ตอกเสาเข็มเต็มแผ่นดิน : ให้ประชาชนเป็นเจ้าของการปฏิรูป

20170121_pillar

พูดกันมานานหลายปีดีดักแล้วว่า ประเทศไทยต้องปฏิรูปในทุกด้าน  ยิ่งในระยะก่อนการรัฐประหาร  22 พค. 2557  ยิ่งทำให้การปฏิรูปยกระดับ กลายเป็นกระแสสูง แทบจะเรียกได้ว่าการปฏิรูปเป็นฉันทามติของมวลมหาประชาชนทั้งประเทศเลยทีเดียว

ความจริงก่อนหน้านั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป โดยมีนายอานันท์  ปันยารชุน เป็นประธาน  และได้แต่งตั้งสมัชชาปฏิรูปโดยมี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

ทั้งสองคณะมีบทสรุปการปฏิรูปด้านต่างๆไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข้อยุติที่ตรงกันในปัญหาเชิงโครงสร้างว่าประเทศไทยต้องก้าวไปสู่การ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”  จึงจะก่อเกิดการปฏิรูปที่เป็นจริงได้  แต่ข้อยุตินี้ฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจรัฐไม่ไยดี  ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมาก ที่ฉ้อฉล  นำไปสู่การต่อต้านขนาดใหญ่ที่มีกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยเป็นชนวนสำคัญ

รัฐบาล คสช. ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นมาทำหน้าที่ขบคิดจนตกผลึกเป็น 37 ประเด็นปฏิรูปที่เป็นเนื้อเป็นหนังพอสมควร  ต่อเนื่องด้วยการแต่งตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ขึ้นมาต่อยอดผลงานของ สปช. ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

เกือบจะเรียกได้ว่า สาระแก่นแกนของการปฏิรูปนั้น ตกผลึกเป็นตัวหนังสือที่ส่องภาพอนาคตประเทศไทยได้ดีในระดับหนึ่ง

ปัญหาอยู่ที่การนำไปก่อให้เกิดผลทางปฏิบัติว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว  เพราะถึงอย่างไรผลสรุปที่ได้ก็ยังเป็นผลงานของบรรดาคนชั้นกลางและคนชั้นสูง ที่ประกอบส่วนเป็นคณะปฏิรูปชุดต่างๆ ดังกล่าว

ปัญหายังมีอีกว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกลางปีหน้านั้น จะสืบเนื่องการปฏิรูปหรือไม่ เพราะพวกเขามีอำนาจและผลประโยชน์ และชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นเสน่ห์ที่เย้ายวนใจมากกว่าการปฏิรูปยิ่งนัก แม้ว่าบทบัญญัติเรื่องการปฏิรูปจะถูกกำหนดไว้ในหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติก็ตาม

ผู้เขียนเห็นว่า การปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นจริงและสามารถสืบสานอย่างต่อเนื่องยั่งยืนได้ ต้องไม่ใช่วิธีสั่งการจากเบื้องบนลงไปหาประชาชนแบบ “คุณพ่อรู้ดี” ที่ผู้ปกครองใช้อำนาจทุบโต๊ะได้ เช่นทำเรื่องจำนำข้าว แต่ความจริงรัฐเป็นผู้ซื้อขายข้าวแบบผูกขาด เช่นจะทำโครงการรถไฟความเร็วสูงไว้ขนผัก และระบบคมนาคม 2 ล้านล้านบาท เช่นจะทำโครงการเมกะน้ำ 3.5 แสนล้านบาท  เช่นคิดจะทำโครงการถมทะเล 3 แสนล้านบาท  ที่ล้มเหลวมาแล้วทั้งหมด

ที่เป็นเช่นนี้เพราะโครงการทั้งหลายที่นำเสนอนั้น ออกจากมันสมองของคนเพียงคนเดียวหรืออาจจะ 2-3 คน ไม่ได้มาจากความต้องการที่เป็นจริงของสังคม

ผู้เขียนเห็นว่าสังคมไทยควรทำให้ภาระกิจการปฏิรูปประเทศเป็นของคนไทยทุกคน  ไมใช่จำกัดอยู่ในมือของ สปท. ของ สนช. หรือของรัฐบาล  หรือของคณะกรรมการการปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นใหม่เท่านั้น

ประเด็นการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ควรให้ประชาชนเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ อย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่เพียงแต่ให้เป็นพิธีกรรมประเภทเพื่อให้เห็นภาพว่าประชาชนมีส่วนร่วม

ทำอย่างไร

  1. เปิดพื้นที่และเวทีทางปัญญาให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้พื้นที่ 7,255 ตำบลเป็นตัวตั้ง ให้คนในแต่ละตำบล ที่มีลักษณะตัวแทน  คือนอกจาก นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้มีปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนผู้หญิง ตัวแทนครู  ตัวแทนเด็ก  ตัวแทนคนแก่ ตัวแทนกลุ่มอาชีพ  รวมทั้งตัวแทนพระสงฆ์  ประกอบกันขึ้นมาเป็น “สภาชาวบ้าน” เท่าจำนวนตำบล คือ  7,255 สภา

 ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน  ไม่ต้องมีเบี้ยประชุม  ไม่ต้องสร้างห้องประชุม  ไม่ต้องก่อสร้างอะไรให้เปลืองเงิน ให้ อบต. ช่วยทำหน้าที่ทางธุรการ ให้เชิญประชุม เตรียมสถานที่ประชุม ที่จะเป็นศาลาประชาคม  ห้องประชุมโรงเรียน หรือศาลาวัดก็ได้

  1. ให้ที่ประชุมสภาชาวบ้านเป็นผู้กำหนด วาระการประชุม ตามความเรียกร้องต้องการร่วมกัน ของชาวบ้านในตำบลนั้นๆ

ตำบล “สร้างสรรค์” อาจจะกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นประเด็น ต้องแก้ไข

ตำบล “จรรโลง” อาจจะมีบทสรุปเรื่อง “แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อชีวิตชุมชน”

ตำบล “ปรารถนาดี” อาจจะบอกว่ามลพิษในแม่น้ำลำคลอง ต้องแก้ไข โดยเร่งด่วน

ตำบล “เกียรติภูมิ” อาจจะวางข้อกำหนด ปฏิเสธธุรกิจค้ากามแอบแฝงโดยเด็ดขาด

ตำบล “ เด็กดี” อาจจะมุ่งมั่นทำให้ตำบลของตนดำเนินวิถีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม

แต่ละตำบล กำหนดชะตากรรมของตนเองตามที่จะหาข้อยุติร่วมกัน จะมีประเด็นอะไรอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของที่ประชุมสภาชาวบ้าน

ทั้งนี้ให้มีการนำเอาบทสรุปของ สปช. และ สปท. ไปบูรณาการร่วมกับที่ประชุมของสภาชาวบ้านด้วย

หลักมีอยู่ว่า สภาชาวบ้านเป็นผู้กำหนดวาระ เป็นผู้หาข้อยุติ เป็นผู้ออกแบบเนื้องาน เป็นผู้ผลักดันให้เกิดผล และเป็นผู้ประเมินผลงาน

  1. มีตัวอย่างมาแล้วมากมายในทั่วประเทศ ที่ทำเรื่องของชุมชนสำเร็จมาแล้ว

นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองกลางดง  อ. สามร้อยยอด  จ. ประจวบคีรีขันธ์  จัดทำ “สภาผู้นำชุมชน” ที่นั่น จนแก้ปัญหาหนี้สินชุมชน ปัญหาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ได้ผลดียิ่ง

ที่ตำบลยกกระบัตร อ. บ้านแพ้ว  จ. สมุทรสาคร  พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร

พาชาวบ้านช่วยกันทำฐานข้อมูลชุมชน จนกำจัดความชั่วร้าย ในตำบลได้เกือบหมด เช่น ลักขโมย

ยาเสพติด การพนัน

ตำบลกะตะ–กะรน ที่ภูเก็ต นายกเทศมนตรี ร่วมกับภาควิชาการ และภาคเอกชน เป็นสามภาคี แก้ปัญหาการบุกรุกทำลายสันทรายหน้าหาด ทำให้ทอนกำลังคลื่นซึนามิ เมื่อปี 2547 อย่างได้ผล ที่นั่นได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ขณะที่หาดป่าตอง ใกล้เคียงกันนั้น สันทรายถูกนายทุนขุดทรายไปขายจนหมด จึงรับคลื่นซึนามิ และรับภัยพิบัติไปเต็มๆ สามภาคียังปกป้องอาชีพเรือนำเที่ยวของชาวบ้าน ให้ยืนอยู่ได้ ไม่ยอมให้ทุนใหญ่เอาเรือทุนใหญ่ เข้ามาแย่งอาชีพ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ซึ่งสามารถศึกษาและถอดบทเรียนได้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามมีเต็มแผ่นดิน ขอแต่เพียงเปิดพื้นที่ให้เขาได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเป็นเจ้าของ เขาก็จะรักษาชุมชนของเขาไว้ได้ด้วยตัวของชาวบ้านเอง

อย่าห่วงว่าชาวบ้านจะมีมติเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ได้ หากจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนให้ดีด้วยวิธีสุนทรียสนทนา (DIALOGUE) หรือใช้วิธีจิบกาแฟเปลี่ยนสังคม (WORLD CAFÉ) ผู้ร่วมประชุมจะ

แสดงออก ถึงด้านที่เห็นแก่ส่วนรวม มากกว่าส่วนตัว ตามหลักจิตวิทยาง่ายๆ คือ “เราจะไม่แสดงการ

เห็นแก่ตัวต่อหน้าสาธารณะ” ( It ’s very difficult to be selfish infront of the public )

ใช่หรือไม่ว่าคนไทยต้องการให้การปฏิรูปเกิดขึ้นเป็นจริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด

แล้วจะเอาอะไรเป็นหลักประกัน

ตั้งความหวังไว้กับนักการเมืองจากการเลือกตั้งหรือ หรือจะพึ่งพาระบบราชการ หรือจะอาศัยคำสั่งจากข้างบนลงมา บุคคลหรือองค์กร เป็นที่หวังได้มากน้อยแค่ไหน

ปัญหาประเทศชาติมีสารพัด มีความสลับซับซ้อน และมีความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลง พระเอกขี่ม้าขาว ถึงจะมีเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถแบกรับภารกิจอันใหญ่หลวงของประเทศได้

ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของงานปฏิรูปประเทศไทย ด้วยการระดมปัญญาทั้งประเทศ โดยใช้เขตพื้นที่ตำบลเป็นหลัก บทสรุปหรือฉันทามติของสภาชาวบ้าน เหมือนเป็นการปักเสาเข็มการปฏิรูปเต็มแผ่นดิน ฝ่ายการเมืองหน้าไหนจะกล้ามาขัดใจชาวบ้าน

ปฏิบัติการให้ประชาชนเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศ คือความเคารพประชาชนด้วยใจกว้างของภาครัฐ ที่จะทำให้ประชาชนมีความภูมิใจในเหงื่อแรง และปัญญาของตน เหมือนได้ร่วมทำบุญมหากุศล

ใหญ่ ที่ทำให้เกิดพันธะผูกพันที่จะร่วมด้วยช่วยกันให้การปฏิรูปบรรลุผล และสืบสานต่อเนื่องภารกิจไปตลอด


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s