เธอทิ้งอะไรไว้

2010425_leftbehind

เมื่อลูกสาวพาแม่ผู้ชราไปกินอาหารค่ำที่ร้านเล็กๆ แต่หรูหรา มีแต่คนชั้นสูงมารับประทานอาหาร ที่มีบรรยากาศดูขรึมขลังอลังการ

แม่ของเธอดูสูงวัยและร่วงโรย กินอาหารด้วยมือสั่นเทา จนอาหารหกตกหล่นบนเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเป็นดวง ช้อนกระทบจานชาม เสียงดังจนแขกโต๊ะอื่นๆพากันมองอย่างสมเพช

ขณะที่ลูกสาวนั่งข้างๆ ช่วยตักอาหารและพูดกับแม่อย่างยิ้มแย้มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดูเหมือนเธอไม่สนใจว่าใครจะมองมา

เมื่อแม่กินเสร็จ ลูกสาวซึ่งไม่ได้มีท่าทีอับอายอะไร พาแม่ไปที่อ่างล้างมือหน้าห้องน้ำ จัดแจงเช็ดรอยเปื้อนจากเศษอาหารบนเสื้อผ้าของแม่ หวีผมให้ และช่วยขยับแว่นให้เข้าที่เข้าทาง

เมื่อพวกเธอเดินออกมา คนทั้งห้องมองมาเป็นตาเดียวกัน สายตาเหมือนจะบอกความหมายว่าไม่อายบ้างหรือที่มาทำรุ่มร่ามในร้านหรูอย่างนี้

ลูกสาวจ่ายค่าอาหารแล้วพาแม่เดินช้าๆผ่านโต๊ะอื่นๆไปยังทางออก…

มีชายกลางคนในหมู่แขกร้องบอกลูกสาวว่า

“สาวน้อยเธอทิ้งอะไรไว้หรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรนี่คะ” ลูกสาวตอบ

“เธอทิ้งไว้แน่ เธอทิ้งแบบอย่างที่ดีงามไว้ให้ลูกสาวทุกคน และสำหรับแม่ทุกคนด้วย”

ชายกลางคนให้สติ คนทั้งร้านเงียบกริบ

“เมื่อเรายังเด็ก เราเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และส่งเสียงดังน่ารำคาญกว่านี้หลายเท่า แม่ไม่เห็นเคยอายใคร”


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ที่คิดน่ะไม่ใช่ ที่ใช่ไม่ได้คิด

20170425_notwhatitseems

มีคำถามหนึ่งที่แพร่อยู่ในกระดานไฟฟ้า (สมาร์ทโฟน) ทั้งเฟสบุ๊คและไลน์  เป็นคำถามที่พลิกความคาดหมาย แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย

คุณจะตัดสินเลือกว่าใครดีกว่าใครใน 3 คนนี้ ระหว่าง A, B หรือ C

A :-  

  • คบกับนักการเมืองที่คอรัปชั่น
  • ปรึกษาหมอดู
  • มีเมีย 2 คน
  • สูบบุหรี่ทั้งวัน
  • ดื่มเหล้าวันละ 8-10 ครั้ง

B :-

  • ถูกไล่ออกจากงาน 2 ครั้ง
  • ปกติตื่นนอนตอนเที่ยง
  • สูบฝิ่นในโรงเรียน
  • ดื่มวิสกี้ทุกเย็น

C :-

ได้รับอิสริยาภรณ์ในฐานะวีรบุรุษสงคราม

  • กินมังสะวิรัติ
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ไม่ดื่มสุรา
  • สร้างแรงบันดาลใจให้คนเป็นล้านๆ
  • ไม่เคยนอกใจภรรยา

 

ถ้าให้คุณต้องตัดสินใจเลือก ว่าใครดีกว่าใคร

คุณคงจะเลือก  C  ใช่ไหม

แต่ช้าก่อน นี่คือความเป็นจริง

A  คือ แฟรงคลิน รูสเวล (ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 32)

B  คือ วินสตัน เชอร์ชิล (อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ)

C  คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ผู้นำเผด็จการพรรคนาซี)

ใช่หรือไม่ว่า คนเราจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นด้วยตา มากกว่าจะมองไปยังข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

นี่เป็นตัวอย่างที่คลาสสิคที่จะบอกว่า  สิ่งที่เห็น  ไม่จริง  สิ่งที่คิด  ไม่ใช่ 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ให้โดยไม่ครอบครอง

20170421_givefreely  

คำโบราณมีว่า “หว่านพืช หวังผล” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมดา เราซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ แม้จะต้องจ่ายเงินหลักแสน หลักล้าน เรายอมจ่ายเพื่อจะได้ครอบครองบ้าน ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ เราซื้อกล้าไม้มาปลูก ที่หลังบ้าน เพื่อจะได้เป็นเจ้าของต้นไม้นั้นได้อาศัยร่มเงา เก็บผลกินหรือได้ชื่นชมดอกไม้

แปลว่าคนเราจ่ายไปเพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งของ วัตถุ ความรู้ สุขภาพ หรืออะไรอื่น ที่เราต้องการ

ผู้เขียนไปพบการจ่ายหรือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ผู้เขียนมีอันจะต้องไปพักอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ถนนวิภาวดี ระหว่างนั้นต้องเดินข้ามสะพานลอยคนเดินข้ามทุกเช้าทุกบ่าย บริเวณที่ฝั่งหนึ่งเป็น สนง.ตำรวจ 191  อีกฝั่งหนึ่งเป็น สำนักงาน นสพ. บ้านเมือง

ระหว่างอยู่บนสะพานเดินข้าม ตอนช่วงเช้าได้สังเกตว่า คุณป้าคนหนึ่งมีตระกร้าใส่ผลไม้อยู่ที่แขนซ้าย ส่วนมือขวาเธอหยิบกล้วยน้ำว้าบ้าง ฝรั่งบ้าง  แล้วเสียบไว้กับกิ่งของต้นไม้ที่ระอยู่ระหว่างราวสะพาน ตกตอนบ่ายขณะเดินกลับ ก็พบว่ามีกระรอกมาวนเวียนอยู่ที่ต้นไม้บริเวณนั้น ฝรั่งหรือกล้วยที่เสียบกิ่งไม้ไว้ตอนเช้าหมดไป นั่นแปลว่า  กระรอก กระแต หรือนกจัดการผลไม้นั้นเรียบร้อยไปแล้ว ผู้เขียนเดินข้ามสะพานนั้น 8 วัน ก็พบปรากฏการณ์นี้ทั้ง 8 วัน

ธรรมดาคนเลี้ยงสัตว์ล้วนต้องการเป็นเจ้าของ เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงปลาคาร์ฟไว้ดูความสวยงามหรือประดับบารมี เลี้ยงนกเขาไว้ส่งเสียงขัน เลี้ยงนกแก้วนกขุนทองไว้เลียนเสียงพูดของคน แปลว่า เลี้ยงแล้วยังต้องการครอบครองมันไว้ในกรง ในตู้ปลา ไม่ให้สัตว์เลี้ยงหนีไปไหน

คุณป้าคนนี้ ไม่รู้หรอกว่ากระรอกตัวไหน กระแตตัวไหน หรือนกตัวไหนมากินกล้วย กินฝรั่งของป้า มันกินแล้วมันก็ไป แต่เธอก็ให้กล้วยให้ฝรั่งทุกวัน

ให้โดยไม่ต้องครอบครอง ให้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ ให้โดยไม่ต้องประกาศตน ขอแต่เพียงได้ให้


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

คนไม่ออกกำลังกาย

20170420_exercise

คนไม่ออกกำลังกาย จะหาเหตุผลให้ตนเอง และบอกกับผู้อื่นทำนองนี้

เขาจะ อ้างดินฟ้าอากาศ ว่า “ตอนเย็นไม่ค่อยว่าง จะออกไปวิ่งตอนบ่าย ก็ร้อนตับจะแตก”

เขาจะ อ้างสถานที่ ว่า “ผมชอบว่ายน้ำ แต่สระว่ายน้ำ อยู่ไกลบ้านมาก ไปไม่ไหว”

เขาจะ อ้างอุปกรณ์ไม่พร้อม ว่า “ผมอยากจ๊อกกิ้ง แต่ยังหารองเท้าคู่เหมาะๆ ไม่ได้ซักที”

เขาจะ อ้างไม่มีเพื่อน ว่า “พักนี้ คู่เล่นแบดมินตันของผมไม่ค่อยว่าง ผมเลยไม่มีคู่เล่น”

เขาจะ อ้างปัญหาสุขภาพ ว่า “ผมเป็นคนเหนื่อยง่าย วิ่งๆไปเดี๋ยวช็อคกลางถนน”

เขาจะ อ้างเรื่องเวลา ว่า “งานผมยุ่งมาก ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย”

เขาจะ อ้างอุปกรณ์เสีย ว่า “จักรยานของผมเสีย ยังไม่ได้เอาไปให้ร้านซ่อม”

เขาจะ อ้างวันนี้ไม่พร้อม ว่า “พรุ่งนี้ค่อยไปวิ่ง วันนี้ขอพักก่อน”

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้ออ้างทั้งนั้น คนที่อ้างแบบนี้ เพื่อให้ดูดีว่า ใจจริงเขาอยากออกกำลังกาย แต่เพราะปัญหานั่นโน่นนี่  มาเป็นอุปสรรคต่อตัวเขา

ความจริง ไม่มีรองเท้าจ๊อกกิ้ง ใช้รองเท้าแตะก็ได้ อยู่ห่างสระว่ายน้ำ ก็เปลี่ยนมาเป็นจ๊อกกิ้งก็ได้ ตอนเย็นไม่ว่าง ลุกขึ้นมาออกกำลังตอนเช้าก็ได้ ไม่มีเพื่อนเล่นเป็นคู่ ก็หันไปเล่นฟิตเนสก็ได้ จักรยานเสีย ก็หันไปแกว่งแขนก็ได้ ถ้าเหนื่อยง่ายนั่นแหละยิ่งต้องออกกำลังกาย ไปเดินทอดน่องก็ยังได้

ไม่มีปัญหาใดเลยที่แก้ไขไม่ได้ แม้แต่เรื่องเวลา

คนมีข้ออ้างทั้งหลาย เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย หากเขาตระหนักว่าการออกกำลังกาย มีความสำคัญต่อชีวิตปัจจุบันและอนาคตของเขา เขาก็จะจัดเวลาได้

จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

ไม่ว่าเรื่องอะไรในโลกนี้ หากเราให้ความสำคัญ เราก็จะมีเวลาให้เสมอ และหากเรามุ่งมั่นจริง ก็จะไม่เกิดข้ออ้างใดๆเลย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ควรใช้โอกาสนี้เก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า

20170418_landtax

เนื่องจากขณะนี้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ……. ซึ่งเป็นฉบับใหม่ที่จะมาใช้แทนฉบับเก่า ได้ผ่านขั้นรับหลักการจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นแปรญัตติเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ส.น.ช.ในวาระ 2 ต่อไป

สาระสำคัญอยู่ในมาตรา 34 ในวงเล็บ 1-4 ที่แบ่งฐานการเสียภาษีเป็น 4 อัตรา คือ

ที่ดินทำเกษตรกรรม เสียภาษี ไม่เกิน 0.2 %
ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย เสียภาษีไม่เกิน 0.5%
ที่ดินเพื่อประโยชน์อื่นๆ เสียภาษี ไม่เกิน 2%
ที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ เสียภาษี 2-5 %

ขอแสดงความเห็นว่า ที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุด ในขณะเดียวกันการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของคนไทย ระหว่างคนรวยกับคนจน เป็นสภาพรูปธรรมความเหลื่อมล้ำที่เด่นชัดที่สุด และเป็นวิกฤตใหญ่ของสังคมไทยปัจจุบัน

มีตัวเลขความเป็นจริงที่น่าพิจารณาว่า

เอกชนรายหนึ่งเพียงคนเดียวเท่านั้นเป็นเจ้าของที่ดิน 6.3 แสนไร่ อีกรายหนึ่งครองครองที่ดิน 2 แสนไร่ อีกหลายคนครอบครองคนละนับหมื่นไร่ นักการเมืองหลายคนครอบครองที่ดินนับพันไร่

มีคน 20 % ที่ครอบครองที่ดินถึง 80% จากจำนวนที่ดินที่มีเอกสารสิทธิราว 130 ล้านไร่

คนไทย 10% ครอบครองที่ดินโดยเฉลี่ยคนละ 100ไร่ มีคนไทย10% ครองที่ดินโดยเฉลี่ย คนละ 1 ไร่ และมีคนไทย 8.89 แสนคนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

มีชาวนา 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีที่ดินทำกินของตนเอง

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เจ้าของที่ดินที่มีที่ดินเกิน 5,000 ไร่ ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพียง 3 % และยังพบอีกว่าการกักตุนที่ดินโดยไม่ใช้ประโยชน์ ทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้อย่างต่ำปีละ 1.27 แสนล้านบาท

ตัวเลขที่เอ่ยถึงนี้ บ่งชี้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องการถือครองที่ดินเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน

น่าสังเกตว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ฉบับดังกล่าว กำหนดอัตราภาษีสูงสุดแค่ 5%เท่านั้น (มาตรา 34,38,39) ซึ่งไม่ระคายผิวเศรษฐีที่ดินคนใดเลย ทั้งๆที่เอกสารประกอบการพิจารณา พ.ร.บ.ดังกล่าวได้บันทึกไว้ในข้อดีและข้อสังเกตว่า

พ.ร.บ.ฉบับนี้”ช่วยเพิ่มความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและปัญหาการเก็งกำไรหรือการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในประเทศไทย กล่าวคือผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำ”

ขอแสดงความเห็นว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติควรใช้โอกาสนี้แปรญัตติให้เก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า นั่นคือการแบ่งจำนวนที่ดิน ใครถือครองที่ดินเป็นร้อยไร่ พันไร่ หมื่นไร่ แสนไร่ ก็แบกรับภาระภาษีที่ดินหนักขึ้นแบบเดียวกับการเก็บภาษีรายได้บุคคล

ทำได้เช่นนี้ก็จะเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งการปฏิรูปที่ดินจริงของประเทศไทย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

พรรคการเมืองต้องปฏิรูปพรรคตนเองด้วย

20170411_party

ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับเพิ่งประกาศใช้กำหนดเรื่องการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ และองคาพยพต่างๆตื่นตัวที่จะปฏิรูปตนเองอย่างขนานใหญ่

ในฐานะที่พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่จะก้าวขึ้นสู่การกุมอำนาจรัฐ และเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในระยะราว 18 เดือนหลังจากนี้

ผมเห็นว่าพรรคการเมืองทั้งหลายที่กำลังยืดเส้นยืดสายเตรียมการเลือกตั้ง ควรถือโอกาสนี้ทบทวนตรวจสอบพรรคตนเองและปฏิรูปพรรคไปพร้อมๆกันด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ พรรคเพื่อไทยที่ร่ำร้องหาประชาธิปไตยมาตลอด จะสามารถสร้างประชาธิปไตยภายในพรรคได้ไหม จะกำหนดทางเดินของพรรคที่เป็นอิสระจากคนๆเดียวได้หรือเปล่า หรือทั่วทั้งพรรคต้องฟังคำสั่งของเถ้าแก่เพียงคนเดียวเท่านั้น

พรรคประชาธิปัตย์ จะสร้างศรัทธาจากประชาชนให้เป็นที่พึ่งที่หวังมากกว่านี้ได้อย่างไร จะปรับเปลี่ยนโฉมหน้าทั้งนโยบาย ตัวบุคคล และโครงสร้างพรรคให้โดนใจประชาชนได้อย่างไร

พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก จะสามารถคิดอะไรที่กว้างไกลไปกว่า”ทำยังไงถึงจะได้เป็นรัฐบาล” เท่านั้น

พรรคการเมืองทุกพรรค จะให้สัญญาประชาคมได้ไหมว่า จะสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ที่เป็นคนดีมีความสามารถให้ประชาชนเลือกจะไม่ซื้อสิทธิ์ซื้อเสียงจากประชาชนอย่างเด็ดขาด

ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยนั้น สังคมไทยสรุปบทเรียนแล้วว่า ประวัติศาสตร์จะต้องไม่ซ้ำรอยเดิม ที่วนเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์ เพราะประเทศชาติสูญเสียมามหาศาลแล้ว

จะช้าหรือเร็ว การเลือกตั้งต้องมาถึง ถ้านักการเมืองและพรรคการเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพใหม่
ที่ต้องถือเอาประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติเป็นตัวตั้ง การเมืองไทยก็สิ้นหวัง

จึงหวังว่าเพื่อต้อนรับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทยฉบับนี้ พรรคการเมืองทั้งหมดจะปฏิรูปตนเองไปพร้อมๆกัน



ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

เตี่ยตี๋กับไอ้ตี๋

20170408_dadson

เตี่ยตี๋รักลูกตี๋มากเหลือกำลัง และเฝ้าสอนลูกตลอดมาว่า

“ลื้อเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย ลื้อต้องเข้มแข็ง จะอ่อนแอไม่ได้ อย่าให้ใครมองเห็นความอ่อนแอเป็นอันขาด ลื้อต้องเป็นผู้ชนะ อย่าให้เตี่ยเห็นนะว่าลื้อไปพ่ายแพ้ใครมา มันเป็นเรื่องน่าอายรู้มั้ย”

ไอ้ตี๋มีหัวอกที่อัดแน่นไปด้วยจิตใจของผู้ชนะ จึงแพ้ใครไม่เป็น ไม่ว่าจะชกต่อย จะเล่นพนัน หรือเล่นอะไรอื่น ความที่แพ้ใครไม่เป็นทำให้ไม่มีใครยอมเป็นเพื่อนด้วย คนที่ชื่นชอบไอ้ตี๋จึงเหลือแต่เตี่ยตี๋คนเดียว

วันหนึ่งแม่ตี๋ไม่สบายมีอาการน่าวิตก ไอ้ตี๋ถูกเตี่ยสั่งไปซื้อยาที่ตลาด ทางที่ไอ้ตี๋เดินไปจะต้องข้ามคลองซึ่งมีสะพานไม้แผ่นเดียวทอดข้ามที่เดินได้ครั้งละคนเดียว มีราวเกาะกันตกซึ่งไม่แข็งแรงนัก

จากเช้า สาย ถึงเที่ยง ไอ้ตี๋ยังไม่กลับ ทั้งๆ ที่ทางเดินไปกลับกินเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เตี่ยตี๋ตัดสินใจเดินไปตามไอ้ตี๋

พอไปถึงสะพานข้ามคลอง เห็นไอ้ตี๋ยืนจ้องหน้าอยู่กับไอ้หนุ่มอีกคนซึ่งกำลังจะข้ามมา ขณะที่ไอ้ตี๋กำลังจะข้ามไป ต่างคนต่างเผชิญหน้ากันที่กลางสะพานไม้แห่งนั้น
เตี่ยตี๋เข้าใจได้ทันทีในหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของไอ้ตี๋ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ยอมหลีกทางให้กัน เตี่ยตี๋จึงอุทานว่า

“ไอ้ย่า อาตี๋ หยั่งงี้นี่เล่า ถึงไม่ได้ยาให้แม่ลื้อ”

ว่าแล้วก็เดินไปดึงไอ้ตี๋ถอยกลับมา แล้วพูดเสียงดังกับไอ้ตี๋ว่า

“ลื้อยืนนานเกินไปแล้ว ถอยกลับมา อั๊วจะยืนสู้กับมันเอง”

เห็นได้ว่า หัวใจที่มุ่งหมายจะเอาชนะทั้งของเตี่ยและตี๋นั้นแรงเหลือกำลัง แรงจนกระทั่งลืมไปว่าแม่ตี๋กำลังไม่สบายและรอยามาครึ่งค่อนวันแล้ว


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

ใครควรเป็นฝ่ายหลีกทาง

20170408_giveway

ใครควรเป็นฝ่ายหลีกทาง

ในวารสารของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาฉบับหนึ่ง ผู้เขียนชื่อ นายแฟรงก์ โคช ได้เล่าไว้ว่า

“เรือรบสองลำถูกมอบหมายให้ซ้อมรบในทะเลซึ่งมีพายุโหมกระหน่ำมาเป็นเวลาหลายวัน”

ผมรับราชการเป็นจ่าฝูง มีหน้าที่คอยสังเกตการณ์อยู่บนหอบังคับการในขณะพลบค่ำ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ค่อยแจ่มใส มีหมอกจัดครอบคลุมทั่วบริเวณนั้น กัปตันจึงต้องอยู่บนหอบังคับการเพื่อคอยสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลังจากเวลาพลบค่ำ ยามรักษาการณ์รายงานว่า

“มีแสงจากทิศทางกราบขวาของหัวเรือ”

กัปตันจึงถามว่า “มันพุ่งมาข้างหน้าหรือว่าถอยหลังไป”

“มันพุ่งตรงมาทางเราครับ” ยามรักษาการณ์ตอบ ก็แปลว่ามันกำลังจะมาชนเรือลำนี้

กัปตันสั่งว่า “ให้ส่งสัญญาณบอกเรือลำที่มีแสงนั้นว่าให้เปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”

แต่กลับได้รับสัญญาณตอบกลับมาว่า ให้เรือของเราเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาแทน
กัปตันจึงส่งสัญญาณไปอีกครั้งว่า

“นี่คือคำสั่งกัปตัน ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาเดี๋ยวนี้”

คำตอบที่ได้รับคือ “ผมคือชาวทะเล ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาจะดีกว่า”

คำตอบนั้นทำให้กัปตันโกรธมาก และสั่งให้ส่งสัญญาณใหม่ว่า “นี่เป็นเรือรบ เปลี่ยนทิศทาง 20 องศาทันทีได้ยินไหม”

สัญญาณไฟตอบกลับมาว่า “สัญญาณนี้ส่งมาจากประภาคาร โปรดเข้าใจตามนี้”

ในที่สุดเรือรบต้องเป็นฝ่ายหันหัวเรือ 20 องศา เพราะถ้าไม่หันดังนั้น เรือรบก็จะต้องชนตัวประภาคาร ใช่หรือไม่ว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะสรุปเรื่องราวจากสิ่งที่เห็น คือปรากฏการณ์ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ทางที่ดีที่สุด คือไปเข้าใจความเป็นจริงจากปรากฏการณ์ที่เห็นให้กระจ่างแจ้ง ทำได้เช่นนี้ก็จะตัดสินใจไม่พลาด

 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

มนุษยธรรมภาคปฏิบัติ

20170402_humanity

ในยุคที่ฮิตเล่อร์เรืองอำนาจ และสังหารคนยิวไปหลายล้านคนนั้น เราได้ยินชื่อชินด์เลอร์ ผู้ซึ่งทำทีเป็นตั้งโรงงานผลิตข้าวของเครื่องใช้ป้อนให้กองทหารนาซี โดยเอาชาวยิวมาเป็นคนงาน โดยการอำพรางเป้าหมายแท้จริงที่ต้องการรักษาชีวิตของคนยิวเหล่านั้นไว้อย่างเป็นผลสำเร็จ

ในอีกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ของปี 1939 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นเอง ชายชาวอังกฤษ ชื่อ นิโคลาส วินตัน (Nicholas Winton) ได้สร้างวีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องบันทึกไว้

นิโคลาส วินตัน เอาชีวิตของตนเองเข้าแลกด้วยการช่วยเด็กชาวยิว 669 คน โดยหาทางป้องกันเด็กทั้งหมดให้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ระหว่างที่เด็กจำนวนนี้ถูกลำเลียงออกจากเชคโกสโลวาเกีย และทำได้เป็นผลสำเร็จ

นิโคลาส วินตัน ไม่เคยบอกใครเลยถึงวีรกรรมของเขา จนกระทั่งอีก 50 ปีต่อมา ภรรยาของเขาพบสมุดบันทึกเล่มใหญ่ภายในบ้าน ซึ่งในนั้นมีทั้งชื่อ นามสกุล และภาพถ่ายของเด็ก 669 คนนั้น

ในปี 1988 นิโคลาส วินตัน ปรากฏตัว ในรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ชื่อรายการว่า “นี่แหละชีวิต”(That ‘s life) โดยเขาได้รับเชิญพร้อมกับภรรยาให้เป็นผู้ชมรายการในห้องส่งออกอากาศ พิธีกรได้ประกาศวีรกรรมของเขา โดยเขาไม่รู้เลยว่าผู้ชมรายการในห้องส่งแถวที่นั่งถัดจากเขาไปจำนวนหลายร้อยคน ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เป็นหนี้บุญคุณรอดชีวิตได้เพราะความกล้าหาญและความเสียสละของเขา

ลองนึกภาพดูเถิดว่า ระหว่างคนๆหนึ่งที่ช่วยชีวิตกับคนหลายร้อยคนที่รอดชีวิตได้มาพบกันโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า จะเป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างไร

จะมีใครสักกี่คนที่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความปิติไว้ได้ นี่คือความงดงามของมนุษยธรรมภาคปฏิบัติ


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES

 

ผมควรจะช่วยได้มากกว่านี้

20170402_helpmore

ใครที่ดูภาพยนตร์ เรื่อง ชินด์เลอร์ ลิสต์ เมื่อหลายปีก่อน คงจำความกันได้ว่า ระหว่างสงครามโลกที่พรรคนาซีของฮิตเล่อร์ปฏิบัติการสังหารชาวยิวแบบล้างเผ่าพันธุ์ ที่ตายไปหลายล้านคน เป็นโศกนาฏกรรมของโลก

นักธุรกิจผู้มีนามว่าชินด์เลอร์ ได้ตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ ป้อนให้กองทัพนาซีของเยอรมัน โดยชินด์เลอร์ ขอซื้อตัวชาวยิวจำนวนนับพันมาเป็นคนงานในโรงงานเพื่อเป็นแรงงานในการผลิตสินค้า แต่แล้วสินค้าที่ผลิตจากโรงงานของชินด์เลอร์ เป็นสินค้าที่ใช้การไม่ได้ ในที่สุดธุรกิจของโรงงานนี้เจ๊ง ทั้งๆ ที่ธุรกิจขาดทุนย่อยยับ แต่ชื่อของชินด์เลอร์ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของโลกในฐานะผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง จนประวัติศาสตร์หน้านี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีคนดูทั่วโลก

ภาพที่ติดตราตรึงใจคนดูหนังมากคือ ฉากเกือบสุดท้ายของภาพยนตร์ที่ชินด์เลอร์มองดูชาวยิวที่เขาช่วยให้รอดจากการสังหารหมู่ของนาซี

ขณะที่เขามองดูคนงานชาวยิวที่รอดตายเพราะเขา แล้วเขาตรงรี่ไปลูบคลำรถยนต์คันงามของเขาด้วยมือไม้ที่สั่นเทาด้วยความรู้สึกเสียดายโอกาสพลางพูดว่า

“ถ้าผมใช้รถยนต์คันนี้ติดสินบนนายทหารนาซี ผมคงจะช่วยชาวยิวได้อีก 4-5 คน”

ชินด์เลอร์เอามือแตะเข็มกลัดรูปเครื่องหมายสวัสดิกะที่อยู่บนปกเสื้อ ซึ่งเขาใช้ติดตลอดเวลาในขณะที่นาซีเรืองอำนาจ ชินด์เลอร์น้ำตาไหลอาบแก้ม แล้วพูดขึ้นว่า

“เข็มกลัดนี้ทำด้วยทองคำและเพชร มันมีค่ามากพอที่จะช่วยชีวิตชาวยิวได้อีกหนึ่งหรือสองคน”

ชินด์เลอร์ร้องไห้เสียดายโอกาส มันเป็นโอกาสที่เขาควรจะทำได้ แต่เขาพลาดโอกาสที่จะทำ

เห็นหรือไม่ว่าหัวใจอันสูงส่งด้วยมนุษยธรรมนั้น งดงามเพียงไร ทั้งๆ ที่ชินด์เลอร์ สามารถช่วยคนยิวให้รอดตายมานับพันคนแล้ว แต่ก็ยังตำหนิตนเองที่หวงสมบัติเล็กน้อย ซึ่งสามารถช่วยชีวิตคนยิวได้อีก 6-7 คน

สิ่งที่เรียกว่า “มนุษยธรรม” นั้น เป็นสิ่งที่ไร้ขีดจำกัดจริงๆ


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า TRAINING COURSES