้นในหมู่นิสิตจุฬาฯ

ในที่สุดก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นอีก 2-3 ชุด ผมจำได้ว่า ชุดหนึ่งมี คุณชาญ ตโนทัย

เป็นประธาน  อีกชุดหนึ่งมี คุณบุญเรือน บัวจรูญ เป็นประธาน แต่กระบวนการล่าช้าจนล่วงเลยเวลา

ไปหลายปี จนท้ายที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า มีอาจารย์ระดับผู้บริหารเป็นผู้กระทำผิดในการนำเอาที่ดินของ

มหาวิทยาลัยไปใช้ในทางมิชอบ

เหตุการณ์ครั้งนั้น ผมจำได้ว่าคนที่ขึ้นพูดปราศรัยหน้าเสาธงจุฬาฯด้วยถ้อยคำที่จับใจและมีพลัง

อย่างยิ่ง คือ คุณประทีป นครชัย (รุ่นที่ 20) ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ในตอนนั้น อาจารย์ ดร.ชัยอนันต์

 สมุทวณิช (รุ่นที่ 14) มายืนตรงตีนบันไดหน้าหอประชุมตรงหน้าเสาธง มาให้กำลังใจอย่างแรง และ

ยังมีเหล่าเพื่อนพ้องคนอื่นๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในครั้งนั้น เช่น คุณเจษฎา วัชรประภาพงศ์

 คุณรัตนวรรณ เลาหะพันธ์ เพื่อนร่วมรุ่น 20 ที่เป็นตัวแทนเข้าเจรจากับนายกรัฐมนตรี

นี่คือการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพราะเป็นการรวมพลังของเหล่านิสิตนักศึกษาที่มีขึ้นหลังจาก

ชุมนุมใหญ่ของนิสิตนักศึกษาที่ต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2500 ต่อมาก็มีการชุมนุม

ประท้วงการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงแม้ว่าในยุคนั้นจะเป็นยุคแห่งอำนาจของ

จอมพลถนอม-จอมพลประภาสก็ตาม แต่เมื่อมีการรวมตัวกันเป็นจำนวนนับพันแบบนี้ ทำให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้

ผลได้ที่สำคัญมากกว่าในเวลานั้น ที่ผมสรุปได้อย่างน้อยมี 2 ประเด็น

  1. เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในการบริหารงานแลบริหารเงินของมหาวิทยาลัยโดยมี

ศ.เติมศักดิ์ กฤษณามระ มาเป็นอธิการบดี ต่อเนื่องมาเป็น ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล เป็นอธิการบดี

ลำดับต่อมา ทำให้การบริหารมหาวิทยาลัย มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณต่อมหา

วิทยาลัยยิ่งกว่าในยุคก่อน

  1. เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการรวมพลังของนิสิตนักศึกษาที่เห็นเด่นชัดมาก เพราะในยุคนั้น

นิสิตนักศึกษาไม่กล้าแสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีความหวาดกลัวที่จะชุมนุมเดินขบวน ยิ่งออกมา

นอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วยแล้วยิ่งหวาดผวากันไปหมด การเดินขบวนจุฬาฯ ครั้งนั้น จึงเป็นสัญลักษณ์

ไฟเขียวให้แก่การชุมนุมเดินขบวนในครั้งต่อๆมา เช่นการชุมนุมรณรงค์ใช้ผ้าดิบ การชุมนุมต่อต้านสินค้า

ญี่ปุ่น ที่นำโดยธีรยุทธ บุญมี รวมถึงการชุมนุมต่อต้านการลบชื่อ 9 นักศึกษารามคำแหง และส่งผลไป

ถึงการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ของนักศึกษาประชาชนซึ่งแกนนำใน

ครั้งนั้นหลายคนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวจุฬาฯ

เห็นได้ว่า การต่อสู้เพื่อต่อต้านการทุจริต ก็จำหลักอยู่ในหัวใจชาวจุฬาฯทั้งมวล

            “ทั่วราชอาณาจักรนี้เราเป็นหลักอยู่แต่ละส่วน”

             ชาวจุฬาฯ จึงควรรู้ค่าแห่งเกียรติภูมิจุฬา………..

             เกียรติภูมิจุฬาฯ มิใช่ขีดวงจำกัดอยู่เพียง

            “อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ” เท่านั้น

             แต่ได้ขยายวงไปสู่พื้นที่แห่งความถูกต้องเป็นธรรมด้วย


 

จดหมายถึงสาราณียกร

 

คุณสาราณียกร ส.จ.ม. ครับ

            ผมขอส่ง จ.ม. แสดงความคิดเห็นและและข้อขัดข้องใจมาให้คุณช่วยลง “จุฬาสาร”

สักหนึ่งฉบับด้วย ไม่แน่ใจนักว่าคุณจะลงให้หรือเปล่า แต่ผมก็ตั้งใจเขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ

และคิดว่าเป็นเรื่องที่ตรงกับความสนใจของเพื่อนนิสิตหลายคน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมคุณ

คงลงให้นะครับ

ขอบคุณ

นายฉันท์แก่น

 

คุณฉันท์แก่นครับ

เอาอย่างไรกับจดหมาย ผมได้ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเอาอย่างไรกับ จ.ม. ถึงท่านอธิการบดีส่งผ่าน     มาให้ผมลง “จุฬาสาร” ดี  ผลที่สุดต้องขอพึ่งความเห็นกรรมการสโมสรหลายท่าน ซึ่งสนับสนุนให้ลง โดยเฉพาะนายกสโมสรเห็นว่า “จุฬาสาร” ควรเป็นสื่อกลางทัศนคติเสรีอันแท้จริงของชาวจุฬาฯ และ จ.ม. ของคุณก็ตรงกับข้อข้องใจของนิสิตส่วนใหญ่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยคงใจกว้างพอที่จะรับฟังเพื่อหาทางขจัด ความคิดเห็นผิดๆ อันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ผมจึงตัดสินใจนำลงให้คุณ ถ้ามีเหตุขัดข้องบางประการ    แก่ผมอย่างใดละก้อ  กรุณาถอดหน้าไอ้โม่งไปช่วยปลอบใจกันบ้างนะครับ

สาราณียกร  ส.จ.ม.

กราบเรียนท่านอธิการบดีผ่านสาราณียกร  ส.จ.ม.

ก่อนอื่นผมใคร่ขอเรียนว่าผมเป็นนิสิตจุฬาคนหนึ่ง  ในฐานะที่ผมเป็นนิสิตจุฬานี้เอง ผมจึงมีความ   ใคร่รู้ในบางสิ่งบางอย่างอันเกี่ยวเนื่องด้วยจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เพราะผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยนี้ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย มีอาจารย์อย่างเดียวเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีผู้บริหารวิทยาลัยอย่างเดียว    เป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีแต่เจ้าหน้าที่พนักงานภารโรงก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ หรือมีแต่นิสิตก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ดี ก็เห็นจะต้องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ประกอบกับสถานที่และวัสดุอุปกรณ์รวมกันจึง       จะเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อผมสังกัดอยู่ในองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ผมก็รู้สึก     ตัวเองว่าเป็นเจ้าของ ย่อมจะต้องรักและอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย

ท่านอธิการบดีครับ ผมได้ยินอะไรต่อมิอะไรมาพอสมควรซึ่งผมยังมิได้ปลงใจเชื่อเลยสักอย่าง       เดียว เพราะอย่างนี้ผมถึงมีแต่ความแคลงใจจนไม่รู้ว่าจะไปหาความกระจ่างจากที่ไหนได้ จึงหันหน้ามา         พึ่งท่านอธิการบดี

ท่านอธิการบดีครับ เมื่อก่อนที่จะสร้างเป็นสยามสแคว์นั้นมีอาจารย์จุฬาฯ และนิสิตเก่าที่รักจุฬาฯ กลุ่มหนึ่งพยายามจะช่วยกันสร้างให้บริเวณนั้นเป็น University Town คือมีร้านรวงต่างๆ ที่จะบริการแก่  นิสิตในราคาเมตตา ได้แก่ร้านตัดเย็บเครื่องแบบ ร้านขายหนังสือ ร้านอาหาร สวนสาธารณะ    ฯลฯ คือทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นจะเป็นสถานที่นิสิตจุฬาฯทั้งหมด ตอนนั้นมีการออกแบบแปลนกันอย่างดี ครั้นเมื่ออาจารย์ผู้นั้นเสนอเรื่องให้มหาวิทยาลัยในสมัยนั้น อาจารย์ผู้นั้นก็กลับถูกอำนาจมืดต้องออกไปอยู่ที่อื่น ชื่อของอาจารย์ท่านนั้นก็ยังคุ้นหูผมอยู่ ผมกะว่าว่างๆ จะไปเคารพและสนทนากับท่านสักครั้งหนึ่งคงจะได้อะไร มากราบเรียนท่านอธิการบดีเพิ่มเติมอีกก็ได้ ผลลัพธ์ของความปรารถนาดีอันนั้น  กลับกลายมาเป็นสยามสแคว์ปัจจุบันซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้าใหญ่ โรงหนังและโรงนวด ก็เห็นได้ชัดเจน    ดีครับว่า พระราชประสงค์ของ ในหลวงรัชกาลที่ห้าที่พระราชทานผืนดินแผ่นนี้เพื่อ ให้เป็นสถานเกื้อกูลการศึกษา เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างนี้ ทั้งๆ ที่บ่นกันว่าจุฬาฯ ไม่มีที่จะขยับขยายแล้ว ถ้าเหตุการณ์เป็นไป อย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าจะแปรเจตนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าอย่างไรดี

ท่านอธิการบดีครับ โรงแรมสากลนั้นแต่เดิมที่เรียกว่า University Hotel ผมทราบว่าจุดประสงค์   แต่เดิมนั้นสร้างไว้ ให้เป็นที่พักของอาจารย์ที่ไม่มีบ้านอยู่ ตอนนั้นยังไม่ติดเครื่องปรับอากาศ บังเอิญ           ระยะนั้นมีเอเชียนเกมส์จำเป็นต้องใช้ที่นั่นเป็นที่พักของ นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เครื่องปรับอากาศเลยต้องเอามาติดกันตอนนั้น เมื่อสิ้นเอเชียนเกมส์แล้วก็เอาเครื่องออกไม่ได้เพราะลงทุนทำไปแล้ว ครั้นอาจารย์จุฬาฯ จะอยู่ที่นั่นก็ว่าหรูหราเกินไป อาจารย์จุฬาฯ จำนวนหนึ่งจึงต้องไปพักอยู่ที่ “จุฬานิเวศน์” อาจารย์อีกจำนวนหนึ่งไม่มีที่อยู่ก็ต้องกระเสือกกระสนเช่าที่พักราคาแพงที่อื่นต่อไป และแล้ว University Hotel ก็มีธุรกิจโรงแรมเป็น กิจลักษณะไปโดยปริยาย อดีตผู้ใหญ่ของเราท่านหนึ่งกับอดีตผู้จัดการ  University Hotel ก็ดูเหมือนจะเอื้อเฟื้อผลประโยชน์อันงอกเงยจากโรงแรมนี้แก่กันและกันตามอัธยาศัย ผมไม่ทราบว่าประโยชน์ปัจจุบันจะตกทอดมาถึงใครต่อใครในจุฬาฯบ้างหรือเปล่า แล้วหอพักอาจารย์หรือโรงแรมสากลแห่งนี้ก็ไม่ผิดกับโรงแรมชั้นต่ำอื่นๆทั่วไป คือหาผู้หญิงประเภทนั้นได้ ท่านอธิการบดีครับ ผมเข้าใจหรือรู้ผิดอะไรตรงไหนบ้างหรือเปล่าครับ

ท่านอธิการบดีครับ วกกลับมาสยามสแคว์อีกที ที่จริงสถานที่นี้ก็เพิ่งสร้างสองสามปีมานี่เอง เมื่อก่อนที่เซาท์อีสต์ เอเชีย คอนสตรัคชั่น  จะมารับเหมาก่อสร้างนั้น ต้องเสียค่าหน้าดินราคาสิบสองล้านบาทเงินจำนวนนี้ที่ผมรู้มันไม่ได้อยู่ในบัญชีรายได้ของมหาวิทยาลัยหรอกครับ มันก็คง เกี่ยวเนื่องกับข้อความตอนแรกๆ ที่ผมเขียนไว้กระมัง ส่วนที่เก็บแป๊ะเจี๊ยะอีกห้องละสี่แสนบาทนั้น  ตั้งไม่รู้จักกี่สิบห้อง เป็นเงินเท่าไรไม่ทราบไม่รู้ว่ามันไปไหนหมดนะครับ

ท่านอธิการบดีกรุณาอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะครับผมยังอยากคุยต่อ  ที่ตึกเลขาธิการนั่นมีบริษัท  เอกชนแห่งหนึ่งตั้งโต๊ะทำงานอยู่ประจำ รู้สึกว่าบริษัทนี้ใจอารีดีเพราะให้โฆษณาหนังสือในจุฬาฯ ปีละ     หลายสิบเล่ม อยากจะเรียนถามว่าบริษัทนี้เขามาทำอะไร ผมได้ยินว่าเป็นผู้จัดสรรผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ถ้าอย่างนั้นสำนักงานผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยนั้นทำหน้าที่ต่างกับบริษัทนี้อย่างไร       ตามความเข้าใจของผมที่ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ มันเป็นอย่างนี้ครับคือบริษัทนี้แกเป็นผู้จัดการผลประโยชน์     ให้มหาวิทยาลัย คือแทนที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นราชการจะจัดการเสียเองก็ให้บริษัทเอกชนทำ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องมีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาตรวจ เนื่องจากเป็นเรื่องของเอกชนทำ ถ้าอย่างนั้น บริษัทนี้แกให้มหาวิทยาลัยคุ้มค่าควรได้หรือเปล่าครับ เนื้อที่จุฬาฯตั้งแต่สะพานเหลือง สนามกีฬาเรื่อยมาจดถนนอังรีดูนังต์ตั้งไม่รู้กี่ร้อยไร่ มีห้องแถวกี่ร้อยห้อง รายได้อันเกิดแต่พื้นที่ธุรกิจนั้นปีหนึ่งกี่สิบล้าน ผมทราบว่าให้มหาวิทยาลัยแค่เจ็ดล้านบาทแล้วไอ้ส่วนที่เกินเจ็ดล้านบาทนั้น แกไปให้ใครต่อใครอีกบ้างหรือเปล่าครับ เสียงว่าบริษัทนี้แกเป็นผู้ไล่ที่ไล่ทางพวกแหล่งสลัมด้วยใช่ไหมครับ อันนี้มไม่ติดใจ ผมสนใจแต่ว่าแท้จริงแล้ว แกทำอะไร อย่างไร เท่าไร กับใคร เท่านั้น แหละครับ

ว่าที่จริงผมมีเรื่องจะคุยกับท่านอธิการบดีมากกว่านี้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องน่าสนใจมาก เช่น โครงการสร้างสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัยมันสาบสูญไปได้อย่างไร ตึกวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เพิ่งสร้างใหม่ข้างตึกจักรพงษ์ตามแปลนเป็นห้าชั้นทำไมเหลือสามชั้น ฯลฯ แต่ผมว่าเอาไว้โอกาสหลังดีกว่า เวลานี้ผมและเพื่อนๆ อีกหลายสิบคนกำลังหาความรู้เพิ่มเติมทำนองนี้อยู่เรื่อยๆ คงได้อะไรมากราบเรียนกันอีก ว่าแต่ว่าคงไม่มีใครมาพูดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย นิสิตไม่เกี่ยว เพราะถ้าอย่างนั้นผมก็เห็นจะต้องสันนิษฐานใครผู้นั้นบ้างว่า ที่พูดอย่างนั้นเพราะต้องการจะเกี่ยวอยู่คนเดียว หมู่เดียว เพื่อจะได้กอบโกยกันให้ถนัดมืออย่างนั้นใช่ไหม คงเป็นความอัปยศอย่างใหญ่หลวงของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาที่ลือชื่อที่สุดของชาติ ที่มีปรากฏการณ์อย่างนี้ เมื่อท่านผู้นั้น สุจริตจริงท่านก็พึงควรให้ผมและเพื่อนๆ ได้รับรู้บ้างซิครับว่า อะไรมันเป็นอะไร ตลอดเวลาที่ผมรู้จักจุฬาฯ ยังไม่เคยเห็นว่ามหาวิทยาลัยมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะเปิดเผยรายได้ของมหาวิทยาลัยให้ทราบกันเลย อย่างนี้จะให้ผมและเพื่อนๆ เข้าใจว่าอย่างไร

ท่านอธิการบดีครับ ผมขอเรียนว่าปกติผมมีนิสัยเป็นคนกล้า ผมน่าจะลงชื่อจริงของผมในการเขียนเรื่องนี้ แต่ครั้งนี้ผมกลายเป็นคนกลัวไปเสียแล้วเพราะเมื่อปีก่อนคณบดีท่านหนึ่งถูกเชิญออกจากตำหน่งจนถึงกับต้องเดินขบวนกัน ก็เพราะเหตุที่ท่านอยากรู้อย่างที่ ผมเรียนถามอยู่นี้ เอาเป็นว่าผมเป็นนิสิตจุฬาฯ คนหนึ่งก็แล้วกันนะครับ เพื่อนๆ ของผมหลายคนเขาอยากให้รายได้ของมหาวิทยาลัย มาก่อประโยชน์แก่นิสิตทั่วไป เช่น สร้างหอพักเพิ่มเติม ปลูกต้นไม้ ตั้งโต๊ะเก้าอี้นั่งเล่น ปรับปรุงหอสมุด ฯลฯ  ทำอะไรได้อีกมากมายเชียวนะครับ ถ้าหากรายได้ของเรามันเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ เป็นความคลางแคลงที่กล่าวกันหนาหูทั่วไป ผมว่า อันนี้ส่อถึงทัศนคติไม่ดี       ต่อมหาวิทยาลัย ผมเองได้ยินได้ฟังมาอย่างนี้ ก็พลอยไม่ชอบใจมหาวิทยาลัยไปด้วย มันอาจจะคลาด      เคลื่อนจากความจริงบ้าง แต่มันก็คงมีมูลอยู่ไม่น้อยผมถึงว่าน่าจะมีการชี้แจงความข้องใจดังกล่าว             เพื่อรักษาศรัทธาที่ดีของคนต่อมหาวิทยาลัยเอาไว้

แต่ท่านอธิการบดีครับ ตำแหน่งที่รองๆ จากท่านผมรู้สึกว่ามั่งมีขึ้นผิดหูผิดตาจนน่าสังเกตนะครับ                                                                

                                                                                                เคารพ

นายฉันท์แก่น

หมายเหตุ          จดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีจุฬาฯ ของ “นายฉันท์แก่น” ฉบับนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร

                        จุฬาสาร ฉบับเดือนสิงหาคม 2513  ซึ่งมี ปิยะพันธ์ จัมปาสุต เป็นสาราณียกร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s