ใครเขาจะเชื่อ

20170217_bear

คนเป็นผัวชื่อน้อย  คนเป็นเมียชื่อนาง

น้อยกับนางแบกเสียมเดินเข้าไปในป่า เพื่อขุดหน่อไม้หาของป่าตามวิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไป

ในป่านั้น มีทั้งเสือและหมี  ณ ที่หนึ่งซึ่งเป็นทางเดินหักศอก น้อยกับนางเดินเผชิญหน้ากับหมีเข้าพอดี อาศัยที่แข็งแรงและว่องไวกว่า น้อยปีนต้นไม้อย่างรวดเร็วหนีหมีได้โดยปลอดภัย  นางแบกด้ามเสียมอยู่หนีไม่ทัน หมีกระโดดเข้ามาตะปบ นางเอาเสียมเสียบเข้าที่หน้าอกหมีพอดี หมีดิ้นไปดิ้นมาแล้วขาดใจตายอยู่ตรงนั้น นางทิ้งเสียมลงพื้น ยืนตัวสั่นอยู่หน้าหมี ขณะที่น้อยผู้เป็นผัวตัวสั่นอยู่บนต้นไม้ด้วยความกลัวหมี แต่นางผู้เป็นเมียก็ตัวสั่นกลัวบาปกรรมที่ฆ่าสัตว์ใหญ่ตาย เพราะตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่นางสู้อุตส่าห์รักษาศีลสัตย์ ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

“ฉันฆ่าหมีตาย ฉันฆ่าหมีตาย” นางพูดตำหนิตัวเอง

“อย่าพูดอย่างนั้นซิ แกมากับผู้ชายทั้งคน แกจะไปบอกว่า แกฆ่าหมีตายทั้งตัว ใครเขาจะเชื่อ แกต้องบอกว่า ข้าเป็นคนฆ่าหมีตาย คนเขาถึงจะเชื่อ แกรู้ไหม”

น้อยตะโกนลงมาจากต้นไม้  ด้วยสุ้มเสียงที่หวาดผวา

พอพากันกลับมาถึงหมู่บ้าน ผู้คนก็พูดกันให้แซดว่า “น้อยฆ่าหมี พ่อของเด็ก มันฆ่าหมีตาย”

นิทานโบราณ เรื่องน้อยฆ่าหมี  ชี้ให้เห็นว่า  สำหรับคนบางคนแล้วนอกจากขี้ขลาดตาขาว เอาตัวรอดอย่างเห็นแก่ตัวแล้ว ยังขโมยเอาวีรกรรมของคนอื่นมาเป็นผลงานของตัว โดยไม่อายใคร

ที่สำคัญผู้คนทั้งหลายก็พร้อมจะเชื่อและยอมตามการชักจูงของคนๆนั้น โดยไม่ตั้งคำถาม

ยิ่งในทุกวันนี้  เราอยู่ในสังคมแห่งข่าวสารที่จริงปนเท็จมากมายท่วมท้นผ่านสมาร์ทโฟน จนฟังและอ่านไม่ทันเช่นนี้ การ “เลือกแก่น ทิ้งกาก” หรือการ “เลือกที่จริง ทิ้งที่เท็จ” จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญยิ่งนัก


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานบริการฝึกอบรมได้ที่หน้า Training Courses

หัวใจของการปรองดอง : แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

20170214_reconciliation

ความพยายามที่จะให้เกิดการปรองดองภายในชาติ ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย เป็นเรื่องน่าติดตามว่าจะประสบผลมากน้อยเพียงใด

ผู้เขียนมีความเห็นที่ขอแลกเปลี่ยนไว้ ณ ที่นี้ 3 ประเด็น

ความเป็นจริงของการปรองดอง

  1. การปรองดอง ไม่ใช่มะม่วงบ่มแก๊ส ที่จะกำหนดได้ว่าอีก 3 วัน มะม่วงจะสุกพอที่จะกินได้ เรามีคณะกรรมการเพื่อความปรองดองมาหลายชุดแล้ว จนจำชื่อกันไม่ได้ ในเวลา 7-8 ปีมานี้  ตั้งแต่ชุด อ.คณิต ณ นคร  ชุดของสถาบันพระปกเกล้า  ชุดของคุณดิเรก  ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.  ชุด ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์  ในนามของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่การปรองดองก็ยังเป็นปัญหาอยู่จนบัดนี้

  1. การปรองดองไม่มีใครจะได้เต็ม 100 % มันเป็นการ “ลดในส่วนของตน เพิ่มในส่วนของคนอื่น” ฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องล้างผิดให้กับทุกคนทุกคดี ไม่ว่าคดีจะหนักเบาแค่ไหนก็ตาม อีกฝ่ายบอกว่าเป็นไปไม่ได้          เพราะเท่ากับเป็นการทำลายระบบความยุติธรรมของประเทศ จะกลายเป็นว่านิติรัฐ ไม่มีความหมายอีกต่อไป ดังนั้นหากคู่ขัดแย้งบอกว่าตนเองต้องได้ ตามข้อเรียกร้องไปเต็มๆ จึงยากจะทำให้การปรองดองเกิดขึ้นได้

  1. การปรองดองจะไม่สำเร็จเบ็ดเสร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แม้กระทั่ง ป.ย.ป. ก็ตาม ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคมยังแก้ไขไม่ได้ ตราบใดที่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมยังเป็นปัญหาอยู่ ตราบใดที่การทุจริตยังคงอยู่ ตราบใดที่การบริหารราชการแผ่นดินยังไม่อาจแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตราบนั้นความขัดแย้งยังดำรงอยู่

  1. การปรองดองไม่อาจเกิดได้ด้วยการบังคับ การมัดมือชก หรือการยัดเยียดใดๆ มันเป็นเรื่องของความสุกงอมทางความคิดและจิตใจ ที่เกิดขึ้นทั้งจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และสภาพจิตใจของคนที่ยกระดับ หรือก้าวข้ามความขัดแย้งปลีกย่อยไปสู่จุดมุ่งหมายใหญ่ที่มีความสำคัญมากกว่า

 

หัวใจของการปรองดอง

เราอาจใช้คำว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” มาเป็นแง่คิดในการดำเนินวิถีปรองดองในขณะนี้ได้

ศัพท์คำนี้เป็นของ เหมาเจ๋อตุง  ผู้นำคอมมิวนิสต์จีน ตัวอย่างที่คลาสสิคมาก คือการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเชค เมื่อกว่า 70 ปีล่วงมาแล้ว

ในขณะที่ทั้งสองพรรคเป็นปฏิปักษ์กันสุดฤทธิ์ เป็นเวลาเดียวกันกับที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกจีน หมายจะครอบครองจีนแผ่นดินใหญ่  ผู้นำจีนคอมมิวนิสต์คนสำคัญคือ โจว เอิน ไหล ได้ใช้แนวทาง “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”  โดยเจรจาสามัคคีกับ เจียงไคเชค อาศัยจุดร่วมเดียวกัน คือขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกไปจากแผ่นดินจีน โดยไม่พูดถึงอุดมการณ์ที่แตกต่างกันของทั้งสองพรรค แล้วในที่สุด ทั้งสองพรรคนี้ก็ขับไล่เอาชนะกองทัพญี่ปุ่นได้  แม้ในเวลาต่อมา เจียงไคเชค จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พรรคคอมมิวนิสต์จีน จนต้องถอยร่นไปอยู่เกาะฟอร์โมซา คือไต้หวันก็ตาม

การเปิดพื้นที่ การมีเวที เพื่อรับฟังความเห็นใน  ประเด็นของ ป.ย.ป. ที่กำหนดไว้แล้ว เป็นประเด็นที่มองไปถึงอนาคตในด้านต่างๆ ที่เอื้อต่อการพูดถึง “จุดร่วม”ที่สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ของคู่ขัดแย้ง เช่น อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายในประเทศไทย เป็นอย่างไร

ในทางกลับกัน ถ้ามีการหยิบยกประเด็นขึ้นมาชี้ผิดชี้ถูก เช่นว่า

“ ใครฆ่าหกศพ ที่วัดปทุมวนาราม”

“คสช. เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ควรมาทำหน้าที่คนกลางในการปรองดอง”

“กระบวนการยุติธรรมไทยกลั่นแกล้งทักษิณ”

“ไม่มีชายชุดดำในหมู่คนเสื้อแดง”

“ต้องเอาทหารมาเซ็น เอ็มโอยูด้วย”

คำพูดเหล่านี้ ทำให้เกิดการโต้เถียงที่หาจุดจบไม่ได้ การชี้ถูกชี้ผิดในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบ สิบกว่าปีที่ผ่านมา ศาลสถิตยุติธรรมกำลังทำหน้าที่อยู่แล้ว ใครอื่นไม่ควรไปแย่งหน้าที่ศาลทำ

ในเวทีการรับฟังความเห็น จึงควรเป็นเวทีที่ทุกฝ่าย จะแสดงความปรารถนาร่วมกันในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปฏิรูป กฎหมาย สิ่งแวดล้อม การสื่อสาร และอื่นๆ เป็นท่าทีวาดหวังอนาคต ซึ่งไม่ต้องมีประเด็นขัดแย้งระหว่างกัน ทำเช่นนี้ได้ ย่อมมุ่งหมายบรรยากาศการปรองดองได้

 ข้อเสนอเฉพาะหน้า  3 ย.

ความจริงคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. ชุด ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  เป็นประธาน ได้บูรณาการบทสรุปของคณะกรรมการปรองดอง ชุดอื่นๆในอดีต ผนวกกับการไปรับฟังปัญหาจริงทั้งครอบครัวผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ผู้ต้องขังในเรือนจำ และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง อย่างทั่วถึงพอสมควร จนตกผลึกมาเป็นข้อเสนอแบบรวบยอดที่รัฐและสังคมไทย พึงน้อมนำมาปฏิบัติ โดยเฉพาะสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงนั้น สิ่งที่สามารถทำได้ก่อน คือ 3 ย.

1. แยกแยะ คือแยกความหนักเบาของคดีที่เกิดขึ้น ในช่วงความรุนแรงที่ผ่านมา

คนที่ตามแห่เดินเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลด้วย  ในช่วงที่พันธมิตรปักหลักอยู่ในทำเนียบรัฐบาล คนที่ตามไปดูเหตุการณ์ที่พันธมิตรไปชุมนุมที่สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ  คนที่ไปยืนดูเหตุการณ์ไฟไหม้ศาลากลางจังหวัด 4 จังหวัด  คนที่ใส่เสื้อแดงไปร่วมชุมนุม นปช. ที่สี่แยกราชประสงค์

บุคคลเหล่านี้ เป็นคดีลหุโทษ ควรแยกแยะออกจากคนที่ยิงอาร์พีจีใส่วัดพระแก้ว คนที่เอาน้ำมันราดจุดไฟเผาศาลากลาง คนที่กราดปืนยิงผู้ชุมนุม คนที่เป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริต คนที่ทำผิดต่อสถาบันเบื้องสูงตามกฎหมายอาญามาตรา 112

ขณะนี้ สนช. โดยกรรมาธิการด้านการเมือง ที่มี นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ. อำนวยความยุติธรรม ทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง พ.ศ. …  เป็น พ.ร.บ. ที่ให้มีคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่ง ขึ้นมาทำหน้าที่แยกแยะคดีเหล่านี้  หากฎหมายฉบับนี้ออกมาได้ ก็จะมีคุณูปการยิ่งต่อการปรองดอง

2.เยียวยา ความจริงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงนั้น ดำเนินมาตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ควักกระเป๋าจ่ายให้ครอบครัวที่เสียชีวิตไปครอบครัวละ 7.5 ล้านบาท แต่เป็นการจ่ายที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะไม่มีกฎระเบียบใดรองรับ ทำให้เป็นอีกประเด็นปัญหาของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องรับการตรวจสอบ

ถ้ารัฐบาลสามารถจะรวบรวม สืบค้น แล้วให้ความเป็นธรรมในการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมเป็นธรรมและทั่วถึง จะเป็นผลดีมาก

3. ยืนยัน คือการยืนยันว่าคดีอาญาร้ายแรง เช่น คนเผาศาลากลาง คนเผาห้างสรรพสินค้า  คนราดน้ำมัน  คนยิง  คนฆ่า คนสั่งให้ใช้ความรุนแรง  คนที่ผิดอาญา มาตรา 112   คนทุจริต  บุคคลเหล่านี้ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หาหลักฐานมาปกป้องตนเองได้ ก็พ้นผิดไป  ถ้าศาลสั่งมีความผิดก็รับโทษทัณฑ์ไป ส่วนจะรอลงอาญา  พักโทษ  อภัยโทษ หรือนิรโทษ  เป็นเรื่องที่จะตามมาภายหลังจากการพิจารณาของศาลแล้ว

ทั้ง 3 ประการ คือ แยกแยะ เยียวยา ยืนยัน   เป็นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์  หรือยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ที่สามารถทำได้เลย  โดยไม่มีใครคัดค้าน เป็นเรื่องสมเหตุสมผล  ถ้าทำได้คู่ขนานกันไปกับการเร่งผ่าน พ.ร.บ. อำนวยความยุติธรรมฯ ดังกล่าว ก็จะเป็นคุณูปการมหาศาลต่อการปรองดอง

ส่วนในระยะไกลนั้น การสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง การมีมาตรการป้องกันความแตกร้าว รุนแรง ยังเป็นภารกิจต่อเนื่อง ที่ควรมีองค์กรที่แน่นอนขึ้นมารับผิดชอบอย่างเป็นกิจจะลักษณะต่อไป


 

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ติดต่องานอบรมโดยประสาร มฤคพิทักษ์

 

สามคนสามทาง

20170211_three

มีเรื่องเล่าจาก ต่วยตูน เรื่องหนึ่ง

เหตุเกิดที่ร้านกาแฟโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งมียายเป็นเจ้าของร้าน

ธรรมดากาแฟโบราณ หลังจากชงกาแฟถุงลงถ้วยแล้ว  คนชงจะเทนมข้นหวานลงไปนอนก้นถ้วยที่ลูกค้าสามารถมองเห็นระดับมากน้อยของนมข้นได้

หลังจากลุงสั่งกาแฟแล้ว หลานสาวเจ้าของร้าน ที่หยุดเรียนช่วงปิดเทอมมาช่วยยายขายกาแฟ ยกถ้วยกาแฟมาเสิร์ฟลุงตามสั่ง

“นมน้อยจัง”  ลุงเอ่ยคำเชิงบ่น

หลานสาวแสดงอาการเขินอายแล้วพูด

“เพิ่งขึ้นค่ะ”

ยายได้ยินดังนั้น จึงเอ็ดตะโรว่า

“พึ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้งสองเดือนแล้ว”

นี่คือปรากฏการณ์ การสื่อความแบบคนละนมเดียวกัน ที่เราอาจมีประสบการณ์ตรงกันในเรื่องอื่นๆ กันมาแล้ว

กาแฟแก้วเดียวกัน นมข้นก็อยู่ในแก้วนั้นเอง คำพูดก็วรรคเดียวกันที่ว่า “นมน้อยจัง” แต่แล้ว ทั้งสามคนคิดกันไปเป็นคนละเรื่อง  ลุงพูดถึงนมในแก้ว  หลานสาวพูดถึงหน้าอกหน้าใจของตัวเอง  ส่วนยายพูดถึงราคานมที่ปรับราคาขึ้น

อะไรเป็นสาเหตุให้แต่ละคน คิดกันไปคนละทาง ทั้งๆที่ไม่มีใคร มีเจตนาจะบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นเลย

ใช่หรือไม่ว่า สถานภาพที่ต่างกันเป็นเหตุ ลุงกำลังพิจารณากาแฟ  หลานสาวกำลังกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเอง  ขณะที่ยายเป็นห่วงเรื่องกำไรขาดทุน

แทนที่จะเอาตนเองเป็นตัวตั้ง นักสื่อสารที่ดี จึงต้องมีความสันทัดที่จะไปเข้าใจในสิ่งที่คู่สนทนาพูดอย่างตรงตามความเป็นจริง


ขอบคุณภาพจากเว็บอาชีพเสริมนอกเวลางาน

ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

ที่มาของสงคราม

20170210_war

เด็กชายน้อยอายุ 10 ขวบ  ได้ยินครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ จากที่โรงเรียนแล้ว ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก

ขณะที่นั่งกินข้าวกับพ่อและแม่  จึงหันหน้าไปทางพ่อ แล้วส่งเสียงถามว่า

“ พ่อ ! พ่อ !  สงครามเกิดขึ้นได้อย่างไร ”

พ่อนั่งนึกอยู่ชั่วขณะแล้วพูดว่า

“ อืม… จะบอกลูกว่าอย่างไรดีล่ะ……สมมุติว่าประเทศไทยกับประเทศกานามีปัญหากัน…”

ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ  ผู้เป็นแม่ก็สอดเสียงขึ้นว่า

“ ไปสมมุติอะไรอย่างนั้น ไทยกับกานาอยู่ห่างกันคนละทวีป ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย ”

“ ก็ผมเพียงแต่สมมุติเท่านั้น ” พ่อเถียง

“ สมมุติอะไร ให้มันเข้าท่าเข้าทางกว่านี้หน่อยซิ ” แม่ขึ้นเสียง

“ คุณจะมาจริงจังอะไรนักหนา ผมบอกแล้วไง สมมุติแค่นี้เอง ไม่เห็นต้องคิดมากนี่ ” พ่อเถียงอีก

“ ฉันไม่ได้คิดมาก คุณต่างหากที่คิดมาก ” แม่ย้ำ

“ นี่ ! อย่ามาใช้อารมณ์ต่อหน้าลูกนะ ” พ่อเสียงดังขึ้น

“ ใคร ! ใคร ! ไหน ใครใช้อารมณ์กันแน่ ” แม่ไม่ลดละ

คราวนี้ ลูกชายตัวน้อยจึงพูดแทรกขึ้นมาบ้างว่า

“ พ่อครับ ! พ่อครับ ! ผมรู้แล้วครับ ผมรู้แล้ว ว่าสงครามเกิดขึ้นได้อย่างไร ”

พ่อและแม่ต่างเงียบเสียงลงทันที

บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. ของจริง (สงคราม) ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ให้การเรียนรู้ได้ดีกว่าสงครามในตำรา

  2. คนเราจะต้องเอาชนะในทุกเรื่องไปเพื่ออะไรกัน ถ้าแพ้บ้าง มันจะเสียหายอะไรนักหนา

  3. ทำไมจะต้องเอาปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหา มาเปลี่ยนเป็นศึกใหญ่ในครอบครัว


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

วินิจฉัยประวัติศาสตร์

20170205_historic

31 มกราคม 2560  ศาลจังหวัดภูเก็ตอ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีขับไล่ชาวเลราไวย์ กรณีพิพาทเรื่องที่ดิน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชาวเลราไวย์มาก่อน

นี่คือชัยชนะของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ที่อยู่เหนือหลักฐานเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินชาวเลราไวย์ประเด็นคือ โจทก์อ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เลขโฉนดที่ 8324  เนื้อที่ 12 ไร่  ที่หมู่ 2  บ้านราไวย์  อ.เมือง  ภูเก็ต

เรื่องเดิมคือ ชาวเลราไวย์  ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 19 ไร่ ในบริเวณดังกล่าว  มีประชาชน 2,067 หลังคาเรือน  ซึ่งอยู่กันอย่างหนาแน่น  ต่อมามีการออกโฉนดทับที่ดินผืนนี้

ชาวเลราไวย์ ต่อสู้ว่าได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มา 7 ชั่วอายุคนแล้ว  มีการตั้งบ้านเรือน มีวิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาวเล สืบเนื่องมาโดยชาวเลราไวย์  ไม่เคยสนใจไยดีที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด จึงถูกบุคคลภายนอกเข้ามาครอบครองพื้นที่ ทำประโยชน์และออกโฉนด แสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดินก็ยืนยันว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบของกรมที่ดินแล้ว

ในพื้นที่เดียวกันนี้  ก่อนหน้านี้จึงปรากฏว่ามี 3 คดี ที่ศาลชี้ว่าเอกสารสิทธิของโจทก์  เป็นเอกสารมหาชน ออกโดยรัฐ  เมื่อชาวเลราไวย์ ยังไม่สามารถหาหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิ ศาลจึงสั่งให้ชาวเลราไวย์ออกจากพื้นที่พิพาท เป็นอันว่าชาวเลราไวย์ แพ้ไป 3 คดี

แต่ 4 คดีหลังที่เพิ่งตัดสิน เมื่อ 31 มค. 60  ศาลยกฟ้องโจทก์ และศาลยังชี้ว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ เพราะฝ่ายจำเลยที่เป็นชาวเลราไวย์ ได้รับความร่วมมือทางคดีจากหลายองค์กร หลายบุคคล ทั้งสำนักคดีผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  สถาบันนิติวิทยาศาสตร์  สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิชุมชนไท กรมศิลปากร และสนง. ยุติธรรม จ. ภูเก็ต โดยมีพลเอกสุรินทร์  พิกุลทอง ประธานกรรมการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล เป็นกำลังสำคัญในการประสานความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ และมีคุณปรีดา  คงแป้น แห่งมูลนิธิชุมชนไท เรี่ยวแรงของภาคประชาสังคม

การพิจารณาคดีในศาล ฝ่ายจำเลยได้ชี้แจงต่อศาลว่าชาวเลราไวย์หรือชาวไทยใหม่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาทมาตั้งแต่ปี 2493  โดยนำเสนอหลักฐานสำคัญ ดังนี้

  1. จากภาพถ่ายทางอากาศ หมายเลข ล. 9 ถึง ล. 11 พบว่า ชาวเลราไวย์ได้ปลูกต้นมะพร้าวซึ่งมีอายุมากกว่า 30 ปี ในขณะที่ฝ่ายโจทก์ ซึ่งแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 เมื่อปี 2508  และโจทก์ระบุว่าปลูกต้นมะพร้าวประมาณ  10 ปีเศษ

  1. หลักฐานสำคัญยิ่งคือ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งสำนักพระราชวังถ่ายภาพไว้ เป็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเลราไวย์ เมื่อวันที่  10 มีนาคม 2502  ทั้งสองพระองค์เสด็จทรงยืนอยู่ ณ บริเวณชายหาดราไวย์ ซึ่งตอนนั้นมีต้นมะพร้าวอยู่เต็มพื้นที่ และมีบ้านเรือนชาวเล มากกว่า  30 หลังคาเรือน

  1. เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ที่รวบรวมหลักฐานไว้ได้นำเสนอต่อศาลให้เห็นว่า ตามทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ มีชาวเลราไวย์ เข้าศึกษาที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ ก่อนปี 2498  จำนวน ประมาณ 30 คน

  1. ในปี 2557 เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ได้ขุดค้นพบ 2 โครงกระดูก ที่ฝังอยู่ข้างบ้านเรือนชาวเล บริเวณนั้นขึ้นมา ดร.วรวีย์ ไวยวุฒิ เป็นผู้ตรวจสอบ วิเคราะห์รูปแบบสารพันธุกรรม ตามกระบวนนิติวิทยาศาสตร์ และเป็นพยานร่วมกับนายแสงชม พจน์สมพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรม ชี้แจงต่อศาลว่า โครงกระดูกมีดีเอ็นเอตรงกับชาวเลบนที่ดินพิพาท ประมาณ  10 คน ซึ่งสอดคล้องกับการให้การของ อาจารย์นฤมล อรุโณทัย จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำวิจัยเชิงวิถีวัฒนธรรมชาวเล ที่ชี้แจงว่าเป็นวัฒนธรรมชาวเล ที่นิยมฝังกระดูกบรรพบุรุษไว้บริเวณใกล้บ้านนั้นเอง

หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้ง 4 ประเด็นที่จำเลยนำสืบจึงตีตกคำให้การของโจทก์ ที่อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลภูเก็ตชี้ว่า จำเลยหรือชาวเลราไวย์ เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์บนที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2493 ด้วยการสืบสิทธิจากบิดามารดาและบรรพบุรุษ ศาลจึงชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินของโจทก์กระทำโดยมิชอบ พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมีน้ำหนัก มั่นคงและรับฟังได้ และยังมีผลหักล้างพยานหลักฐานและข้อสันนิษฐานที่โจทก์ได้รับตามกฎหมาย  ศาลชี้ว่า “โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิในโฉนดที่ดินที่มีกระบวนการออกโฉนดโดยมิชอบมาเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องร้องขับไล่จำเลย เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทในฐานะทรัพย์มรดกได้ พิพากษายกฟ้อง”

นี่คือคำพิพากษาประวัติศาสตร์ที่ไปไกลเกินกว่าหลักฐานเอกสารสิทธิตามตัวกฎหมายที่ออกโฉนดโดยมิชอบมาตั้งแต่ต้น หากแต่ศาลได้พิจารณาคดี โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่จำเลยและพยานฝ่ายจำเลยแสดงต่อศาลอย่างหมดจดงดงาม

ขณะนี้ยังมีคดีที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ฟ้องขับไล่ชาวเลราไวย์ค้างศาลอยู่อีกหลายคดีที่จะต้องมีการพิพากษาต่อไป

ต้องถือว่ากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้เข้าร่วมส่วนพิทักษ์ความยุติธรรมให้แก่คดีด้วยอย่างน่าจะถือเป็นแบบอย่างคดีในคดีอื่นๆต่อไป

น่าคิดด้วยว่า หากภาคราชการทอดธุระ ไม่ร่วมรวบรวมหลักฐาน ไม่ลงสู่พื้นที่ ไม่พบพูดคุยกับชาวบ้าน ไม่แสดงภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ตรวจสารพันธุกรรมโครงกระดูก หรือปล่อยให้ชาวเลราไวย์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา เป็นผู้ต่อสู้ด้วยตนเองแต่เพียงลำพัง ผลก็จะเป็นว่าชาวเลราไวย์ต้องแพ้คดีดังเช่น 3 คดีที่ถูกตัดสินแล้ว

ควรทำอย่างไรต่อไป

  1. ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องควรฟ้องเพิกถอนกรรมสิทธิ์ ในที่ดินที่ได้มาจากการออกโฉนดโดยมิชอบผืนนี้ต่อไป คำพิพากษาครั้งนี้เป็นข้อพิจารณาที่มีน้ำหนักอย่างยิ่ง

  1. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งได้ลงพื้นที่พบปะกับ

ชาวเลราไวย์ เมื่อต้นปี 2559 และได้เสนอความเห็นอย่างน่าพิจารณายิ่งว่า รัฐบาลควรจัดให้พื้นที่บริเวณนี้  เป็นศูนย์วัฒนธรรมชาวเล  ที่จะต้องบริหารจัดการ ให้เหมาะสมเป็นภูมิบ้านภูมิเมือง ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเล ที่มีคุณค่ายิ่ง เป็นทั้งแหล่งศึกษา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างประเทศต่อไป

มิติการต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตชุมชน ตามกระบวนการยุติธรรมที่เดินมาถึงวันนี้อย่างมีวุฒิภาวะและ     สง่างาม เพียงมิติเดียวนี้ ก็เป็นตำนานเล่าขานได้อย่างมีชีวิตชีวาน่าเรียนรู้ยิ่งนักแล้ว


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

เมตตาธรรมในคำพิพากษา

20170302_justice

เรื่องเล็กๆ ของศาลที่ตัดสินคดีความในประเทศอังกฤษคดีหนึ่ง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2534

ก่อนหน้านั้น อังกฤษกำลังประสบวิกฤตทางอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ คนงานจำนวนมหาศาลตกงาน และอากาศก็สุดแสนจะหนาวเย็นยะเยือก

คนงานคนหนึ่งอยู่ทางภาคเหนือ เนื่องจากไม่มีงานทำ ข้าวปลาอาหารขาดแคลน หนาวก็หนาว แถมยังถูกตัดน้ำตัดไฟที่ใช้อยู่เป็นประจำ ไม่มีเงินซื้อถ่านหินมาใส่เตาผิงเพื่อบรรเทาความหนาว เขาจึงเข้าไปขโมยเหล็กเส้นในโรงงานแห่งหนึ่ง หวังว่าขายได้เงินมาก็จะเอาไปซื้ออาหารยาไส้ให้ลูกน้อยของตนเอง

แต่อนิจจาเขาถูกตำรวจจับได้ ตำรวจส่งฟ้องศาล และศาลได้พิพากษาตัดสินคดีความดังนี้

“ให้ภาคทัณฑ์จำเลยเอาไว้…….ให้สภาท้องถิ่น ในฐานะผู้รับผิดชอบของท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปกครองประชาชนของท้องถิ่นที่เสียภาษีบำรุงท้องถิ่นตลอดมา มีหน้าที่อำนวยความอบอุ่น อาหารการกินแก่ครอบครัวนั้น

ให้จัดการหางานให้ชายผู้นั้นทำ และให้เขามาทำงานใช้หนี้แก่สังคมในงานสาธารณูปโภคตามที่กำหนดให้ไว้”

เป็นคำตัดสินที่เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้กับจำเลยและผู้คนทั่วทั้งสังคม  เราอาจถือว่าเป็นเมตตาธรรมในกระบวนการยุติธรรม  ที่ศาลไม่ได้พิจารณาแต่เพียงตัวบทกฎหมายเป็นบรรทัดฐานแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น  แต่ได้พิจารณาสภาพความเป็นจริงของสภาพสังคมในเวลานั้นประกอบกันไปด้วย


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

 

ตอบอย่างนี้ได้ไหม

20170201_answer

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษของเด็กนักเรียนประถม 5 ครูหญิงคนหนึ่งสอนให้เด็กเรียนรู้ คำศัพท์ 5 คำ  โดยเขียนบนกระดานดำ แล้วสอนการเปล่งเสียงพร้อมๆกัน

Stand  Up แปลว่า ยืนขึ้น

Sit  Down แปลว่า นั่งลง

Come  Here แปลว่า มานี่

Go  Back แปลว่า กลับไป

Please แปลว่าโปรด  หรือ กรุณา

ครั้นดูว่าเด็กในชั้นสามารถจะจำได้แล้ว ครูลบกระดานดำทั้งหมด แล้วส่งเสียงเรียกแดง  แดงยืนขึ้น

แดง  สมมุติว่า ดำ อยู่ที่ประตูห้อง เธอจะเรียกดำมาที่โต๊ะเรียนเธอ เธอจะพูดภาษาอังกฤษว่าไงจ๊ะ”

ครูถาม

“DAM !  COME  HERE  PLEASE.”  แดงตอบอย่างมั่นใจ

“ถูกต้อง เก่งมาก  คราวนี้ แดงจะให้ดำเดินกลับไปที่ประตูตามเดิม  แดงจะต้องพูดภาษาอังกฤษว่าไงล่ะ”

ครูถามต่อโดยคาดหวังในใจว่าแดงคงจะตอบว่า  “DAM !  GO  BACK  PLEASE.”

แดงเงยหน้าดูเพดานชั่วขณะแล้วตอบว่า

“ผมจะตอบอย่างนี้ได้ไหมครับครู”

“ตอบว่าไงล่ะ”

“ผมจะเดินไปที่ประตูนั่น แล้วผมพูดว่า  DAM !  COME  HERE  PLEASE.”

เสียงตอบของแดง เรียกเสียงฮาจากเพื่อนทั่วทั้งห้อง  ครูบอกเด็กทั่วทั้งห้องว่า

“ขอให้ทุกคนดูแดงเป็นตัวอย่าง ว่าคำตอบสำหรับคำถามนั้นมีทางเลือกได้หลายทาง”

ใช่หรือไม่ว่า คำตอบที่ถูกต้อง นำสู่เป้าหมาย มิได้มีเพียงคำตอบเดียว


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK