รถประจำทางสาย 44

20170827_bus

นักฝึกอบรมอย่างผู้เขียนชอบใช้เครื่องทุ่นแรง ที่มักจะมีผลทรงอานุภาพมากกว่าการบรรยาย      (Lecture) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเสียมากกว่า

เครื่องมืออย่างหนึ่งคือเปิดคลิพวิดีโอหนังสั้น

หนังเรื่องหนึ่งความยาว 11 นาที เป็นหนังจีนที่สร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของเรื่องจริง ฉายภาพรถประจำทางที่เป็นรถโดยสารระหว่างเมือง มีสาวหน้าตาดูดีเป็นโชเฟอร์ หนังแพนกล้องให้เห็นผู้โดยสารผู้ใหญ่ชายหญิงวัยกลางคนนั่งในรถราว 15 คน

หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งโบกรถขอขึ้นโดยสาร เจ้าหนุ่มทักทายโชเฟอร์แล้วไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ รถแล่นไปอีกสักพัก  มีชายสองคนโบกรถ พอขึ้นมาบนรถ คนหนึ่งควักมีดออกมาจ่อพร้อมส่งเสียงดังให้ทุกคนในรถควักเงินใส่กระเป๋าที่ชายอีกคนหนึ่งเดินถือกระเป๋ารับเงินของผู้โดยสารทีละคน  ผู้โดยสารชราคนหนึ่งอิดเอี้อน ตัวลูกพี่ที่ถือมีดตรงรี่เข้าไปตบปากแล้วชกหน้าจนเลือดกลบปากเป็นการสั่งสอนที่บังอาจขัดขืน และแล้วชายชราคนนั้นจำต้องควักเงินใส่กระเป๋าให้คนร้าย

พอได้เงินจากผู้โดยสารทุกคนแล้ว คนร้ายรีบลงจากรถ แต่ตัวลูกพี่เห็นโชเฟอร์หน้าตาดี เกิดตัณหา จึงฉุดกระชากเธอลงจากรถ โชเฟอร์แข็งขืนก็โดนตบแล้วถูกฉุดลากไปที่หลังกอหญ้าที่ห่างออกไป ผู้ร้ายอีกคนถือมีดคอยระวังหลัง

หนุ่มหน้ามนคนนั้นทนไม่ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาลุกจากเก้าอี้เดินไปที่บันไดรถ หันมามอง     ผู้โดยสารทั้งหมด แล้วพูดขึ้นว่า

“ ทำไมนั่งเงียบกันไปหมด ”

ชายหนุ่มกึ่งวิ่งกึ่งเดินลงไปหวังจะช่วยโชเฟอร์สาว เมื่อเข้าปะทะกัน ก็ถูกคนร้ายเอามีดปาดที่หัวเข่าเลือดไหลอาบทรุดอยู่ตรงข้างทาง ขณะที่ลูกพี่อีกคนกำลังข่มขืนโชเฟอร์สาวอยู่ที่หลังกอหญ้า โดยกล้องฉายภาพให้เห็นว่าผู้โดยสารบนรถลุกขึ้นชะโงกดูเหตุการณ์อยู่บนรถนั้นเอง  พอเสร็จกิจ คนร้ายทั้งสองหิ้วกระเป๋าเดินหายเข้าไปในป่ารก

โชเฟอร์สาวลุกขึ้นยืนใส่กางเกงให้เข้าที่ เดินโซเซผ่านเจ้าหนุ่มที่นั่งกุมบาดแผลอย่างไม่ไยดีอะไร เธอขึ้นมาบนรถ กวาดสายตามองไปที่ผู้โดยสารทั้งหมดด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดรวดร้าว แล้วเข้าไปนั่งที่นั่งตนเอง ซบหน้าลง แล้วเงยขึ้นมองเห็นตุ๊กตาหมาหน้ารถที่ผงกหัวให้

ขณะที่จะเข้าเกียร์เตรียมออกรถ เจ้าหนุ่มที่บาดเจ็บเดินมาตรงหน้าบันไดรถแล้วพูดขึ้นว่า

“ คุณเป็นอะไรไหม ผมขอโทษด้วยที่ช่วยคุณไม่ได้ ”

“ ออกไป ฉันบอกให้ออกไป ” โชเฟอร์พูดเสียงดัง แล้วกดปุ่มปิดประตูรถใส่หน้าหนุ่มคนนั้น

“ ทำไมล่ะ ผมเป็นคนเดียวนะที่พยายามจะช่วยคุณ ” เจ้าหนุ่มส่งเสียงบอก

โชเฟอร์สาวไม่ฟัง หยิบกระเป๋าหิ้วของเจ้าหนุ่มโยนออกมาทางหน้าต่างให้หนุ่มคนนั้น แล้วเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งบึ่งรถออกไป ทิ้งให้หนุ่มคนนั้นยืนเศร้าและงุนงงอยู่ตรงนั้น

เมื่อฉายคลิพหนังถึงตรงนี้ ผมจะหยุดภาพชั่วคราว แล้วถามผู้เรียนว่า

“ ฉากต่อไปคืออะไร ใครอาสาตอบได้บ้าง”

ผู้เรียนในห้องมีคำตอบต่างๆกัน

“ โชเฟอร์คงมีแผนอะไรในใจ ”

“ น่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายกับผู้โดยสารทั้งคันรถ ”

“ โชเฟอร์ต้องการไว้ชีวิตหนุ่มคนนั้น”

เมื่อเปิดคลิพหนังต่อไป ได้พบว่าหนุ่มคนนั้นโบกรถจี๊บอีกคันหนึ่งขอโดยสารไปด้วย สักครู่มีรถตำรวจสีขาวแซงหน้าขึ้นไป พอไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุที่รถตำรวจจอดอยู่ รถจี๊บหยุดดูเหตุการณ์ หนุ่มคนนั้น

เดินลงมาจากรถเห็นตำรวจซึ่งลงไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ  เดินขึ้นมาแล้วรายงานกับหัวหน้าเสียงดังฟังชัดว่า

“ ยืนยันได้ว่า รถโดยสาร สาย 44 ตกเหว ผู้โดยสารทั้งคันรถรวมทั้งโชเฟอร์ เสียชีวิตทั้งหมด ”

กล้องฉายภาพใบหน้าหนุ่มคนนั้น มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น แสดงความเข้าใจในเหตุการณ์ว่า โชเฟอร์พาผู้โดยสารทั้งคันรถรวมทั้งตัวเธอไปจบชีวิตพร้อมๆกัน ณ จุดเกิดเหตุ

ฉากระทึกใจตั้งแต่ต้นจนจบ ในฐานะวิทยากร จึงตั้งคำถามกว้างๆว่า

“ คุณคิดอย่างไร กับผู้โดยสารทั้งคันรถที่วางเฉย

คุณคิดอย่างไรกับหนุ่มคนนั้น

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของโชเฟอร์ที่ตัดสินใจเช่นนั้น ”

คำตอบจากผู้เรียน ได้มุมที่ตรงกันว่า ผู้โดยสารทั้งคันรถแล้งน้ำใจ และขี้ขลาด กลัวคนเพียง 2 คนที่มีมีดเล็กๆเพียงด้ามเดียว หากใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจ ตะโกนเสียงดังลั่นขึ้นมาในรถว่า

“ เฮ้ย ! พวกเรามากกว่า รุมกระทืบมันเดี๋ยวนี้ ”

แล้วคว้ากระเป๋าหรืออุปกรณ์อะไรอื่น ที่อยู่ใกล้มือเข้าไปรุมตีรุมต่อย ก็น่าจะเอาอยู่ได้ หรือแม้แต่จังหวะที่ผู้ร้ายลากโชเฟอร์ไป หากทุกคนพากันลงไปช่วยด้วยการคว้าก้อนอิฐ คว้าไม้ คว้าอะไรแทนอาวุธไปไล่ตีแบบ 15 รุม 2 อย่างนี้ เจ้าสองคนร้ายจะเหลืออะไร แต่เมื่อทุกคนวางเฉยจึงเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้น

ในฐานะวิทยากร จึงสรุปให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่า จำนวนคนที่มากกว่า ใช่ว่าจะได้รับชัยชนะเสมอไป ถ้าทุกคนขลาดกลัว ไม่กล้าลงมือทำ ไม่มีคนตัดสินใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลที่พึงปรารถนาก็เกิดขึ้นไม่ได้

ความกล้าหาญในการตัดสินใจลงมือกระทำในสิ่งที่ควรทำ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดผล 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ทฤษฎีแมลงสาบ

20170816_cockroach

ใช่หรือไม่ว่า บ่อยครั้งบุคคลและวัตถุปัจจัยภายนอกกลายเป็นผู้บัญชาการอารมณ์อันควรสงบของเรา

เราขับรถบนถนนด้วยอัตราความเร็วปกติ แต่กลับโดนรถคันหลังบีบแตรไล่เรา อารมณ์หงุดหงิดเกิดขึ้นในหัวใจของเราแล้ว

เพื่อนขอให้เราช่วยเหลือเขาในบางเรื่อง เราช่วยได้เพียงครึ่งเดียวของคำขอร้อง เพื่อนกลับด่าเราลับหลัง หาว่าเราใจดำช่วยเขาไม่เต็มที่ พอรู้เช่นนั้น โทสะจริตเกิดขึ้นในใจเราแล้ว

เราสั่งงานลูกน้องอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง แถมทบทวนซ้ำให้แน่ใจ ลูกน้องยังทำงานพลาด ให้เราต้องเสียเวลาแก้ไขอีก เราหัวเสียอีกแล้ว

กลายเป็นว่าคนอื่นมากำหนดอารมณ์เรา ทั้งๆที่แม้เผชิญเหตุการณ์เช่นนั้น เราสามารถจะสงบเย็น  ไม่ต้องมีอารมณ์ไหลตามความไม่พอใจนั้นๆได้

“ทฤษฎีแมลงสาบ”  ได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า

ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แมลงสาบตัวหนึ่งออกมาจากซอกมุม แล้วบินมาเกาะที่แขนเสื้อของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกรีดร้องพร้อมกับกระโดดไปมา แล้วสลัดแขน แมลงสาบยังเกาะอยู่ที่แขนเสื้อตามเดิม เธอยิ่ง ทำเอาคนร่วมโต๊ะแตกตื่น และแล้วแมลงสาบตัวนั้นก็บินไปเกาะที่หัวไหล่ผู้หญิงอีกคนในโต๊ะเดียวกันนั้นเอง ผู้หญิงคนนี้กระโดดไปมา ส่งเสียงดังแบบคนแรก ทำให้ผู้คนในโต๊ะลุกขึ้นยืนอย่างไม่เป็นสุข

เด็กเสิร์ฟเห็นเช่นนั้น ก็เข้ามาจะหาทางแก้ปัญหา เจ้าแมลงสาบตัวนั้นบินมาเกาะที่ผ้ากันเปื้อนของเขา แทนที่จะสะบัดผ้า เขายืนนิ่งสังเกตการเคลื่อนตัวของแมลงสาบที่ค่อยๆเดินขึ้นมาบนเสื้อของเขา  แล้วเขาเอามือตะปบแมลงสาบ เดินไปหลังร้านแล้วขว้างมันทิ้งไป

คำถามของเรื่องนี้ก็คือ เจ้าแมลงสาบเป็นสาเหตุของความแตกตื่นหรือเปล่า  ถ้าตอบว่าใช่ แล้วทำไมเด็กเสิร์ฟจึงยืนสงบนิ่ง แล้วค่อยๆจัดการกับแมลงสาบตัวนั้นอย่างละมุนละม่อม ในขณะที่ผู้หญิงสองคนอกสั่นขวัญแขวนเต้นแร้งเต้นกาอย่างโกลาหล

ก็แปลว่า แม้มีเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเหตุให้หัวใจเราไม่สงบ แต่เราสามารถสงบใจได้หากมีความสามารถในการรับมือกับมัน  เนื่องเพราะเราต่างหากที่เป็นคนเลือก เราเลือกขวัญผวาแทนที่จะเลือกความสงบเย็น

อาจใช้คำภาษาอังกฤษสองคำมาเทียบเคียง คือการ React หรือ Respond

React  เป็นการโต้ตอบที่อาศัยสัญชาตญาณ

ขณะที่ Respond เป็นการรับมือ ที่อาศัยการใคร่ครวญไตร่ตรอง เพื่อควบคุมสถานการณ์ ให้อยู่ในสภาพที่สามารถจะควบคุมได้ หลีกไปจากการตัดสินใจผิดพลาดที่อยู่ใต้อิทธิพลของความโกรธ ความเครียด ความหม่นหมอง กังวลหรือเร่งรีบ ที่ไม่เป็นผลดีแก่ใคร

“ทฤษฎีแมลงสาบ”  (อ้างอิง Mensxp) นี้ ซีอีโอคนใหม่ของกูเกิ้ล (Google) ยึดถือเป็นคู่มือในการพัฒนาตนเองตลอดมา


—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ทวยเทพสรรเสกสร้าง “กิ่วแม่ปาน” สมัย

ประสาร มฤคพิทักษ์ ให้คำ พินัย อนันตพงศ์ และ วิบูลย์รัตน์ กะนะแสง ให้ภาพ


เมื่อย่างเข้าชราวัย เรามักหวลหามิตรที่ยังคงอยู่กับเราด้วยสารพันกิจกรรม เช่น ไปกินข้าวด้วยกัน ไปทำบุญด้วยกัน ไปงานสังสรรค์รุ่นด้วยกัน

หนึ่งในกิจกรรมของรัฐศาสตร์รุ่น 20 คือ “รัฐศาสตร์ 20 สัญจร” มีกลุ่ม PSN เป็นกำลังสำคัญในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมเอากิจกรรมทำบุญ เที่ยว เฮฮา กินข้าว ไว้ด้วยกันทั้งหมด

เมื่อ 18-19-20 พฤศจิกายน 2559 เสน่ห์ของ “กิ่วแม่ปาน” แห่งดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ดึงดูดให้พวกเราจัดคณะไปเยี่ยมเยือน และนี่เป็นร้อยกรองจากความทรงจำอันงดงามของกิ่วแม่ปาน โดยใช้โคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี 11 รวม 48 บท ได้ภาพประกอบแสนสวยจากฝีมือของ พินัย อนันตพงศ์ และ วิบูลย์รัตน์ กะนะแสง


01

     นิรมิตสวรรค์เบื้อง  บนดิน

พงพฤกษ์เสียดเมฆิน  สุดกว้าง

ธาราเรื่อยไหลริน   เลี้ยงโลก อยู่นา

ทวยเทพสรรเสกสร้าง  “กิ่วแม่ปาน” สมัย


02

          มีตา เจริญตา

และมีขา จงก้าวเดิน

มีใจ ใจจงเพลิน

พิศภูผา “อินทนนท์”

          เส้นทาง “กิ่วแม่ปาน”

สูงตระหง่าน กว่าลมบน

พืชพันธุ์ เกลื่อนสถล

ณ สถาน ป่าดิบดง


03

หมุดหมายที่ 1 เฟินยุคโบราณ

 กระจิริด “เฟิน” น้อย

กระจ้อยร่อยแห่งไพรพง

หยัดอยู่อย่างทรนง

กลางสายหมอกแดดรำไร

ยามแล้ง ใบเหี่ยวแห้ง

เหมือนเสแสร้งแกล้งตายไป

โดนไอหมอกฟื้นใหม่

พืชล้านปีอัศจรรย์


04

หมุดหมายที่ 2 ป่าเมฆ

          ลมแรงและหนาวชื้น

เมฆหมอกคลื่นคลุมวารวัน

ร้อนชื้นไม้หลากพันธุ์

อยู่ไม่ได้ในป่านี้

          “ก่อ” “กูด” “โพธิ์สามหาง”     

จึงอยู่หว่างในทางที่

“เฟิน” “มอส” กล้วยไม้มี

หนาวยิ่งดียิ่งเด่นงาม


05

หมุดหมายที่ 3 ป่าต้นน้ำ กำเนิดสายธาร

          สายน้ำคือสายบุญ

อันเนื่องหนุนทุกโมงยาม

ไหลเรื่อยเลาะเขตคาม

จากต้นทางสายธารา

          ตาน้ำ ห้วยแล้ว “ปิง”

จึงไหลดิ่ง “เจ้าพระยา”

หล่อเลี้ยงนครา

อยู่ชั่วนาตาปีนาน


06

หมุดหมายที่ 4 พรรณพืชไม้ป่าเมฆ

 

“ทะโล้” “หว้าอ่างกา”

“ก่อ” เกิดไม้ก่องตระการ

พืชพรรณในหย่อมย่าน

ดุจพืชแห่งหิมาลัย

“ขิง” “ข่า” ขึ้นปนคละ

ลักษณะหนาวชื้นไพร

เล็กน้อยกลางหรือใหญ่

อิงอาศัยกันและกัน


07

หมุดหมายที่ 5 ป่าซ่อมป่า

ไม้ล้มด้วยลมแรง

แดดส่องแสงสู่ดินพลัน

พืชล้มลุกชูชัน

รับตะวันทันเวลา

ดินชื้นพืชยืนต้น

งอกปะปนเป็นตำรา

เมล็ดแห่งไม้ป่า

หล่นลงยึดคืนผืนดิน


08

หมุดหมายที่ 6 เถาวัลย์

          ลำเถาใหญ่เท่าเดิม

แต่ยาวเพิ่มไม่สุดสิ้น

“เถาวัลย์” แห่งธรณินทร์

เลื้อยเกี่ยวเกาะโยงระยาง

          เรือนยอดแตกกิ่งใบ

กระรอกใช้เป็นเส้นทาง

ธรรมชาติช่างจัดวาง

ทางด่วนไว้ให้สัญจร


09

หมุดหมายที่ 7 ทุ่งหญ้าเมืองหนาว

 

เดินพ้นป่าดิบทึบ

สู่ทุ่งหญ้าโล่งออนซอน

ลิบลิ่วแลสิงขร

เขยื้อนฟ้ามาใกล้กัน

หนาวเย็นพอเหมาะสม

ไม้ล้มลุกไม้พุ่มนั้น

สมผสานสารพัน

เป็น “ทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์”


10

หมุดหมายที่ 8 กูดเกี๊ยะ เฟินทนไฟ

ลาดต่ำดินชุ่มชื้น

ธรรมชาติจัดสวนไว้

“กูดเกี๊ยะ” เฟินทนไฟ

เคล้าคละไปกับ “สาบหมา”

กลางเนินพืชทนหนาว

ไม้ดอกพราวจำเริญตา

ยอดเนินดินแห้งกว่า

พืชใบหนานานาพันธุ์


11

หมุดหมายที่ 9 จุดชมทิวทัศน์

เวิ้งฟ้าเหนือป่าใหญ่

กว้างแสนไกลมหัศจรรย์

เมฆหมอกหฤหรรษ์

สบสวรรค์เป็นบุญตา

ตาเห็นใจกระหวัด

ผิวสัมผัสพื้นนภา

อยากหยุดวันเวลา

ไว้ตรงหน้าอยู่ตรงนี้


12

หมุดหมายที่ 10           กวางผาปลอดภัยในบ้านผาหิน

ผาหินมีหญ้าแห้ง

ไม้ทนแล้งอยู่ได้ดี

หมาไน เสือไม่มี

เก้งกวางผาจึงปลอดภัย

น้ำจากพืชเพียงน้อย

ก็เพียงพอชีพเป็นไป

สีขนกลืนหินไม้

ในบ้านใหญ่แห่งกวางผา


13

หมุดหมายที่ 11 ผาแง่มน้อย

สองแท่งหินแกรนิต

ตรึงสถิตย์อย่างทายท้า

สองร้อยล้านปีมา

ผิวโลกหล้าขยับตัว

กัดกร่อนยุบสลาย

แล้วเคลื่อนคลายไปถ้วนทั่ว

แกร่งเกินจะเกรงกลัว

เป็นสองก้อน “ผาแง่มน้อย”


14

หมุดหมายที่ 12 กิ่วแม่ปาน(ป่าสองมุมบนสันเขา)

          สันเขาส่วนแคบสุด

แบ่งสองด้านบนสันดอย

ด้านนอกแดดลมพลอย

ตัดยอดไม้ให้เตี้ยลง

          ด้านในป่าชุมชื้น

ฝนชะใบหล่นดินดง

สู่ห้วยอย่างมั่นคง

จึงเรียกขาน “กิ่วแม่ปาน”


15

หมุดหมายที่ 13 กุหลาบพันปี

          นางเอกแห่งอินทนนท์

กลางหนาวเย็นหยัดทนทาน

กิ่งโปร่งให้ลมผ่าน

ใบเหนียวหนาดอกเข้มแดง

          น้ำหวานและเกสร

มวลหมู่นกและแมลง

เป็นศักดิ์เป็นศรีแสง

แห่ง “กุหลาบพันปี” สวย


16

หมุดหมายที่ 14 ป่าร้อน ป่าหนาว

ร้อนชื้นที่เชิงดอย

แต่ยอดดอยหนาวเอื้ออวย

แยกไม้ไว้ให้ด้วย

ไม้ใบกว้างด้านล่างเขา

ทนแล้งอย่าง “พงอ้อ”

และ “ต้นกล้วย” เกิดกล่อมเกลา

สันดอยหมอกคลุมเคล้า

พุ่มไม้เตี้ยเล็กผิวมัน

 


17

หมุดหมายที่ 15 สายน้ำ ยอดเขาสูงสุดของไทย

          ฝนชุกอากาศชื้น

หนาวเย็นฉ่ำทุกคืนวัน

มดปลวกสารพัน

เห็ดรานั้นยากอาศัย

          ใบไม้สลายช้า

เหมือนผ้าห่มผืนใหญ่ใหญ่

ซับฝนฝากดินไว้

ปล่อยน้ำได้ตลอดปี


18

หมุดหมายที่ 16 มอส ชอบน้ำแต่ทนแล้ง

“มอส” งามตามโคนไม้

เดิมอยู่ในห้วงนที

อัศจรรย์พืชพันธุ์นี้

ยังอยู่ยงคงกระพัน

เธออยู่อย่างเรียบง่าย

น้ำอาหารผ่านใบนั้น

หน้าแล้งพักตัวพลัน

รอวันชื้นคืนกลับมา


19

หมุดหมายที่ 17 ป่าสองรุ่น

          เฟิน มอสและกล้วยไม้

เถาวัลย์เกี่ยวกันในป่า

เกิดพืชพรรณนานา

ใบบางหนาสารพัน

          บางชนิดไม้สูงใหญ่

วัดขนาดได้พอกัน

คือพายุโรมรัน

ไม้รุ่นใหม่ก่อเกิดแทน


20

หมุดหมายที่ 18 สูงใหญ่แต่ล้มง่าย

          ป่าเขาที่สูงชัน

ฝนชะล้างหน้าดินแดน

รากไม้จึงหนาแน่น

เพียงผิวพื้นแหล่งอาหาร

          ไม้ใหญ่ไร้รากแก้ว

เจาะไม่ได้หินกันดาร

ไม้จึงไม่อาจทาน

พายุโถมล้มโค่นลง


21

หมุดหมายที่ 19 เสียงป่า

          เสียงป่าบรรเลงเพลง

ลมพัดใบไม้ปลดปลง

น้ำเซาะหินยังคง

สกุณาครวญเพลงไพร

          แมลงกรีดปีกลั่น

สนั่นเสียงไพเราะใส

ออร์เคสตราวงใหญ่

จับจิตใจไปเนิ่นนาน


22

หมุดหมายที่ 20 กูดต้น เฟินสัญลักษณ์ป่าบริสุทธิ์

          เป็นป่าบริสุทธิ์

เพราะ “กูดต้น” เฟินตระการ

ต้นเตี้ยริมลำธาร

หลบหลีกต้านสายลมแรง

          ใบเฟินใหญ่เรียงรอบ

เรือนยอดกว้างลำต้นแกร่ง

รากฝอยแตกแขนง

ขนาบน้ำแสงรำไร


23

หมุดหมายที่ 21 สรุป

 

          มรดกธรรมชาติ

พิลาสล้ำผ่องอำไพ

นิเวศแห่งป่าใหญ่

อิงอาศัยกันและกัน

          ดินน้ำและอากาศ

พืชสามารถสมานฉันท์

“ป่าเมฆ” เอนกอนันต์

นิเวศวัฒน์อันกลมกลืน


24

          ผืนดิน ใช่เพียงดิน

ให้ชีวิน ได้เหยียบยืน

เลี้ยงป่า ทั้งแผ่นผืน

บำรุงน้ำ ผ่องอำไพ

          ผืนน้ำ ใช่เพียงน้ำ

อันชุ่มฉ่ำ เย็นชื่นใจ

เลี้ยงดิน และป่าใหญ่

รินไหลหลอม รวมสายชล

          ผืนป่า ใช่เพียงป่า

สรรพพฤกษา อ่าอำพน

เลี้ยงโลก เลี้ยงผองชน

บันดาลดล โลกสมดุลย์

 

คำถาม คำตอบ ต่อ พ.ร.บ. พิจารณาคดีลับหลังจำเลย

20170801_bill

พ.ร.บ. ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมิอง พ.ศ. …. ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติไปแล้ว เมื่อวันที่ 14  กรกฎาคม  2560  ทำให้นักการเมืองจำนวนหนึ่งส่งเสียงโต้แย้งว่าเป็นกฎหมายมี่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมสากล เป็นกฎหมายมุ่งเล่นงานเฉพาะบุคคล โดยชี้ว่าเป็นการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย ทำให้จำเลยหมดโอกาสที่จะรับฟังและต่อสู้คดี

ต่อไปนี้เป็นคำถาม คำตอบ ขอนำเสนอต่อสาธารณะให้ช่วยกันพิจารณา

ถาม  1.  กฎหมายดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อจำเลย จริงหรือไม่

ตอบ ไม่จริง  เพราะกฎหมายให้โอกาสจำเลยไว้มากมายในการต่อสู้คดี ตามมาตรา  27  กล่าวคือ

(1) ศาลออกหมายเรียก จำเลยก่อน

(2) ถ้าจำเลยไม่มา ศาลส่งสำเนาคำฟ้องหรือหมายจับให้จำเลยมาแสดงตัวเพื่อแก้ต่าง

(3) ศาลให้เวลาถึง 3 เดือน เพื่อให้มาศาล

(4) จำเลยมีสิทธิ์ตั้งทนายสู้คดีได้เต็มที่

(5) ศาลพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ จำเลยจะรวบรวมวงศาคณาญาติไปนั่งฟังเต็มห้อง    

ก็ยังได้

(6) เมื่อศาลตัดสินแล้ว แม้ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ คู่ความซึ่งอาจเป็นโจทก์หรือจำเลยก็สามารถ

อุทธรณ์ได้  

(7) ถ้าศาลตัดสินแล้ว จำเลยจะขอรื้อฟื้นคดีก็ได้ภายในหนึ่งปี แต่ต้องมีหลักฐานใหม่

 

ถาม 2.  ใครเป็นคนกำหนดให้เกิดการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย

ตอบ ความจริงศาลต้องการพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย แต่ว่าจำเลยต่างหากเป็นคนเลือกทางเองที่จะหนีคดี เพื่อให้พ้นผิดด้วยเหตุเงื่อนเวลาที่คดีหมดอายุความ พูดง่ายๆ ว่า ศาลให้สู้ แต่จำเลยประสงค์ที่จะหนีเอง  เหมือนอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีอีก 2 คนที่ยังหนีอยู่ต่างประเทศในเวลานี้

 

ถาม     3.  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุจริต แต่ไม่ยอมปรากฏตัวในศาล เป็นผลต่อปัจเจกบุคคล หรือ    ต่อใคร

ตอบ สมมุติว่า โจรปล้นทรัพย์ของแผ่นดินไป  50,000  ล้านบาท มันไม่ใช่ความบรรลัยเฉพาะตัวของปัจเจกบุคคล แต่มันเป็นบรรลัยต่อแผ่นดิน ที่ต้องสูญทรัพย์อันเป็นภาษีอากรของประชาชนไปตามมูลค่าที่ปล้น ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ศาลต้องจำหน่ายคดี คือหยุดพักการพิจารณาไว้ก่อน เพราะจำเลยไม่ปรากฏตัวในศาล แล้วทรัพย์ของแผ่นดินล่ะ จะปล่อยให้มันสูญไปพร้อมกับอายุความของคดีหรืออย่างไร

ถาม 4.  ทำไมคนของพรรคเพื่อไทย จึงเรียงหน้าออกมาต่อต้านกฏหมายฉบับนี้ ขณะที่นักการเมืองพรรคอื่นๆ ไม่มีใครเดือดร้อน บางคนให้ความสนับสนุนด้วย เช่น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  

ตอบ ใช่หรือไม่ว่าคดีจำนำข้าว ที่ศาลกำลังจะพิพากษาในวันที่ 25 สค. 60 นี้ ส่งผลแน่นอนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่กำลังนับถอยหลังต้อนรับกฏหมายฉบับนี้

และใช่หรือไม่ว่า คดีค้างศาลที่จำหน่ายจากระบบศาลชั่วคราว เช่นคดีปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับ บมจ. กฤษดามหานคร  คดีหวยบนดิน คดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม รวมทั้งคดีปล่อยเงินกู้ของเอ็กซิมแบงค์  บางคดีมีอายุความ 10 ปี  บางคดีมีอายุความ 15 ปี ซึ่งผู้ต้องหารอ คอยวันหมดอายุที่ใกล้เข้ามาแล้วด้วยหัวใจวาดหวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างเท่ กลับกลายเป็นสวรรค์ล่มที่ปิดประตูกลับประเทศแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะกฏหมายใหม่นี้ จำเลยจะมาหรือไม่มาศาล เมื่อมีการยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อใดอายุความจะหยุดลงเมื่อนั้น เท่ากับไม่มีผลกระทบต่ออายุนั้นเอง

ส่วนคดีที่ดินรัชดา ที่ศาลตัดสินจำคุก 2 ปีนั้น ต้องถือว่าจบ เพราะคำพิพากษาถึงที่สุด และอายุความก็หมดไปแล้ว

ถาม 5.  กฎหมายฉบับนี้มีผลในการเพิ่มโทษใดๆ หรือไม่

ตอบ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ศัพท์กฎหมาย เรียกว่าเป็นวิธีสบัญญัติ คือกฎหมายที่กำหนดกระบวนการพิจารณาดำเนินคดีว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่ใช่กฎหมายสารบัญญัติ ที่จะไปกำหนดโทษทางคดี

แปลว่าโทษฑัณท์ในคดีนั้นเป็นไปตามกฎหมายเดิมทุกประการ ไม่มีบทบัญญัติใดๆ เลยที่จะไปกำหนดการเพิ่มโทษ

ถาม 6.  ใครได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้

ตอบ เป็นร่างกฎหมายที่สนองตอบต่อเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ มาตรา  258   ก. (4)  ที่กำหนดว่า              “ ให้มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ”

กล่าวโดยรวม  กฎหมายนี้ให้ความเป็นธรรมต่อประเทศชาติ ต่อสังคมและต่อประชาชน และในความเป็นจริง ก็ให้ความเป็นธรรมต่อทั้งโจทก์และจำเลย ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีโอกาสแพ้ชนะ

ถามว่ากฎหมายนี้เป็นโทษต่อใคร ก็ตอบได้ว่ามีแต่คนโกงเท่านั้นที่รับไปเต็มหน้าตัก /

—–

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES