บกพร่องทางปัญญาหรืออัจฉริยะ

20170916_genius

เรื่องเล่าเรื่องนี้ ยิ่งใหญ่มาก  โปรดติดตาม

“ แม่ครับ ครูให้กระดาษแผ่นนี้มา และบอกว่าแม่คนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิอ่าน ครูเขียนว่าอะไรครับแม่ ”

โทมัส แอลวา เอดิสัน  ในวัยเด็กเมื่อกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้แม่ พร้อมกับตั้งคำถาม

แม่ของเอดิสัน เห็นตัวหนังสือในกระดาษแล้ว น้ำตาไหลนองใบหน้า เธออ่านข้อความในกระดาษด้วยเสียงดังว่า

“ ลูกชายของคุณเป็นเด็กอัจฉริยะ  โรงเรียนของเราเล็กเกินไปสำหรับเขา และไม่มีครูที่ดีเพียงพอที่จะสอนเขาได้ กรุณาสอนลูกด้วยตัวคุณเอง ”

ตั้งแต่วันนั้น เธอตั้งหน้าตั้งตาสอนลูกชายอยู่กับบ้านด้วยตัวเธอเอง จนกระทั่งเธอป่วยและ   เสียชีวิตไป

หลายปีหลังจากนั้น เขากลายเป็นนักประดิษฐ์ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ของโลก เริ่มตั้งแต่ในศตวรรษนั้นเอง

วันหนึ่ง โทมัส เอดิสัน ได้รื้อค้นข้าวของในบ้าน และพบกระดาษแผ่นที่ครูเขียนเมื่อตอนเด็กที่แม่อ่านให้ฟัง เขาหยิบมาอ่าน ก็ได้พบข้อความว่า

“ ลูกชายของคุณมีความบกพร่องทางปัญญา เราไม่สามารถให้เขาร่วมชั้นเรียนได้อีกต่อไป ”

นี่แปลว่า โทมัส เอดิสัน ถูกไล่ออกจากโรงเรียนนั่นเอง  เอดิสันรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร เขาจึงเขียนบันทึกลงไดอารี่ของเขาว่า

“ โทมัส เอดิสัน คือเด็กที่มีความบกพร่องทางปัญญา แต่แม่ของเขาคือผู้พลิกฟื้นให้เขากลับกลายมาเป็นบุคคลอัจฉริยะแห่งศตวรรษ ”

เห็นหรือไม่ว่า

แทนความท้อแท้สิ้นหวัง คำพูดเพียงประโยคเดียวของแม่ได้สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนคนได้ทั้งชีวิต

 

ในช่วงแห่งการทดลองกระแสไฟฟ้าที่ โทมัส เอดิสัน ทดสอบอยู่นั้น ยังพบว่าเกิดความผิดพลาดนับพันครั้ง  ในที่สุดเขาประสบความสำเร็จจนได้

มีคนถามว่า

“ คุณผ่านความผิดพลาดมา ครั้งแล้วครั้งเล่า ใช่ไหม ”

เขาตอบว่า

“ ไม่เลย ผมไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยล้มเหลว ความจริงผมมีประสบการณ์นับพันครั้งต่างหาก ”

คนยิ่งใหญ่ของโลก เมื่อตั้งต้นด้วยความคิดเชิงบวก อันได้มาจากคำพูดของแม่ ยืนหยัดในความเชื่อแล้วเดินหน้าเต็มลูกสูบ กลายเป็นกระแสไฟฟ้า เป็นมรดกโลกที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนทั้งแผ่นดินได้เช่นนี้เอง


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุดในชีวิต

20170916_regret

คำว่า “ ถ้ารู้อย่างนี้ …………” เป็นคำรำลึกอดีตของคนบางคน

คนเราจะเสียใจหรือเสียดายที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทั้งๆที่เป็นสิ่งควรทำ เช่นดูแลแม่พ่อไม่ดีพอในยามชรา ใส่ใจลูกน้อยไป มึนตึงกับคู่ชีวิตมากไป เลือกอาชีพที่ไม่ใช่ของตัวเอง

ลองมาดูซิว่าคนชาติอื่นคิดอย่างไรกับปัญหานี้

นิตยสารเบลเยี่ยมฉบับหนึ่ งสำรวจผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดยตั้งคำถามว่า

“อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุด”

คำตอบเรียงลำดับจาก ลำดับ 5 ไป 1 มีดังนี้

อันดับที่ 5   เสียใจที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี  มีจำนวน 45 %

อันดับที่ 4   เสียใจที่ไม่ได้รักและถนอมคู่ชีวิตให้ดี  มีจำนวน 57 %

อันดับที่ 3   เสียใจที่ไม่ได้สั่งสอนในสิ่งที่เหมาะที่ควรให้กับลูกตนเอง มีจำนวน 62 %

อันดับที่ 2   เสียใจที่ตัดสินใจเลือกอาชีพผิด ตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว  มีจำนวน 73 %

อันดับที่ 1   เสียใจที่ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่มีความมุมานะมากพอ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง  มีจำนวน  92 %

คนชราไทยคิดอย่างไรกับคำถามนี้  ยังไม่เคยเห็นสถาบันไหนสำรวจ แต่ได้แง่คิดสำคัญอย่างยิ่งว่า  อดีตนั้นทำอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันมาถึงแล้วก็ผ่านเลยไป เป็นลมที่ไม่ได้พัดหวน แต่อนาคตยังมีให้เผชิญหน้าอยู่ จะกี่ปี กี่เดือน กี่วัน ไม่มีใครรู้

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เสียใจที่สุดทั้ง 5 อันดับแรก ของคนเบลเยี่ยมนั้น ล้อมรอบอยู่ที่ชีวิตครอบครัวทั้งหมด เรื่องสุขภาพ พ่อแม่ คู่ชีวิต ลูก และการเลือกอาชีพ ดูเหมือนว่าคนเบลเยี่ยมไม่คิดถึงสังคมส่วนรวมหรืออย่างไร ปัญหาของสังคมจึงไม่ถูกจัดอยู่ในลำดับต้น

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น ใช่หรือไม่ว่า ความดีงาม ความถูกต้องนั้น เริ่มต้นที่ครอบครัวนั้นเอง คนในครอบครัวที่ไม่ใช่ตัวเรารวมทั้งเรื่องสุขภาพตนเอง หากเรามีท่าทีและการปฏิบัติต่ออย่างเหมาะสม ถูกต้อง ด้วยเมตตาธรรมแล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานที่จะทำให้จิตวิญญาณเช่นนั้น ขยายผลต่อสังคมนอกครอบครัวออกไป

ปัญหายังมีอีกว่า บางทีคนเรา เอาบ่าไปแบกทุกข์คนอื่น จนลืมไปว่า คนในครอบครัวตนเองก็ปรารถนาความสุขจากเราเช่นกัน


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เมื่ออายุย่างเข้าเลขหลัก 7

20170912_turning70

นับถึงวันนี้ หายใจมา 69 ปีแล้ว

บนเส้นทางผ่าน

เป็นนักร้องของโรงเรียน

เป็นคนนำเดินขบวนในมหาวิทยาลัย

เป็นวิทยากรอบรมบรรยาย

เป็นคนเขียนหนังสือ

เป็นคอลัมนิสต์

เป็นคนทำรายการโทรทัศน์ / วิทยุ

เป็นคน (สมัคร) เล่นดนตรี

เป็นสหายในเขตป่าเขา

เป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาท

เป็นคนเฉียดคุก

เป็นคนทำงานการเมือง

เป็นปู่ของหลานสองคน

นับว่าสวมหัวโขนมาแล้วหลายใบ

ทำถูกก็มี ทำผิดก็ไม่น้อย

โลดแล่นในบางครั้ง  ราบเรียบในบางคราว

บางทีก็หมองเศร้า บางหนก็เนาสุข

จะโลดแล่น ราบเรียบ หมองเศร้า เนาสุข

ล้วนพบแล้วผ่าน  ล้วนมาแล้วไป

แต่เพราะเอาใจไปข้อง

จึงฟูฟ่องกับการยกยอ

จึงทดท้อกับคำตำหนิ

แท้ที่จริง  ไม่มีอะไรอยู่ยาวคงทน

ชีวิตคือการผ่านทาง

เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น

เคยสำคัญตนผิดว่า  มีแรงฤทธิ์ที่จะเปลี่ยนโลกได้

ความจริงเราทำอะไรได้บนเงื่อนไข  ที่เป็นจริงเท่านั้น

ถ้าอัตวิสัย (สิ่งที่คิด)  ไม่สอดรับกับภววิสัย

(ความเป็นจริงภายนอก) ก็อย่าหมายผลอันพึงใจ

ยังไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจะถึงลมหายใจสุดท้าย

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญชีวิต (ชราชน)

จึงเตือนตนตั้งแต่วันนี้ว่า

ทำโทสะให้เบาลง

ทำโมหะให้บางลง

ทำโลภะให้เล็กลง

อย่าให้หัวใจเตลิดไปกับสรรเสริญและนินทา

ไม่ด่วนสรุป  ให้เริ่มต้นจากความเป็นจริง

มีสติรู้เท่าทันในย่างเท้าที่ก้าวเดิน

ทำใจให้แจ้งกับวาทะธรรมของท่านพุทธทาสที่ว่า

“ อยู่โดยไม่ต้องรู้สึกว่า

เราดี เด่น ดัง อะไรเลย

เพียงแค่รู้สึกว่า

เราเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่ง

นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้  ”

 

                                                                        ประสาร มฤคพิทักษ์

14  กันยายน  2560