หนึ่งเหตุแห่งความร้าวฉาน

 

20170528_brokenท่ามกลางควันระเบิดที่หน้ากองสลาก ถนนราชดำเนิน อีกครั้งหนึ่งที่หน้าโรงละครแห่งชาติ และล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า  ที่มีคนบาดเจ็บ 25 คน สาหัส 1 คน เป็นความรุนแรงที่คนเจ็บไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่กลับตกเป็นเหยื่อของระเบิดบ้าจากไหนก็ไม่รู้

สังคมไทย โดยเฉพาะในภาคการเมือง เนื่องจากมีความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง  เราจึงพูดถึงการปรองดองกันหลายหน พูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว  แต่การปรองดองก็ยังเป็นปัญหาค้างคาอยู่กับบ้านกับเมืองมาโดยตลอด

ปัญหาหนึ่งที่คนพูดถึงกันน้อยมาก คือทัศนคติในการมองสรรพสิ่งแบบขาวดำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในตัวบุคคลนั้นเอง

“ ฉันถูกต้อง คุณนั่นแหละผิด ฉันสีขาว คุณสีดำ ฉันเป็นฝ่ายเทพ คุณเป็นฝ่ายปีศาจ ฉันเป็นคนดี คุณเป็นโจร ”

นี่เป็นมุมมองสุดขั้วแบบข้างใดข้างหนึ่ง โดยไม่เหลือพื้นที่ให้อีกข้างหนึ่งเอาเสียเลย ทัศนะเช่นนี้น้อมนำให้คนเราพร้อมจะทำอะไรเพื่อกำจัดอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งการใช้ความรุนแรง

เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ศาสตราจารย์คนหนึ่ง แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองทางจิตวิทยาที่โด่งดังไปทั่วโลก

เขาได้สร้างคุกจำลองขึ้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนที่ถูกกดดันในเรือนจำ โดยเอานักศึกษาที่เป็นชนชั้นกลาง จำนวน 25 คน เข้ากระบวนการทดลอง

ในจำนวนนี้ 10 คน ถูกกำหนดให้เป็นนักโทษ อีก 15 คน ให้เป็นผู้คุม มีกำหนดเวลาทดลอง 14 วัน แต่ผ่านไปเพียง 6 วัน การทดลองต้องยุติลง เพราะสถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะคาดคิด เพราะผู้คุมสำแดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่ คุกคาม และเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยนอกจาก ทุบตี จับขังเดี่ยวเป็นเวลานานยังจับนักโทษแก้ผ้า และบังคับให้ทำท่าวิตถารในการร่วมเพศ ปรากฏว่านักโทษที่ออกอาการก่อกวนเมื่อ 2 วันแรก พอโดนลงโทษแบบนั้นก็มีอาการหงอย ซึม และหวาดผวาอย่างผิดกันแบบเป็นคนละคนกันไปเลย

คำถาม คือ คนที่มีชีวิตปกติธรรมดากลายคนโหดเหี้ยมไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

คำตอบ ก็คือ เพราะอำนาจของผู้คุมที่มีมากล้นเกิน เหมือนตั้งศาลเตี้ยตามใจตนเองได้ แต่อีกส่วนหนึ่งคือความโกรธ เกลียด และความหลงอำนาจที่ซ่อนอยู่ในใจของคนนั้นเอง

บททดลองนี้ให้ข้อสรุปว่า ในดีมีชั่ว ในชั่วมีดี คนเราจึงไม่ควรมีทัศนะแบบเด็ดขาดว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จะเลวบริสุทธิ์ หรือดีไม่มีที่ติ

ใช่หรือไม่ว่า ความชั่วร้ายของผู้อื่น ลึกๆแล้ว เราอาจมีส่วนร่วมด้วย ตรงที่ไปยอมให้เขาทำนั่นเอง

มหาตมะ คานธี เคยตั้งข้อสังเกตว่า คนอินเดียไปยอมให้คนอังกฤษแค่ 30,000 คน เป็นเจ้าอาณานิคมปกครองอินเดีย ซึ่งมีพลเมืองจำนวนถึง 300 ล้านคน ได้อย่างไร

ดังนั้น หากปรารถนาความปรองดองจริง คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ควรใจกว้างพอที่จะยอมรับผู้อื่นและตนเองตามความเป็นจริงว่า ทุกคนมีประจุบวกและประจุลบอยู่ในเนื้อในตัวด้วยกันทั้งนั้น

แล้วไยจึงไปพิพากษาคนอื่นอย่างง่ายๆ โดยไม่เผื่อแผ่พื้นที่ให้แก่สองด้านของความเป็นมนุษย์เล่า


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

ยอมให้ลูกเข้าใจผิด

20170527_misunderstood

 

สิ่งที่เห็นไม่จริง สิ่งที่คิดไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ  พบเห็นได้เสมอๆ

นายคิทาโน ทาเคชิ เป็นดาราตลกและเป็นผู้กำกับหนังญี่ปุ่นมาหลายเรื่อง เช่นเรื่องโหดมันส์ฮา

เมื่อแม่เสียชีวิต เขาไปงานศพแม่ทั้งๆ ที่เขาไม่ชอบแม่เอาเสียเลย เพราะแม่มีแต่เรื่องขอเงินเขาเดือนไหนไม่ส่งเงินให้แม่ แม่จะโทรศัพท์มาต่อว่า ยิ่งทาเคชิโด่งดังมากเท่าไร แม่ยิ่งจะขอเงินมากขึ้นเหมือนแม่ไม่รู้จักพอ

พองานศพเสร็จสิ้น พี่ชายยื่นซองให้ทาเคชิ ในนั้นเป็นสมุดเงินฝากธนาคารมีเงินหลายสิบล้านเยนในบัญชี และมีจดหมายน้อยเขียนว่า

ลูกทาเคชิ

        ในบรรดาลูกๆของแม่ คนที่ทำให้แม่กังวลใจมากที่สุดคือลูก ตั้งแต่เล็กแล้ว ลูกไม่ขยัน          เรียนเอาแต่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมยังใจกว้างกับเพื่อนฝูง

        พอลูกจะไปต่อสู้ในเมืองหลวง แม่ก็กังวลว่าลูกจะตกระกำลำบากเป็นไอ้จรจัด แม่เลยต้องบังคับ ให้ลูกส่งเงินมาให้แม่ทุกเดือน เป็นการช่วยลูกเก็บเงินอีกทางหนึ่ง แม่ไม่ได้ใช้เองหรอก ลูกเก็บไว้ใช้เองเถอะ

 

                                                                        จากแม่

 

เห็นหรือไม่ว่า จินตนาการเชิงลบเกิดขึ้นได้เสมอๆ แม้แต่กับบุพการีของตนเอง

เราคุ้นชินกับการสรุปเอาอย่างง่ายๆ โดยไม่ฉุกคิดถึงสถานการณ์แวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมอย่างนั้นอย่างนี้

แม่สู้อุตส่าห์ ทวงเงินเก็บหอมรอมริบเงินไว้เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกเอง โดยแม่ยอมให้ลูกเข้าใจผิดมานานหลายปี แม่ไม่สนใจว่าลูกจะหาว่าแม่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ แต่แม่เป็นห่วงอนาคตที่สุ่มเสี่ยงของลูกมากกว่า

ถ้าคุณผู้อ่าน เป็นทาเคชิ ได้อ่านจดหมายน้อยของแม่ฉบับนี้แล้ว จะรู้สึกอย่างไร

 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ฝึกฝืน

20170522_practice

ไม่ว่าใครก็ล้วนพึงพอใจ ในพื้นที่สะดวกได้สบายดี (COMFORT ZONE) ของตนเอง

8 โมงเช้ากว่าแล้ว ควรลุกขึ้นมาจากที่นอน เพื่อล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ แต่ยังเสียดายการซุกตัวในผ้าห่มท่ามกลางแอร์เย็นๆ ในห้องนอน

อยากจะหักดิบเลิกบุหรี่เสียที เพราะตั้งใจไว้นานแล้ว แต่ก็เสียดายรสรื่นรมย์ของบุหรี่ ยี่ห้อดังที่ยังมีอีกหลายซอง

อยากออกไปจ้อกกิ้งตอนเช้า หรือตอนเย็น ก็รู้สึกว่า “ไว้วันหลังก็ได้ วันนี้ขอให้ผ่านไปก่อน”

อยากนั่งสมาธิติดตามลมหายใจเข้าออกวันละ 10 นาที ก็บอกกับตนเองว่า “ทำเมื่อไรก็ได้ แต่วันนี้ไม่ทำ”

อยากไปเรียนหลักสูตรพิเศษเพื่อฝึกปรือวิทยายุทธอะไรบางอย่าง ก็กระซิบกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน วันหลังค่อยไป”

นี่คืออารมณ์ความรู้สึกสะดวกสบายในพื้นที่อันคุ้นเคย (COMFORT ZONE) ของตนเอง

ใช่หรือไม่ว่า

ซื้อเครื่องวิ่งสายพานมาราคาหลักหมื่น ใช้วิ่งได้เพียง 4-5 วัน ตอนนี้กลายเป็นราวตากผ้าขนหนูไปแล้ว

ซื้อเปียโนมา ราคาหลายหมื่นพร้อมตำราฝึก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้สัมผัสเปียโน จึงไม่มีจุดตั้งต้น ไม่มีการฝึกฝนจริงสักที

ความจริงแล้ว เมื่อตัดสินใจออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว หากลงมือทำก็เพียงแต่จัดเวลา วันละหนึ่งชั่วโมง จะเช้าสายบ่ายเย็นค่ำก็ได้ มีรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา แล้วออกไปเดินจริงๆ ทำให้ต่อเนื่องกันแค่ 5 วันเท่านั้น จะเกิดความเคยชินใหม่ที่ช่วยบำรุงสุขภาพได้ดีที่สุด นี่คือการ “ฝึก ฝืน” มันเป็นกระบวนการที่ต้องผ่าน หากจงใจที่จะออกจากพื้นที่สะดวกได้สบายดี (COMFORT ZONE) ของตนเอง

เราต้อง “ฝืน” การกระทำในระยะแรกเริ่มเพราะเราจะเหนื่อย จะเมื่อย จะตากแดดผิวเสีย จะเสียเหงื่อ จะเจ็บขา จะปวดกล้ามเนื้อ เราจึงต้อง “ ฝึก” ครั้นผ่านไประยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ฝืนจะกลายเป็นความเต็มใจทำ จะไม่ใช่การฝืนอีกต่อไป

ในโลกนี้ คนที่สร้างความสำเร็จใหม่ๆ ให้ตนเองและให้แก่สังคมล้วนแล้วแต่ต้องตัดสินใจออกมาจากพื้นที่สะดวกสบาย (COMFORT ZONE) ของตนเอง แล้วฝึกฝืนทำสิ่งนั้น จนกลายเป็นมรรคผลที่น่าชื่นใจของตนเองและผู้อื่น

ลดความสะดวกสบายที่คุ้นเคยในชีวิต แล้วฝึกฝืนทำอะไรที่คิดว่าจะเป็นผลดี ผ่านไประยะหนึ่ง จะไม่ใช่การฝืนอีกต่อไป เพราะความพึงพอใจจะเข้ามาแทนที่


 

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

ปฏิรูปตำรวจ : ต้องยกเครื่องใหม่ อย่าทำเพียงปะผุ เคาะ พ่นสี

 

20170522_police_reform

เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า

  1. หวยใต้ดิน ที่ผิดกฎหมายนั้น เล่นกันทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ใจกลางเมืองหลวงลงไปถึงตำบลหมู่บ้าน

วันหวยออก คือวันที่คนไทยแทงหวยกันค่อนประเทศได้กระมัง

  1. ยาเสพติดหรือยาบ้า นั้น ระบาดทั่วทุกหัวระแหง ในระดับตำบลหมู่บ้านนั้น เป็นเรื่องรู้ๆกันอยู่

ใครค้า ใครขาย ใครเสพ แต่ก็ปราบไม่รู้จักหมด

  1. บ่อนพนัน มีทั่วทุกจังหวัด มีทั้งบ่อนประจำที่และบ่อนย้ายที่ คนเล่นการพนันมีเป็นหมื่นเป็นแสนคน

เล่นไพ่ เล่นไฮโล พนันบอล พนันตัวเลขขึ้นลงของหุ้นประจำวัน

  1. การค้าของเถื่อน ค้าเหล้า บุหรี่ ค้ารถหรูที่หนีภาษี นั้นมีอยู่ทั่วไป หากตำรวจใช้ความพยายาม

สืบเสาะก็สามารถรู้ได้ว่าใครนำเข้า ใครค้า ใครขนใครซื้อ

  1. สถานบริการ ที่ขึ้นป้ายว่า อาบอบนวด ทั่วประเทศนั้น คือซ่องโสเภณีขนาดใหญ่ ที่มีบริการ

ทางเพศให้กับลูกค้า ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

ยังไม่นับการค้ามนุษย์ที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ตลอด ยังไม่พูดถึงการตรวจจับรถบรรทุก หรือยานพาหนะผิดกฎหมาย และอีกสารพัดกิจกรรมเถื่อน

ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ คนที่ศึกษาวิจัย การค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ เคยชี้ว่า หวย บ่อน ซ่อง และค้าของผิดกฎหมาย มีมูลค่าปีละ ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

กิจกรรมเหล่านี้นอกจากไม่มีการเสียภาษีให้รัฐแล้ว ยังเป็นต้นทางของอาชญากรรมและปัญหาสังคมทั้งปวงอีกด้วย นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่คาราคาซังมาตลอดเป็นเวลายาวนาน

ในยุคแห่งกระแสปฏิรูปในปัจจุบัน มีข้อเสนอล่าสุดของประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแผนการปฏิรูปตำรวจในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอให้ย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ใต้นายกรัฐมนตรี ในปัจจุบัน ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีการกำหนดคุณสมบัติให้เข้มข้นสำหรับคนที่จะมาเป็น ผบ.ตร. มีการเสนอขึ้นเงินเดือนตำรวจ ประมาณหนึ่งเท่าครึ่ง และมีข้อเสนอปลีกย่อยอื่นๆซึ่งเป็นข้อเสนอการปรับเปลี่ยนที่ฉาบฉวย และไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดๆ เลย

อำนาจการแต่งตั้งโยกย้าย เลื่อนระดับ ปรับตำแหน่งยังคงอยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทนที่จะกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น การสอบสวนยังคงอำนาจฝังแน่นอยู่กับตำรวจเหมือนเดิม

ขอถามว่า ข้อเสนอการปฏิรูปดังกล่าว จะไปมีผลแก้ไขปัญหาพฤติกรรมผิดกฎหมายได้หรือ เดิมนั้น สนง. ตำรวจแห่งชาติเดิมเรียกว่ากรมตำรวจ อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทย ต่อมาเมื่อ 10 กว่าปีมานี้ กำหนดให้มาอยู่ใต้นายกรัฐมนตรี แล้วนี่ยังจะโยกตำรวจไปอยู่กระทรวงยุติธรรม มันจะมีความหมายอะไร ในเมื่อการจับกุมการสืบสวนและการสอบสวน ยังรวมศูนย์อยู่ที่ตำรวจ

ใช่หรือไม่ว่า การจับกุมสืบสวนและสอบสวน ที่เป็นหนึ่งเดียวกันมาโดยตลอด เป็นที่มาของอำนาจ อิทธิพล ทรัพย์สินและเครือข่ายความชั่วร้ายสารพัด การจับกุมคนบริสุทธิ์เรียกค่าไถ่  การยัดเยียดยาบ้า การแปลงสารในสำนวนจากถูกเป็นผิด จากผิดเป็นถูก ทำให้อาณาจักรแห่งอิทธิพลเถื่อน ดำรงอยู่ และขยายออกไปไม่รู้จบ

อดีตนายตำรวจชื่อ พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เขียนเปิดโปงไว้ในหนังสือชื่อ “โรดแมบปฏิรูปตำรวจ” หน้า 188 ว่า

“ผู้กำกับสถานีคือ ผู้มีอำนาจสั่งการจะบังคับหรือไม่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่า จะเป็นแหล่งอบายมุข หวย บ่อน ซ่อง สถานบริการผิดกฎหมาย ของเถื่อน คิวรถ รถบรรทุก ฯลฯ ในพื้นที่มีอะไร หัวหน้าสถานีสามารถเข้าควบคุมเก็บส่วยได้หมด เมื่อเก็บส่วยสินบนจากสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ก็ย่อมจะต้องหวงแหนปกป้องเอาไว้เพื่อทำเงินให้ได้มากและนานที่สุด เมื่อได้มาแล้วก็สะสมไว้เป็นทุนเตรียมนำไปซื้อตำแหน่งที่ดีขึ้นไปในวาระการแต่งตั้ง

ส่วยฝ่ายสอบสวนนั้นเป็นตำรวจที่ผู้กำกับสั่งให้ทำสำนวนสอบสวนเมื่อมีการกระทำผิดอาญาเป็นคดีขึ้น กลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายอบายมุขผิดกฎหมายจึงกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจในสถานีตำรวจไปโดยปริยายเมื่อมีคดีเกิดขึ้นกับกลุ่มตนก็สามารถบอกหัวหน้าสถานีให้สั่งพนักงานสอบสวนให้ทำการสอบสวนโดยมิชอบบิดทำลายหรือบิดเบือนพยานหลักฐานช่วยมิให้ต้องรับโทษตามกฎหมายได้”

ด้วยเหตุนี้เอง ที่การสอบสวนควรเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจประกอบด้วย อัยการและตัวแทนของภาคประชาชน ก็จะทำให้คดีความมีการถ่วงดุล ยิ่งถ้ามี       การถ่ายวิดีโอการสอบสวนไว้ตลอดทั้งหมด ยิ่งทำให้การสอบสวนโปร่งใสและตรวจสอบได้ แทนที่ตำรวจจะรวบหัวรวบหางทั้งการจับกุม การสืบสวน และการสอบสวนไว้ที่ตำรวจเท่านั้น  น่าสังเกตว่าทั้งๆ ที่ตำรวจควร  ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและให้เห็นผลจริงจัง แต่ตำรวจเป็นหน่วยงานเดียวที่รัฐบาลไหนๆก็ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะไม่เว้นแม้แต่รัฐบาล คสช. ซึ่งมีมาตรา 44 อยู่ในมือ

ตำรวจ เป็นต้นทางของกระบวนยุติธรรม เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ตำรวจเป็นบุคคลของชุมชน ตำรวจที่นั่นอาศัยและพึ่งพิงชุมชน ช่วยเป็นหูเป็นตา และใช้หลักการป้องกันก่อนปราบปราม ให้ชุมชนเป็นผู้ควบคุม ให้ตำรวจใช้อำนาจอย่างถูกต้องเป็นธรรม

ดังนั้น จึงขอชี้ประเด็น ณ ที่นี้ว่า หากตำรวจไม่แยกการสอบสวนออกเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง และหากตำรวจยังคงรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ ผบ.ตร. ไม่กระจายอำนาจไปยังพื้นที่แล้ว การปฏิรูปตำรวจเป็นอันสิ้นหวัง


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

จดหมายถึงพระผู้เป็นเจ้า

20170513_letter

เลนโซ่ เป็นชาวไร่ข้าวโพดที่ยากจนอยู่ที่เม็กซิโก ปีนั้นข้าวโพดของเขาถูกพายุถล่ม ข้าวโพดที่กำลังออกฝัก พินาศป่นปี้ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนเพราะเก็บเกี่ยวไม่ได้เลย จะทำอย่างไรดี

เนื่องจากเขานับถือพระผู้เป็นเจ้ามาก จึงตัดสินใจเขียนจดหมายถึงพระผู้เป็นเจ้ามีใจความว่า

“พระผู้เป็นเจ้าที่เคารพ ข้าวโพดไร่ของข้าพเจ้าเก็บเกี่ยวไม่ได้เลยเพราะพายุถล่มรุนแรง ข้าพเจ้าไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงขอความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดส่งเงินมาให้ข้าพเจ้าสัก 100 เปโซ เพื่อเป็นทุนในการเพาะปลูกใหม่ และจะได้มีชีวิตอยู่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวอีกด้วย ขอขอบพระคุณ ลงชื่อ เลนโซ่ ”

เลนโซ่ พับจดหมายใส่ซอง ปิดผนึก ติดแสตมป์ จ่าหน้าซองว่า “ถึงพระผู้เป็นเจ้า” โดยไม่ได้เขียนที่อยู่ของผู้รับ แล้วทิ้งตู้ไปรษณีย์

จดหมายถูกรวบรวมไปยังที่ทำการไปรษณีย์ท้องถิ่น นายไปรษณีย์พบว่าซองนี้ไม่มีที่อยู่แล้วจะส่งได้อย่างไร จึงตัดสินใจเปิดซองอ่านจดหมายน้อยนั้น

ด้วยแรงแห่งศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเหมือนกัน นายไปรษณีย์จึงบอกบุญกับพนักงานในที่ทำการทุกคนว่าจะเอาเงินไปทำบุญ ใครจะบริจาคก็ลงขันกันมา รวบรวมทั้งหมดได้เงินบริจาค 70 เปโซ นายไปรษณีย์จึงเอาเงินนั้นใส่ซองปิดผนึกจ่าหน้า “เลนโซ่” แล้วใส่ลิ้นชักไว้

อีก 5 วันต่อมา เลนโซ่เดินทางไปที่ไปรษณีย์ท้องถิ่น หมายจะสอบถามว่า มีไปรษณีย์มาถึงหรือไม่ นายไปรษณีย์เห็นเลนโซ่ก็ดีใจ รีบหยิบซองนั้นยื่นให้เลนโซ่ โดยบอกว่า“มีจดหมายถึงคุณ”

เลนโซ่เป็นปลื้มเปิดซองนับเงินเห็นว่ามีแค่ 70 เปโซ จึงเขียนจดหมายอีกฉบับทันทีว่า

“พระผู้เป็นเจ้า เงินที่ท่านส่งมาให้ข้าพเจ้านั้นถึงมือข้าพเจ้าเพียง 70 เปโซเท่านั้น โปรดส่งเงินจำนวนที่ขาดมาให้ข้าพเจ้าด้วย และในการส่งครั้งต่อไป อย่าส่งผ่านไปรษณีย์ เป็นอันขาดเพราะว่าไอ้พวกนี้ขี้ขโมยทั้งนั้น ลงชื่อ เลนโซ่”

นี่เป็นเรื่องสั้นของ นายฟูเอนเทส ที่เขียนไว้นานแล้ว ขอเอามาเล่าต่อจากความทรงจำที่เคยอ่านเพื่อชวนกันคิดว่า สิ่งที่เรียกว่า “ทำคุณได้โทษ” นั้น เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง

ซึ่งหลายคนคงประสบกันมาแล้ว ตามหลักนายเลนโซ่ควรจะขอบคุณนายไปรษณีย์ แต่กลับถูกหาว่าขี้ขโมยเสียนี่

อุทาหรณ์นี้ เป็นปรากฏการณ์ ให้คิดว่า ทำดีแล้วใช่ว่าจะเกิดผลดีแบบฉับพลัน ผลดีจะตอบสนองเวลาไหน ใครก็บอกไม่ได้ แต่คนที่ทำดีควรมีปิติในตนแล้วที่ได้ทำโดยไม่จำเป็นต้องไปเดือดร้อนกับคำติชมใดๆ เลย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ไม่ใช่ยาแรง แต่เป็นยาที่ถูกโรค

20170510_medicine

ขอแสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ร่าง พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถพิจารณาคดีได้ แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ปรากฏตัวต่อศาลก็ตาม

นี่ไม่ใช่การใช้ยาแรง แต่เป็นการใช้ยาที่ถูกโรคต่างหาก

เพราะการไม่ปรากฏตัวต่อศาล ไม่ใช่ความผิดของศาล ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ แต่เป็นทางเลือกที่ผู้ถูกกล่าวหาตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ศาลไม่ได้ไปตัดสิทธิปิดกั้นอะไรเลย

แท้ที่จริงผู้ถูกกล่าวหาต้องการจะหนีคำพิพากษาของศาลไปต่างประเทศหรือไปในที่ซึ่งหาตัวไม่ได้
ทำให้ศาลดำเนินคดีไม่ได้ และยังมีผลให้คดีขาดอายุความได้อีก

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้ปรากฏตัวต่อศาล แต่คนที่หนีอาญาแผ่นดินยังสามารถใช้ทนายไปฟ้องร้องบุคคลในนามของเขาได้ แถมยังอุทธรณ์หรือฎีกาได้อีก

ผมเป็นคนที่ได้รับประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทโดยนักโทษหนีอาญาเมื่อปี 2551

นี่เป็นความอยุติธรรมทั้งสองทาง ทางแรกอาศัยฐานะมาทำให้ตนเองพ้นไปจากอาญาแผ่นดินอีกทางหนึ่งเอาเปรียบคู่กรณีไล่ฟ้องคนอื่นโดยไม่ต้องแสดงตัวต่อศาล

ดังนั้นจึงขอเสนอกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่า โจทก์ในฐานะผู้ฟ้องคดี จะใช้เพียงทนายมาเล่นงานคู่กรณีไม่ได้ จะต้องแสดงตัวต่อศาลด้วย จึงจะยุติธรรมต่อคู่กรณี และมีความเป็นธรรมต่อสังคมไทย

ความมั่งมีหรือสถานะที่เหนือกว่าไม่ควรเป็นเหตุให้คนผิดลอยนวลอยู่เหนือกฏหมาย/


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

น้ำหนักลดเพราะอดมื้อเย็น

20170506_loseweight

 

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนรุ่นน้องสองคน คนหนึ่งน้ำหนักตัว 85 กก. อีกคนน้ำหนักตัว 92 กก.

ทั้งคู่อ้วนลงพุงชนิดที่ยืนขึ้นก้มหน้าลงจะมองไม่เห็นนิ้วเท้าของตนเอง เพราะพุงบังไว้

เพื่อนทั้งสองต่างบอกว่า “อยากลดน้ำหนัก เพราะรู้สึกตัวเองว่าแบกน้ำหนักเกินตัวแล้ว”

ผู้เขียนแนะนำให้ลดอาหารลง ให้กินแป้งและไขมันน้อยๆ กินผักและผลไม้เยอะๆ ดูท่าเขาก็รับฟังคำแนะนำดีอยู่

ครั้นพอสั่งอาหาร คนแรกสั่งข้าวขาหมูจานพิเศษ อีกคนสั่งข้าวมันไก่จานใหญ่ แล้วต่างก็บอกว่า “อร่อยมาก” คนแรกจึงสั่งข้าวมันไก่อีกจาน ส่วนคนหลังก็สั่งข้าวขาหมูอีกคนละจาน เห็นได้เลยว่าคนอ้วนทุกคนมักต้องการกินเยอะโดยขาดความระวัง

ผู้เขียนจึงได้แต่คิดในใจว่าความคิดของเขาที่จะลดน้ำหนัก ดูท่าจะสิ้นหวัง

เพราะเขาให้ราคากับรสชาติความอร่อยมากกว่าปัญหาน้ำหนักมากเกินของเขาเอง

ผู้เขียนเอง เคยลงพุงมาแล้ว เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่สูง 160 ซม. แต่น้ำหนักตัว 68 กก.

ได้ใช้ความพยายามในการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย โดยว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว หรือแกว่งแขน

เป็นประจำทุกวันๆละ ราว 1 ชั่วโมง ก็พบว่าน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงเลย

พร้อมๆกับการออกกำลังกายจึงควบคู่กันไปกับการใช้วิธีลดและอดอาหาร มื้อเช้ากับมื้อกลางวัน

กินข้าวจานเล็ก เลี่ยงอาหารประเภท หมู ไก่ เป็ด เนื้อไม่กินอยู่แล้ว กินปลาเป็นโปรตีน เน้นไปที่ผักและผลไม้เป็นหลัก

ส่วนมื้อเย็นนั้นกินแต่ผลไม้ไม่หวาน หรือไม่ก็สลัดผักสักจานก็เพียงพอ ด้วยวิธีเช่นนี้ ลดน้ำหนักได้ทันตาเห็น

ภายในเดือนเดียวจาก 68 กก. ลดไปได้ 5 กก. เหลือเพียง 63 กก.

จึงบอกกล่าวกับคนที่อยากลดน้ำหนักว่า ไม่ต้องไปเข้าคอร์สรีดน้ำหนักที่ไหน ไม่ต้องไปกินยาอะไรเลย

อดมื้อเย็นแค่ 3 วัน ก็เห็นผลแล้ว ยิ่งไปลดปริมาณมื้อเช้าและกลางวันลง หลีกไขมัน เน้นผักปลา ก็จะลดน้ำหนักได้ดังใจหวัง

ใครที่ติดตามข่าว รางวัลโนเบลประจำปี 2559 จะพบว่า นายโยชิโนริ โอสุมิ (Yoshinori Ohsumi) ได้รับรางวัลโนเบลเพราะเขาค้นพบว่า การอดอาหาร อย่างเช่นอาหารเย็นจะทำให้เซลเกิดกระบวนการรีไซเคิล เอาสิ่งที่เป็นส่วนเกินมาใช้ และทำลายสิ่งที่ใช้การไม่ได้ในเซลทำให้ลดการแก่เร็วก่อนเวลาได้ การค้นพบนี้เป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัลโนเบลดังกล่าว

นี่เป็นข้อยืนยันทางวิชาการ

เชื่อหรือไม่ว่า คนที่ลดน้ำหนักตัวไม่ได้ เพราะแพ้ใจตนเอง ใครที่ชนะใจตัวเองได้

นอกจากลดน้ำหนักได้แล้วยังชลอความชราได้อีกด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เสรีภาพสื่อเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับเสรีภาพประชาชน

20170502_pressfreedom

30 องค์กรสื่อ ผนึกกำลังกันต่อต้าน ร่าง พรบ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน
อย่างแข็งขัน ทำให้ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน จำต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาตามที่เป็นข่าว

เหตุที่การต่อต้านกลายเป็นกระแสสำคัญเพราะกรรมาธิการชุดดังกล่าวมีแนวคิดนำว่าสื่อมวลชนไทยไม่รับผิดชอบดังนั้นจึงต้อง”ควบคุม” แทนที่จะ”คุ้มครอง”ตามชื่อร่าง พรบ.

จึงกำหนดบทบัญญัติไปในทางวางกรอบกติกาและกฏเกณฑ์พะรุงพะรัง เช่นให้จดทะเบียน ให้มีบทลงโทษรุนแรง ให้มีคนภาครัฐเข้าเป็นกรรมการ ให้นิยามสื่อมวลชนแบบครอบจักรวาล

เป็นความจริงที่ว่าสื่อมวลชนไทยมีข้อบกพร่องหลายอย่าง ก็เหมือนองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าของภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม

แต่ต้องเข้าใจความเป็นจริงว่า

“เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับเสรีภาพประชาชน” ถ้าสื่อมวลชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง ยิ่งปัจจุบันนี้สื่อดิจิตัลแพร่กระจายอย่างกว้างขวางจนประชาชนทุกคนที่ใช้สื่อออนไลน์ต่างก็เป็นสื่อด้วยตัวเองได้ ก็ยิ่งต้องพิจารณาให้รอบด้าน อีกอย่างหนึ่ง เสรีภาพของประชาชนก็ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแข็งขัน

ขอแสดงความเห็นด้วยว่าสื่อมวลชนต้องมีองค์กรรวมของตนเองที่สื่อทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยปลอดจากการแทรกแซงของภาครัฐเหมือนอย่าง สภาทนายความฯ แพทยสภา หรือวิศวกรรมสถานฯ กรรมาธิการฯที่นำร่างไปปรับปรุงตามมติของที่ประชุมใหญ่ สปท.ควรปรับเปลี่ยนวิธีคิด เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แทนที่จะควบคุม ปัญหาจะแก้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้สื่อมวลชนหันกลับมาส่องกระจกมองตนเองและยอมรับข้อบกพร่องของตนเองด้วย

จึงขอเสนอการปฏิรูปสื่อในสองประเด็นหลักคือ

1.ทำอย่างไรจะสามารถทำให้สื่อมวลชนสามารถควบคุมกันเองได้อย่างเป็นจริงในภาคปฏิบัติ
2.ทำอย่างไรจะทำให้สื่อมวลชนใช้เสรีภาพควบคู่กันไปกับความรับผิดชอบได้


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คนรู้ไม่พูด

20170501_knownosay

ที่ประตูห้อง มีลังกระดาษใบสูงใหญ่ขวางอยู่ตรงปากประตู

คะเนได้ว่าในลังมีวัตถุที่มีน้ำหนักมากพอสมควร

มีชายสองคนกำลังออกแรงเคลื่อนลังใบนั้น

คนหนึ่งอยู่ด้านในห้อง อีกคนหนึ่งอยู่ด้านนอกห้อง ทั้งสองคนต่างผลัก ต่างดัน

ต่างเขยื้อนลังใบนั้นด้วยกำลังสุดแรงของตน จนเหงื่อแตกพลั่กไปด้วยกันทั้งคู่

ลังใบนั้นยังคงคาอยู่ตรงปากประตูนั้นเอง

และแล้วชายที่อยู่ด้านนอก ก็ปล่อยมือจากลังแล้วส่งเสียงดังว่า

“ลังบ้าอะไรวะ หนักฉิบหาย กูดันเข้าไม่ไหวหรอก”

พอได้ยินดังนั้น ชายคนที่อยู่ด้านในสั่นหัวอย่างเสียอารมณ์ แล้วส่งเสียงดังไม่แพ้กันว่า

“ไอ้เวร กูนึกว่าจะเอาลังออก”

นี่คือกรณีศึกษา

ใช่หรือไม่ว่า ชายทั้งสองคนต่างเหงื่อตกด้วยกันทั้งคู่ เพราะคนด้านในคิดเอาเองว่าลังใบนี้

ต้องการให้เคลื่อนย้ายออกไปนอกห้อง จึงออกแรงดันโดยไม่ไต่ถาม ขณะที่คนด้านนอกรู้ว่าลังใบนี้

ต้องการเอาเข้าไปไว้ข้างในห้อง แต่ก็ไม่ยอมพูด จึงออกแรงดันเข้าเต็มที่

จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ว่า คนรู้ไม่ยอมพูด คนไม่รู้ก็ไม่ถาม เลยเหนื่อยฟรีไปทั้งสองคน

การสื่อสารจึงไม่ใช่การคิดเอาเอง ไม่ใช่การนิ่งเงียบแบบชายทั้งสอง

ลองดูสมการการสื่อสารนี้ ว่าเป็นจริงหรือไม่

ฉันไม่ถาม + คุณไม่พูด = ห่างเหิน (เข้าใจผิดได้ง่าย)

ฉันถามแล้ว + คุณไม่พูด = ช่องว่าง (คลาดเคลื่อนได้)

ฉันถามแล้ว + คุณพูด = เคารพ ให้เกียรติ (เข้าใจตรงความเป็นจริง)

ฉันไม่ถาม + แต่คุณพูด = ไว้วางใจ (ทำงานร่วมกันได้ดี)

เชิญเลือกใช้ตามที่เห็นสมควร


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES