ปรารถนาอันแรงกล้า

20170130_desires

 

ไม่ว่าใครก็มักจะชี้ขาดว่า ปัจจัยสำคัญลำดับแรกสุดที่ทำให้งานบรรลุผลสำเร็จ คือ “คน”

แต่ มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก  เจ้าตำรับเฟสบุ๊คอันลือลั่นบอก “ไม่ใช่” คนมาทีหลัง แต่ “ปรารถนาอันแรงกล้าจากภายใน” ต่างหากที่มาก่อน

มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก  ลำดับความสำคัญไว้ดังนี้

  1. P- Passion  คือ แรงผลักดันภายใน  หรืออาจใช้คำว่า “ปรารถนาอันแรงกล้าจากภายใน” เป็นฐานสำคัญ เพราะ สิ่งนี้เป็นพลังไฟที่ลุกโชนในตัวเอง ทำให้เกิดความมุมานะ (Perserverance)  ที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงให้ได้  คนไม่มีไฟ หรือคนที่ไฟมอดกลางทาง เข็นอย่างไรก็ไปยาก

  2. P- Purpose  เป้าหมาย ต้องแจ่มชัด มีพลังแรงที่เร้าใจให้คนเราไปบรรลุผล  เป้าหมายที่คลุมเครือจะทำให้เกิดแรงเฉื่อยทั้งต่อตัวเองและผู้คนรอบข้าง

  3. P- People  คือคน เลือกคนที่ใช่มาร่วมงาน “เลือกเรือดีดีมาขี่ข้าม  อย่าเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่” พอได้คนแล้ว ก็สอนงานให้เขา ทักษะสอนกันได้ แต่แรงใจภายในสอนยาก

  4. P- Product  คือสินค้าหรือบริการ  ต้องนั่งในใจลูกค้า ต้องทำให้สินค้าสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่หลงติดกับความสำเร็จในอดีต นั่นคือการพัฒนาสินค้าให้เหนือคู่แข่งอยู่เสมอ เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยวิธีการง่ายๆ และสะดวกยิ่ง

  5. P- Partnership  หุ้นส่วนที่เก่ง ต้องรู้จุดอ่อนและจุดแข็งตนเอง  หาคนที่มีจุดแข็งเข้ามาเสริม เพื่อลดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้

คนเรามีความเคยชินกับชีวิต การทำงานที่กลมกลืนไปกับแรงเฉื่อยในตนเอง จึงมักจะได้ผลแบบพื้นๆทั่วๆไป  แต่มาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก จุดไฟในหัวใจให้ลุกโชนตลอดเวลา  ให้ราคากับแรงใจแห่งความมุ่งมั่น ตอนที่เขาริเริ่มความคิดที่จะทำเว็บไซด์ เขาเชิญเพื่อน 20 คนมาที่บ้าน เล่าไอเดียให้ฟัง  มี 19 คน ที่คัดค้านเขา มีคนเดียวเท่านั้นที่เห็นด้วย แต่เขาตัดสินใจทำ

นี่คือราคาแห่งความมุ่งมั่น  ที่คนทั้งโลกต้องก้าวเดินตามเขา 


ติดตามงานเขียนได้ที่ FACEBOOK : PRASARN MARUKPITAK  

 

ไม่ต้องขอบคุณอะไรทั้งนั้น

 

20170127_nothankyou

ถ้ามีอันจะต้องไปอบรมหลักสูตร “ทีมงานเชิงสร้างสรรค์” ( Team Synergy) ให้กับภาครัฐ  รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน ผู้เขียนจะต้องนำเสนอ ภูมิปัญญาคนอินเดียนแดง ชนเผ่าดั้งเดิมในสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่าคนแบ่งเป็น 4 แบบ คือ

 คนแบบกระทิง  เป็นพวกธาตุไฟ ที่เอางานเป็นตัวตั้ง เป็นประเภทขาลุย พูดจาตรงไม่ห่วงว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ

ขณะที่คนแบบหนู  เป็นคนธาตุน้ำ ปรับตัวเก่ง จะเน้นความสัมพันธ์ ชอบเอาใจคนอื่น ไม่อยากผิดใจใคร ถือว่าเป็นพวก “อยากให้โลกนี้มีความรัก”

ส่วนคนแบบหมี เป็นคนธาตุดิน จะให้น้ำหนักกับความถูกต้อง เป็นระเบียบ ลงรายละเอียด เอาเหตุเอาผลเป็นหลัก

ขณะที่คนแบบอินทรี เป็นคนธาตุลม จะมองมุมกว้าง คิดไกล สนใจสิ่งใหม่ ไม่ลงรายละเอียด คิดสร้างสรรค์เก่ง

ผู้เขียน ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบว่า

คนเยอรมันเป็นคนเอาจริงเอาจัง เคร่งเครียด ขาดอารมณ์ขัน ไม่อ้อมค้อม และมุ่งประสิทธิภาพเป็นสำคัญ ในขณะที่ชาวเวียนนาแห่งออสเตรีย เป็นคนมีอารมณ์สุนทรีย์ มีเสน่ห์ และดูเป็นมิตรมากกว่า

มีเรื่องเล่าว่า ชาวเบอร์ลินแห่งเยอรมันคนหนึ่ง ไปเที่ยวที่เมืองเวียนนา เมื่อหลงทางเขาทำอย่างไร

เขากระชากคอเสื้อชายชาวเวียนนาคนแรก ที่เดินผ่านหน้าเขาแล้วตะคอกถามว่า

“ไปรษณีย์อยู่ที่ไหนวะ”

คนเวียนนาตกใจเขาค่อยๆ แกะมือออกจากคอเสื้อ ลูบคอเสื้อให้เรียบร้อย แล้วพูดอย่างสุภาพว่า

“ท่านครับ คงจะดีทีเดียว ถ้าท่านจะถามผมอย่างสุภาพว่า หากคุณมีเวลาและสามารถจะรู้ได้ คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า ที่ทำการไปรษณีย์อยู่ที่ไหน”

คนเบอร์ลินจ้องมองอย่างงงๆ ก่อนจะพูดว่า

“กูยอมหลงทางดีกว่า” แล้วกระแทกเท้าเดินแยกจากไป

ต่อมาไม่นาน ชาวเวียนนาคนนั้นไปเที่ยวกรุงเบอร์ลิน เขากำลังมองหาที่ทำการไปรษณีย์ จึงเดินไปหาชาวเบอร์ลินคนหนึ่ง แล้วถามว่า

“ท่านครับ หากท่านมีเวลาสักครู่ ท่านกรุณาบอกทางไปที่ทำการไปรษณีย์ให้ผมด้วยครับ”

คนเบอร์ลินตอบอย่างรวดเร็ว พูดคำตรงคล้ายหุ่นยนต์ว่า

“ตรงไปข้างหน้า สองบล็อก เลี้ยวขวาเดินตรงไปหนึ่งบล็อก ข้ามถนน เดินไปทางซ้าย ข้ามทางรถไฟ ผ่านร้านขายหนังสือพิมพ์ ก็จะถึงที่ทำการไปรษณีย์”

คนเวียนนารู้สึกมึนงง ตามไม่ทัน และไม่ค่อยแน่ใจในเส้นทางที่บอก อย่างไรก็ตาม เขามีมารยาทที่พูดออกมาว่า

“ขอบพระคุณท่านมากในความกรุณา”

ทันใดนั้น คนเบอร์ลินก็กระชากคอเสื้อชาวเวียนนาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วพูดว่า

“ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรทั้งนั้น ไหนมึงทบทวนเส้นทางที่กูบอกมาซิ”

เราอาจพูดได้ว่าคนเยอรมันคนนี้ มีบุคลิกภาพแบบกระทิง คือพุ่งตรงเข้าสู่ตัวงานโดยไม่ไยดีกับความรู้สึกของอีกฝ่าย ขณะที่คนออสเตรียคนนี้ เป็นแบบหนู ที่พูดจาดี เอาใจคนอื่นเพื่อให้เขารู้สึกทางบวกกับตนเอง

ใครจะเลือกใช้แบบไหนหรือจะผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกเอา  


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

 

 

ตอกเสาเข็มเต็มแผ่นดิน : ให้ประชาชนเป็นเจ้าของการปฏิรูป

20170121_pillar

พูดกันมานานหลายปีดีดักแล้วว่า ประเทศไทยต้องปฏิรูปในทุกด้าน  ยิ่งในระยะก่อนการรัฐประหาร  22 พค. 2557  ยิ่งทำให้การปฏิรูปยกระดับ กลายเป็นกระแสสูง แทบจะเรียกได้ว่าการปฏิรูปเป็นฉันทามติของมวลมหาประชาชนทั้งประเทศเลยทีเดียว

ความจริงก่อนหน้านั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป โดยมีนายอานันท์  ปันยารชุน เป็นประธาน  และได้แต่งตั้งสมัชชาปฏิรูปโดยมี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

ทั้งสองคณะมีบทสรุปการปฏิรูปด้านต่างๆไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข้อยุติที่ตรงกันในปัญหาเชิงโครงสร้างว่าประเทศไทยต้องก้าวไปสู่การ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”  จึงจะก่อเกิดการปฏิรูปที่เป็นจริงได้  แต่ข้อยุตินี้ฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจรัฐไม่ไยดี  ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมาก ที่ฉ้อฉล  นำไปสู่การต่อต้านขนาดใหญ่ที่มีกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยเป็นชนวนสำคัญ

รัฐบาล คสช. ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นมาทำหน้าที่ขบคิดจนตกผลึกเป็น 37 ประเด็นปฏิรูปที่เป็นเนื้อเป็นหนังพอสมควร  ต่อเนื่องด้วยการแต่งตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ขึ้นมาต่อยอดผลงานของ สปช. ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

เกือบจะเรียกได้ว่า สาระแก่นแกนของการปฏิรูปนั้น ตกผลึกเป็นตัวหนังสือที่ส่องภาพอนาคตประเทศไทยได้ดีในระดับหนึ่ง

ปัญหาอยู่ที่การนำไปก่อให้เกิดผลทางปฏิบัติว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว  เพราะถึงอย่างไรผลสรุปที่ได้ก็ยังเป็นผลงานของบรรดาคนชั้นกลางและคนชั้นสูง ที่ประกอบส่วนเป็นคณะปฏิรูปชุดต่างๆ ดังกล่าว

ปัญหายังมีอีกว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกลางปีหน้านั้น จะสืบเนื่องการปฏิรูปหรือไม่ เพราะพวกเขามีอำนาจและผลประโยชน์ และชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นเสน่ห์ที่เย้ายวนใจมากกว่าการปฏิรูปยิ่งนัก แม้ว่าบทบัญญัติเรื่องการปฏิรูปจะถูกกำหนดไว้ในหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติก็ตาม

ผู้เขียนเห็นว่า การปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นจริงและสามารถสืบสานอย่างต่อเนื่องยั่งยืนได้ ต้องไม่ใช่วิธีสั่งการจากเบื้องบนลงไปหาประชาชนแบบ “คุณพ่อรู้ดี” ที่ผู้ปกครองใช้อำนาจทุบโต๊ะได้ เช่นทำเรื่องจำนำข้าว แต่ความจริงรัฐเป็นผู้ซื้อขายข้าวแบบผูกขาด เช่นจะทำโครงการรถไฟความเร็วสูงไว้ขนผัก และระบบคมนาคม 2 ล้านล้านบาท เช่นจะทำโครงการเมกะน้ำ 3.5 แสนล้านบาท  เช่นคิดจะทำโครงการถมทะเล 3 แสนล้านบาท  ที่ล้มเหลวมาแล้วทั้งหมด

ที่เป็นเช่นนี้เพราะโครงการทั้งหลายที่นำเสนอนั้น ออกจากมันสมองของคนเพียงคนเดียวหรืออาจจะ 2-3 คน ไม่ได้มาจากความต้องการที่เป็นจริงของสังคม

ผู้เขียนเห็นว่าสังคมไทยควรทำให้ภาระกิจการปฏิรูปประเทศเป็นของคนไทยทุกคน  ไมใช่จำกัดอยู่ในมือของ สปท. ของ สนช. หรือของรัฐบาล  หรือของคณะกรรมการการปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นใหม่เท่านั้น

ประเด็นการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ควรให้ประชาชนเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ อย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่เพียงแต่ให้เป็นพิธีกรรมประเภทเพื่อให้เห็นภาพว่าประชาชนมีส่วนร่วม

ทำอย่างไร

  1. เปิดพื้นที่และเวทีทางปัญญาให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้พื้นที่ 7,255 ตำบลเป็นตัวตั้ง ให้คนในแต่ละตำบล ที่มีลักษณะตัวแทน  คือนอกจาก นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้มีปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนผู้หญิง ตัวแทนครู  ตัวแทนเด็ก  ตัวแทนคนแก่ ตัวแทนกลุ่มอาชีพ  รวมทั้งตัวแทนพระสงฆ์  ประกอบกันขึ้นมาเป็น “สภาชาวบ้าน” เท่าจำนวนตำบล คือ  7,255 สภา

 ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน  ไม่ต้องมีเบี้ยประชุม  ไม่ต้องสร้างห้องประชุม  ไม่ต้องก่อสร้างอะไรให้เปลืองเงิน ให้ อบต. ช่วยทำหน้าที่ทางธุรการ ให้เชิญประชุม เตรียมสถานที่ประชุม ที่จะเป็นศาลาประชาคม  ห้องประชุมโรงเรียน หรือศาลาวัดก็ได้

  1. ให้ที่ประชุมสภาชาวบ้านเป็นผู้กำหนด วาระการประชุม ตามความเรียกร้องต้องการร่วมกัน ของชาวบ้านในตำบลนั้นๆ

ตำบล “สร้างสรรค์” อาจจะกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นประเด็น ต้องแก้ไข

ตำบล “จรรโลง” อาจจะมีบทสรุปเรื่อง “แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อชีวิตชุมชน”

ตำบล “ปรารถนาดี” อาจจะบอกว่ามลพิษในแม่น้ำลำคลอง ต้องแก้ไข โดยเร่งด่วน

ตำบล “เกียรติภูมิ” อาจจะวางข้อกำหนด ปฏิเสธธุรกิจค้ากามแอบแฝงโดยเด็ดขาด

ตำบล “ เด็กดี” อาจจะมุ่งมั่นทำให้ตำบลของตนดำเนินวิถีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม

แต่ละตำบล กำหนดชะตากรรมของตนเองตามที่จะหาข้อยุติร่วมกัน จะมีประเด็นอะไรอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของที่ประชุมสภาชาวบ้าน

ทั้งนี้ให้มีการนำเอาบทสรุปของ สปช. และ สปท. ไปบูรณาการร่วมกับที่ประชุมของสภาชาวบ้านด้วย

หลักมีอยู่ว่า สภาชาวบ้านเป็นผู้กำหนดวาระ เป็นผู้หาข้อยุติ เป็นผู้ออกแบบเนื้องาน เป็นผู้ผลักดันให้เกิดผล และเป็นผู้ประเมินผลงาน

  1. มีตัวอย่างมาแล้วมากมายในทั่วประเทศ ที่ทำเรื่องของชุมชนสำเร็จมาแล้ว

นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองกลางดง  อ. สามร้อยยอด  จ. ประจวบคีรีขันธ์  จัดทำ “สภาผู้นำชุมชน” ที่นั่น จนแก้ปัญหาหนี้สินชุมชน ปัญหาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ได้ผลดียิ่ง

ที่ตำบลยกกระบัตร อ. บ้านแพ้ว  จ. สมุทรสาคร  พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร

พาชาวบ้านช่วยกันทำฐานข้อมูลชุมชน จนกำจัดความชั่วร้าย ในตำบลได้เกือบหมด เช่น ลักขโมย

ยาเสพติด การพนัน

ตำบลกะตะ–กะรน ที่ภูเก็ต นายกเทศมนตรี ร่วมกับภาควิชาการ และภาคเอกชน เป็นสามภาคี แก้ปัญหาการบุกรุกทำลายสันทรายหน้าหาด ทำให้ทอนกำลังคลื่นซึนามิ เมื่อปี 2547 อย่างได้ผล ที่นั่นได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ขณะที่หาดป่าตอง ใกล้เคียงกันนั้น สันทรายถูกนายทุนขุดทรายไปขายจนหมด จึงรับคลื่นซึนามิ และรับภัยพิบัติไปเต็มๆ สามภาคียังปกป้องอาชีพเรือนำเที่ยวของชาวบ้าน ให้ยืนอยู่ได้ ไม่ยอมให้ทุนใหญ่เอาเรือทุนใหญ่ เข้ามาแย่งอาชีพ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ซึ่งสามารถศึกษาและถอดบทเรียนได้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามมีเต็มแผ่นดิน ขอแต่เพียงเปิดพื้นที่ให้เขาได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเป็นเจ้าของ เขาก็จะรักษาชุมชนของเขาไว้ได้ด้วยตัวของชาวบ้านเอง

อย่าห่วงว่าชาวบ้านจะมีมติเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ได้ หากจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนให้ดีด้วยวิธีสุนทรียสนทนา (DIALOGUE) หรือใช้วิธีจิบกาแฟเปลี่ยนสังคม (WORLD CAFÉ) ผู้ร่วมประชุมจะ

แสดงออก ถึงด้านที่เห็นแก่ส่วนรวม มากกว่าส่วนตัว ตามหลักจิตวิทยาง่ายๆ คือ “เราจะไม่แสดงการ

เห็นแก่ตัวต่อหน้าสาธารณะ” ( It ’s very difficult to be selfish infront of the public )

ใช่หรือไม่ว่าคนไทยต้องการให้การปฏิรูปเกิดขึ้นเป็นจริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด

แล้วจะเอาอะไรเป็นหลักประกัน

ตั้งความหวังไว้กับนักการเมืองจากการเลือกตั้งหรือ หรือจะพึ่งพาระบบราชการ หรือจะอาศัยคำสั่งจากข้างบนลงมา บุคคลหรือองค์กร เป็นที่หวังได้มากน้อยแค่ไหน

ปัญหาประเทศชาติมีสารพัด มีความสลับซับซ้อน และมีความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลง พระเอกขี่ม้าขาว ถึงจะมีเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถแบกรับภารกิจอันใหญ่หลวงของประเทศได้

ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของงานปฏิรูปประเทศไทย ด้วยการระดมปัญญาทั้งประเทศ โดยใช้เขตพื้นที่ตำบลเป็นหลัก บทสรุปหรือฉันทามติของสภาชาวบ้าน เหมือนเป็นการปักเสาเข็มการปฏิรูปเต็มแผ่นดิน ฝ่ายการเมืองหน้าไหนจะกล้ามาขัดใจชาวบ้าน

ปฏิบัติการให้ประชาชนเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศ คือความเคารพประชาชนด้วยใจกว้างของภาครัฐ ที่จะทำให้ประชาชนมีความภูมิใจในเหงื่อแรง และปัญญาของตน เหมือนได้ร่วมทำบุญมหากุศล

ใหญ่ ที่ทำให้เกิดพันธะผูกพันที่จะร่วมด้วยช่วยกันให้การปฏิรูปบรรลุผล และสืบสานต่อเนื่องภารกิจไปตลอด


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

วีรบุรุษผู้มาสาย

20170121_hero

เรื่องเก่าที่มีค่ายิ่ง  ควรแก่การนำมาเป็นบทเรียน

กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา มีความรู้สึกช้ามาก เพราะมามอบเหรียญกล้าหาญให้แก่วีรบุรุษของประเทศ เมื่อเวลาล่วงไปแล้ว 30 ปี

เมื่อ 16 มีนาคม 2511  นายฮิว ทอมป์สัน (HUGH  THOMPSON)  นักบินนำเฮลิคอปเตอร์ไปสนับสนุนการรบที่หมู่บ้านไมไล (My Lai) ในสงครามเวียดนาม โดยการร้องขอของร้อยโทวิลเลี่ยม เคลลี่ ผู้บังคับหมวดทหารราบที่ปฏิบัติการในบริเวณนั้น

“ต้องทำลายหมู่บ้านนี้เพื่อรักษาหมู่บ้านนี้เอาไว้”

เป็นคำสั่งของเคลลี่ที่สั่งทอมป์สันให้ช่วยไล่ล่าฆ่าชาวบ้าน ทอมป์สันเห็นการสังหารหมู่อย่างทารุณต่อชาวบ้านไมไล ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงที่ปราศจากอาวุธ

ในเวลานั้นคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า

“ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา ก็ต้องเป็นศัตรูของเรา”

แล้วทอมป์สันทำอย่างไร

แทนการปฏิบัติตามคำสั่งของเคลลี่ ทอมป์สันกลับช่วยชาวบ้านเวียดนามให้หนีขึ้นบนเครื่องเฮลิคอปเตอร์ของเขา โดยเขาและลูกน้องใช้ปืนขู่ทหารสหรัฐด้วยกันไม่ให้ตามมาสังหารชาวบ้านไมไลที่เขาช่วยออกมา

ทอมป์สันให้สัมภาษณ์นักข่าว เอพี เมื่อวันที่  6 มีนาคม 2541 ว่า

“ผมยังฝันร้ายอยู่จนทุกวันนี้ ที่เห็นทหารอเมริกันสังหารหมู่ชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ ทั้งๆที่ไม่มีการยิงใส่ทหารอเมริกันแม้แต่นิดเดียว และไม่มีข้าศึกอยู่ในบริเวณนั้นด้วย”

ร้อยโทเคลลี่ถูกศาลทหารตัดสินเมื่อปี 2541 ว่ามีความผิดจริงในการสั่งให้สังหารหมู่ชาวบ้านไมไลในเวียดนามกว่า 100 คน และถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี

ในขณะที่ทอมป์สันถูกทิ้งให้ลืมไปถึง 30 ปี กว่าจะกลายเป็นวีรบุรุษผู้มาสาย

สามสิบปี เป็นเวลาที่เนิ่นนานพอควร แต่ทำให้โลกประจักษ์ในตัวอย่างอันงดงามของบุคคลผู้มีวิจารณญาณที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ว่า คำสั่งใดควรปฏิบัติ และปฏิเสธคำสั่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ออกคำสั่ง 


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

อูบันตู (UBUNTU): ความเป็นมนุษย์ในตัวคน

20170117_ubuntu

นักมานุษยวิทยาคนหนึ่งไปศึกษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ของชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในอัฟริกา

ขณะที่รายล้อมไปด้วยเด็กกลุ่มหนึ่ง เขาเล่นเกมด้วยการเอาตะกร้าผลไม้ซึ่งมีผลไม้วางอยู่เต็มตะกร้าแล้วเอาตะกร้านั้นวางใต้ต้นไม้ ห่างจากกลุ่มเด็กราว 50 เมตร  เขาวางกติกาโดยบอกกับเด็กทั้งหมดว่า ใครก็ตามที่วิ่งเร็วสุดถึงตะกร้าเป็นคนแรกเป็นผู้ชนะ จะได้ตะกร้าผลไม้นั้นเป็นรางวัล

ก่อนจะให้สัญญาณเด็กวิ่ง ปรากฏว่าโดยไม่ต้องพูดอะไรกัน เด็กทั้งหมดพากันคล้องแขนกันและกันทั้งสองข้างเป็นหน้ากระดานเรียงหนึ่ง หลังจากได้รับสัญญาณให้เริ่มได้ พวกเขาวิ่งไปพร้อมๆกัน และพวกเขาถึงตะกร้าผลไม้พร้อมกันทั้งหมด

ทุกคนเอาผลไม้ในตะกร้ามาแบ่งปันกันทั่วหน้า ไม่มีใครได้มากน้อยไปกว่าใคร แล้วต่างก็แกะผลไม้กินกันอย่างเบิกบาน

“ทำไมหนูถึงใช้วิธีวิ่งไปถึงพร้อมๆกัน แทนที่จะแข่งขันเอาชนะเพื่อน เพื่อจะได้ผลไม้ทั้งตะกร้าไว้กินคนเดียว” นักมานุษยวิทยาถาม

เด็กๆ ส่งเสียงตอบพร้อมกันว่า “อูบันตู”(UBUNTU) ความหมายก็คือ “ฉันจะสุขได้อย่างไรถ้าคนอื่นเศร้า” หรือหมายความได้ว่า “ฉันเป็นอะไร เพราะเราเป็นอะไร” (“ I am because we are”)

เรื่องที่ไม่คาดคิด เกิดขึ้นได้เสมอ

ใช่ไหมว่าเราจะมีภาพในใจของเราเองว่า เด็กชนเผ่าในอัฟริกานั้น ไร้การศึกษา อดอยาก แร้นแค้น จนแม้แต่เสื้อผ้าไม่มีจะสวมใส่

ดังนั้นต่อหน้าผลไม้เต็มตะกร้าที่ยั่วยวนใจอย่างนี้ เด็กแต่ละคนคงจะวิ่งสุดแรงเกิด เพื่อไปถึงเป็นคนแรกจะได้คว้าตะกร้าผลไม้มาเป็นของตนเพียงคนเดียวให้ได้ แต่ที่ไหนได้ แม้แต่นักมานุษยวิทยาเองก็ยังงุนงง จึงตั้งคำถามและได้รับคำตอบเช่นนั้น

ความอดอยากยากจน จึงไม่ใช่บทสรุปว่า จะเป็นเหตุให้พวกเขาเห็นแก่ตัว

ความแร้นแค้น ก็ใช่ว่าจะแล้งน้ำใจที่พึงมีต่อกันและกัน

ขาดการศึกษา ไม่ได้หมายถึงว่าจะทำความดีไม่ได้

อูบันตู (UBUNTU) คำโบราณในทวีปอัฟริกา แปลตรงตัวว่า “ความเป็นมนุษย์ในคน” ก็คือความเมตตาในตัวคนนั่นเอง

ในความหมายที่กว้าง “เราเป็นมนุษย์ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะเราทุกคนมีความเมตตาต่อกัน”

ใช่ไหมว่าเมตตาธรรมในตัวคนนั่นเอง คือแก่นแกนและความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

จอไฟฟ้า : ยาเสพติดขนานใหม่

20170111_screens

 

ใช่หรือไม่ว่า จอไฟฟ้า หรือที่เรียกทับศัพท์ว่าสมาร์ทโฟน ที่ใช้สื่อสารผ่านระบบไลน์ เฟสบุ๊ค

อินตราแกรม หรืออื่นๆ นั้น เป็นยาเสพติดขนานใหม่แห่งยุคสมัยปัจจุบัน ที่ผู้คนทั้งโลกพากันจ่อมจม

อยู่กับหน้าจอทุกวี่วัน ตั้งแต่ตื่นนอน แต่งตัว ในห้องครัว ห้องรับแขก บนบันได ในรถโดยสาร

สาธารณะ ในรถส่วนตัว บนถนนทางเท้า บนทางม้าลาย ในห้องทำงาน ขณะถ่ายทุกข์ในห้องน้ำ

ขณะกินข้าว ขณะดูทีวี กลายเป็นอุปกรณ์ติดตัวเหมือนเป็นอวัยวะลำดับที่ 33 ของร่างกายที่ไปไหน

ต้องไปด้วยยังไงยังงั้น

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้

ไลน์หรือเฟสบุ๊ค มีภาพและคำที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะได้แบบตรงตัวอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ส่งภาพก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูดูน่ากินออกไป  ส่งรูปภาพตัวเองที่อัพเดทหน้าจอใหม่ สักพักก็กดไลค์กันมาแล้ว ยังมีมธุรสภาษาตามมาเป็นกระบวน “น่ากิน” “อร่อยจัง” “สวยๆๆๆ” “น่ารัก” “หล่อฝุดๆ”

สารพันคำเยินยอจะส่งมาให้เจ้าตัวเห็น เห็นอะไร ก็เห็นตัวคนที่คนชมนั่นเอง

มันเป็นการสื่อสารตรงระหว่างตัวเรากับคนอื่นที่เครื่องมืออื่นๆไม่อาจทำได้ฉับพลันแบบนี้ เราใส่ใจความเป็นไปของตัวเรามากกว่าสิ่งใดอื่นที่อยู่ไกลออกไป

ภาพและคำหน้าจอ จึงเขย่าอัตตาของคน ให้หัวใจฟูฟ่องขึ้นมาได้อย่างดี แถมในเครื่องยังมีแอพพลิเคชั่น ที่ปรับแต่งรูปภาพให้ดีสวยกว่าของจริงได้สารพัด หน้าไม่สวยทำให้สวยได้ รูปไม่หล่อแต่งหล่อได้ ผิวที่คล้ำทำให้ขาวผ่องนวลใยได้ หุ่นพะโล้ยังทำให้เพรียวลมได้เลย

คำชมที่กลับมาแม้จะเกินจริง แต่เจ้าตัวมักเต็มใจที่จะรับไว้ด้วยหัวใจยินดี แค่ชมว่า “หล่อ” หรือ “สวย”ก็ปลื้มแล้ว อย่างอื่นใส่ลิ้นชักเก็บไว้ก่อน

แน่ละ คนที่เล่นไลน์หรือเฟสบุ๊ค จำนวนไม่น้อยที่นำมาใช้ในการงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จ.กาญจนบุรี  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหน่วยงานที่ชนะเลิศในการให้บริการดีเด่น ทราบมาว่าหน่วยงานนั้นได้เปิดกลุ่มไลน์ย่อยตามเขตพื้นที่ และใช้เฟสบุ๊คเป็นเครื่องมือพร้อมกันไปด้วย เพื่อสื่อสารตรงกับประชาชนผู้ใช้ไฟในแต่ละเขต บ้านใครไฟตก เรือนไหนไฟดับ ใครถูกแจ้งค่าไฟฟ้าเกิน ชาวบ้านสามารถส่งคำร้องเรียนเข้าไลน์ หรือเฟสบุ๊คได้ทันที แล้วการแก้ไขจะตามมาแบบฉับพลัน ผู้ใช้ไฟจึงสบอัธยาศัยยิ่งกับการนำสมาร์ทโฟนมาใช้ เพื่อการบริการอย่างเกินความคาดหมายแบบนี้

ย้อนกลับไปสำรวจหน้าจอไฟฟ้าของเราเอง จะพบว่าเกินกว่าครึ่งที่วนเวียนอยู่กับเสื้อผ้า รูปลักษณ์  อาหาร ขนม แสงสีตื่นตาตื่นใจที่ฉาบฉวย และเอออวยกันอย่างไร้สาระ

ร้ายไปกว่านั้น คือจอไฟฟ้านั้นเองที่เป็นกำแพงขวางกั้นการสื่อสารกับคนที่อยู่ตรงหน้า ในขณะที่สามารถทำให้คนที่อยู่คนละซีกโลกเข้ามาใกล้กันได้ แต่กลับผลักไสให้คนที่อยู่ใกล้ๆกระเด็นออกไปไกลกัน

ใช่หรือไม่ว่า

  1. เราล้วนจ่อมจมอยู่กับหน้าจอไฟฟ้า จนละเลยงานอื่นที่สำคัญและเร่งด่วนมากกว่า ให้ล่าช้าออกไป หรือไม่ก็ทิ้งมันไปเลย

  1. เราต่างตั้งกำแพงกั้นขวาง ผู้คนที่อยู่ตรงหน้าเรา ด้วยการที่แต่ละคนต่างจับเจ่าอยู่กับจอไฟฟ้าของตนเอง

 

ออนไลน์อันเลอเลิศประเสริฐสุด
ประดิษฐกรรมมนุษย์สุดรังสรรค์
หน้าจอจูงคนไกลมาใกล้กัน
แต่ผลักดันคนใกล้ไปไกลโพ้น



ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak  

กีฬาสู้วัว : อารยะหรืออนารยะ

20170106_bullfight

ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ลงวันที่ 3 มค.60 หน้า 9 มีภาพมาธาดอร์สู้วัว มีคำบรรยายภาพว่า “นักสู้วัวตั้งท่าใช้หอกสั้นหรือบันเดริยัส กระโดดปักใส่หลังของวัวที่พุ่งเข้าใส่ กลางสังเวียนสู้วัวกานาเวราเลโด ในจังหวัดบาเยเดลเกากาของโคลอมเบีย”  

ทำให้นึกย้อนอดีตเมื่อเกือบ 42 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปประเทศสเปน และได้เข้าดูกีฬาสู้วัวกระทิงในสนามสู้วัวกลางกรุงแมดริด ที่มีคนดูเต็มสนาม คะเนว่าราว  20,000 คน

มีการปล่อยวัวหนึ่งตัวกับมาธาดอร์ชายชุดสู้วัวกระทิงหนึ่งคนพร้อมผ้าแดงและฉมวกในมือ โดยออกมาปะทะวัดดวงกันทีละคู่

มาธาดอร์จะโบกสะบัดผ้าแดงเพื่อหลอกล่อวัว ให้วิ่งเข้าชน ที่จริงสีแดงไม่ได้เป็นอริกับวัว แต่วัวตาบอดสี มันเห็นแต่สีขาวกับดำเท่านั้น เขาใช้ผ้าสีแดงเพราะมันเห็นเด่นชัดและกลมกลืนกับสีเลือดวัว ก่อนจะปล่อยตัวลงสนาม เขาทำร้ายวัวให้เจ็บปวดไว้แล้วเพื่อมันจะได้งุ่นง่านหงุดหงิด เห็นสีแดงเป็นขวิดทันที

เมื่อมาธาดอร์คนใด ใช้ฉมวกแทงเข้าที่หนอกวัว แล้ววัวยังสามารถวิ่งต่อไปได้ จะได้ยินเสียงฮึมของผู้คนสองหมื่นคนที่บ่งบอกความผิดหวัง ฉมวกสองและสาม ยังเอาวัวไม่ลง ผู้คนทั้งสนามยิ่งออกอาการผิดหวังหนักขึ้น บางคนส่งเสียงตะโกนด่ามาธาดอร์ลงมาจากอัฒจันทร์  เพราะถือว่ามาธาดอร์คนนั้นฝีมือห่วยมาก

ครั้นคู่ไหน ที่เมื่อเผชิญหน้ากับวัวแล้ว มาธาดอร์สามารถใช้ฉมวกอันแรกปักลงที่หนอกวัว แทงทะลุไปที่ขั้วหัวใจของวัว ทำให้วัวทรุดลงด้วยฉมวกเดียว ผู้คนสองหมื่นคนทั้งสนามจะยืนขึ้นโห่ร้องแสดงความยินดี และปรบมือกระทืบเท้าให้เกียรติมาธาดอร์คนนั้นอย่างกึกก้อง

นั่นคือ ภาพที่ติดตาตรึงใจผู้เขียนมาตลอด ผู้เขียนรู้สึกโกรธคนทั้งสนาม

การต่อสู้ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นสัตว์ มีเพียงกำลังแข็งแกร่ง และมีเขาเป็นอาวุธ แถมถูกทำร้ายให้บาดเจ็บไว้ก่อนปล่อยลงสู่สนาม อีกฝ่ายมีฉมวกติดตัวหลายอัน มีผ้าแดงไว้หลอกล่อให้วัวขวิดอีกต่างหาก พอถึงทีเผลอก็กระซวกฉมวกเข้าที่หนอกวัวตรงเข้าตัดขั้วหัวใจ

ส่วนกองเชียร์นั้น ส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างคนฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีใครเชียร์วัว ถ้าวัวไม่ตายทันที กองเชียร์จะประนามมาธาดอร์ แต่ถ้าวัวตายด้วยฉมวกเดียว เสียงสรรเสริญกลับกระหึ่มอัฒจันทร์

ช่างเป็นการต่อสู้ที่คนมีแต้มต่อมากมาย ขณะที่วัวไม่มีทางชนะได้เลย มีแต่ตายสถานเดียว จะตายด้วยฉมวกเดียวหรือหลายฉมวกเท่านั้น

เราควรนับว่านี่เป็นกีฬาของอารยชน หรือว่าเป็นกีฬาของอนารยชนกันแน่


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak 

ประเทศไทยในปี  2560

 

20170106_thailand2017

มีข้อคิดที่ขอนำเสนอต่อสาธารณะ ในโอกาส ปี 2560     ดังนี้

1. กระแสสูงแห่งการแสดงคารวาลัยของพสกนิกร ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ยังคงดำเนินต่อเนื่องไปตลอดปี 2560  เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นไปตามธรรมชาติที่เป็นทั้งการยกระดับและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ในพระอัจฉริยภาพ และพระเมตตาธรรมอันสูงส่ง และก่อเกิดศรัทธาเปี่ยมล้นต่อพระองค์ท่าน  เป็นพระบารมีที่แผ่ไพศาลไม่เฉพาะในแผ่นดินแต่ขจรขจายไปทั่วโลก จนแม้แต่กลุ่มคนที่ต่อต้านสถาบันยังงงงวยว่ากระแสเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

หากถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาล สถาบันการศึกษา สื่อมวลชนและองค์กรต่างๆจะร่วมกันน้อมนำ โดยเผยแพร่และให้การศึกษาต่อสังคมอย่างเป็นระบบ ทั่วด้าน และต่อเนื่อง  จะเป็นคุณูปการยาวไกลที่ทำให้แนวทางการใช้ชีวิตอย่างพอพียง และพระราชธรรมคำสอนได้จำหลักอยู่ในหัวใจคนไทย  กลายเป็นมาตรฐานใหม่ทางคุณธรรมที่มีคุณค่า ไม่ต้องไปหลงตื่นหลงตามกระแสบริโภคนิยมอันฉาบฉวย

2. การปฏิรูปประเทศไทยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาล คสช. หรือรัฐบาลหลังเลือกตั้งทั่วไป

เพราะมีบทบัญญัติกำหนดไว้อย่างมั่นคงในรัฐธรรมนูญ แถมยังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ออกมารองรับ

เป็นที่เข้าใจและคาดคะเนกันได้ว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองมีแนวโน้มจะวางน้ำหนักไว้ที่เสถียรภาพและการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยไม่อินังขังขอบกับการปฏิรูปอะไรนัก ทั้งๆที่โลกเปลี่ยนแปลงแรงและเร็วยิ่งนัก รัฐบาลควรช่วงชิงโอกาสช่วงหนึ่งปีเศษนี้วางเสาเข็มการปฏิรูปให้หยั่งลึกและหนักแน่นมั่นคง

ให้ได้ โดยนอกจากจะใช้อำนาจทางกฎหมายและการบริหารจัดการแล้ว รัฐบาลควรอาศัยประชาชนเป็นหลังพิงด้วยการทำให้การปฏิรูปเป็นภารกิจร่วมกันของผู้คนทั้งประเทศ กล่าวคือให้ประชาชนในระดับตำบลทุกตำบลกำหนดวาระและประเด็นการปฏิรูปด้วยตนเอง โดยฝ่ายรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เกื้อหนุนอำนวยความสะดวก

วิธีนี้เป็นการกำหนดชะตากรรมตนเองจากคนข้างล่าง (Bottom Up)  ไม่ใช่การทุบโต๊ะจากคนข้างบน(Top Down) ซึ่งพิสูจน์มาแล้วในอดีตว่า การสั่งการมาจากข้างบนมักจะล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ในขณะที่การร่วมคิดร่วมทำจากข้างล่างก่อให้เกิดพลังและความสำเร็จได้มากกว่า

น่าสังเกตว่าท่ามกลางกระแสปฏิรูปที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่มีสิ่งที่เรียกว่า “พรรคการเมือง”กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ ทั้งๆที่ควรเป็นสถาบันที่เป็นความหวังของประชาชน

มีข้อคิดว่าการปฏิรูปที่ดำเนินอยู่ จะก่อให้เกิดผลเชิงปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด เพราะระบบอุปถัมภ์ของไทยยังทรงอิทธิพลยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้เชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปที่ดิน และการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทั้งสามประเด็นนี้จะเป็นไปได้ยากมาก

3.การเมืองและการเลือกตั้งทั่วไป

การเลือกตั้งทั่วไป ดูตามรูปการแล้ว คงขยับไปกลางปี 2561 บวกลบราว 2-3 เดือน ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น สาเหตุมาจากเงื่อนเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกที่เรียกว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ รวมแล้วมากกว่า 200 ฉบับที่ต้องพิจารณาให้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้

หลังจาก พ.ร.บ. พรรคการเมืองและ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง ประกาศใช้ บรรยากาศการเมืองจะเปิด ทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองดำเนินไปได้

จะมีเสียงเรียกร้องของฝ่ายการเมือง เพื่อเร่งเวลาการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น แต่เสียงของนักการเมืองจะแผ่วเบาและไม่มีน้ำหนัก สังคมจะยอมให้กับ คสช. มากกว่าจะมีอารมณ์ร่วมกับฝ่ายการเมืองในประเด็นนี้

4. คดีความสำคัญในปี 2560 ที่น่าจับตา คือ คดีจำนำข้าวที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก

รัฐมนตรีและพวกเป็นจำเลย ซึ่งจะสืบพยานปากสุดท้ายจบในวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 หลังจากนั้นไม่เกินสิ้นปีจะมีคำพิพากษา ถึงตอนนั้นจำเลยจะตัดสินใจอย่างไร จะอยู่หรือจะไป เป็นเรื่องที่สังคมจับจ้องอย่างไม่กระพริบตา

ส่วนนักโทษที่หนีอาญาแผ่นดินไปสรวมสัญชาติมอนเตเนโกรนั้นสำคัญผิดและประเมินตนสูงเกิน จึงผิดหวังซ้ำซากในความพากเพียรที่จะเจรจาต่อรอง นับถึงวันนี้เขาหมดโอกาสที่จะเหยียบแผ่นดินไทยแล้ว  ส่วนคดีธรรมกาย ที่สาวกทั้งปวงผิดศีลมุสาวาท โกหกกลางแดดเป็นรายวัน ไม่ยอมให้เจ้าลัทธิลวงโลกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยังคงจะยื้อสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อดึงเกมให้ยาวออกไป เป็นการเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับทางการไปเรื่อยๆ  ยิ่งยื้อก็ยิ่งเจ็บตัวเพราะพฤติกรรมต่างๆเปิดเผยตัวเอง ให้ศรัทธาเสื่อมสลายลงไปทุกวัน  เป็นโอกาสที่ทางการจะตรวจพบคดีหลอกลวงอื่นๆตามมาอีกหลายคดี สังคมไทยยังจับภาพได้อีกว่าธรรมกายกับระบอบทักษิณนั้นต่างอิงอาศัยกันและกัน ฝ่ายหนึ่งพินาศอีกฝ่ายก็อยู่ได้ยาก ใครจะไปก่อนกัน คำตอบพอเห็นอยู่ แต่ไม่ควรจะนานเกินรอ

5.ปัญหาทางเศรษฐกิจ คือเงินในกระเป๋าชาวบ้านมีจำกัด เป็นปัญหาใกล้ตัวที่สุด ทำให้การจับจ่าย

ใช้สอยต้องพิถีพิถัน มองในแง่หนึ่งเป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนไทยมีบันยะบันยังไม่ฟุ่มเฟือยแบบเคยมือ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นปัญหาที่เบาบางมาก เมื่อเทียบกับยุคหลังฟองสบู่แตกเมื่อปี 2541

การลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆหลายแสนล้าน เช่นรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รวมทั้งการกระจายเงินสู่มือประชาชนทั่วประเทศสามารถบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นผลฉับพลัน

โดยสรุป สังคมไทยปี 2560  ยังประคองตัวกันไปได้ ยังไม่พูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำเติมสถานการณ์ให้สาหัสยิ่งขึ้น เพราะ ดิน น้ำ ป่า พลังงาน ถูกมนุษย์ทำลายมามากแล้ว หากธรรมชาติจะทวงคืนบ้างก็ต้องยอมรับชะตากรรม


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak 

การออกกำลังกาย จากประสบการณ์ตรง

20170106_exercise

28 ปีมานี้  ผู้เขียนไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเหตุป่วยไข้ใดๆ ยกเว้นไปทำฟัน ไปตรวจสุขภาพ  ไปเยี่ยมญาติ และไปบรรยาย

ต้องบอกว่าเป็นเพราะ การควบคุมตัวเองให้มีวินัยในการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง

  1. ว่ายน้ำอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก เป็นเวลา 45 นาที หรือ
  2. เดินเร็ว 1 ชั่วโมง ได้ระยะทาง 4.5 กม.
  3.  แกว่งแขนรวดเดียว  2,000 ครั้ง ราว 50 นาที

อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ทำได้ทุกวัน แถมทำท่าโยคะศีรษะอาสนะ (Head Stand) คือเอาหัวยืนต่างเท้า เอาเท้าชี้ฟ้าหรือชี้เพดาน ครั้งละ 7 นาที  ซึ่งเมื่อเอาตัวลงทีไรก็รู้สึกได้ทันทีว่าทุกอนูของร่างกายได้ออกกำลัง เลือดสูบฉีดแรงไปทั่วร่างอย่างฉับพลัน

นอกเหนือจากคุณูปการนานาของการออกกำลังกายที่หมอและตำราระบุไว้แล้ว ผู้เขียนได้ประสบการณ์ตรง ที่น่าสนใจว่า

  1. ธรรมดาเราจะรู้สึกปิติ รู้สึกสบายในขณะที่เหงื่อออก นั่นแปลว่าสารเอ็นดอร์ฟิน(สารแห่งความปิติ)หลั่งออกมาในสมองและกระแสเลือดแล้ว  แต่ผู้เขียนพบว่าเพียงแต่คิดว่าอีก 5 นาทีจะไปว่ายน้ำ  ทั้งๆที่เหงื่อยังไม่ทันออก  เราก็รู้สึกปิติแล้ว  นั่นหมายถึงว่าความคิดที่จะออกกำลังกายไปเร้าต่อมแห่งสุขภาพที่เข้มแข็งให้เริ่มทำงาน สารแห่งความปิติเกิดขึ้นทันทีส่งทอดต่อเนื่องไปถึงจังหวะที่เหงื่อออก
  1. ขณะเดินเร็วหรือว่ายน้ำก็ตาม เราพ้นไปจากหน้าจอไฟฟ้า(สมาร์ทโฟน)ทั้งหลายที่แย่งเวลาของเรา แต่ละวันไปวันละหลายชั่วโมง  ณ เวลานั้น เราได้อยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่ จะสวดมนต์ จะทบทวนพฤติกรรมตัวเอง จะอโหสิกรรมให้คนอื่น จะคิดพลอตบทความ จะเขียนบทกลอน จะกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำได้ทั้งนั้น ทำได้อย่างอิสระ หลายครั้งที่ผู้เขียนได้ผลงานเขียนจากช่วงนี้
  1. หลังการออกกำลังกาย เรารู้สึกปิติต่อเนื่องได้อีกพักใหญ่  ในเวลานั้น ร่างกายจะบอกกับเราว่าฉันแข็งแรงขึ้น ฉันมั่นคงขึ้น ฉันอายุยืนยาวมากขึ้น  ฉันหลีกจากโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น เป็นความรู้สึกที่ดีงามเสียนี่กระไร  รู้สึกอย่างนี้ได้ทุกวัน
  1. หลังออกกำลังกาย ทิ้งช่วงเล็กน้อย แล้วกินอาหาร ได้พบว่า ไม่ว่ากินอะไร ก็รู้สึกอร่อยลิ้นไปหมดกินข้าวคลุกน้ำปลายังอร่อยเลย  ใครที่ออกกำลังกายเคยสังเกตหรือเปล่าว่า กินข้าวอร่อยขึ้น นี่เป็นแง่มุม  บางอย่างที่อาจจะไม่ได้ยินใครพูดถึง แต่เป็นประสบการณ์ตรงที่รู้สึกได้ สัมผัสได้

เพียงเท่านี้ก็ย้ำเตือนตัวเองได้แล้วว่าอย่าทิ้งช่วงการออกกำลังกายเป็นอันขาด


ติดตามงานเขียนได้ที่ Facebook : Prasarn Marukpitak