เดิน เดิน (ขบวน) เถิดรา นิสิตมหาจุฬาลงกรณ์

20171126_demonstration

ผมเป็นนิสิตรัฐศาสตร์รุ่นที่ 20 เข้าเรียนเมื่อปี 2510 เป็นรุ่นเดียวกับ คุณพลากร สุวรรณรัฐ

องคมนตรีในขณะนี้ คุณพงศ์โพยม วาศะภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย คุณปรีชา วัชราภัย อดีต

เลขาธิการ กพ. คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กระทรวงต่างประเทศ  คุณพิรุณ ฉัตรวนิชกุล อดีตรอง

เลขาธิการ กกต.  รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ อดีตกรรมการ กฟผ.  คุณเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ อดีต

ผวจ.นนทบุรี  คุณชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด  ผมจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2513 จากแผนก

รัฐประศาสนศาสตร์

เมื่อแรกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์นั้น ผมก็มีความตื่นเต้น ดีใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ด้วยนิสัย

ใจคอส่วนตัวของผม ผมไม่ค่อยมีความสุขนักกับระบบการประชุมเชียร์ การว้าก รวมไปถึงข้อกีดกันบาง

อย่างที่มีไว้สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 1 เช่น การขึ้นบันไดหน้าตึก 1 ห้ามนิสิตชั้นปีอื่นๆ นั่งโต๊ะซีเนียร์ใน

โรงอาหาร บางครั้งผมแสดงความไม่พอใจต่อระบบนี้อย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่ถึงกับวางตนเป็นปฏิปักษ์เสีย

ทีเดียว ผมทำตัวกลมกลืนไปกับเพื่อนๆ และมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมค่ายอาสาสมัคร

ในปี 2510 ที่ผมเข้าเป็นปีแรกนั้น มีค่ายรัฐศาสตร์ เป็นครั้งแรก พี่ภักดี รัตนผล (ริมมากุล

ทรัพย์) เป็นผู้อำนวยการค่าย เราได้ไปขุดบ่อน้ำ เจาะบ่อบาดาลกันที่บ้านหัน ต.โนนหัน อ.ชุมแพ

จ.ขอนแก่น จากการไปค่ายในครั้งนั้น ทำให้พวกเราได้สัมผัสชีวิตชาวบ้านและพบว่าเป็นประสบการณ์

ที่ดีมากของผม

สภาพการเมืองในยุคนั้นเป็นยุคของ จอมพลถนอม กิตติขจร เรืองอำนาจ การเคลื่อนไหวทาง

การเมืองไม่สามารถทำได้อย่างเปิดเผย นิสิตนักศึกษามีบทบาทไปในกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแข่งขัน

ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ การจัดงานรื่นเริงสังสรรค์ต่างๆ เช่น เฟรชชี่ไนท์ ซอฟฟอรมอร์ไนท์

หรืออื่นๆ ดังเช่นมีการบรรยายถึงสภาวการณ์ในยุคนั้นผ่านกลอนที่ชื่อว่า กูเป็นนิสิตนักศึกษา

ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่เขียนไว้ในนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เมื่อปี พ.ศ. 2511 ว่า

 “กูเป็นนิสิตนักศึกษา      วาสนาสูงส่งสโมสร

ย่ำค่ำกูจะย่ำไปงานบอล       เสพเสน่ห์เกสรสุมาลี

กูเป็นนิสิตนักศึกษา      พริ้งสง่างามผงาดเพียงราชสีห์

มันสมองของสยามธานี           ค่ำนี้กูจะนาบให้หนำใจ

กูเป็นนิสิตนักศึกษา         เจ้าขี้ข้ารู้จักกูหรือไหม

หัวเข็มขัดกลัดกระดุมปุ่มเนคไท         หลีกไปหลีกไปอย่ากีดทาง”

 

นี่คือบรรยากาศของนิสิตนักศึกษาในยุคนั้นภายใต้ยุคเผด็จการ ค่ายอาสาสมัครเป็นกิจกรรมที่

ไม่กระทบกระเทือนใคร ตลอด 4 ปี ผมไปออกค่ายอาสาสมัครรวม 7 ครั้งทั้งปิดเทอมกลางปีและปลายปี

มีทั้งค่ายของคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ทีมีขึ้นตอนปิดเทอมกลางปีของทุกปี และมีค่ายชาวเขาของชมรม

ศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนกลางของสโมสรนิสิตจุฬาฯ

การได้ออกค่ายอาสาสมัคร ทำให้ผมจับใจบทกวีอีกบทหนึ่งที่ วิทยากร เชียงกูล เขียนไว้ใน

นิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ว่า

“จะสอยดาวสาวเดือนที่เกลื่อนฟ้า       มาเป็นอาหารให้คนไร้สิ้น

                        ฟันนภาที่เห็นออกเป็นชิ้น                                        เอามาสินเย็บเป็นเสื้อเผื่อคนจน”

 

ในปี 2512 นั้น คุณธีระชัย เขมนะสิริ (รุ่นที่ 18) นายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน

สมัยนั้นเป็นคนสำคัญร่วมกับผู้นำมหาวิทยาลัยอื่นก่อตั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(ศนท.)

เป็นผลสำเร็จ  คุณโกศล โรจนพันธ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเลขาธิการ ทำให้มีองค์กรนิสิต

นักศึกษาเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก แต่กิจกรรมในยุคนั้นยังไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรม

ทางการเมือง

เพื่อนร่วมรุ่น เช่น คุณพิรุณ ฉัตรวณิชกุล   คุณรัตนวรรณ เลาหะพันธ์  คุณประทีป นครชัย

ได้อาศัยชมรมค่ายอาสาสมัคร ชมรมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี ชมรมปาฐกถาโต้วาที ชมรม

วิชาการของคณะบ้างจัดกิจกรรมในคณะและกิจกรรมของสโมสรของนิสิตจุฬาฯตามสภาพที่เป็นไปได้

ปี 2513 ผมรับเลือกเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปีนั้น ผมได้มีโอกาส

พบพูดคุยกับอดีตอาจารย์ท่านหนึ่งของจุฬาฯ อาจารย์คุยถึงเบื้องหลังการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้บริหารบางคนจากที่ดินของมหาวิทยาลัย ทั้งที่บริเวณสยามสแควร์ และโรงแรมสากล ล้วนแต่เป็นที่ดิน

ในกรรมสิทธิ์ของจุฬาฯ

ผมเกิดแรงบันดาลใจ จึงกลับมาเรียบเรียงเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีในสมัยนั้น คือ

ดร.แถบ  นีละนิธิ โดยใช้นามปากกาว่า “นายฉันท์แก่น” ที่ใช้นามปากกานี้ มาจากฉายาที่ได้รับเมื่อ

ตอนผมบวชเป็นพระเมื่อมีนาคม 2513 ว่า“ฉันทสาโร ภิกขุ”คำว่า ฉันทะ แปลว่า พอใจ สาโร

แปลว่า สาระ ผมจึงใช้นามปากกานี้

จดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีนี้ มีเนื้อหาในการตั้งข้อสงสัยเรื่องทุจริตในการแสวงหา

ผลประโยชน์จากที่ดินของจุฬาฯ ในจดหมายนั้น อ้างถึงพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6

ที่พระราชทานที่ดินให้    จุฬาฯ เพื่อการศึกษา แต่กลับมีการนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ทางมิชอบ

เมื่อผมเขียนเสร็จแล้ว ก็นำไปให้เพื่อนที่อยู่หอพักจุฬาฯ ด้วยกันอ่าน คือ พี่สุริชัย หวันแก้ว ซึ่งก็เห็น

ดีด้วย ผมจึงได้นำไปยื่นให้กับ พี่ปิยะพันธ์ จำปาสุต (รุ่นที่ 19) เป็นสาราณียกรวารสารจุฬาสาร ที่ทำ

ขายในมหาวิทยาลัย ราคาเล่มละหนึ่งบาท

พี่ปิยะพันธ์อ่านแล้วก็ทักท้วงว่า

“เฮ้ย วรรคท้ายนี่แรงไปหน่อยว่ะ แก้ให้เบากว่านี้หน่อยได้ไหม”

ผมยังไม่ทันจะตอบอะไร พี่ปิยะพันธ์ก็บอกว่า

“อย่าไปแก้เลยว่ะ ลงไปตามนี้แหละ”

เป็นอันว่าจดหมายเปิดผนึกทั้งฉบับลงตีพิมพ์โดยไม่มีการแก้ไข ในจุฬาสาร

หนังสือจุฬาสารวางขายประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2513 จึงเกิดการฮือฮาของอาจารย์และ

นิสิตขึ้นและกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดจากันในวงกว้าง ผมและเพื่อนๆ อีก 4-5 คนไปพบกับ ม.ร.ว.

คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่บ้านซอยสวนพลู โดยปกติผมไปคารวะ ขอความรู้พูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ

การเมืองหรือเรื่องสัพเพเหระอยู่เป็นประจำ ก่อนลากลับ ผมเปิดหนังสือจุฬาสารหน้าที่มีจดหมาย

เปิดผนึกของนายฉันท์แก่นตีพิมพ์ให้อ่าน

บอกอาจารย์ว่า

“อาจารย์ครับ มีข้อเขียนเรื่องการทุจริตในจุฬาฯ ลงในจุฬาสารฉบับนี้ อาจารย์ช่วยดูให้หน่อยนะครับ”

อาจารย์ตอบว่า

“ได้ซิ พ่อคุณ ผมขออ่านก่อนนะ”

ในอีกไม่กี่วันต่อมา ปรากฏว่า อาจารย์คึกฤทธิ์ เขียนลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ หน้า 5 โดย

เขียนบนพื้นฐานของจดหมายเปิดผนึกฉบับนั้น พร้อมทั้งได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

โดยเฉพาะอย่ายิ่งได้หยิบยก ข้อความในตอนต้นของจดหมายที่ว่า“มหาวิทยาลัยนี้ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย มีอาจารย์อย่างเดียวเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีผู้บริหารวิทยาลัยอย่างเดียว   เป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีแต่เจ้าหน้าที่พนักงานภารโรงก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ หรือมีแต่นิสิตก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ดี ก็เห็นจะต้องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ประกอบกับสถานที่และวัสดุอุปกรณ์รวมกันจึง       จะเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อผมสังกัดอยู่ในองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ผมก็รู้สึก     ตัวเองว่าเป็นเจ้าของ ย่อมจะต้องรักและอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย ”

            อาจารย์คึกฤทธิ์ เขียนย้ำว่า นี่เป็นข้อความเตือนสติผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหมดที่พึงตระหนักยิ่ง

อาจารย์เขียนยกย่องว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญเปิดโปงในเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลจนเกิดเป็น

เรื่องราวใหญ่โตตามมา

อาจารย์บุญสิริ ชวลิตธำรง ในฐานะบรรณเวกยก์ในสมัยนั้น ได้สั่งเก็บหนังสือจุฬาสารฉบับนั้น

เพราะไม่อยากให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในมหาวิทยาลัย ยิ่งเร้าความสนใจใคร่รู้ของชาวจุฬาฯ

มากยิ่งขึ้น

ไม่กี่วันต่อมา มีการทำโปสเตอร์อย่างง่ายๆประมาณ 20 แผ่นที่มีใจความว่า “ชุมนุมต่อต้าน

การทุจริตในจุฬาฯ  7 ก.ย.13 เวลา 16.40 น. ณ เสาธงจุฬาฯ” และนำไปติดตามต้นจามจุรีในจุฬาฯ

ซึ่งคนที่ติดโปสเตอร์คือ คุณสมมุติ วงษ์ราษฎร์ จากคณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ คุณภูวดล ทรงประเสริฐ

จากคณะอักษรศาสตร์

การชุมนุมเป็นเรื่องที่ยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่เสียแล้ว

7 ก.ย. 13 เย็น ตามนัดหมาย นิสิตจุฬาฯ ราว 400 – 500 คน มาชุมนุมกันวิพากษ์วิจารณ์

กรณีอื้อฉาวจากข้อเขียนของนายฉันท์แก่น ที่ชุมนุมมีมติให้เพื่อนๆ จำนวนหนึ่งไปหาข้อมูลเพิ่มเติม

และออกคำแถลง โดยนัดชุมนุมกันอีกในเย็นวันรุ่งขึ้น

8 ก.ย. 13 เย็น ณ เสาธงจุฬาฯ ที่เดิม มีการชุมนุมอีกครั้ง แล้วนัดหมายกันว่า วันรุ่งขึ้นจะเดิน

ขบวนไปพบนายกรัฐมนตรี

9 ก.ย. 13 ราว 9.00 น. ปรากฏการณ์ที่นานๆ จะเกิดขึ้นได้ในประวัติศาสตร์ของชาวจุฬาฯ

นิสิตจุฬาฯ  ราว 3,000 คน ชุมนุมกัน ณ เสาธงจุฬาฯ แล้วเคลื่อนขบวนออกจากจุฬาฯไปตามถนน

พญาไทอย่างสง่างาม มุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล ตรงดิ่งไปพบ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายก ส.จ.ม. เป็นคนอ่านข้อเขียนของ นายฉันท์แก่น จากจุฬาสาร

ให้นายกฯ ฟังต่อหน้านิสิตจุฬาฯ ที่เดินขบวนไปในวันนั้น

นายกรัฐมนตรีมีบัญชาการให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย 3 คน คือ  ศ.ศุภชัย วานิชวัฒนา

ศ.สุขุม ศรีธัญญรัตน์ และ ศ.ม.ร.ว. แหลมฉาน หัสดินทร ณ อยุธยา ไปชี้แจงต่อที่ชุมนุมของ

นิสิตจุฬาฯ ในเย็นวันที่ 9 ก.ย. ณ เสาธงจุฬาฯ

ผู้บริหารบางคนไม่ยอมไปชี้แจง มีผู้บริหารคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“ผมไม่ยอมรับที่จะให้ที่ชุมนุมนี้เป็นศาลมาตัดสินผม”

ทำให้คุณประทีป นครชัย ผู้นำในการชุมนุมคนหนึ่งพูดว่า

“แต่นี่เป็นที่ชุมนุมโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี”

ผู้บริหารคนหนึ่งเสียเส้นถึงขนาดพูดกับที่ชุมนุมว่า

“คุณถามคำถามไม่ตรงคำตอบของผม” ทั้งๆ ที่ผู้ตอบควรจะถามตัวเองว่าตนเองตอบได้ตรง

คำถามหรือเปล่ามากกว่า

การชี้แจงของผู้บริหารล้มเหลว กลับสร้างความไม่พอใจเพิ่มขึ้นในหมู่นิสิตจุฬาฯ

ในที่สุดก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นอีก 2-3 ชุด ผมจำได้ว่า ชุดหนึ่งมี คุณชาญ ตโนทัย

เป็นประธาน  อีกชุดหนึ่งมี คุณบุญเรือน บัวจรูญ เป็นประธาน แต่กระบวนการล่าช้าจนล่วงเลยเวลา

ไปหลายปี จนท้ายที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า มีอาจารย์ระดับผู้บริหารเป็นผู้กระทำผิดในการนำเอาที่ดินของ

มหาวิทยาลัยไปใช้ในทางมิชอบ

เหตุการณ์ครั้งนั้น ผมจำได้ว่าคนที่ขึ้นพูดปราศรัยหน้าเสาธงจุฬาฯด้วยถ้อยคำที่จับใจและมีพลัง

อย่างยิ่ง คือ คุณประทีป นครชัย (รุ่นที่ 20) ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ในตอนนั้น อาจารย์ ดร.ชัยอนันต์

 สมุทวณิช (รุ่นที่ 14) มายืนตรงตีนบันไดหน้าหอประชุมตรงหน้าเสาธง มาให้กำลังใจอย่างแรง และ

ยังมีเหล่าเพื่อนพ้องคนอื่นๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในครั้งนั้น เช่น คุณเจษฎา วัชรประภาพงศ์

 คุณรัตนวรรณ เลาหะพันธ์ เพื่อนร่วมรุ่น 20 ที่เป็นตัวแทนเข้าเจรจากับนายกรัฐมนตรี

นี่คือการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพราะเป็นการรวมพลังของเหล่านิสิตนักศึกษาที่มีขึ้นหลังจาก

ชุมนุมใหญ่ของนิสิตนักศึกษาที่ต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2500 ต่อมาก็มีการชุมนุม

ประท้วงการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงแม้ว่าในยุคนั้นจะเป็นยุคแห่งอำนาจของ

จอมพลถนอม-จอมพลประภาสก็ตาม แต่เมื่อมีการรวมตัวกันเป็นจำนวนนับพันแบบนี้ ทำให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้

ผลได้ที่สำคัญมากกว่าในเวลานั้น ที่ผมสรุปได้อย่างน้อยมี 2 ประเด็น

  1. เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในการบริหารงานแลบริหารเงินของมหาวิทยาลัยโดยมี

ศ.เติมศักดิ์ กฤษณามระ มาเป็นอธิการบดี ต่อเนื่องมาเป็น ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล เป็นอธิการบดี

ลำดับต่อมา ทำให้การบริหารมหาวิทยาลัย มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณต่อมหา

วิทยาลัยยิ่งกว่าในยุคก่อน

  1. เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการรวมพลังของนิสิตนักศึกษาที่เห็นเด่นชัดมาก เพราะในยุคนั้น

นิสิตนักศึกษาไม่กล้าแสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีความหวาดกลัวที่จะชุมนุมเดินขบวน ยิ่งออกมา

นอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วยแล้วยิ่งหวาดผวากันไปหมด การเดินขบวนจุฬาฯ ครั้งนั้น จึงเป็นสัญลักษณ์

ไฟเขียวให้แก่การชุมนุมเดินขบวนในครั้งต่อๆมา เช่นการชุมนุมรณรงค์ใช้ผ้าดิบ การชุมนุมต่อต้านสินค้า

ญี่ปุ่น ที่นำโดยธีรยุทธ บุญมี รวมถึงการชุมนุมต่อต้านการลบชื่อ 9 นักศึกษารามคำแหง และส่งผลไป

ถึงการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ของนักศึกษาประชาชนซึ่งแกนนำใน

ครั้งนั้นหลายคนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวจุฬาฯ

เห็นได้ว่า การต่อสู้เพื่อต่อต้านการทุจริต ก็จำหลักอยู่ในหัวใจชาวจุฬาฯทั้งมวล

            “ทั่วราชอาณาจักรนี้เราเป็นหลักอยู่แต่ละส่วน”

             ชาวจุฬาฯ จึงควรรู้ค่าแห่งเกียรติภูมิจุฬา………..

             เกียรติภูมิจุฬาฯ มิใช่ขีดวงจำกัดอยู่เพียง

            “อาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจ” เท่านั้น

             แต่ได้ขยายวงไปสู่พื้นที่แห่งความถูกต้องเป็นธรรมด้วย


 

จดหมายถึงสาราณียกร

 

คุณสาราณียกร ส.จ.ม. ครับ

            ผมขอส่ง จ.ม. แสดงความคิดเห็นและและข้อขัดข้องใจมาให้คุณช่วยลง “จุฬาสาร”

สักหนึ่งฉบับด้วย ไม่แน่ใจนักว่าคุณจะลงให้หรือเปล่า แต่ผมก็ตั้งใจเขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ

และคิดว่าเป็นเรื่องที่ตรงกับความสนใจของเพื่อนนิสิตหลายคน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมคุณ

คงลงให้นะครับ

ขอบคุณ

นายฉันท์แก่น

 

คุณฉันท์แก่นครับ

เอาอย่างไรกับจดหมาย ผมได้ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเอาอย่างไรกับ จ.ม. ถึงท่านอธิการบดีส่งผ่าน     มาให้ผมลง “จุฬาสาร” ดี  ผลที่สุดต้องขอพึ่งความเห็นกรรมการสโมสรหลายท่าน ซึ่งสนับสนุนให้ลง โดยเฉพาะนายกสโมสรเห็นว่า “จุฬาสาร” ควรเป็นสื่อกลางทัศนคติเสรีอันแท้จริงของชาวจุฬาฯ และ จ.ม. ของคุณก็ตรงกับข้อข้องใจของนิสิตส่วนใหญ่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยคงใจกว้างพอที่จะรับฟังเพื่อหาทางขจัด ความคิดเห็นผิดๆ อันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ผมจึงตัดสินใจนำลงให้คุณ ถ้ามีเหตุขัดข้องบางประการ    แก่ผมอย่างใดละก้อ  กรุณาถอดหน้าไอ้โม่งไปช่วยปลอบใจกันบ้างนะครับ

สาราณียกร  ส.จ.ม.

กราบเรียนท่านอธิการบดีผ่านสาราณียกร  ส.จ.ม.

ก่อนอื่นผมใคร่ขอเรียนว่าผมเป็นนิสิตจุฬาคนหนึ่ง  ในฐานะที่ผมเป็นนิสิตจุฬานี้เอง ผมจึงมีความ   ใคร่รู้ในบางสิ่งบางอย่างอันเกี่ยวเนื่องด้วยจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เพราะผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยนี้ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย มีอาจารย์อย่างเดียวเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีผู้บริหารวิทยาลัยอย่างเดียว    เป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ มีแต่เจ้าหน้าที่พนักงานภารโรงก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้ หรือมีแต่นิสิตก็ยังเป็นมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ดี ก็เห็นจะต้องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ประกอบกับสถานที่และวัสดุอุปกรณ์รวมกันจึง       จะเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อผมสังกัดอยู่ในองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ผมก็รู้สึก     ตัวเองว่าเป็นเจ้าของ ย่อมจะต้องรักและอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย

ท่านอธิการบดีครับ ผมได้ยินอะไรต่อมิอะไรมาพอสมควรซึ่งผมยังมิได้ปลงใจเชื่อเลยสักอย่าง       เดียว เพราะอย่างนี้ผมถึงมีแต่ความแคลงใจจนไม่รู้ว่าจะไปหาความกระจ่างจากที่ไหนได้ จึงหันหน้ามา         พึ่งท่านอธิการบดี

ท่านอธิการบดีครับ เมื่อก่อนที่จะสร้างเป็นสยามสแคว์นั้นมีอาจารย์จุฬาฯ และนิสิตเก่าที่รักจุฬาฯ กลุ่มหนึ่งพยายามจะช่วยกันสร้างให้บริเวณนั้นเป็น University Town คือมีร้านรวงต่างๆ ที่จะบริการแก่  นิสิตในราคาเมตตา ได้แก่ร้านตัดเย็บเครื่องแบบ ร้านขายหนังสือ ร้านอาหาร สวนสาธารณะ    ฯลฯ คือทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นจะเป็นสถานที่นิสิตจุฬาฯทั้งหมด ตอนนั้นมีการออกแบบแปลนกันอย่างดี ครั้นเมื่ออาจารย์ผู้นั้นเสนอเรื่องให้มหาวิทยาลัยในสมัยนั้น อาจารย์ผู้นั้นก็กลับถูกอำนาจมืดต้องออกไปอยู่ที่อื่น ชื่อของอาจารย์ท่านนั้นก็ยังคุ้นหูผมอยู่ ผมกะว่าว่างๆ จะไปเคารพและสนทนากับท่านสักครั้งหนึ่งคงจะได้อะไร มากราบเรียนท่านอธิการบดีเพิ่มเติมอีกก็ได้ ผลลัพธ์ของความปรารถนาดีอันนั้น  กลับกลายมาเป็นสยามสแคว์ปัจจุบันซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้าใหญ่ โรงหนังและโรงนวด ก็เห็นได้ชัดเจน    ดีครับว่า พระราชประสงค์ของ ในหลวงรัชกาลที่ห้าที่พระราชทานผืนดินแผ่นนี้เพื่อ ให้เป็นสถานเกื้อกูลการศึกษา เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างนี้ ทั้งๆ ที่บ่นกันว่าจุฬาฯ ไม่มีที่จะขยับขยายแล้ว ถ้าเหตุการณ์เป็นไป อย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าจะแปรเจตนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าอย่างไรดี

ท่านอธิการบดีครับ โรงแรมสากลนั้นแต่เดิมที่เรียกว่า University Hotel ผมทราบว่าจุดประสงค์   แต่เดิมนั้นสร้างไว้ ให้เป็นที่พักของอาจารย์ที่ไม่มีบ้านอยู่ ตอนนั้นยังไม่ติดเครื่องปรับอากาศ บังเอิญ           ระยะนั้นมีเอเชียนเกมส์จำเป็นต้องใช้ที่นั่นเป็นที่พักของ นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เครื่องปรับอากาศเลยต้องเอามาติดกันตอนนั้น เมื่อสิ้นเอเชียนเกมส์แล้วก็เอาเครื่องออกไม่ได้เพราะลงทุนทำไปแล้ว ครั้นอาจารย์จุฬาฯ จะอยู่ที่นั่นก็ว่าหรูหราเกินไป อาจารย์จุฬาฯ จำนวนหนึ่งจึงต้องไปพักอยู่ที่ “จุฬานิเวศน์” อาจารย์อีกจำนวนหนึ่งไม่มีที่อยู่ก็ต้องกระเสือกกระสนเช่าที่พักราคาแพงที่อื่นต่อไป และแล้ว University Hotel ก็มีธุรกิจโรงแรมเป็น กิจลักษณะไปโดยปริยาย อดีตผู้ใหญ่ของเราท่านหนึ่งกับอดีตผู้จัดการ  University Hotel ก็ดูเหมือนจะเอื้อเฟื้อผลประโยชน์อันงอกเงยจากโรงแรมนี้แก่กันและกันตามอัธยาศัย ผมไม่ทราบว่าประโยชน์ปัจจุบันจะตกทอดมาถึงใครต่อใครในจุฬาฯบ้างหรือเปล่า แล้วหอพักอาจารย์หรือโรงแรมสากลแห่งนี้ก็ไม่ผิดกับโรงแรมชั้นต่ำอื่นๆทั่วไป คือหาผู้หญิงประเภทนั้นได้ ท่านอธิการบดีครับ ผมเข้าใจหรือรู้ผิดอะไรตรงไหนบ้างหรือเปล่าครับ

ท่านอธิการบดีครับ วกกลับมาสยามสแคว์อีกที ที่จริงสถานที่นี้ก็เพิ่งสร้างสองสามปีมานี่เอง เมื่อก่อนที่เซาท์อีสต์ เอเชีย คอนสตรัคชั่น  จะมารับเหมาก่อสร้างนั้น ต้องเสียค่าหน้าดินราคาสิบสองล้านบาทเงินจำนวนนี้ที่ผมรู้มันไม่ได้อยู่ในบัญชีรายได้ของมหาวิทยาลัยหรอกครับ มันก็คง เกี่ยวเนื่องกับข้อความตอนแรกๆ ที่ผมเขียนไว้กระมัง ส่วนที่เก็บแป๊ะเจี๊ยะอีกห้องละสี่แสนบาทนั้น  ตั้งไม่รู้จักกี่สิบห้อง เป็นเงินเท่าไรไม่ทราบไม่รู้ว่ามันไปไหนหมดนะครับ

ท่านอธิการบดีกรุณาอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะครับผมยังอยากคุยต่อ  ที่ตึกเลขาธิการนั่นมีบริษัท  เอกชนแห่งหนึ่งตั้งโต๊ะทำงานอยู่ประจำ รู้สึกว่าบริษัทนี้ใจอารีดีเพราะให้โฆษณาหนังสือในจุฬาฯ ปีละ     หลายสิบเล่ม อยากจะเรียนถามว่าบริษัทนี้เขามาทำอะไร ผมได้ยินว่าเป็นผู้จัดสรรผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ถ้าอย่างนั้นสำนักงานผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยนั้นทำหน้าที่ต่างกับบริษัทนี้อย่างไร       ตามความเข้าใจของผมที่ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ มันเป็นอย่างนี้ครับคือบริษัทนี้แกเป็นผู้จัดการผลประโยชน์     ให้มหาวิทยาลัย คือแทนที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นราชการจะจัดการเสียเองก็ให้บริษัทเอกชนทำ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องมีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาตรวจ เนื่องจากเป็นเรื่องของเอกชนทำ ถ้าอย่างนั้น บริษัทนี้แกให้มหาวิทยาลัยคุ้มค่าควรได้หรือเปล่าครับ เนื้อที่จุฬาฯตั้งแต่สะพานเหลือง สนามกีฬาเรื่อยมาจดถนนอังรีดูนังต์ตั้งไม่รู้กี่ร้อยไร่ มีห้องแถวกี่ร้อยห้อง รายได้อันเกิดแต่พื้นที่ธุรกิจนั้นปีหนึ่งกี่สิบล้าน ผมทราบว่าให้มหาวิทยาลัยแค่เจ็ดล้านบาทแล้วไอ้ส่วนที่เกินเจ็ดล้านบาทนั้น แกไปให้ใครต่อใครอีกบ้างหรือเปล่าครับ เสียงว่าบริษัทนี้แกเป็นผู้ไล่ที่ไล่ทางพวกแหล่งสลัมด้วยใช่ไหมครับ อันนี้มไม่ติดใจ ผมสนใจแต่ว่าแท้จริงแล้ว แกทำอะไร อย่างไร เท่าไร กับใคร เท่านั้น แหละครับ

ว่าที่จริงผมมีเรื่องจะคุยกับท่านอธิการบดีมากกว่านี้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องน่าสนใจมาก เช่น โครงการสร้างสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัยมันสาบสูญไปได้อย่างไร ตึกวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เพิ่งสร้างใหม่ข้างตึกจักรพงษ์ตามแปลนเป็นห้าชั้นทำไมเหลือสามชั้น ฯลฯ แต่ผมว่าเอาไว้โอกาสหลังดีกว่า เวลานี้ผมและเพื่อนๆ อีกหลายสิบคนกำลังหาความรู้เพิ่มเติมทำนองนี้อยู่เรื่อยๆ คงได้อะไรมากราบเรียนกันอีก ว่าแต่ว่าคงไม่มีใครมาพูดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย นิสิตไม่เกี่ยว เพราะถ้าอย่างนั้นผมก็เห็นจะต้องสันนิษฐานใครผู้นั้นบ้างว่า ที่พูดอย่างนั้นเพราะต้องการจะเกี่ยวอยู่คนเดียว หมู่เดียว เพื่อจะได้กอบโกยกันให้ถนัดมืออย่างนั้นใช่ไหม คงเป็นความอัปยศอย่างใหญ่หลวงของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาที่ลือชื่อที่สุดของชาติ ที่มีปรากฏการณ์อย่างนี้ เมื่อท่านผู้นั้น สุจริตจริงท่านก็พึงควรให้ผมและเพื่อนๆ ได้รับรู้บ้างซิครับว่า อะไรมันเป็นอะไร ตลอดเวลาที่ผมรู้จักจุฬาฯ ยังไม่เคยเห็นว่ามหาวิทยาลัยมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะเปิดเผยรายได้ของมหาวิทยาลัยให้ทราบกันเลย อย่างนี้จะให้ผมและเพื่อนๆ เข้าใจว่าอย่างไร

ท่านอธิการบดีครับ ผมขอเรียนว่าปกติผมมีนิสัยเป็นคนกล้า ผมน่าจะลงชื่อจริงของผมในการเขียนเรื่องนี้ แต่ครั้งนี้ผมกลายเป็นคนกลัวไปเสียแล้วเพราะเมื่อปีก่อนคณบดีท่านหนึ่งถูกเชิญออกจากตำหน่งจนถึงกับต้องเดินขบวนกัน ก็เพราะเหตุที่ท่านอยากรู้อย่างที่ ผมเรียนถามอยู่นี้ เอาเป็นว่าผมเป็นนิสิตจุฬาฯ คนหนึ่งก็แล้วกันนะครับ เพื่อนๆ ของผมหลายคนเขาอยากให้รายได้ของมหาวิทยาลัย มาก่อประโยชน์แก่นิสิตทั่วไป เช่น สร้างหอพักเพิ่มเติม ปลูกต้นไม้ ตั้งโต๊ะเก้าอี้นั่งเล่น ปรับปรุงหอสมุด ฯลฯ  ทำอะไรได้อีกมากมายเชียวนะครับ ถ้าหากรายได้ของเรามันเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ เป็นความคลางแคลงที่กล่าวกันหนาหูทั่วไป ผมว่า อันนี้ส่อถึงทัศนคติไม่ดี       ต่อมหาวิทยาลัย ผมเองได้ยินได้ฟังมาอย่างนี้ ก็พลอยไม่ชอบใจมหาวิทยาลัยไปด้วย มันอาจจะคลาด      เคลื่อนจากความจริงบ้าง แต่มันก็คงมีมูลอยู่ไม่น้อยผมถึงว่าน่าจะมีการชี้แจงความข้องใจดังกล่าว             เพื่อรักษาศรัทธาที่ดีของคนต่อมหาวิทยาลัยเอาไว้

แต่ท่านอธิการบดีครับ ตำแหน่งที่รองๆ จากท่านผมรู้สึกว่ามั่งมีขึ้นผิดหูผิดตาจนน่าสังเกตนะครับ                                                                

                                                                                                เคารพ

นายฉันท์แก่น

หมายเหตุ          จดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีจุฬาฯ ของ “นายฉันท์แก่น” ฉบับนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร

                        จุฬาสาร ฉบับเดือนสิงหาคม 2513  ซึ่งมี ปิยะพันธ์ จัมปาสุต เป็นสาราณียกร

วินาทีแห่งชีวิตระหว่างสองทางเลือก

คนเยอรมันทั้งประเทศเหมือนถูกมนต์สะกดให้นิ่งอยู่ในความสงบสักพักใหญ่ หลังจากคลิพวิดิโอหนึ่งฉายออกอากาศเพียงแค่ 10 วินาที

กล้องจับภาพที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง

ขณะที่พนักงานสับรางรถไฟคนหนึ่ง กำลังเดินไปยังจุดสับรางเพื่อเปิดทางให้รถไฟขบวนหนึ่งที่กำลังแล่นเข้าจอด ณ สถานี  ขณะเดียวกันมีรถไฟอีกขบวนหนึ่งกำลังจะแล่นออกจากสถานี การสับรางก็เพื่อให้รถเข้ารถออก หลีกทางให้แก่กันและกัน หากไม่สับราง รถไฟก็จะประสานงากัน

แต่ทว่าในขณะนั้นเอง ด้วยความบังเอิญ เขาเหลียวกลับไปเห็นลูกน้อยของตน นั่งเล่นอยู่บนราง        หน้ารถไฟขาเข้าที่กำลังแล่นเข้ามา

เขาชะงักไปนิดหนึ่ง จะวิ่งไปช่วยลูกชายของตน หรือจะวิ่งไปสับรางเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุครั้งประวัติศาสตร์ เขามีเวลาแค่เสี้ยววินาทีเดียว

และแล้ว เขาหันกลับไปตะโกนใส่ลูกน้อยของตนว่า “ หมอบลง ” แล้ววิ่งไปสับรางได้ทันเวลาพอดี รถไฟสองขบวนสวนทางกันอย่างปลอดภัย โดยที่ผู้โดยสารบนรถไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาเพิ่งรอดชีวิตมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และเขาก็ไม่รับรู้ด้วยว่า รถไฟที่เขานั่งอยู่นั้นมีเด็กน้อยคนหนึ่งหมอบราบอยู่กับหมอนรถไฟ โดยเด็กน้อยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย

“ ผมแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนต้องมาก่อนเสมอ” นี่เป็นคำให้สัมภาษณ์อย่างถ่อมตนของพนักงานสับรางคนนั้นต่อนักข่าว

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ลูกชายของเขานั้น ความจริงเป็นเด็กมีปัญหาบกพร่องทางสมอง ผู้เป็นพ่อเคยพูดกับลูกน้อยอยู่เสมอว่า “ เมื่อลูกโตขึ้น ลูกคงมีทางเลือกน้อยมากสำหรับงานที่ลูกจะทำได้ ลูกจึงจำเป็นต้องพยายามฝึกฝนงานใดงานหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงให้เก่งที่สุด ”

ลูกน้อยคนนั้น ไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อพูด เขายังคงเล่นสนุกๆ แบบเซ่อๆซ่าๆ ไปวันๆ  แต่ในวินาทีแห่งชีวิตที่เขารู้จักคำว่า “ หมอบลง ” ตามเสียงตะโกนของพ่อ ก็เพราะเขาชอบเล่นเกมตำรวจจับผู้ร้ายกับพ่อเป็นประจำ สิ่งที่เขาฟังรู้เรื่องและทำได้ดีที่สุดก็คือการ “ หมอบลง ” ตามที่พ่อตะโกนบอกอยู่บ่อยๆ

และแล้วเขาก็ทำท่า “ หมอบลง ” ได้อย่างตื่นตาตื่นใจคนทั้งประเทศเยอรมัน

ในขณะที่ลูกถูกปลูกฝังให้ใช้สัญชาตญาณด้วยการหมอบลงเป็นประจำ คนเป็นพ่อก็ปลูกฝังนิสัยตัวเองให้รับผิดชอบต่อหน้าที่ ในการสับรางรถไฟเพื่อให้รถไฟหลีกทางให้แก่กันอย่างปลอดภัย

การตัดสินใจของพ่อและลูก จึงมาจากสิ่งที่ฝังอยู่ เป็นสัญชาตญาณและจำหลักเป็นนิสัยกลายเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เหมาะเจาะกับสถานการณ์อย่างน่าตื่นเต้นที่สุด


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ความเป็นจริงที่ตรงข้ามกับกระแสสื่อ : สวนกุหลาบถูกด่าฟรี

ใช่หรือไม่ว่า คนเราใส่ใจปรากฏการณ์ มากกว่าจะไปทำความเข้าใจในเนื้อแท้ของเรื่องนั้นๆ

ในงานฟุตบอลประเพณี  “ จตุรมิตรสามัคคี ” 4 โรงเรียน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  โรงเรียนเทพศิรินทร์  โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย  และโรงเรียนอัสสัมชัญ มีขบวนพาเหรดของนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบ ที่ถือป้ายข้อความตัวโตว่า “ ไทยแลนด์แดนกะลา ”

พอภาพนี้ปรากฏออกมาในสื่อ  โรงเรียนสวนกุหลาบกลายเป็นโรงเรียนกระสุนตก ที่สื่อออนไลน์และสื่อสาธารณะทั้งหลาย กระหน่ำใส่แบบไม่ยั้งมือ  รวมทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ร่วมขบวนกันด่าเด็กนักเรียนด้วยว่า

“ เนรคุณแผ่นดินถิ่นเกิด ”

“ เด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน ”

“ ดูถูกเมืองไทย ก็เนรเทศตัวเองไปที่อื่นซะ ”

“ ครูสวนกุหลาบ สอนเด็กได้เลวมาก ”

“ ใครคิดจะส่งลูกเข้าสวนกุหลาบ ต้องคิดใหม่แล้ว ”

ในฐานะเป็นเด็กสวนกุหลาบด้วยคนหนึ่งในรุ่นที่ 81  ปีเข้า มศ. 1 คือปี 2505  ผู้เขียนไปค้นหาความเป็นจริงของเรื่องแล้ว  ได้แง่คิดสำคัญว่า ในยุคแห่งการแข่งขัน ที่การสื่อสารต้องรวดเร็ว  กระจายกว้างและเข้าถึงผู้คนได้มาก กลับกลายเป็นว่า  เต็มไปด้วยทัศนะและข้อมูลขยะที่ไม่ได้กลั่นกรอง แต่ใช้การแต่งเติมให้เร้าใจและส่งต่ออย่างรวดเร็ว มีแรงจูงใจเสมือนหนึ่งว่า ใครส่งก่อนคนนั้นเป็นเจ้าของข้อมูลและความเห็นที่ดูดีมากกว่า

ความเป็นจริงของเรื่องคืออะไร

ทีมงานจัดกีฬาครั้งที่ 28 นี้ตกลงกันว่า จะวางแนวคิดของขบวนพาเหรดในวันแรกของการแข่งกีฬาให้เป็นเรื่องของ “ Thailand 4.0 ” ตามที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมชี้นำพอดีมี 4 โรงเรียน ก็ให้จับฉลากกันว่า โรงเรียนไหนจะจัดพาเหรดขบวนอะไร

โรงเรียนสวนกุหลาบ  จับได้ ไทยแลนด์  1.0

โรงเรียนเทพศิรินทร์  จับได้ ไทยแลนด์  2.0

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน  จับได้ ไทยแลนด์  3.0

โรงเรียนอัสสัมชัญ  จับได้ ไทยแลนด์  4.0

เป็นหน้าที่ ของกรรมการแต่ละโรงเรียนว่าจะจัดขบวนพาเหรดอย่างไร ให้สะท้อนภาพแต่ละยุคสมัยตามที่กำหนดไว้

ไทยแลนด์ 1.0 คือยุคแห่งเกษตรกรรม ที่อยู่กับไร่นาป่าเขา ทำการเกษตรแบบดั้งเดิม จึงเห็นว่า คำว่า “ กะลา ” น่าจะสะท้อนถ่ายความเป็นจริงของยุคได้ตรง และแจ่มแจ้ง ผลจึงออกมาเป็น อักษรตัวโตว่า            “ ไทยแลนด์ แดนกะลา ” โดยมีป้ายอีกแผ่นหนึ่งที่เด็กถือเดินพาเหรดตามมาเขียนว่า “ ชาตะ 1.0  มรณะ 4.0 ” ซึ่งแปลว่าสิ่งล้าหลังที่เกิดในยุค 1.0 นั้น จะหมดไปในยุค 4.0

ในขณะที่ โรงเรียนอื่นๆ ก็รับไปจัดขบวนตามยุคที่ตนเองรับผิดชอบ

นี่คือ ความเป็นจริงของเรื่องราวที่คนภายนอกรับรู้ในวงจำกัด แต่หลายคนก็ถนัดในการแชร์เร็วแชร์ด่วน จนกลายเป็นกระแสแห่งความเข้าใจผิดทั่วไป

คนที่รับเคราะห์กลายเป็นเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนสวนกุหลาบที่ถูกด่าฟรี

ต้องบอกว่า

ไม่มีนักเรียน สวนกุหลาบคนใดที่คิดเนรคุณแผ่นดินถิ่นเกิด

ไม่มีครูคนใดที่สอนเด็กให้ดูถูกแผ่นดินไทยของตัวเอง  

ไม่มีความคิดใดๆเลย ในหมู่นักเรียน ที่จะประนามหยามเหยียดประเทศไทย

เราจะต้องวนเวียนอยู่กับทัศนะและข้อมูลขยะไปอีกนานเท่านาน จึงมีแต่วิจารณญาณที่สืบหาและใคร่ครวญอย่างรอบด้านเท่านั้น ที่จะยืนอยู่กับความถูกต้องได้


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม : สะเทือนไทยทั้งแผ่นดิน

20171107_toon

เมื่อโครงการ “วิ่งคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ / เบตง – แม่สาย / 1 พย. – 25 ธค. 60 ”ของตูน บอดี้สแลม ประกาศออกไป มีปฏิกิริยาออกมาทั้งทางบวกทางลบ

คอลัมนิสต์คนหนึ่ง  โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า

“ ใครอยากจ่ายให้พี่ตูนตามสบายนะครับ แต่ในสภาพนี้อย่าว่าแต่สิบบาทเลย พี่ตูนจะไม่ได้เงินจากผมแม้แต่บาทเดียว ถ้าพี่ตูนอยู่ถ้ำ ไม่รับข่าวสารว่าใครเอาภาษีเราไปชอปปิ้ง ฮ. เรือดำน้ำ ฯลฯ  แต่บอกไม่มีเงินมาบำรุงคุณภาพชีวิตคนในชาติ ผมจะไม่ว่าเลย นี่ตกท่อมาก็แล้ว วิ่งมากี่รอบแล้ว ข่าวชอปปิ้งอาวุธมากี่รอบแล้ว ยังคิดไม่เป็นอีกว่า ต้องขอเงินใคร จะโง่ไปถึงไหนครับพี่ ว่าการวิ่งของพี่ตูน มันคือการกลบปัญหาให้รัฐบาลทหารตอบสนองพวกสลิ่มในทุ่งลาเวนเดอร์ไปวันๆ แต่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่ระยะยาว ไม่ได้แก้อะไรเลย ”

คนที่เอาข้อความนี้ไปแชร์ต่อเป็นศาสตาราจารย์อดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์     โดยพิมพ์ข้อความสั้นๆ ไทยอังกฤษว่า “ โลกสวยๆ What a beautiful world ! ”  ( อ้างอิง    มติชนออนไลน์    19 ตค. 60 )

นับว่าเป็นคำปรามาสที่ควรแก่การถกเถียงยิ่งนัก ขณะที่ตูน ตอบคำถามผ่านเฟสบุ๊คของผู้ใช้ชื่อว่า Ken Nakarin ”  เมื่อถูกถามว่า ท้อไหมที่ถูกวิจารณ์อย่างนี้

ตูน ตอบประโยคสั้นๆ ว่า  “ ไม่มีครับ ผมชอบทำมากกว่าพูด ”

และแล้ว ตูนก็ทำตามคำพูดของตน ที่เริ่มวิ่งจากเบตง ใต้สุด ไปถึง แม่สาย เหนือสุดของประเทศ  เป็นระยะทาง 2,195 กิโลเมตร  ระดมทุนให้ได้  700 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์สำหรับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศสำหรับช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ขาดแคลนเครื่องช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน

ขบวนวิ่งด้วยแรงใจ แรงกาย แรงขา ของตูนกับเพื่อนๆ เคลื่อนออกจากเบตง สู่ที่หมายอย่างมุ่งมั่น ผ่านบ้านเรือน ผ่านชุมชน ผ่านป่าเขา ผ่านแดด ลม หนาว ฝน อย่างไม่พรั่น

ขอแสดงความเห็น ณ ที่นี้ว่า

  1. ผู้วิจารณ์ทั้งสองคนมองไม่เห็นหรือว่า บนเส้นทางผ่าน มีผู้คนนับร้อยนับพันหิ้วน้ำมาให้

เอาอาหารเอาผลไม้มาให้ ระดมเงินมาสมทบ

ปฏิกิริยาของผู้คนต่อขบวนวิ่ง คือน้ำใจต่อน้ำใจ คือ รอยยิ้มต่อรอยยิ้ม คือแรงใจต่อแรงใจ ทุกแววตาและทุกหัวใจ ที่มีปฏิสัมพันธ์ล้วนแล้วแต่ก้าวข้ามความเชื่อทางศาสนา ไปพ้นจากสีเสื้อ ไม่คำนึงถึงเพศวัยและอาชีพ ทุกคนมีจิตหนึ่งใจเดียวกันที่จะทำความดีร่วมกันโดยมี ตูน บอดี้สแลม เป็นศูนย์รวมเจตนารมณ์ร่วมที่มีพลังและมีคุณค่ายิ่ง

  1. ผู้วิจารณ์ทั้งสองคนไม่เข้าใจหรือแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า สิ่งที่ตูนและเพื่อนออกเหงื่อลงแรงทำนั้น

มันไม่เกี่ยวไม่ข้องอะไรด้วยเลยกับการซื้อ ฮ. หรือเรือดำน้ำใดๆ เลย และก็ไม่ได้มุ่งหมายกลบข่าวรัฐบาลทหารซื้ออาวุธอะไรด้วย

ไปเอามาเกี่ยวโยงกันอย่างไร มันไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลต่อกันใดๆ ทั้งสิ้น

การซื้ออาวุธ จะถูกจะผิดก็ต้องไปเรียกร้องเอากับองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย เช่น ป.ป.ช.  ผู้ตรวจการแผ่นดิน   สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  สื่อมวลชน หรือองค์กรตรวจสอบอื่นๆ ที่มีหน้าทิ่ ตูน บอดี้สแลม ต้องการระดมพลังการทำบุญร่วมกันด้วยเหงื่อแรงจริงๆของตน แล้วจะเอาเรื่องซื้ออาวุธมาโยนใส่ตูน ลองถามตัวเองดูซิว่า ใครกันที่จับแพะชนแกะอย่างสับสน

  1. ถ้าบอกว่า “ จะโง่ไปถึงไหนครับพี่ ” ตามที่โพสต์ไว้  แล้วผู้คนนับพันนับหมื่นนับแสนกระทั่งนับล้านที่มีใจร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถึงกับลงขันกันนับใกล้ร้อยล้านเช่นนี้ แปลว่าพวกเขาล้วนโง่เง่าไปด้วยกันกับตูนทั้งหมดหรืออย่างไร

ใครกันแน่ที่โง่กว่า

  1. ผู้วิจารณ์ทั้งสองคนจะมองให้ไกลกว่านี้ได้ไหมว่า ปรากฏการณ์ตูน บอดี้สแลม ไม่เพียงแต่จะได้เงินจำนวนหนึ่งมาช่วยชีวิตผู้คนที่ 11 โรงพยาบาลเท่านั้น แต่มันได้สร้างผลสะเทือนทางใจครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทย

สะท้อนให้เห็นว่า  พลังแห่งความดีงามนั้น มีผู้คนยอมรับ ซาบซึ้งและพร้อมใจจะสืบทอด

ถ้าไม่เชื่อลองมาอ่านเฟสบุ๊คของนายภาคภูมิ ประทุมเจริญ  ที่เล่าให้ฟังว่า อารีเป็น กามาอูเซ็งหรือชื่อเรียกว่า แบเอง  อายุ 25 ปี เป็นคนพิการมือเท้ามาแต่กำเนิด ต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอด  วันนี้แบเอง มารอพี่ตูน   ด้วยหัวใจตื่นเต้น  เพราะบอกว่า “ เคยมีความฝันเล็กๆว่าอยากไปดูพี่ตูนเล่นคอนเสริต์เพลงแสงสุดท้าย เพื่อจะได้อยู่ร่วมเหมือนคนอื่นๆ ที่เคยเห็นคนมากมายดูผ่านยูทูป แต่เมื่อย้อนดูตัวเอง ก็สารภาพว่าไกลเกิน ”

แบเองเล่าว่า  หลังจากเสร็จละหมาดเวลาตีห้า เขาขอให้คุณแม่ช่วยเข็นวีลแชร์ออกมารอพี่ตูนอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม พร้อมกำเงินที่ตัวเองเก็บไว้มารวบรวมกับเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมส่งให้พี่ตูน แล้วทั้งคู่ก็ได้เจอกันสมความปรารถนา

ภาคภูมิ ประทุมเจริญ  เขียนบันทึกว่า

“ นอกจากภาพถ่ายที่แบเองภาคภูมิใจ เปิดดูแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คงเป็นคำพูดสั้นๆ ที่พี่ตูนพูดออกมาจากใจให้หนุ่มพิการคนนี้ว่า “สู้ๆนะครับ ผมไปก่อนครับ สู้ๆนะครับ” สิบนาทีผ่านไป พี่ตูนวิ่งผ่านไปเกือบกิโล  แบเองยังคงก้มหน้าก้มตาดูภาพถ่ายแทนความทรงจำ  แม่ของแบเองกำลังจะเข็นรถกลับบ้าน จู่ๆ แบเองก็หันมายิ้มกับผมแล้วพูดขึ้นว่า เจอพี่ตูนวันนี้ ผมจะไม่ท้อแท้กับชีวิตแล้วครับ ”

ขอถามผู้วิจารณ์ทั้งสองคนไว้ ณ ที่นี้ว่า  คุณประเมินแววตาและรอยยิ้ม ตลอดสองข้างทางผ่านได้อย่างไรหรือ

นับถึงวันนี้ ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม สะเทือนทั่วแผ่นดินไทย ก็พบแล้วว่าหัวใจของตูนยิ่งใหญ่เหนือคำครหาใดๆ

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ด้วยกตัญญุตาธรรม

20171105_katanyu

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 26  ตุลาคม 2560  บนพระยานมาศสามลำคาน เราได้เห็นภาพนายแพทย์ 2 คน ทำหน้าที่ประคองพระบรมโกศไปตลอดทาง จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปยังพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง หนึ่งคนนั้นเป็นบุคคลเดียวกันกับที่เราเห็นว่าเป็นผู้เข็นพระเก้าอี้เลื่อนของในหลวง ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราช ขณะที่ทรงประชวร

หนึ่งคนนั้นคือ อาจารย์ นพ. ประดิษฐ์  ปัญจวีณิน เป็นอาจารย์ด้านหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หลังจากเรียนจบแพทย์แล้ว  อาจารย์ได้รับทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกลาสโกลว์ สก็อตแลนด์   ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ชั้นนำของโลก โอกาสเปิดให้อาจารย์ได้รับทุนเรียนต่อเฉพาะทางด้านหัวใจ แต่ต้องใช้เวลาอีก 5 ปี  อาจารย์รู้สึกว่าเวลานานไปและหัวใจของตนแนบแน่นกับคุณแม่ซึ่งมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว และสุขภาพไม่ค่อยดี จึงเลือกกลับมาอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ แทนการรับทุนเรียนต่อ

ต่อมาอาจารย์ได้ตอบรับอีกทุนหนึ่งที่ใช้เวลาเพียงปีครึ่ง ไปเรียนสาขาเฉพาะทางการทำหัตถการปฏิบัติสายสวนโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ Green Lane Hospital ประเทศนิวซีแลนด์

จบจากที่นั่น กลับมาเมืองไทยเมื่อ พฤศจิกายน 2537  ช่วงนั้นในหลวงทรงมีปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย แพทย์ประจำพระองค์กำลังเสาะหาว่ามีโรงพยาบาลใดเหมาะสมที่จะรักษาพระอาการ ปรากฎว่า อาจารย์ นพ. ประดิษฐ์ เป็นคนนำเสนอข้อมูลและกระบวนการของศิริราช ทำให้  รพ.ศิริราชได้รับเลือก

หลังจากทำงานรับใช้ในหลวงได้ 6 เดือน ก็มีพระบรมราชโองการให้อาจารย์เป็นแพทย์เวรประจำพระองค์ ตั้งแต่ปี  2538  เป็นต้นมา

อาจารย์ นพ.ประดิษฐ์ บอกว่า “ ในชีวิตหนึ่ง เมื่อคุณมีโอกาสเลือก ต้องเลือกให้ดี………”  และได้สรุปว่า  “ โอกาสสูงสุดที่มาถึง ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ หากแต่ได้มาเพราะความกตัญญู ”  ( อ้างอิง         ทีนิวส์   2017-09-20 )

ลองนึกดูเถิดว่า  หากวันนั้น อาจารย์เลือกรับทุนเรียนต่ออีก 5 ปี ที่สก็อตแลนด์ ก็จะไม่มีโอกาสถวายงานทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด และได้เข็นพระเก้าอี้เลื่อน อันเป็นที่สุดแห่งชีวิต รวม 21 ปี

กตัญญูกตเวทิตาธรรม นำสู่ผลอันเป็นมิ่งมงคลของชีวิตอย่างคาดไม่ถึง


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เราล้วนต้องการแสดงออกแต่ด้านดี

20171101_goodside

ถ้าเราจะบันทึกอะไรลงไปในกระดาษ ทุกคนล้วนแต่เขียนบันทึกในด้านดีของตัวเอง ยิ่งมีคนเห็นมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งอยากแสดงออกในทางบวกมากเท่านั้น

เราจึงรับรู้ว่า สาวไม่สวยเอาภาพสาวที่ดูสวยมาเป็นภาพโปรไฟล์แทนภาพตนเองในหน้าเฟสบุ๊ค เพื่อบอกผู้คนทั้งหลายว่า “ ชั้นสวยนะจะบอกให้ ”

หนุ่มไม่หล่อ ก็จะเลือกรูปที่ดูดีที่สุดจากรูปถ่ายหลายๆรูป เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอารูปที่เลือกแล้วนั้นไปเข้าแอพพลิเคชั่นแต่งหล่อปรับสีและแสงเงาให้ดูดี ปรับความชราให้ใบหน้าเยาว์วัย ผิดไปแบบคนละคน

กับตัวจริงเลย แล้วค่อยเอารูปนั้นโพสต์ลงในสื่อออนไลน์

นี่ว่าเฉพาะรูปภาพ  ที่เป็นตัวหนังสือก็เช่นกัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เวลาเขียน เขียนให้ดูดีต่อคนเขียนไว้ก่อน อะไรที่จะทำให้ตนเองต่ำทรามลงไป ในสายตาคนอื่นก็จะไม่เขียนไว้  นี่เป็นจิตวิทยาการโฆษณาอย่างง่ายๆ ที่รู้กันโดยทั่วไป

สาวไฮโซคนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญเดินสมุทรเพียงลำพัง

เธอบันทึกประสบการณ์ในเรือลำนั้นเป็นถ้อยคำสั้นๆ ในไดอารี่ ว่า

คืนแรก  “ ได้พบกัปตันเรือ หล่อมากๆ  ทั้งฟิตทั้งเฟิร์ม

คืนที่สอง  “ โชคดีจัง ได้ดื่มแชมเปญ และดินเนอร์ด้วยกันกับเขา  ”

คืนที่สาม  “ ยิ่งดีกว่าเมื่อคืน เพราะคืนนี้ ได้เต้นรำกับเขาด้วย  ”

คืนที่สี่  “ กัปตันคนนี้ ช่างมีเสน่ห์เสียนี่กระไร

คืนที่ห้า  “ เขาพูดกับฉันว่า หากฉันไม่ยอมเป็นของเขา เขาจะขับเรือชนภูเขาน้ำแข็ง เพื่อฆ่าตัวตาย  ”

คืนที่หก  “ ฉันทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต  เพราะได้ช่วยชีวิตผู้โดยสารไว้เกือบหนึ่งพันคน

นี่คือเรื่องราวที่ให้แง่คิดว่า คนเรามีวิธีการอธิบายความไปในทิศทางเข้าข้างตนเองได้ ทั้งๆที่มีพฤติกรรมยอมตามปรารถนาทางเพศของกัปตัน


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ความเป็นจริงที่มาสาย

20171101_truthtoolate

ผู้กำกับหนังและดาวตลกชื่อดังของญี่ปุ่นมีอันต้องสะอึกเมื่อพบความจริงที่ไม่คาดคิดและเข้าใจผิดมาตลอดเวลาต่อผู้บังเกิดเกล้าของตน

ภาพยนตร์เรื่อง “ โหดมันส์ฮา ” ของญี่ปุ่นเข้ามาฉายในเมืองไทยนานนับสิบปีมาแล้ว ผู้กำกับหนัง

เรื่องนี้ชื่อ คิทาโน ทาเคชิ  ตอนที่แม่เสียชีวิตนั้นเขาจำใจต้องไปงานศพแม่ เพราะเขาไม่ชอบแม่เอาเสียเลย

เหตุผลเป็นเพราะอาชีพดาวตลกและผู้กำกับหนัง สร้างรายได้ให้เขามากมายนั้น แม่เฝ้าแต่ขอเงินลูก ยิ่งทาเคชิ โด่งดังเท่าไร  แม่ยิ่งขอเงินลูกเพิ่มมากขึ้น สร้างความรำคาญให้ลูกยิ่งนัก

เมื่องานศพจบสิ้นลง พี่ชายยื่นซองให้ทาเคชิ ในนั้นมีสมุดเงินฝากธนาคาร มีเงินในบัญชีหลายสิบล้านเยน และมีจดหมายน้อยแนบอยู่

มีข้อความว่า

“  ลูกทาเคชิ

ในบรรดาลูกๆ ของแม่ คนที่ทำให้แม่กังวลมากที่สุดคือลูก ตั้งแต่เล็ก ลูกไม่ขยันเรียน ลูกเอาแต่สุรุ่ยสุร่าย แถมใจกว้าง แบบไม่จำกัดกับเพื่อนฝูง

            พอลูกจะไปต่อสู้ในเมืองหลวง แม่ก็กังวลว่าลูกจะตกระกำลำบากเป็นไอ้จรจัด แม่เลยต้องบังคับให้ลูกส่งเงินมาให้แม่ทุกเดือน เป็นการช่วยลูกเก็บเงินอีกทางหนึ่ง แม่ไม่ได้ใช้หรอก ลูกเก็บไว้ใช้เองเถอะ

                                                                                                            จากแม่  ”

            นี่คือผิดบาปในใจต่อแม่ ที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานตราบเท่าที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ การขอเงินเป็นประจำ ทำให้ทาเคชิไม่พอใจ การขอเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีรายได้มากขึ้น ยิ่งทำให้ทาเคชิปักใจเชื่อว่า แม่เป็นคนที่เอาแต่ได้ไม่รู้จักพอ อคติของทาเคชิ บ่มเพาะจนกลายเป็นความเกลียดชัง

จดหมายน้อยและบัญชีเงินฝาก ทำลายอคติของทาเคชิลงอย่างสิ้นเชิงในวันที่แม่สิ้นลมหายใจแล้ว


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

พระบรมราโชวาทเรื่องการเดินขบวน

20171101_kingsteachings

47 ปี ที่แล้ว   ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงที่ขออนุญาตนำมาถ่ายทอดด้วยความจงรักภักดี

วันที่  20  กันยายน ของทุกปี เป็นวันมหามงคลของมวลนิสิตและอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเรียกกันว่า “ วันทรงดนตรี ” เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพร้อมสมเด็จพระบรมราชินีนาถ  พระเจ้าลูกยาเธอ และพระเจ้าลูกเธอ  พระราชทานคีตทิพย์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 20 กันยายน  2513  เป็นวันแห่งความทรงจำ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ในฐานะเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวลานั้น จึงมีหน้าที่กราบบังคมทูลถวายรายงานเฉพาะพระพักตร์แทนนิสิตจุฬาฯ ทั้งมวล

เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญก่อนหน้าวันนั้น

กล่าวคือ วันที่ 9 และ 10 กันยายน 2513 มีการเดินขบวนของนิสิตจุฬาฯ มากกว่า  2,000 คน ไปยังทำเนียบรัฐบาล และพระที่นั่งอนันตสมาคม  เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทุจริตใน มหาวิทยาลัย       ผู้เขียนได้กล่าวรายงานถึงการเดินขบวนของนิสิตจุฬาฯ ว่า

ได้มีการกระทำบางอย่างที่ไม่บังควร โดยนิสิตรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณรัฐสภา อันเป็นเขตพระราชฐาน เป็นเรื่องอาชญาไม่พ้นเกล้าฯ นิสิตรู้สำนึกในการกระทำอันไม่เหมาะสมนั้น จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต พร้อมทั้งถวายคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใดๆที่ไม่สมควรอีกต่อไป กับรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นห่วง และทรงมีพระราชกระแสรับสั่งมิให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กระทำการรุนแรงกับนิสิตในวันเดินขบวน

เมื่อจบการถวายรายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท โดยไม่มีต้นฉบับ เป็นลักษณะการกล่าวสด (Improvise)  ซี่งเนื้อหามีความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกันเต็มไปด้วยพระอารมณ์ขัน จึงเรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากบรรดานิสิตตลอดเวลา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราโชวาทว่า

“ ถ้าตามโบราณของเรา คนที่เดินทางมา ไม่ใช่เดินขบวน ผ่านไปที่ไหนถ้าหิวก็เข้าไปในบ้าน แล้วก็เขาก็เลี้ยง คือเขาแบ่งให้ แต่ว่าการที่วันนั้นเดินทางเฉียดสวนจิตรไป ก็นึกว่าจะแวะเข้ามาเยี่ยมกันบ้าง(เสียงปรบมือ) แต่ว่าหาได้มาเยี่ยมไม่ ”

“ วันนั้นการเดินทางของนิสิตก็เดินอย่างมีระเบียบพอดู ไม่ได้ขัดจราจร แม้จะมีผู้นำคำพูดซึ่งนับว่าเป็นพระบรมราโชวาทที่ได้พูดมาหลายปีแล้วว่า นักศึกษาควรจะใช้สมอง คือใช้หัวไม่ใช่ใช้เท้านั้นมาอ้าง ก็ยังนับว่าเดินอย่างใช้หัว (เสียงปรบมือ)ไม่ใช่ว่าผู้ที่เดินในวันนั้น เดินแบบโยคะ เอาหัวถูดิน แต่ว่าใช้สมอง ”

“ แต่ที่เห็นประจักษ์ได้ชัดคือว่าทั้งวันที่ 9 ทั้งวันที่ 10 ที่ไปถึงทำเนียบก็เดินไปได้ออกกำลังดี และขากลับก็กลับมาด้วยรถบัส ก็ไม่เหนื่อยดี คือว่าใช้สมองว่าขากลับมาจะเดินกลับก็ป่วยการ เพราะไม่ได้เป็นการแสดงอะไรแล้ว กลับรถบัสก็ดีแล้ว (เสียงฮา) นับได้กว่า 10 คัน ”

“ แต่ก็ขอให้ระลึกถึงที่เคยพูดอีกด้วยว่าการเดินขบวนนั้นต้องมีประโยชน์ เมื่อมีประโยชน์แล้วก็เดินไป ที่นึกถึงข้อนี้ก็เพราะมานึกดูว่า เราไปแสดงมติมีจุดประสงค์ที่จะแสดงมติว่าไม่ชอบคอรัปชั่น ซึ่งก็เห็นด้วยว่าคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่ทำให้บ้านเมืองล้มเหลวลงไปอย่างยิ่ง ต้องหาวิธีการที่จะปราบคอรัปชั่นนั้น เป็นการแสดงมติของผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ว่า ต้องปราบคอรัปชั่น ซึ่งก็เป็นมติที่ถูกต้องและเป็นการแสดงที่ถูกต้อง ”

คีตทิพย์ พระอารมณ์ขันและพระบรมราโชวาทที่ทรงพระราชทานในวันนั้น เป็นทั้งความรมย์รื่นและเป็นมิ่งมหามงคลที่ไม่เพียงประทับใจผู้เขียนเท่านั้น แต่เป็นความซาบซึ้งตรึงใจมวลนิสิตจุฬาฯ ทั้งมวลด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook Page : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES