ประเทศไทยในปี  2560

 

20170106_thailand2017

มีข้อคิดที่ขอนำเสนอต่อสาธารณะ ในโอกาส ปี 2560     ดังนี้

1. กระแสสูงแห่งการแสดงคารวาลัยของพสกนิกร ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ยังคงดำเนินต่อเนื่องไปตลอดปี 2560  เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นไปตามธรรมชาติที่เป็นทั้งการยกระดับและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ในพระอัจฉริยภาพ และพระเมตตาธรรมอันสูงส่ง และก่อเกิดศรัทธาเปี่ยมล้นต่อพระองค์ท่าน  เป็นพระบารมีที่แผ่ไพศาลไม่เฉพาะในแผ่นดินแต่ขจรขจายไปทั่วโลก จนแม้แต่กลุ่มคนที่ต่อต้านสถาบันยังงงงวยว่ากระแสเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

หากถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาล สถาบันการศึกษา สื่อมวลชนและองค์กรต่างๆจะร่วมกันน้อมนำ โดยเผยแพร่และให้การศึกษาต่อสังคมอย่างเป็นระบบ ทั่วด้าน และต่อเนื่อง  จะเป็นคุณูปการยาวไกลที่ทำให้แนวทางการใช้ชีวิตอย่างพอพียง และพระราชธรรมคำสอนได้จำหลักอยู่ในหัวใจคนไทย  กลายเป็นมาตรฐานใหม่ทางคุณธรรมที่มีคุณค่า ไม่ต้องไปหลงตื่นหลงตามกระแสบริโภคนิยมอันฉาบฉวย

2. การปฏิรูปประเทศไทยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาล คสช. หรือรัฐบาลหลังเลือกตั้งทั่วไป

เพราะมีบทบัญญัติกำหนดไว้อย่างมั่นคงในรัฐธรรมนูญ แถมยังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ออกมารองรับ

เป็นที่เข้าใจและคาดคะเนกันได้ว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองมีแนวโน้มจะวางน้ำหนักไว้ที่เสถียรภาพและการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยไม่อินังขังขอบกับการปฏิรูปอะไรนัก ทั้งๆที่โลกเปลี่ยนแปลงแรงและเร็วยิ่งนัก รัฐบาลควรช่วงชิงโอกาสช่วงหนึ่งปีเศษนี้วางเสาเข็มการปฏิรูปให้หยั่งลึกและหนักแน่นมั่นคง

ให้ได้ โดยนอกจากจะใช้อำนาจทางกฎหมายและการบริหารจัดการแล้ว รัฐบาลควรอาศัยประชาชนเป็นหลังพิงด้วยการทำให้การปฏิรูปเป็นภารกิจร่วมกันของผู้คนทั้งประเทศ กล่าวคือให้ประชาชนในระดับตำบลทุกตำบลกำหนดวาระและประเด็นการปฏิรูปด้วยตนเอง โดยฝ่ายรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เกื้อหนุนอำนวยความสะดวก

วิธีนี้เป็นการกำหนดชะตากรรมตนเองจากคนข้างล่าง (Bottom Up)  ไม่ใช่การทุบโต๊ะจากคนข้างบน(Top Down) ซึ่งพิสูจน์มาแล้วในอดีตว่า การสั่งการมาจากข้างบนมักจะล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ในขณะที่การร่วมคิดร่วมทำจากข้างล่างก่อให้เกิดพลังและความสำเร็จได้มากกว่า

น่าสังเกตว่าท่ามกลางกระแสปฏิรูปที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่มีสิ่งที่เรียกว่า “พรรคการเมือง”กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ ทั้งๆที่ควรเป็นสถาบันที่เป็นความหวังของประชาชน

มีข้อคิดว่าการปฏิรูปที่ดำเนินอยู่ จะก่อให้เกิดผลเชิงปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด เพราะระบบอุปถัมภ์ของไทยยังทรงอิทธิพลยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้เชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปที่ดิน และการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทั้งสามประเด็นนี้จะเป็นไปได้ยากมาก

3.การเมืองและการเลือกตั้งทั่วไป

การเลือกตั้งทั่วไป ดูตามรูปการแล้ว คงขยับไปกลางปี 2561 บวกลบราว 2-3 เดือน ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น สาเหตุมาจากเงื่อนเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกที่เรียกว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ รวมแล้วมากกว่า 200 ฉบับที่ต้องพิจารณาให้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้

หลังจาก พ.ร.บ. พรรคการเมืองและ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง ประกาศใช้ บรรยากาศการเมืองจะเปิด ทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองดำเนินไปได้

จะมีเสียงเรียกร้องของฝ่ายการเมือง เพื่อเร่งเวลาการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น แต่เสียงของนักการเมืองจะแผ่วเบาและไม่มีน้ำหนัก สังคมจะยอมให้กับ คสช. มากกว่าจะมีอารมณ์ร่วมกับฝ่ายการเมืองในประเด็นนี้

4. คดีความสำคัญในปี 2560 ที่น่าจับตา คือ คดีจำนำข้าวที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก

รัฐมนตรีและพวกเป็นจำเลย ซึ่งจะสืบพยานปากสุดท้ายจบในวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 หลังจากนั้นไม่เกินสิ้นปีจะมีคำพิพากษา ถึงตอนนั้นจำเลยจะตัดสินใจอย่างไร จะอยู่หรือจะไป เป็นเรื่องที่สังคมจับจ้องอย่างไม่กระพริบตา

ส่วนนักโทษที่หนีอาญาแผ่นดินไปสรวมสัญชาติมอนเตเนโกรนั้นสำคัญผิดและประเมินตนสูงเกิน จึงผิดหวังซ้ำซากในความพากเพียรที่จะเจรจาต่อรอง นับถึงวันนี้เขาหมดโอกาสที่จะเหยียบแผ่นดินไทยแล้ว  ส่วนคดีธรรมกาย ที่สาวกทั้งปวงผิดศีลมุสาวาท โกหกกลางแดดเป็นรายวัน ไม่ยอมให้เจ้าลัทธิลวงโลกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยังคงจะยื้อสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อดึงเกมให้ยาวออกไป เป็นการเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับทางการไปเรื่อยๆ  ยิ่งยื้อก็ยิ่งเจ็บตัวเพราะพฤติกรรมต่างๆเปิดเผยตัวเอง ให้ศรัทธาเสื่อมสลายลงไปทุกวัน  เป็นโอกาสที่ทางการจะตรวจพบคดีหลอกลวงอื่นๆตามมาอีกหลายคดี สังคมไทยยังจับภาพได้อีกว่าธรรมกายกับระบอบทักษิณนั้นต่างอิงอาศัยกันและกัน ฝ่ายหนึ่งพินาศอีกฝ่ายก็อยู่ได้ยาก ใครจะไปก่อนกัน คำตอบพอเห็นอยู่ แต่ไม่ควรจะนานเกินรอ

5.ปัญหาทางเศรษฐกิจ คือเงินในกระเป๋าชาวบ้านมีจำกัด เป็นปัญหาใกล้ตัวที่สุด ทำให้การจับจ่าย

ใช้สอยต้องพิถีพิถัน มองในแง่หนึ่งเป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนไทยมีบันยะบันยังไม่ฟุ่มเฟือยแบบเคยมือ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นปัญหาที่เบาบางมาก เมื่อเทียบกับยุคหลังฟองสบู่แตกเมื่อปี 2541

การลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆหลายแสนล้าน เช่นรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รวมทั้งการกระจายเงินสู่มือประชาชนทั่วประเทศสามารถบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นผลฉับพลัน

โดยสรุป สังคมไทยปี 2560  ยังประคองตัวกันไปได้ ยังไม่พูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำเติมสถานการณ์ให้สาหัสยิ่งขึ้น เพราะ ดิน น้ำ ป่า พลังงาน ถูกมนุษย์ทำลายมามากแล้ว หากธรรมชาติจะทวงคืนบ้างก็ต้องยอมรับชะตากรรม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s